[EXO] [KrisYeol] Prisoner of 'LOVE'

ตอนที่ 16 : ดอกไม้ในสายลม ❀ 5. ❀

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ส.ค. 57


ดอกไม้ในสายลม ❀ 5. ❀


สายลมแรงจัด
โบกสะบัดจนสั่นไหว
ดอกไม้ในดวงใจ
จึงอ่อนไหวให้สายลม

 

 

                                                                                                            

            “ฟ่าน”

            สายลมพัดแรงหอบไอเย็นจากแม่น้ำโชยเข้ามาแตะใบหน้า ชานยอลเอ่ยร้องเสียงใส เรียกคนที่ยืนมองผืนน้ำอยู่และวิ่งเข้าไปหาด้วยความรวดเร็ว  เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง อี้ฟานกางแขนรับร่างเล็กที่โผเข้ามาทั้งตัวแล้วจึงกอดไว้แน่น  เสียงทุ้มหัวเราะลั่นเมื่ออีกฝ่ายซุกหน้าลงกับอกของเขาอย่างออดอ้อนไม่ต่างจากลูกสุนัข  

            “รอนานไหม ชานยอลต้องทำเวรเย็น กว่าจะเรียบร้อยตั้งนานแน่ะ”

            “นานมาก...รอจนรากจะงอกอยู่แล้ว มาให้ลงโทษซะดี ๆ ”

             เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ว่าพลางยกร่างผอมขึ้นสูงแล้วหมุนจนขาชานยอลเหวี่ยงไปรอบ ๆ ราวกับไร้น้ำหนัก ชานยอลเบิกตากว้างและหวีดร้องเสียงหลง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะด้วยความสุข

            ทั้งสองทิ้งร่างลงบนพื้นหญ้านุ่มสีเขียวสด  ดวงตาสองคู่มองไปยังฟ้ากว้างสดใสในเวลาบ่ายแก่ด้วยแววตาเปี่ยมสุข  ดวงอาทิตย์ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เมฆก้อนใหญ่ และคงจะเคลื่อนตกลงไปในเวลาไม่นานนัก ชานยอลเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนที่อยู่เคียงข้าง แล้วจึงเบียดกายเข้าไปใกล้คนตัวสูงกว่าด้วยความคุ้นเคย  สูดกลิ่นสะอาดจากตัวอี้ฟานเข้าเต็มปอด ก่อนหลับตาพริ้มด้วยความเหนื่อยจากการเรียนมาทั้งวัน  แขนยาวที่เริ่มมีมัดกล้ามเนื้อบ้างตวัดขึ้นโอบร่างเล็กกว่า พร้อมเอียงหน้าไปซุกเข้ากับพวงแก้มนุ่มนิ่มของเด็กชาย

            “อยากอยู่ด้วยกันทั้งวันเลย” อี้ฟานว่า พลางกดริมฝีปากไปยังหน้าผากขาวมน “โตเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ สิ”

            “ฟ่านก็โตเร็ว ๆ สิ เดี๋ยวชานยอลก็โตตามเองล่ะ” ชานยอลตอบกลับ และถูกอีกฝ่ายใช้หน้าผากโขกเบาเป็นนการลงโทษ

            “เรื่องฮารุ...” อี้ฟานเกริ่นนำ หากคนที่ได้ฟังตื่นเต้นจนผุดลุกขึ้นมาทันที

            “เจอฮารุแล้วเหรอ!”           

            เด็กหนุ่มส่ายหน้า หลบตากลมโตคู่ที่กำลังเปล่งประกายระยับอย่างมีความหวังไปยังดอกหญ้าที่ขึ้นอยู่มากมายในระดับสายตาตัวเอง

            “งั้นเหรอ... เป็นอาทิตย์แล้วด้วย ป่านนี้จะอยู่ที่ไหนนะ”

            “ขอโทษ... ฉันผิดเอง”

            คราวนี้เป็นชานยอลที่ส่ายหน้าปฏิเสธ  เด็กชายยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนเลิกคิ้วคล้ายนึกอะไรบางอย่างได้ แล้วจึงรีบกระวีกระวาดไปเปิดกระเป๋านักเรียนของตนเอง 

            “มาถ่ายรูปกันเถอะ!

            มือเล็กคว้าเอากล้องโพลารอยด์สภาพเก่าเสียจนไม่น่าจะใช้การได้ออกมาด้วยท่าทีภูมิอกภูมิใจ  อี้ฟานมองตามอย่างขำ ๆ เมื่อเจ้าตัวเล่าว่านี่เป็นกล้องที่ได้รับเป็นของขวัญจากพี่ชาย ที่สำคัญคือเป็นกล้องตัวที่ใช้มาตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่แต่งงาน แม้ไม่ใช่ของใหม่ แต่ชานยอลดูจะมีความสุขที่ได้มันมาไม่น้อย

            “ยังไม่มีรูปฟ่านเลย... หันมาทางนี้เร็ว ยิ้ม...”

            คำสั่งนั้นทำให้อี้ฟานทำสีหน้าไม่ถูก  เขามองกล้องตามเสียงของชานยอลอย่างตะลึง ด้วยไม่รู้จะทำหน้าแบบไหนดี

             แชะ!

            หลังกดชัตเตอร์   ชานยอลรอรับแผ่นฟิล์มด้วยความกระตือรือร้น รอเพียงไม่ถึงนาทีรูปที่ถ่ายไปก็เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น  หากเมื่อรายละเอียดของภาพแสดงออกมาอย่างสมบูรณ์  ชานยอลก็มองรูปแล้วหัวเราะลั่น

            “ฟ่าน ทำไมทำหน้าแบบนี้ล่ะ”

            ใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏในรูปถ่ายนั้นไม่ต่างจากใบหน้าของอี้ฟานนั้นนิ่งเฉย และแทบไม่แสดงความรู้สึกอะไร ไม่แม้แต่ยิ้ม  ราวกับรูปปั้นที่ไม่แสดงสีหน้าและอารมณ์ใด ๆ  เด็กชายที่แสนสดใสหัวเราะขำอยู่นานจนคนถูกถ่ายชักจะไม่พอใจ  เด็กหนุ่มจึงคว้ากล้องไปและหันมาถ่ายอีกคนบ้าง หากชานยอล รู้งานกว่าเขามากนัก  เพราะเจ้าตัวเล็กรีบชูสองนิ้วและเอียงหน้าอวดดวงตากลมโตสดใส และรอยยิ้มอวดฟันขาวเรียงเป็นระเบียบอย่างไม่กลัวกล้อง

                อี้ฟานกดชัตเตอร์ไปพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า  

                ความสุข... นี่แหละความสุขของเขา

            ชานยอลคือความสุขของเขา

            เย็นวันนั้น ชานยอลช่วย ฝึกเชิงบีบบังคับให้เขาหันหน้าสู้กล้อง  พอเขาทำหน้านิ่งใส่กล้อง  เจ้าตัวก็จะหันมาจับปากของเขาให้ฉีกยิ้ม จนกระทั่งอี้ฟานสามารถยิ้มใส่กล้องได้เป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งสองถ่ายรูปด้วยกันจนแทบเกือบจะหมดฟิล์ม  สลับกันถ่ายบ้าง ตามด้วยรูปคู่ที่ถ่ายด้วยกัน

                เป็นการถ่ายรูปด้วยกันครั้งแรก...  โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของทั้งคู่ด้วย

            เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ชั่วพริบตารอบกายก็มืดลง ทั้งสองนั่งซบกันในบริเวณเดียวกับที่เจ้าฮารุเคยอยู่ด้วยความรู้สึกเสียดาย  มือของทั้งสองสอดประสานกันแน่นไม่ยอมปล่อย

            “อีกครึ่งชั่วโมงนะ”

            “อือ”

            แม้ตะวันจะลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่แสงสีส้มจาง ๆ ที่ทิ้งไว้ยังคงทำหน้าที่ของมันจนถึงนาทีสุดท้าย อี้ฟานมองคนที่ซบอยู่ที่บ่าของตนเองด้วยความรู้สึกรัก และไม่อยากจากกันเลยแม้แต่วินาทีเดียว หากทำได้ เขาคงเลือกที่จะทำทุกอย่างให้ชานยอลได้อยู่ใกล้ ๆ เขาทุกวัน  หรือไม่... ก็อยู่เคียงข้างแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

            ผิวของชานยอลนุ่ม และกระจ่างใสไปทั้งตัว  ริมฝีปากอิ่มสีชมพูหวานนั่นก็คอยแต่จะวนเวียนอยู่ในความคิดของเขามาตั้งแต่วันนั้น....วันที่ได้เป็นเจ้าของกันและกัน  

            หากจุมพิตคือคำบอกรัก อี้ฟานมั่นใจว่าเขาบอกรักชานยอลไปมากกว่าร้อยครั้งแล้ว แม้เขาและชานยอลยังเด็ก  แต่อี้ฟานก็มั่นใจว่าเขาทั้งสองเข้าใจคำ ๆ นี้ได้ดียิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก

            “ชานยอล”

            “หือ”

            “เคยรักใครไหม”

            “เยอะแยะ...รักพี่ รักเพื่อน รักครู รักฮารุ”

            “แล้วฟ่านล่ะ”

            คนตัวเล็กกว่ายิ้มให้เขาทั้งปากและตา เด็กชายที่อายุห่างจากเขาสองปีไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับพูดสิ่งที่ทำให้อี้ฟานพึงพอใจมากกว่าคำบอกรักล้านเท่า

            “วันนี้พี่ไม่กลับบ้านนะ.. ” เสียงกระซิบเบาและแก้มแดงเรื่อนั้นหวานจับใจ

 

 

****

 

 

 

            “มีอะไรหรือเปล่า     เรียกผมมาแต่เช้า ”

            อี้ฟานพยายามยืนหลังตรง และสะกดกลั้นอาการง่วงของตนเอาไว้ด้วยท่าทางสง่างามอย่างที่พ่อของเขาต้องการ   เด็กหนุ่มมองหน้าผู้ให้กำเนิดอย่างงุนงง  เพราะไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาจะถูกเรียกมาในเวลาเช้าเช่นนี้

            “เมื่อคืนไปไหนมา”

            “ผะผม ”

            คำถามตรง ๆ ทำให้เขาแทบไปไม่เป็น   ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และผ่านโลกมานานปี จ้องมองเขาอย่างคาดคั้น  จนเด็กหนุ่มต้องเบนสายตาไปที่อื่นระหว่างครุ่นคิดว่าควรจะอธิบายอย่างไรให้กับบิดาฟัง 

            “ฉันไม่ห่วงแกหรอก  รู้ว่าแกดูแลตัวเองได้”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำ และนิ่งเรียบทำให้เขาเงยหน้ากลับขึ้นมาสบตาชายตรงหน้าอย่างงุนงง

            “ฉันรู้ว่าสองสามเดือนนี้ แกชอบไปอยู่ไหน คบกับใคร ทำอะไรบ้าง”

            “พ่อ”

            “ฉันรู้ว่าแกเก่ง  งานแต่ละชิ้นที่ให้แกไป  แกก็จัดการได้อย่างดี  อันนี้ฉันขอชื่นชม”

            สิ่งที่ได้ยินจากปากของบิดาทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มพองโตจนแทบจะลอย   แม้ส่วนใหญ่คนรอบตัวจะพากันชื่นชมความฉลาดในการเอาตัวรอด และความหัวไวของเขา  หากสำหรับผู้เป็นพ่อ นานครั้งเท่านั้นที่จะได้ยินคำชมหลุดออกมาจากปากท่านเสียทีหนึ่ง      

            แต่หัวใจที่พองฟูกลับแตกลงอย่างรวดเร็ว  เมื่อได้ยินประโยคต่อมา

            “ที่ห่วงก็คือ เด็กคนนั้น”       

            “คือ ผม”

            “ทุกอย่างที่ฉันต้องการให้แกมี แกก็มีเกือบหมดแล้ว  เหลือแค่อย่างเดียวนี่แหละ”

            “พ่อครับ   ไม่ต้องห่วงหรอกน่า  ผม  ผมกับชานยอลไม่ได้มีอะไรเสียหาย”

            “ฉันไม่ได้ห่วงว่าแกจะทำเสียหาย”

            บิดาขัดขึ้นด้วยเสียงแข็งกร้าว   ใบหน้าเคร่งเครียดตรงหน้าแทบจะทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กวัยห้าขวบที่ถูกดุว่าเรื่องร้องไห้งอแงเพียงเพราะสะดุดขาตัวเองล้ม

            “แล้วพ่อเรียกผมมาทำไม”

            “แกก็รู้ว่าโลกของฉันมันเป็นยังไง”

            “ครับ”

            “ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ  ว่าถ้าแกเลือกที่จะมีชีวิตอยู่แกก็ต้องเลือกที่จะตัดทุกอย่างที่เป็นจุดอ่อน”

            “แต่พ่อครับ... ชานยอลไม่ใช่จุดอ่อน”  อี้ฟานรีบบอกอย่างกระตือรือร้น  เขาหาทางออกให้กับคนที่เขารักมาพักใหญ่แล้ว   หากพ่อไม่พอใจ  เขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ชานยอลได้อยู่กับเขา “ผมจะสอนชานยอลป้องกันตัวเอง  ผมจะสอนให้ชานยอลระวัง  ผมจะไม่ยอมให้ชานยอลมาเป็นจุดอ่อนของผมแน่ ๆ  พ่อไว้ใจผมนะ ผมจะทำทุกอย่าง”

            เด็กหนุ่มอธิบาย   ทว่าสีหน้าของบิดายังคงไม่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม  แม้ประโยคต่อมาจะดูโอนอ่อนอย่างน่าประหลาด

            “เด็กคนนั้นฉันไม่ห้าม   แกคบกับเจ้าหนูคนนั้นได้  ฉันไม่ห้ามหรอก”

            เด็กหนุ่มชาวูบ สายตาของผู้ให้กำเนิดบอกชัดว่า รู้อะไรบ้าง

            “พ่อ รู้ ”

            “ ใช่ ฉันรู้”

            “ผมขอโทษ”

            “มันเป็นเรื่องของความชอบ   มันก็แค่รสนิยม   ฉันใจกว้างพอ และไม่ได้ไร้เหตุผลขนาดที่ว่าต้องให้แกคบกับผู้หญิงเท่านั้น”  ชายผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจเอ่ยขึ้น “ผู้ชายหรือผู้หญิงถ้าแกต้องการ  ก็แล้วแต่แก แค่อย่าลืมว่าตัวเองเป็นใครก็พอแล้ว”

            “ขอบคุณครับพ่อ ขอบคุณครับ”

            เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก  สิ่งที่ที่กดทับอยู่ในใจคลายออกไปเปราะหนึ่ง ก่อนที่เสียงทุ้มห้าวของบิดาจะกล่าวประโยคต่อมาที่ทำให้หัวใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

            “แต่แกต้องพาเด็กคนนั้นมาหาฉันที่นี่  ฉันจะรับเด็กนั่นเป็นลูกบุญธรรม”

            “พ่อ!!

            “อย่างที่บอก แกรักใคร ฉันก็จะรักด้วย”

            “พ่อ พ่อคิดจะทำอะไร”

            อี้ฟานรู้สึกว่าตัวเองกำลังตะโกนใส่หน้าพ่อเป็นครั้งแรก   หากสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง และฉายแววแห่งความโหดเหี้ยมของบิดากลับไม่แปรเปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

            “แล้วแกคิดว่าฉันจะทำอะไรล่ะ”

            “ไม่ ไม่นะครับ” เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว...  อี้ฟาน 'เดา' ไม่อยากเลยว่าบิดาจะทำอะไร

            “ลูกชายของฉันต้องรู้จักที่จะอยู่รอดบนโลกของฉัน”

            “พ่อ ”

            “แกก็รู้ว่าโลกของเรามันเป็นยังไง”

            “ไม่... ผมทำไม่ได้”

            นานแค่ไหน  อี้ฟานไม่อาจบอกได้ เมื่อขาเรียวยาวไม่อาจทำได้แม้แต่จะก้าวออกไปจากห้องทำงานกว้างขวางของบิดา  ลมหายใจของเขาเหมือนถูกกระชากไปพร้อม ๆ กับร่างสูงใหญ่ของประมุขแห่งตระกูลอู๋ที่เดินจากไปอย่างไม่ใยดี  

            “อนาคตของเด็กคนนั้น  แกเลือกเองแล้วกัน  ฉันให้สิทธินั้นกับแก”

            รอยยิ้มอ่อนหวาน และดวงตาที่มองโลกด้วยความใสซื่อวาบเข้ามาในหัว 

            จะทำได้อย่างไร   

            เขาจะทำอย่างนั้นได้ยังไง  

    

            “แกรู้ดีกว่าใครว่าอาณาจักรนี้ไม่ต้อนรับคนอ่อนแอ   ถ้าจะเป็นลูกของฉันก็ต้องทำงานเป็น ใช้คนเป็น จับปืนเป็น

            แล้วก็ฆ่าคนเป็น!!!

 

        ถ้าจะอยู่ด้วยกัน ....หัวใจสีขาวบริสุทธิ์นั้นจะต้องถูกย้อมให้เป็นสีดำ  

            ด้วยมือของเขาเอง


 

 

TBC.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #570 OH.MyHunHan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2557 / 18:42
    ให้ตายพี่คริสก็ไม่ยอมให้ชานยอลเปรอะเปื้อนหรอก พี่คริสรักน้องจะตาย เพราะชานยอลเป็นจุดอ่อนไงคุณพ่อกลัวว่าพี่คริสจะต้องเสียคนที่ตัวเองรักไปเพราะอีกคนอ่อนแอกว่า เราเข้าใจคุณพ่อนะแต่เจ็บหัวใจจัง ฮือออออ
    #570
    0
  2. #555 fchk (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2557 / 09:18
    ฮือออตอนนั้นดีจังเลย รักกันมากแต่ดูสิก็เพราะ พี่คริสไม่สามารถเลือกได้ นิเนอะ
    #555
    0
  3. #554 blue_bear (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2557 / 21:54
    อุปสรรคของความรักมันเจ็บปวดอะ พ่อของเฮียไม่ชอบคนอ่อนแอ
    มันไม่ดีเลยถ้าน้องยอลจะถูกย้อมให้เป็นสีดำเหมือนเฮีย
    รู้สึกได้เลยว่าที่จริงแล้วเฮียรักน้องยอลมากๆ รักมากจนอยากปกป้อง
    ไม่อยากให้แปดเปื้อนอะไรแม้แต่น้อย สงสารแต่น้องยอลที่ไม่รู้อะไร
    รูปชุดสุดท้ายที่ถ่ายด้วยกันมันเศร้านะ ต่อไปจะได้เห็นแค่รูปแล้ว
    จะไม่ได้สัมผัส ได้โอบกอดกันแล้ว ฮือ... เศร้าอะ
    #554
    0
  4. #552 บอใบไม้ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2557 / 17:26
    ที่ฟ่านไม่อยากให้ชานยอลมาอยู่กับตัวเองเพราะฟ่านกลัวมือของชานยอลเปื้อนเลือดใช่ม่ะ

    เศร้าอะรักกันแต่คบกันไม่ได้อีกเพราะพ่อกลัวจะมาเป็นจุดอ่อน ฟ่านเลยต้องทิ้งชานยอลไป

    ตอนเด็กสองคนนี้อยู่ด้วยกันนี่ชีวิตดูมีความสุขมากจริงๆอะ
    #552
    0
  5. #551 KY.Is Real (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2557 / 16:50
    ความรักมันต้องมีอุปสรรคมากมายเลยยย เฮ้อออออ~
    #551
    0
  6. #549 liuyue06 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2557 / 14:35
    ฮื่ออ ความรัก คือจุดอ่อนของวงการมาเฟีย ทำไม่ได้ หรอกที่ต้องให้คนที่เรารักต้องแปดเปื้อนไปด้วยสีดำ ทั้งกายเเละใจ ชานยอลบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะมาอยู่ในวงการนี้ นี่ใช่ไหม เป็นเหตุผลที่พี่คริสต้องผลักไสชานยอลออกจากชีวิตไปอย่างไม่ไยดี
    #549
    0
  7. #547 lovekyhh (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2557 / 07:53
    โอ๊ยยยยยย เป็นการตัดสินใจที่ต้องทุกข์ทรมานมากๆของฟ่านเลยนะคุณพ่อ
    ความรู้สึกที่อ่านตอนฟ่านและชานยอลเจอกัน นั่งคุย ถ่ายรูปและบอกรักแบบชานยอล มันคือความสุขจริงๆเนอะ
    อี้ฟานดูจะหลง จะรักชานยอลมากๆ เฮ้อออออขอถอนหายใจหนักๆ ให้กับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของคนรักกัน
    เศร้านะคะคุณไรท์
    #547
    0