[เต๋า- คชา] The Roommate

ตอนที่ 5 : 5th Knock

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,748
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ธ.ค. 54

The Roommate

5th  Knock

 

 

ทำไมถึงรู้สึกว่าอยากสนิทกับเค้า

*เต๋า* : เค้าเป็นคน... น่าแกล้ง ... เห็นแล้วอยากเข้าใกล้

 

         

 

 

         

          ก๊อก ก๊อก...ก๊อก

 

          เต๋าเคาะประตูที่มีป้ายแขวนอยู่ที่ลูกบิดว่า ไม่ว่าง” อย่างเนือยๆ ก่อนก้าวเท้าเข้าไปในห้องซ้อมดนตรีขนาดเล็ก  ดวงตาคมจับจ้องไปยังมุมห้อง   คนตัวเล็กนั่งอยู่หลังคีย์บอร์ดเพียงลำพัง  ใบหน้าเรียบเฉยจับจ้องเพียงปลายนิ้วที่ดีดพลิ้วอยู่เหนือคีย์บอร์ดสีขาวและดำ  ริมฝีปากสีชมพูสดขยับร้องเพลงคลอตามท่วงทำนองที่บรรเลงขึ้น  จมดิ่งอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ราวกับประสาทสัมผัสทุกส่วนของคชาปิดรับทุกอย่างรอบตัว เพราะร่างบางไม่มีท่าทางรับรู้ว่ามีเขาอยู่ในห้องด้วย    

          คชาปิดการรับรู้ของตัวเอง... ขณะเดียวกันก็สร้างกำแพงหนาด้วยเสียงดนตรีเพื่อกางกั้นไม่ให้ใครเข้าใกล้

          เต๋าส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างอ่อนใจ ...

นี่แหละ...คชาคนที่เขารู้จักมาหนึ่งอาทิตย์   หนึ่งอาทิตย์กับการอยู่ด้วยกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง...   ตั้งแต่ตื่นนอน   กินข้าว  ไปเรียน...  หนึ่งอาทิตย์ที่แสนทรมานสำหรับเต๋า   เพราะนอกจากวันที่ถูกหลอกล่อด้วยขนมซึ่งเขาขโมยมาจากห้องของไทด์   เขาก็แทบไม่มีประเด็นอะไรมาพูดคุยกับคนตัวเล็ก...ที่นิ่งเงียบอย่างน่ากลัว 

คชาเป็นคนแปลก  ยิ่งเขาพยายามเข้าใกล้... ก็ดูเหมือนจะยิ่งกลัว ... ยิ่งหลบหนีเข้าโลกตัวเอง 

          และดูเหมือนไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึก...  เพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคนต่างก็เห็นด้วยเช่นเดียวกัน    ทุกคลาสตั้งแต่วิชาเรียนพื้นฐาน  กระทั่งวิชาร้อง เต้นต่างๆ  เต๋ามักเห็นคชาหลบอยู่ที่มุมห้องเพียงลำพัง   ... ด้วยสีหน้าราบเรียบราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา   แม้ว่าคชาจะมีท่าทางกระตือรือร้นทุกครั้งที่ครูหยิบยื่นโจทย์ต่างๆมาให้  หากกับเพื่อนร่วมห้องแล้ว  คชามีเพียงใบหน้าเฉยชาที่มอบให้ 

          คล้ายจะดูง่าย...แต่เอาเข้าจริงๆ  มันยากกว่าที่คิดไว้ซะอีก 

เต๋ารู้สึกสนุกกับการพยายามทุบกำแพงหนาที่คชาสร้างไว้ เพื่อที่จะเข้าไปดึงเจ้าคนตัวเล็กออกมา... แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเต็มใจนัก  แต่เขาก็อยากจะทำ  เพียงเพราะติดใจรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่เคยได้รับมา   พูดจริงๆคือเต๋าเสียดายหน้าหวานๆ.... และรอยยิ้มที่สว่างไสวอย่างน่าประหลาดนั้น  เขาไม่เข้าใจเลย...ว่าทำไมคชาถึงเลือกที่จะซ่อนมันไว้อยู่ลึกนัก 

อดสงสัยไม่ได้  ไม่มีใครเคยบอกคชาเลยหรือว่ารอยยิ้มของคชาสวยแค่ไหน .....

ไม่สิ  ... สิ่งที่เขาสงสัยคือ   มีสักกี่คนกัน...ที่เคยเห็นยิ้มสวยๆแบบนั้น

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะครุ่นคิด... ก่อนตัดสินใจเปล่งเสียงเรียก

คชา... ชา... คชา”

 

คชา”

ไม่ได้ยิน…

เต๋าเบ้ปากให้กับคนที่อยู่ตรงหน้า ... แต่ไม่ใช่ด้วยความไม่พอใจ หรือหงุดหงิดอย่างทุกที 

          แต่ดูเหมือนเขายิ่งพยายามมากเท่าไหร่... ความพยายามนั้นจะถูกตอบกลับด้วยความเย็นชาระดับสูงสุด จนเขาทนไม่ไหว  โดยเฉพาะไอ้ปากหาเรื่องแบบเต๋าด้วยแล้ว...  ยิ่งยากเป็นสิบเท่ากับการพยายามจะสนิทสนมกับเพื่อนร่วมห้องคนนี้

          สุดท้ายก็ทะเลาะกัน...

          เต๋าแทบไม่อยากนับว่าตั้งแต่คชาย้ายเข้ามา  เขาและคชาทะเลาะกันไปกี่ครั้งแล้ว   นับตั้งแต่เรื่องแบ่งเตียงนอน ไปจนถึงเรื่องไร้สาระอย่างเช่นเรื่องปิดก๊อกน้ำตอนแปรงฟัน 

           เต๋าส่ายหน้าไล่ความคิดวุ่นวายออกไปจากหัว และพาตัวเองไปอยู่ตรงหน้าเครื่องดนตรีที่คนตัวเล็กกำลังจดจ่ออยู่พร้อมกระแอม  ก่อนที่เสียงเข้มจะเรียกชื่อคนที่กำลังอยู่ในโลกของเสียงดนตรีดังลั่น 

คชา!

คราวนี้ได้ผล...ร่างบอบบางในชุดนักศึกษาสะดุ้งเฮือก มือเรียวชะงักกึก พร้อมกับใบหน้าขาวตี๋ที่หันมาทางต้นเสียง    ดวงตาเล็กเบิกกว้างเล็กน้อยอย่างตกใจ   พอมองชัดว่าเป็นใคร  สีหน้าตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความเฉยชาอย่างที่เคยเป็น ...

          “อยู่แค่นี้ เรียกเบาๆก็ได้”

          “เอ้า... ก็เรียกแล้วไม่ได้ยิน”

          “เรียกตอนไหน ไม่เห็นรู้เรื่อง”

          คชาขมวดคิ้วยุ่งและหันกลับไปมองคีย์บอร์ดเหมือนเก่า  เสียงแข็งบอกชัดว่ายังโกรธไม่หาย  สีหน้ายุ่งเหยิงบอกเต๋าว่าเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด 

เต๋าทำหน้าเบื่อกับการถูกกล่าวหา เขาพยายามที่จะหักห้ามใจไม่ให้เอ่ยประโยคกวนๆออกไป เพราะจำได้ว่าหลายครั้งที่เขาไม่ยอมจบ ... หลังจากนั้นก็คือหมัดที่กำแน่นราวกับพร้อมจะเหวี่ยงใส่กันทุกเมื่อของทั้งสองฝ่าย  ติดก็เพียงกฎของหอที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ถ้าไม่อยากกระเด็นออกจากหอตั้งแต่เปิดเรียนได้แค่สัปดาห์เดียว!

เออ...ไม่ได้ยินก็ไม่ได้ยิน                         

          เต๋าประชด  แต่เลือกที่จะพูดเสียงอู้อี้อยู่ในคอ  ตัดสินใจแล้วว่าการมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่ออยากทะเลาะ...

          “กินข้าวยัง”

          .

          .

          เต๋าถามเสียงเรียบ   อดคิดในใจไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นเขา....

          ทำไมเขาต้องเป็นฝ่ายง้อทุกทีด้วย(วะ!)

          “กินแล้ว...

          น้ำเสียงเนือยตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก    เต๋าพยักหน้าให้กับคำตอบ ....  สายตาสอดส่องไปเรื่อย กระทั่งพบกับแผ่นกระดาษที่วางอยู่คู่โน้ตเพลงที่อยู่ตรงหน้าคชา

          เต๋าหรี่ตาอ่านตัวหนังสือสีดำขนาดใหญ่เด่นชัดบนหัวกระดาษ  สลับกับมองเจ้าของหน้านิ่งๆอย่างสนใจ  ถ้าเข้าใจไม่ผิด เต๋าเชื่อว่าเขาเห็นสายตาคู่นั้น จ้องมองกระดาษแผ่นนั้นด้วยประกายที่เคร่งเครียด...

          ไวเท่าความคิด  มือหนาถือวิสาสะหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านทันที

          “นี่อะไรอะ?

          “นี่...

          “เป็นนักศึกษาทุนด้วยเหรอ... เต๋าเอ่ยด้วยน้ำเสียงทึ่งจัดทุนเดียวกับเจ้าเฟรมด้วย ทุนนี่มันสำหรับพวกอัจฉริยะเกินมนุษย์ไม่ใช่เหรอ”  

          ตาคมทอดมองไปยังคนอัจฉริยะเกินมนุษย์’ อีกคนที่ได้มีโอกาสรู้จัก  เพราะปีหนึ่ง มีนักศึกษาไม่กี่คนที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับทุนดังกล่าว ...

          “ว่าไปนั่น... เวอร์”  ‘คนอัจฉริยะ’ เอ่ยเสียงแผ่ว  ไม่เห็นด้วยกับความตื่นเต้นนั้น   แต่เต๋ากลับสวนขึ้นทันที

          “เฮ้ยจริงนะ... เค้าว่าทุนอันนี้มันได้ปีละไม่เกิน 3 คนเองนี่

          “ฟลุคเหอะ”

          “โหย”  เต๋าจิ๊ปาก  สะบัดกระดาษปึกเล็กลงบนฝ่ามือ  “ถ้ามันแค่ฟลุคก็ดีสิ  ค่าเทอมก็ไม่ต้องจ่าย ค่าเครื่องดนตรี ค่าอุปกรณ์บลาๆๆก็ไม่ต้องจ่าย  จ่ายแต่ค่าหอกับค่ากินอย่างเดียว สบายจะตาย”

          คชารับฟังพร้อมถอนหายใจ  ส่ายหน้าน้อยๆอย่างไม่เห็นด้วย ...

          “ได้อย่างเสียอย่าง... ข้อบังคับเยอะ....

          เจ้าของร่างสูงเลิกคิ้วเล็กน้อยกับเสียงอ่อนๆนั้น  ก่อนพลิกกระดาษแผ่นที่สองอ่าน ...ตัวอักษรขนาดเล็กเรียงเป็นข้อๆ ทำให้เขาเบิกตากว้าง     กฎและข้อบังคับละเอียดยิบพิมพ์ไว้เหยียดยาวเต็มหน้ากระดาษ 

          แค่อ่านคร่าวๆก็แทบทรุด   ... เต๋าคิด ขณะลูบแขนตัวเองอย่างกลัวๆ

          “เออว่ะ....เอาไปบวชเลยดีกว่าไหม  บังคับตั้งแต่เรื่องเรียนยันเรื่องส่วนตัวแน่ะ ...

          “....”

          “ห้ามแม่งทุกอย่าง เหมือนเก็บไว้ใช้งานเลยว่ะ   ดูข้อนี้สิ...นักศึกษาทุนต้องช่วยเหลือกิจกรรมของสถาบันตามที่สถาบันกำหนดไม่ต่ำกว่า 60 % ของกิจกรรมทั้งหมดตลอดปีการศึกษา  หากไม่สามารถเข้าร่วมได้ต้องมีหนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษา และผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน   ... ตายแน่คชาเอ้ย”

คุยกับอาจารย์แล้ว... เค้าบอกว่าคงเป็นพวกงานร้องเพลง เล่นดนตรี หรือละครประจำภาคมากกว่างานอย่างอื่น ...  ไม่หนักหนาเท่าไหร่หรอก   ถ้าพูดจริงๆมันก็คุ้มนะ  เพราะรวมๆ แล้ว ถ้าให้จ่ายค่าเทอมเองคงไม่มีปัญญาหาที่ไหนมาจ่าย

คชาเอ่ยแก้... เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะคิดไปไกลเกินกว่าข้อความที่ปรากฎ  เต๋าฟังแล้วพยักหน้าทำเสียงรับรู้   แต่ไม่มีทีท่าว่าจะละความสนใจจากข้อความที่เหลือในแผ่นกระดาษ

ห้ามทำงานพิเศษด้วยว่ะ... โหย... ฆ่ากันเลยดีกว่า”

เต๋าร้องขึ้นดังลั่นราวถูกของร้อนทันทีที่เห็นกฎข้อสุดท้าย ข้อความถูกพิมพ์ด้วยตัวหนาและขีดเส้นใต้ บอกว่าเป็นกฏข้อสำคัญที่นักศึกษาทุนต้องปฏิบัติตาม    เขาสบถเบากับตัวเองเมื่อเห็นความโหดร้ายของข้อบังคับดังกล่าว

แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษา  แต่เต๋าพูดจากประสบการณ์ตัวเอง  เพราะคนที่เขารู้จักส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักศึกษาภาควิชาที่เขาเรียนทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกัน  ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยงานพิเศษ ตั้งแต่การเดินสายรับงานร้องเพลงตามอีเวนท์ต่างๆ สอนพิเศษ ถ่ายแบบ หรือแม้แต่งานแสดง   เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกฝนและเพิ่มประสบการณ์ของตัวเองไปด้วยแล้ว  ค่าเทอมมหาโหดที่ต้องจ่ายทุกเทอม ก็เป็นเหตุผลหลักที่นักศึกษาส่วนใหญ่ต่างรับงานนอกทำ 

ถึงแม้จะแลกมาด้วยการไม่จ่ายค่าเทอมเองก็เถอะ  แต่ถ้าต้องเจอกฎแบบนี้เขาคงยอมสละสิทธิ์ 

เรื่องอะไรจะยอมเอาโซ่มาผูกขาตัวเอง

ร่างสูงใหญ่ทำท่าขนลุก ก่อนวางกระดาษลงที่เก่า หากใบหน้าขาวซีดของคนที่นั่งอยู่กลับสะกิดใจจนเต๋าต้องทัก

          “...เป็นอะไรหรือเปล่า  หน้าเครียดเชียว”    

          “ไม่ได้เครียด”

          คชาปฏิเสธ  ... แต่หางเสียงที่สูงผิดปกติทำให้เต๋ายิ่งสงสัย   ร่างสูงทรุดตัวลงเพื่อมองหน้าคนตัวเล็กในระดับสายตา

          “แล้วทำไมต้องขมวดคิ้ว”

          “ไม่ได้ขมวด”

          “แล้วทำไมต้องหลบตา”

          “เอ๊ะ  ...ไอ้นี่! กลับไปเลยไป๊ ไม่ต้องมายุ่ง”

          เต๋าหลบจากปลายเท้าที่เหวี่ยงมาหาอย่างหวุดหวิด  หัวเราะก๊ากที่ทำให้คนตัวเล็กอารมณ์ขึ้นได้อีกครั้ง   จนคชาฮึดฮัดอยู่คนเดียว  

          ร่างสูงยืนขำอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินอ้อมไปจิ้มปลายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดบ้าง  เสียงดนตรีแบบสะเปะสะปะดังขึ้นตามระดับความสามารถทางดนตรีของเด็กหนุ่ม   แต่คชาก็ไม่มีทีท่าว่าจะห้ามอะไรเขา  กระทั่งเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นแผ่วเบา

          “นี่...

          “หืม”

คนอื่นๆ มีใครทำงานพิเศษกันบ้างไหม?

          เต๋าขมวดคิ้ว... หยุดเล่น และครุ่นคิด

          “ที่รู้จักมา ก็แทบทุกคนนะ  ยกเว้นเด็กทุนกับพวกที่รวยมากจริงๆ ถามทำไมเหรอ?

          “ปะ เปล่า...

          “ฮั่นแน่ ... อย่าบอกนะว่าอยากทำงานพิเศษด้วย” เต๋าทำเสียงรู้ทัน  ก่อนนึกและพูดตามที่รู้มา” อย่าแม้แต่คิดเลย  ... ทุนนี้เค้าให้เพราะเค้าตั้งใจเก็บเด็กทุนเอาไว้เอง  เจอเพชรทั้งทีก็ต้องเจียระไนเองใช่ไหมล่ะ  เกิดไปทำงานที่อื่นแล้วมีคนอื่นมาชิงตัวไปก่อนก็เสียเลย ... ถ้าไม่อยากหลุดทุนก็อย่าเลย  เสียดายแทน

          “.... หลุดทุน... เลยเหรอ?

          “ใช่  ถ้าถูกจับได้นะ  หลุดทันทีไม่มีการสอบสวนด้วย  เคยมีนะ...แบบที่ไปช่วยงานร้องเพลงแต่งงานให้ญาติ  ไปช่วยเฉยๆ ไม่ได้รับเงินด้วย แต่ไม่ขออนุญาตเค้าก่อนไง พอโดนจับได้ หลุดทุนเลย โหดโคตรๆ”

          เต๋าอธิบายในฐานะผู้อยู่ก่อน    หากดูเหมือนยิ่งพูด  คนตัวเล็กก็ยิ่งหน้าซีดลงทุกที...  

“.... นี่..คชา”

เต๋าเงียบครู่หนึ่ง  เอ่ยเรียกคนข้างตัวด้วยความสงสัย     คชาขยับตัวอย่างอึดอัดเล็กน้อย ใบหน้าซีดเซียวหันหน้ามามองเขาแว้บหนึ่ง  ... ประกายบางอย่างในดวงตาบอกเขาว่าคชากำลังเคร่งเครียด  และหวั่นเกรง  ...

อย่าบอกนะ...ว่าทำไปแล้ว...งานพิเศษน่ะ”

เสียงก้องกังวานถามอย่างจริงจัง  ขณะที่ดวงตาคมกริบจ้องมองตาหวานใสที่หลุบลงต่ำราวกับจงใจหลบตาเขา

เต๋าตบเข่าตัวเองหนึ่งฉาด  เมื่อมองคชาที่หน้าซีดเผือด...  ไม่ตอบคำถาม....

          “เอาแล้วไง  นักเรียนทุน!

 

 

-------------------------------

 

 

ไม่เป็นอะไรแน่เหรอ?

          “ถ้าไม่ถูกจับได้ก็ไม่เป็นอะไรหรอกน่า”

          คชากลืนน้ำลายอึกใหญ่...  น้ำเสียงสนุกและท่าทางกระตือรือล้นเหลือเกินของคนข้างกายทำให้เขารู้สึกแย่มากกว่าเชื่อมั่นตามที่อีกฝ่ายพูด

          “ไม่น่าเลย...

          คนตัวเล็กพึมพำกับตัวเอง ขณะมองป้ายร้านขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างปลงๆ ...

          ในฐานะนักเรียนทุน...  คชาหมดสิทธิ์ที่จะทำทุกอย่าง ตั้งแต่งานพิเศษ จนกระทั่งร้องเพลงที่อื่นนอกจากที่สถาบันกำหนด     แต่ในฐานะของคนๆ หนึ่งที่รู้จักบุญคุณของคน...  คชากลับรู้สึกสะเทือนใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย... แม้กระทั่งช่วยเหลือเรื่องเล็กๆน้อยๆ ในไม่กี่เรื่องที่พอจะทำได้... อย่างเช่นการร้องเพลง หรือเล่นดนตรี

          พี่ซิน เป็นคนที่สอนให้คชารู้จักเสียงดนตรีและการร้องเพลง ... ชายหนุ่มร่างบอบบาง หน้าสวยหวานกว่าผู้หญิงหลายคนที่เขารู้จัก ญาติห่างๆฝ่ายแม่ที่ทำให้เขาค้นพบความสุขในเสียงเพลง   คนที่ผลักดันให้เขาร้องเพลงอย่างจริงจัง... แม้ว่าจะถูกต่อต้านจากพ่อ...  คนที่เห็นว่าการร้องเพลงเป็นเรื่อง ไร้สาระ”  แต่พี่ซินก็ช่วยเขามาตลอด  แม้แต่การเข้ามาเป็นนักศึกษาของภาควิชาดนตรีแห่งนี้   ก็มาจากการสนับสนุนของพี่ซิน   ถ้าไม่ได้พี่ชายคนนี้  คชาก็แทบคิดไม่ออกว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรยามที่ออกมาจากบ้าน...

          ‘คชามีพรสวรรค์... ถ้าได้ที่เรียนดีๆ พี่ว่าคชาไปได้ไกลแน่นอน’

คชากล้าพูดได้เลยว่า...ประโยคเดียวจากพี่ซินนี้เปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งชีวิต   ถ้าคชาไม่กล้าที่จะตัดสินใจ คงไม่มีวันที่เขาจะได้มีความสุขกับสิ่งที่เขาชอบได้อีกแล้ว 

          ทุกวันนี้พี่ซินเปิดร้านอาหารกึ่งผับเล็กๆอยู่ที่ชานเมือง    ภายในร้านจะมีวงดนตรีมาเล่นและร้องสดๆกันทุกคืน    คชาตั้งใจว่าหลังจากเข้ามาเรียนที่นี่  จะเข้าไปช่วยงานที่ร้าน   อาจจะเป็นการร้องเพลง หรือเล่นดนตรี อย่างน้อยอาทิตย์ละสามครั้ง          

          คชาหมายมั่นเอาไว้อย่างจริงจัง... เพราะนี่เป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่จะสามารถตอบแทนทุกอย่างที่พี่ซินทำ โดยที่อีกฝ่ายปฏิเสธไม่ให้เขาทำไม่ได้  แต่ความหวังทุกอย่างกลับพังทลายลง... เพียงเพราะระเบียบข้อปฏิบัติของนักศึกษาทุนที่เพิ่งได้รับมาเมื่อเย็น 

          “ห้ามทำงานพิเศษ... โดยไม่ได้รับอนุญาต”

คชาสูดลมหายใจเข้าด้วยความอึดอัดยามเมื่อหวนคิดถึงกระดาษปึกหนาที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ข้อบังคับ  ....

ถ้าเกิดอะไรขึ้น...มันคงเป็นคราวซวยของเขาเอง  

ซวยตั้งแต่การได้เป็นเพื่อนร่วมห้องของคนที่อยู่ข้างๆ ...  ซวยตั้งแต่การปล่อยให้อีกฝ่ายเดินเพ่นพล่านอยู่ใกล้ๆ  ซวยตั้งแต่การพูดโกหกไม่เนียนจนถูกสาวความจริงทั้งหมดออกมาโดยทำอะไรไม่ได้เลย

...  ซวย... เพราะไม่มีปัญญาจะปฏิเสธคนที่ดึงดันจะมากับเขาที่ร้านให้ได้ในคืนนี้

          ‘ทำอยู่ที่ไหน จะไปด้วย’

          ‘จะไปทำไม’

          ‘ไม่รู้ล่ะ จะไป!

คชาอ้าปากค้างกับท่าทางดื้อดึงอย่างไม่สนใจใครนั้น ...  เขาพูดอะไรไม่ออก... โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหนือกว่า และรอยยิ้มในดวงตาพราวระยับนั้น

‘...อย่าลืมนะว่านักศึกษาทุนห้ามทำงานพิเศษ.... คชา  

 

 

          “แมวขโมย”

          คชาหยุดนิ่งตรงหน้าชื่อร้านที่ปักหราอยู่ข้างหน้าประตูทางเข้า เสียงเพลงจังหวะสบายๆลอยออกมา บอกว่าเป็นเวลาที่ร้านเปิดแล้ว แม้ว่าคนจะยังเข้ามาจับจองโต๊ะไม่มากนักก็ตาม

          คชาลอบถอนหายใจ ก่อนหันไปหาเจ้าของร่างสูงใหญ่ด้วยสีหน้าที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด  

          “ร้านนี้แหละ.... รู้แล้วก็กลับไปได้แล้ว ไม่มีอะไรหรอก”

          เขาเอ่ยปากไล่ทันที    หากอีกคนกลับยักไหล่ และพยักหน้าให้กับป้ายร้านอย่างจริงจัง

          “ชื่อร้านน่ารักดี ...

          “กลับไปได้แล้ว”

          คชายังคงไม่ละความพยายามไล่เพื่อนร่วมห้อง คนที่สอดรู้สอดเห็นเรื่องของเขาเหลือเกิน... 

          “จะบ้าเหรอ  มาถึงที่แล้ว จะไม่เข้าไปได้ยังไง...

          “ไหนตอนแรกบอกว่าแค่อยากรู้ว่าร้านไหนไง   ก็บอกเองนี่ว่าถ้ารู้ว่าร้านไหนแล้วจะกลับ”

          “แล้วไงก็ไม่ได้พูดนี่ว่าจะไม่เข้าไปในร้าน”

          “ได้ไงอะ

          “ได้สิ”

          คชาอ้าปากค้างอีกครั้ง  ....       

          “เออ...หอปิดตีหนึ่ง  ถึงเที่ยงคืนแล้วเรียกด้วย”

          เต๋าพูดทิ้งท้าย  และก้าวเข้าไปในร้านอย่างสบายๆ  เหมือนคนตั้งใจจะมาเป็นลูกค้าตั้งแต่แรก  ทิ้งให้คนที่นำทางมายืนเหวออยู่ลำพังด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก  ก่อนที่คนตัวเล็กจะวิ่งตามเข้าไปพร้อมร้องเสียงหลง

          “ต๋าวววว!!!

 

 

------------------------------------

 

 

 

          คชาถอนหายใจเฮือกใหญ่

เขายืนคว้างอยู่กลางร้าน     ร่างเล็กขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย   ดวงตาหลุกหลิกหันมองทางโน้นที ทางนี้ทีเพื่อมองหาคนรู้จัก    ส่วนเต๋านั้นก็แทบไม่ต้องพูดถึง  เพราะร่างสูงใหญ่หายลับไปจากสายตาตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาในร้าน  คาดว่าน่าจะไปหมกตัวอยู่มุมไหนสักแห่ง  ... ไม่ก็อยู่ในห้องน้ำ

มือเรียวยกขึ้นปาดเหงื่อ และตบเบาๆที่แก้มตัวเองเพื่อเรียกสติตัวเอง  เสียงดนตรีเบาๆ เปิดคลออย่างสบายๆ  หากบนเวทีเล็กๆที่ยกพื้นเตี้ยๆกลางร้านยังไม่ปรากฎร่างของนักร้องหรือนักดนตรีเลยแม้แต่คนเดียว  นาฬิกาที่ข้อมือบอกว่าเวลาเพิ่งผ่านสองทุ่มมาไม่กี่นาที   โต๊ะที่วางเรียงรายอยู่ทั่วร้านจึงมีเจ้าของจับจองเพียงไม่กี่โต๊ะ    ถึงกระนั้น  คชาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนัก ... เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เดินเข้ามาในร้านคนเดียว โดยปราศจากเงาของคนรู้จักจูงมือเข้ามา

จะให้คชาตรงดิ่งไปหลังร้านเองคนเดียว...เขาก็ไม่มีแม้แต่ความกล้า  เพราะเมื่อครู่ที่ลองเดินเฉียดผ่านเข้าไปใกล้ แล้วพบกับกลุ่มคนที่กำลังอัดบุหรี่ และพ่นควันเหม็นๆออกมา  คชาก็หลบแทบไม่ทัน  แค่เห็นไกลๆก็แทบหายใจไม่ออกแล้ว ไม่อยากจะคิดว่าถ้าต้องสูดกลิ่นเหม็นๆเข้าไป ร่างกายของเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ...  ไมเกรนเพื่อนรักที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่จำความได้จะกลับมาอีกหรือไม่ 

          เหลือแค่ความหวังที่ว่า...จะมีคนที่รู้จักเดินออกมาหาเขาบ้างสักคน

มือเรียวยกขึ้นมาขยี้ตาเล็กน้อย  เพราะแสงจากสปอร์ตไลท์จากเวทีที่วาบเข้าตา ....คนตัวเล็กรีบเบือนหน้าหนีแสงสว่างแสบตาที่กำลังกระตุ้นอาการไมเกรน   รู้สึกโกรธตัวเองที่ลืมหยิบแว่นกันแสงติดตัวมาด้วย 

          “ตัวเล็ก”

          ครู่เดียวที่เหลียวกลับไปอีกด้าน  เสียงนุ่มหวานก็ดังขึ้นจากข้างหลัง....

          เสียงที่เขาคุ้นเคย  และไม่ได้ยินมาพักใหญ่ 

คชาหันหลังควับ  ตาเบิกกว้าง...  

          ร่างสูงเพรียวอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว และกางเกงยีนส์เก่าๆ รองเท้าแตะคีบธรรมดาเหมือนเคย   ยิ้มหวานบนหน้าเรียวได้รูป  ล้อมกรอบด้วยปรอยผมที่ตกลงมาจากกลุ่มผมยาวสลวยที่ถูกรวบเก็บไว้อย่างลวกๆ... รวมไปถึงดวงตาที่ทอดมองลงมาทำให้ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อวาดยิ้มกว้างขึ้นทันที 

          “มาได้ด้วย?

คชาไม่ตอบคำถาม  ขณะที่แทบจะไม่ใช้ความคิดใดๆ ยามที่โถมร่างเข้าไปหาต้นเสียงด้วยความดีใจที่สุด  อ้อมแขนกว้างอ้ารับทันทีที่ร่างเล็กพุ่งเข้ามา   กอดอุ่นโอบรัดร่างบอบบางเอาไว้แน่น ... คชาซุกหน้าลงกับบ่ากว้างด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในใจ

คิดถึง....

 

 

          .

          .

          .

          ร่างสูงโปร่งซ่อนตัวอยู่ที่มุมร้าน  อาศัยบานประตูหลบบังตัวเองจากสายตาใครต่อใคร 

เต๋าเฝ้ามองอย่างเงียบเชียบ... ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ 

          ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยกับภาพที่มองอยู่  สายตาที่มองไปยังสองร่างที่โผเข้าหากันเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาด   ร่างสูงโปร่งที่หันหลังให้เขาโอบคนตัวเล็กเข้ามาเต็มอ้อมแขน  ก่อนจะอุ้มและหมุนคชาไปรอบๆ  เต๋าฟังเสียงร้องลั่นของคนถูกอุ้มก่อนกำมือแน่น .... ความสุขฉายชัดบนใบหน้าสดใสและประดับด้วยรอยยิ้มละไมนั้น 

          รอยยิ้ม.... ที่เขาได้รับเพียงไม่กี่ครั้ง   และมันก็ไม่ได้มาง่ายๆ  แต่ไอ้หนุ่มผมยาวท่าทางฮาร์ดคอร์นั่น แค่หันไปเจอ คชาก็ยิ้มกว้างออกมาทันที  .... 

          เต๋ากัดฟัน  นึกย้อนไปถึงวันแรกที่เจอ...แล้วคนตัวเล็กปฏิเสธเสียงแข็งว่าตัวเองไม่ใช่ ตุ๊ด ทอม กะเทย เกย์”

          “ไหนบอกว่าไม่ใช่วะ...    เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเซ็งๆ  นัวเนียขนาดนี้... เหอะ”

          เต๋าไม่ได้โลกแคบจนรังเกียจเรื่องพวกนี้   บอกได้เลยว่าเพื่อนของเขาที่คบกันอยู่ปัจจุบันนี้ก็มีแทบทุกเพศ ...  กอดจูบ ลูบไล้ ซุกไซ้กันตรงหน้าก็เคยเจอมาหมดแล้ว   หากเขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมรู้สึกขวางหูขวางตากับภาพตรงหน้านัก 

ก็แค่ผู้ชายสองคนกอดกัน ...

แม่งอย่าจูบกันกลางร้านนะโว้ย... กูอายแทน...  เต๋าสบถกับตัวเอง  น้ำเสียงกระแทกแดกดันอย่างไม่เข้าใจตัวเองนัก

เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น ขณะที่คชาเลื่อนแขนเรียวยาวขึ้นไปคล้องคอของคนตัวสูงกว่า ใบหน้าซุกลงที่บ่ากว้าง   ลำแขนแข็งแรงโอบรอบแผ่นหลังบอบบางไว้แน่นหนา  เต๋าได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มเบา  พร้อมกับภาพที่จมูกโด่งสวยซุกลงไปในเรือนผมพลิ้วสลวยของคชา  ชายหนุ่มกลั้นหายใจ .... ปลายเล็บจิกลงในฝ่ามือ   เหงื่อไหลซึมออกมาจนชุ่ม

ถ้าเพียงเต๋ารู้ว่าอาการสติหลุดเป็นเช่นไร .... เขาคงเข้าใจ  ว่าทำไมถึงพาตัวเองก้าวมาหยุดอยู่ตรงที่ที่คนสองคนยืนกอดกันได้รวดเร็วขนาดนั้น   และยังเอ่ยออกไปด้วยเสียงอันดังเกินกว่าจะเชื่อว่ามาจากปากของเขาเอง

 “...ชา”

ทุกอย่างหยุดนิ่ง ....

เต๋าฟังเสียงดังลั่นตัวเองด้วยความตกใจ  ....   เขารู้สึกแข็งทื่อไปทั้งตัว   โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของชื่อที่เขาเรียกปล่อยตัวเองลงจากอ้อมกอดนั้น  และหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้างุนงง

เต๋านิ่งงัน...    มองใบหน้าหวานนั้นด้วยดวงตาตระหนก   เหนือกว่าอาการตกใจ ... คือความไม่เข้าใจตัวเอง

ท่าทางจะบ้า

เขาสูดหายใจลึก  พยายามหาคำอธิบายการกระทำของตัวเอง  ความรู้สึกสับสนพุ่งเข้ามาในหัว  ตีกันวุ่นวายจนแยกแยะไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่ไม่ทันที่เต๋าจะได้เข้าใจอะไรแม้แต่อย่างเดียว ... เขาก็ถูกฉุดกลับออกมาจากความสับสนในใจตัวเอง เพียงเพราะชื่อที่ถูกเรียกขึ้น  

ชื่อของเขา

อ้าว...  เต๋า  มาได้ไงวะ”

ตาคมหันขึ้นมามองหน้าของคนที่อยู่ในระดับสายตา  ... ก่อนอุทานด้วยความตกใจยิ่งกว่าครั้งแรก

          “อ้น!!

         

 

 

 

Kacha’s Diary

ม้าครับ....

บางทีโลกก็กลมมากกว่าที่เราคิดนะครับ

 

 

TBC.

 








อ๊ากกก 

หายไปนานคิดถึงเค้าไหมคร้าบ 
หลังจากลงฟิคตอนนี้เสร็จ วป.ก็ป่วย (หนักประจำปี) หายป่วยก็ไปทริปฟินๆที่ปางมะผ้าต่อ
พอกลับมาก็มัวแต่เวิ่นเว้อ เขียนตอน 5 ไม่จบซักที..พอเมื่อวานเขียนเสร็จ...ก็พบว่ามันเป็นตอนที่เขียนบรมห่วย
น้องกาแฟสุดที่รักที่พรู๊ฟให้ก็บอกว่าพี่เป็นอะไรหรือเปล่า สรุปก็เลยต้องมาแก้(เขียน)ใหม่
เขียนเสร็จแล้วเน็ตก็หลุด โอ๊ย อุปสรรคมากมายหลายหลากจริงๆ  ปวดหัว  อยากจะกรีดร้องมาก
   (คนดีชอบแก้ไข คนสวยมีน้ำใจระบายสีไม่เป็นชอบแก้ตัว(มุขเฉพาะกลุ่ม))

แต่ไม่เป็นไร...ในที่สุดเราก็ลงฟิคตอนนี้จนได้!!!!

คิดว่าตอนหกคงไม่นานเท่านี้นะคะ กลัวคนอ่านลืมฟิค  เอิ๊กก 

สู้ๆ(บอกตัวเอง)

 
พื้นที่โฆษณา 
อย่าลืมเข้าไปเพิ่มวิวให้เพลงคชาทั้งสองเพลงนะคะ! อันนี้จริงจัง  
ถ้าไม่รู้จะคอมเมนท์ฟิคว่าอะไร ก็เข้าไปกดเพิ่มวิวให้แทนละกันนะคะ
เพื่ออนาคตของคชาน้อยที่เรารัก!! สู้ๆ  
โหลดได้ช่วยกันโหลด  เพิ่มวิวได้่ช่วยกันเพิ่ม 

 (ช่วยฟังให้จบเพลง แล้วกดรีเฟรช หรือ F5 นะคะ
ถ้าปล่อยให้เพลงวนเองเรื่อยๆมันจะไม่นับวิวค่ะ)

เอ้า...กดที่ชากันเลย (เบาๆหน่อยนะ กดแรงเดี๋ยวเต๋าโบก)
V

V
 
เธอไม่เป็นไรแต่ฉันเป็น

 
ไม่เคยแพ้ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

133 ความคิดเห็น

  1. #131 kiyojung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2556 / 15:53
    เรื่องนี้สนุกมากๆเลย อ่านแล้วยิ้มทั้งเรื่องเลย อยากให้มาแต่งต่อจัง ไม่หน้าทิ้งเลย พรอทก็ดี แต่งก็เก่ง เสียดายอ่ะ
    #131
    0
  2. #130 yinghappy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 21:52
    เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้ สนุกมากกกกกกกก....
    เสียดายมากถ้าจะทิ้งไปเฉยๆนะคะเพราะเนื้อเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อ น่าติดตามมากๆเลยค่ะ
    #130
    0
  3. #127 FaiiHnnny (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มกราคม 2556 / 14:38
    อยากอ่านต่ออะ อัพไว้ๆๆนะคะ
    #127
    0
  4. #118 SiGnature!! (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มกราคม 2556 / 00:33
    อัพไวๆน่ะช้านรออยู่ ^O^
    #118
    0
  5. #116 loveTK (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2555 / 14:03
    ไม่อัพต่อแล้วเหรอ

    ติดเรื่องนี้มากเลย ไรท์เขียนออกมาได้ดีอ่ะ

    เสียดายจังกำลังสนุกเลย
    #116
    0
  6. #113 sorrowful (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 / 00:30
    หน่วงเลยตอนนี้ คชาเย็นชากับเต๋าจัง
    แอบเห็นใจเต๋าเบาๆ 
    กับชาก็ยังหน่วงๆ 
    แล้วยังจะมีคู่แข่งอีกแนะ 
    เอาแล้วไงเต๋าเอ๋อ
    #113
    0
  7. #101 yao (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มกราคม 2555 / 19:44
    โอ้วววว พี่เต๋า เวลาไม่นานแต่อาการหนักซะแล้ว โมโหหึงหน้ามืดเรย เหอๆๆ ส่วนหนูหน้าเดียวนี่พนันได้เลยว่าอีกนานแน่ๆกว่าจะรุตัวว่าโดนปิ๊งเนี่ย นั่นทำห้พี่เต๋าชักจะน่าสงสารนะ แบบว่านิสัยพื้นฐานพี่เต๋ประมาณง่ายๆปกติธรรมดา แต่มาชอบคนนิ่งเงียบเดาทางไม่ถูกเนี่ยมันก้อต้องเหนื่อยนิดนึงกะการจีบใช่ม้า อ่ะๆๆ เอาเป็นให้กำลังใจพี่เต๋าแล้วกันนะๆๆๆๆ
    #101
    0
  8. #100 KRN (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มกราคม 2555 / 12:32
    เต๋า เอ๊ยยยยยยยยยยย



    อาการที่แกเป็นน่ะ เค้าเรียกว่า หวง!!



    อั๊ยยะ อาการหนักซะด้วยนะเออ



    ยังรักษาไม่ทันหาย ก้อมี คนอื่น เข้ามาแทรก ให้โรคของเต๋าทรุดหนักอีกซะล่ะม้างงงงงงง



    เอาเหอะๆ ลุ้นช่วยแกนะต๋าวววววววววววววววว
    #100
    0
  9. #99 *๑๓๗_eternity (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2554 / 23:04
     ฟินอ่ะ
    เต๋าหวง 5555
    #99
    0
  10. #98 littleเต่า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2554 / 06:58
     โอ๊ยย ถ้าท่าทางจะออกชัดเจนขนาดนี้นะพี่เต๋านะ 
    #98
    0
  11. #97 'ดับเบิ้ล_เอสกาเม่ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 21:08
    ตอนแรกนึกว่าพี่ซิน ..เป็นอ้นซะงั้น 5555
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #97
    0
  12. #96 [Unlovable] (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 20:34
     ตอนแรกก็คิดว่าผู้ชายที่ชากอดคือพี่ซิน ที่ไหนได้ 5555
    ชอบจังค่ะ ชาชาเอ้ยยยย~
    ตาเต๋าคงไม่เอาไปฟ้องแน่ๆอะ่ แต่ตอนนี้อาการมันออกมาไปแล้วนะ
    ... อาการหึงหวงอะ 55555555
    -3- ชอบมากค่า รอตามต่อไปเด้อ

    #96
    0
  13. #95 อลิคเซีย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 19:57
    อ้นนนนนน อย่ามาเอาชาน้อยไปนะ -*-
    #95
    0
  14. #94 janechaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 19:55
    โอ้ววววววววพี่เต๋าาา

    พี่โคตรได้ใจอ่ะ

    การกระทำเร็วกว่าความคิดตลอดๆ

    พี่คชาอย่ายุ่งกับคนอื่นขนาดน้านนนน

    เดี๋ยวโดนจับเผาขนซะหรอก

    ข้าน้อยช่วยไม่ได้น้าาา

    เพราะมันเป็นเรื่องของคสองคน

    หมายถึงรูมเมทจร้าาา (แถซะ)

    มาอัพเร็วเน้อออไรเตอร์จ๋าาา
    #94
    0
  15. #93 syoneo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 17:25
    เอาแล้วไงงงงง 5555555



    พี่เต๋า ไม่รีบอ่ะ ระวังน้าาา



    อั๊ยย๊ะตัวเล็ก น่ารักเกิ้นน
    #93
    0
  16. #92 wisky_pat (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 14:57
    อ้นออกโรงแล้วเอาละซิเต๋าเอ้ยความสัมพันธ์ก็ยังไม่ค่อยจะคืบหน้าดันมีมาร(เรียกซะเส๊ย55+)มาป่วนจะเป็นไงต่อละทีนี้แต่ขำความมึนของเต๋าจริงๆอยากตามเขามาถึงขั้นต้องขู่เรื่องกฏนักเรียนทุนเลยเหรออิพ่อ!! เป็นกำลังใจให้คนแต่งด้วยสู้สู้นะคะ
    #92
    0
  17. #91 ble (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 14:19
    ตกใจเบาๆ กับการเห็นน้องซินปรากฎตัว (หัวเราะ) อืมม์ รู้สึกว่าต้องหันกลับไปสนใจซิงกูลาร์อย่างจริงจังเสียแล้ว หลังจากห่างมาประมาณปี ก็ไม่ได้ติดตามน้องซินอีกเลย รู้สึกว่าจะเรียลคู่คี่สูสีกับ ตคช.(หัวเราะ)

    กลับมาเข้าเรื่องๆ ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ แต่ดึกเกินจะจิ้มเมนท์ไหว ค้างมาเป็นวันนี้แทนคงไม่ว่ากันนะ ^0^



    อย่างแรง คุณสว่าง คุณเป็นคนที่ขาดการยับยั้งชั่งใจและขาดสติในการควบคุมตัวเองอย่างมากในทุกอย่างที่เกี่ยวกับชาชา(ฮา) ขี้หวงทั้งที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย มีความอยากได้อยากครอบครองอย่างแรงกล้า >>> อย่าแพ้ภัยตัวเองนะคุณสว่าง หวงมากจะเจ็บมากถ้าเค้าไม่ได้คิดแบบตัวเอง (ฉันคิดอะไร)



    อยากรู้และอยากลุ้นต่อว่า ทั้งสองคนจะร่วมหัวจมท้ายกันปิดเรื่องงานพิเศษด้วยวิธีไหน และมาเฟียอีกคน (น้องณัฐ) จะออกมาเป็นมาเฟียรุ่นพี่แบบสูสีคู่คี่กับพ่อสว่างหรือไม่??



    (เกาคาง)



    รอลุ้นค่ะ
    #91
    0
  18. #90 แซงทางโค้ง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 00:47
    อ้าว ตอนที่แล้วนึกว่าสนิทกัน



    ที่แท้คชาแค่อ่อนไหวต่อของกิน 555555555555



    สู้ๆนะเต๋าเอ๋อ
    #90
    0