[EXO] [KrisYeol] Prisoner of 'LOVE'

ตอนที่ 13 : ดอกไม้ที่ปลิดปลิว ❀ 4. ❀

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 935
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 ส.ค. 57

ดอกไม้ที่ปลิดปลิว

 

4. 
❀❀

 
           “อยู่กับฉันไปตลอดเลยนะ”

 

 

 

            ชานยอลได้กลิ่นพายุมาแต่ไกล  ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับเลือดจนดูน่ากลัว  มือเล็กหิ้วกระเป๋าผ้าขนาดย่อมที่บรรจุผ้าห่มเก่าเก็บผืนหนาสำหรับเจ้าฮารุ  ถ้าเป็นไปได้ เด็กชายก็อยากพาฮารุมาเลี้ยงเองกับมือ  แต่ด้วยพื้นที่พักของชานยอลกับพี่ชายนั้นไม่เอื้ออำนวยเลยที่จะให้สัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ด้วย  แม้พี่ชายจะไม่ค่อยอยู่บ้านก็ตาม  แต่เขาก็ทำอะไรกับมันไม่ได้มากไปกว่าการแวะเอาข้าวเอาน้ำไปให้ทุกเช้าเย็น  และดูแลมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

            โชคดีที่อพาร์ทเม้นท์ของเขาอยู่ไม่ไกลกับสะพานเท่าใดนัก  และเป็นเส้นทางผ่านไปโรงเรียน ชานยอลจึงสามารถแวะเข้าไปดูแลหมาน้อยที่โตขึ้นจากเดิมพอสมควร  ต่อให้พี่ชินกลับบ้านไม่ตรงเวลา  แต่ชานยอลก็ไม่เคยเถลไถลกลับผิดเวลา  ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม  เขาไม่อยากทำให้พี่ชายคนเดียวของเขาผิดหวัง  

            ในสายตาของพี่ชายคนเดียวที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก  ชานยอลเป็นเด็กดีที่ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้พี่ชายเลย เขาตั้งใจเรียน ไม่เคยหนีเที่ยว หรือแม้แต่โดดเรียน เพื่อนชานยอลแต่ละคนก็ล้วนแต่เป็นเด็กเรียน  และนิสัยน่าคบ    ชานยอลไม่มีพ่อแม่มาตั้งแต่จำความได้  แต่พี่ชายคนเดียวก็เลี้ยงดูเขามาได้เป็นอย่างดี  ชานยอลจึงตั้งใจที่จะตอบแทนความรักของพี่ชายด้วยการเป็นเด็กดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

            เด็กชายพาร่างเพรียวบางวิ่งตรงไปยังใต้สะพานอย่างที่เคยเป็น  ตอนนี้เย็นมากแล้ว ชานยอลจึงไม่คาดหวังว่าจะพบใครด้วยซ้ำนอกจากฮารุ

          ทว่า ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

            “ฟ่าน....”

            เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่นั่งพิงกำแพงคอนกรีตอย่างเงียบ ๆ สีหน้าเฉยเมย  และดวงตาว่างเปล่าทำให้ชานยอลขมวดคิ้ว  ไม่มีวี่แววสุนัขขาเจ็บที่เขาดูแลมาตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเลยแม้แต่น้อย  เหลือแค่โซ่ที่ที่เคยผูกปลอกคอของฮารุไว้เท่านั้น

            “ฮารุล่ะ”

            “ไปแล้ว” เด็กหนุ่มไม่เงยหน้ามองเขา ชานยอลวางของในมือลงกับพื้นพร้อมกับกวาดตามองไปรอบ ๆ

            “ไปไหน”

            “ฉันปล่อยมันไปแล้ว”  เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเบายิ่งกว่าเบา.... หากชานยอลตกใจเกินกว่าจะทันสังเกตเห็นความผิดปกตินนั้น

            “ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ    มันจะไปที่ไหนได้ ” ชานยอลร้องเสียงหลง

            “ไม่รู้    มันโตแล้ว  มันคงมีที่ไปของมัน”

            “ฟ่าน  ฮารุมันอายุยังไม่ถึงขวบเลยนะ  มันจะไปอดตายที่ไหนก็ไม่รู้”

            ชานยอลตะโกนลั่น ด้วยความไม่เข้าใจ   เด็กชายยอมรับว่าเพราะมัวแต่ตกใจกับการหายตัวไปของฮารุ  สีหน้าและแววตาที่แปลกออกไปของฟ่านจึงถูกละเลยไปชั่วขณะหนึ่ง  กระทั่งสายฟ้าที่สว่างวูบวาบขึ้นจนทั่วฟ้า  ชานยอลจึงสังเกตเสี้ยวหน้าผิดปกติของฟ่านได้อย่างชัดเจน

            “ฟ่าน....ทำไม” 

            ชานยอลสาวเท้าไปตรงหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งกอดเข่าเหม่อมองสายน้ำตรงหน้าด้วยความสงสัย     ก่อนทรุดลงตรงนั้น  

            “เป็นอะไรหรือเปล่า” 

            เด็กชายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก  มือเรียวเล็กสัมผัสบนใบหน้าคมเข้มแผ่วเบา    กระทั่งดวงตากลมโตสีนิลสนิทยอมสบตาเขาเหมือนทุกที   หากประโยคที่อีกฝ่ายถามออกมากลับทำให้เขางุนงงยิ่งกว่าเดิม

            “เคยเห็นคนตายไหม”      

            “หะ....หือ?

            “คนตายที่ไม่มีชีวิตไม่มีลมหายใจ หัวใจหยุดเต้น....เคยเห็นหรือเปล่า”

            “ฟ่าน”

            ชานยอลพยายามมองลึกเข้าไปในตาคู่นั้น มันเต็มไปด้วยร่องรอยบางอย่างที่เขามองไม่ออก คล้ายกำลังหวาดหวั่นและกลัวอะไรบางอย่างที่เป็นความทรงจำฝังลึกในใจ ชานยอลรู้สึกได้ว่าร่างผอมสูงกำลังสั่นไปทั้งตัว  สั่นราวกับหนาวไปถึงกระดูกดำ

            “ฉันกำลังจะตายหรือเปล่าชานยอล”

            “ฟ่าน  ทำไม”

            “ชานยอล  มือฉันเปื้อน”  ฟ่านสารภาพ  น้ำเสียงแหบพร่า แผ่วหวิว ดังไม่ต่างจากเสียงกระซิบ “เปื้อนหมดแล้ว”

            ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น  ชานยอลเข้าใจสิ่งที่ฟ่านกำลังเป็นอยู่ได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องบอก   ฟ่านแบมือให้เขาดู   มือทั้งสองสั่นสะท้าน   ฝ่ามือขาวสะอาด ไม่มีสิ่งผิดปกติ  หากชานยอลพอรู้สึกได้ว่าเบื้องหลังของมันคงไม่ใช่แบบนี้ 

            “ฟ่าน ”

            “ฉันต้องตายแน่ ๆ  คนนั้นจะต้องมาฆ่าฉันแน่ ๆ.... ตอนที่มันมองฉันเป็นครั้งสุดท้าย... ฉันรู้สึกได้ว่ามันต้องตามมาฆ่าฉันแน่ ๆ ”

            “ฟ่าน”   สายฟ้าฟาดลงมา จนสว่างวาบ   ก่อนที่ฟ้าจะส่งเสียงร้องลั่นคราวกับคนที่กำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด“ไม่มีหรอกไม่มีใครมาทำอย่างนั้นแน่ ๆ “

            “ไม่จริง มันต้องกลับมาฆ่าฉันแน่ ๆ   ฉันฆ่ามัน มันต้องฆ่าฉันแน่ ๆ”

            ฟ่านปฏิเสธ   เขาร่ำร้อ ภาพที่แสนน่ากลัวยังคิดติดตาเขาอยู่  

            ฟ่านคุ้นเคยกับความตาย  เขาเคยเห็นคนถูกฆ่าต่อหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน  

            แต่นี่เป็นครั้งแรก…..เป็นครั้งแรกที่เขาทำมันด้วยตัวเอง

          ถ้าแกไม่ฆ่ามัน  สักวันมันก็จะกลับมาฆ่าแก       

          คนอ่อนแอ  ย่อมเป็นเหยื่อของคนแข็งแกร่งกว่าเสมอ  คนอ่อนแอไม่มีสิทธิแม้แต่จะร้องขอชีวิต ไม่มีสิทธิ แม้จะภาวนาขอพระเจ้าให้พวกเขาเปลี่ยนใจ

          คน ๆ นั้นอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบ  ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแตกช้ำ  ร่างกายทั้งตัวปริแตก  เสื้อผ้าหลุดลุ่ย   แม้จะดูอ่อนแออย่างถึงที่สุด  หากฟ่านมองออกว่าสายตาคู่นั้นแสดงถึงการผ่านประสบการณ์ทางการฆ่ามาอย่างเชี่ยวชาญ

          ถูกแล้ว..... นั่นน่ะนักฆ่ามืออาชีพ   

          แค่สายตาก็รู้แล้วว่าอันตรายเพียงใด

            ฆ่ามันซะ ก่อนที่มันจะฆ่าแก

          ฟ่านถูกสอนว่าเสมอว่า คนทรยศไม่ควรมีที่ยืนบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะคนที่ทรยศกับองค์กร และครอบครัวเขา    มือปืนที่เขาไม่เคยรู้จักแม้แต่ชื่อคนนั้นก็เช่นกัน

            เมื่อรู้จักทรยศ  ก็ต้องรู้จักความตาย

            จุดจบของมัน  มีเพียงอย่างเดียว !

          ปัง!

            มันคือบททดสอบแรกที่จะทำให้เขาได้รับการยอมรับ   เพียงแค่ลั่นไก  แค่กระสุนนัดเดียวกับจุดตาย

            ชั่ววินาที รวดเร็ว  ง่ายดาย

            เท่านั้น!    

            “ฉันกำลังจะตายแล้ว....ชานยอลฉันกำลังจะตาย”   

            ฟ่านยอมรับว่าเขาคือคนที่จะสืบทอดทุกอย่างต่อไปในอนาคต

            ละทิ้งความเป็นเด็กและก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ 

            เขาเลือกไม่ได้  เขาไม่มีสิทธิทำอะไรทั้งสิ้นนอกจากแข็งแกร่งขึ้น  แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

            …   

            ทั้ง ๆ ที่ข้างในนั้นอ่อนแอไม่ต่างจากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง

            ฟ่านถูกสั่งไม่ให้ร้องไห้ตั้งแต่ห้าขวบ

           “ถ้าฟ่านตาย ...ชานยอลก็จะตายด้วย”

            และนี่เป็นครั้งแรกที่ฟ่านร้องไห้ออกมาให้คนอื่นเห็น

           

            อาจเพราะเขารู้ดีกว่าอ้อมกอดของชานยอลพร้อมสำหรับเขาเสมอ... ไม่ว่าจะน้ำตา  หรือความอ่อนแอ

            “กอดฉัน... กอดแน่นกว่านี้... ชานยอล”

                                                               

*

 

 

 

            “อาบน้ำไหม?

            เสียงใสเอ่ยขึ้นจากข้างหลัง  อี้ฟานเลิกคิ้ว พร้อมกับหมุนตัวกลับ เด็กชายร่างเล็กในชุดอยู่กับบ้านหอบผ้าขนหนูพะรุงพะรัง   จนเขาอดยิ้มไม่ได้

            “แคบหน่อยนะ ตอนแรกนอนกับพี่ แต่เดี๋ยวนี้พี่แยกห้องให้แล้ว   ห้องมันก็เลยแคบ ๆ     คือตอนแรกมันเป็นแค่ห้องเก็บของน่ะ”

            “ชานยอล”

            “หือ?”  ชานยอลเลิกคิ้ว  ก่อนวางผ้าขนหนูและชุดสำหรับเปลี่ยนให้กับคนที่ตัวเปียกโชกไม่แพ้เขาเมื่อครู่นี้  พายุฝนรุนแรงอย่างแทบไม่น่าเชื่อ  โชคดีที่อพาร์ทเม้นท์ของเด็กชายอยู่ใกล้พอที่จะวิ่งมาได้ทันก่อนที่ทุกอย่างจะรุนแรงไปกว่านี้  ชานยอลเชื่อว่าพายุขนาดนี้พื้นที่ใต้สะพานไม่ปลอดภัยพอสำหรับพวกเขา

            จะห่วงก็แต่เจ้าฮารุที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน   ถึงร่างกายของมันจะเริ่มโตแล้ว  แต่ในความเป็นจริงคือ ฮารุยังคงเป็นลูกสุนัขธรรมดาตัวหนึ่ง

            ก็ได้แต่หวังว่ามันจะโชคดีพอที่จะต่อสู้กับพายุเลวร้ายนี้ได้อย่างปลอดภัย

            “ไม่เป็นอะไรแน่เหรอ”  

            เสียงทุ้มต่ำถามราวกับกำลังเกรงอกเกรงใจ  ชานยอลยิ้มกว้าง พร้อมกับสบตาคมเข้มคู่นั้นและบอกเสียงสดใส     

             “ไม่มีใครว่าหรอก  จริง ๆ  นะ....”

            ชั่วพริบตาที่ตาทั้งสองคู่ประสานกัน  ชานยอลออกจะมั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าดวงตาของฟ่านกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับเขาอยู่

          ไม่มั่นใจ?      

            “ไม่เกลียดฉันเหรอ”

            น้ำเสียงแผ่วหวิวนั้นกระตุกลมหายใจของชานยอลเบา ๆ  เขาขยับไปใกล้และยื่นผ้าขนหนูให้อีกฝ่าย    หยดน้ำที่หยดลงจากเรือนผมเปียกโชกไหลลงมาบนหน้าคมเข้มราวกับน้ำตาที่ไหลมาอาบหน้า

            “จะเกลียดทำไมล่ะ”

            “ฉันฆ่าคน ฉันเป็นคนเลว”

            นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปปิดปากของคนที่กำลังพูด

            “ถ้าเป็นฟ่าน.. ก็ไม่เป็นไรหรอก” ริมฝีปากของชานยอลแย้มยิ้มอ่อนหวาน    ขณะเอื้อมมือไปแตะบนมือใหญ่เบา ๆ

            “ฉันฆ่าคนนะ....”

            “ฟ่าน..”

            “ฉันเป็นคนเลว  แต่....แต่ถ้าฉันไม่ฆ่ามัน   มันก็จะฆ่าฉัน”

            “ไม่ใช่คนเลวซักหน่อย  ฟ่านไม่ใช่แบบนั้นหรอก”

            “ชานยอล...”

            “ฟ่านปกป้องตัวเองต่างหากล่ะ....แค่นั้นเอง ฟ่านไม่ได้อยากฆ่าเค้าไม่ใช่เหรอ”

            “ไม่...ไม่ใช่  ฉันฆ่าเขา  ชานยอล....นายไม่เข้าใจหรอก  ฉัน....” อี้ฟานขึ้นเสียง  เขาตะโกนดังด้วยความโกรธจัด

          คนอย่างชานยอลจะไปเข้าใจอะไร....  

            “สักวัน ฉันก็ต้องฆ่าคนพวกนั้นอยู่ดี...  ไม่ว่ายังไง  ฉันก็ต้องฆ่าคนอยู่ดี”

            เด็กชายหน้าซีดลง    สีหน้าและแววตาเกรี้ยวกราดนั้นทำให้เขาอดหวาดกลัวไม่ได้...   

            “งั้นฟ่านจะฆ่าชานยอลไหม...”

            “อะไรนะ”

            “จะ....ทำร้ายชานยอลแบบที่ทำกับคนอื่นหรือเปล่า”

            “ถามอะไรบ้า ๆ  ไม่รู้หรือไงว่าฉัน.... ฉัน...”  อี้ฟานพูดไม่ออก... ความรู้สึกที่มีต่อชานยอลรุนแรงจนเขาไม่อาจข่มใจไว้ได้ง่าย ๆ แต่คำถามนั้นก็ทำร้ายจิตใจของเขามากเหลือเกิน...  

            เขาจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร...  ในเมื่อชานยอลคือคนแรก...และคนเดียวที่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของทุกพื้นที่ในใจของเขามากถึงขนาดนี้

          ถ้ารู้ว่ารักแค่ไหน...จะกล้าพูดอย่างนี้หรือเปล่า

          ไม่ทันที่อี้ฟานจะได้เอ่ยคำใดไป  เสียงหนักแน่นของชานยอลก็โพล่งขึ้นด้วยประโยคที่ทำให้เด็กหนุ่มอึ้งไปในทันที

            “ตราบใดที่ฟ่านไม่ทำร้ายชานยอล.... ฟ่านก็ไม่ใช่คนเลวหรอก”

            “ชานยอล...”

            “ยังไงฟ่านก็ไม่ใช่คนเลวหรอก  จนกว่าฟ่านจะฆ่าชานยอลด้วยมือของฟ่านเอง.... ชานยอลถึงจะคิดว่าฟ่านเป็นคนเลว”

            “ไม่มีทาง... ไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก คิดบ้า ๆ พูดอะไรออกมา!!” อี้ฟานเอ่ยด้วยความโกรธจัด  ยิ่งเห็นดวงหน้ารูปไข่คลี่ยิ้มเต็มใบหน้าก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก  

            “ยังยิ้มอยู่อีก... ฉันจริงจังแค่ไหนรู้บ้างหรือเปล่า   ที่ผ่านมา... รักแค่ไหนรู้บ้างหรือเปล่า”

            หน้าหวานหุบยิ้มทันทีกับเสียงดุนั้น  แม้หัวใจจะเต้นแรงขึ้นตอบรับคำว่า รัก’ ที่อีกฝ่ายเผลอพูดออกมา  แต่แววตาสีเข้มทอประกายจริงจังนั้นหนักแน่นเกินกว่าที่ชานยอลจะเห็นเป็นเรื่องเล่น ๆ ได้

            “ทำไมจะไม่รู้ล่ะ” เด็กชายพูดขึ้นบ้าง...  “ก็รักเหมือนกันนี่นา”

            “เด็กโง่... ไม่ต้องมาร้องไห้เลย”

            “ไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อย!” ชานยอลตะโกนกลับ พร้อมปาดน้ำตาแรง  ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง  “ชานยอลก็เชื่อว่าฟ่านไม่ทำแบบนั้น ฟ่านไม่มีวันทำร้ายชานยอลได้หรอก แล้วฟ่านจะเป็นคนเลวได้ยังไง”

            อี้ฟานขมวดคิ้ว มองคนร่างผอมเพรียวอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะฉุดชานยอลให้ล้มลงมาอยู่ตรงหน้า   พร้อมกับคว้าร่างผอมเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนา...  และซบหน้าลงบนบ่าเล็ก  ถามอีกครั้งเพื่อยืนยันความคิดของอีกฝ่าย

            “แน่ใจนะ...ว่าจะคิดแบบนั้น  แน่ใจแล้วนะว่าจะไม่เกลียดฉัน”

            “ถ้าเป็นฟ่าน   แค่ฟ่านคนเดียวเท่านั้น”

            ดอกไม้เล็ก ๆ ในอกของของอี้ฟานกำลังผลิบาน

            ดอกไม้สดใสที่หาญกล้าอวดกลีบบอบบางต้านกระแสลมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเขา  แม้จะรู้ดีว่าที่นั่นคือถนนที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและซากศพที่ปูลาดไปสู่หนทางแห่งความเป็นหนึ่ง

          “ถ้าเป็นฟ่าน...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เกลียดหรอก ”

 

*

 

 

            “เรียบร้อยแล้ว”

            เด็กหนุ่มเรียกคนที่ยืนหันหลังให้เขาด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น    คนตัวเล็กหันกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับรอยยิ้ม   มือเล็กยื่นตะกร้าผ้ามาให้เขาใส่ชุดเปียก ๆ ที่ถูกเปลี่ยนออก  อี้ฟานใส่เสื้อยืดตัวยาว และกางเกงตัวโคร่ง ที่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นของพี่ชายตัวเอง   เขาใส่ชุดของชานยอลไม่ได้เลย เพราะขนาดตัวที่ใหญ่กว่ามาก   กลิ่นสาบน้อย ๆ จากชุดลอยมาแตะจมูก บ่งบอกว่ามันคงถูกเก็บไว้ในตู้นานพอสมควร  

            ชุดที่อยู่บนตัวเขาในขณะนี้ไม่ได้สวยงามและตัดเย็บอย่างมีคุณภาพนักในสายตาเขา  ห้องที่ชานยอลอยู่นี้ก็เช่นกัน   มันเป็นห้องเล็ก ๆ ขนาดเท่าแมวดิ้น แบ่งออกเป็นสองห้องนอน และหนึ่งห้องน้ำ  เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน  ของประดับทุกอย่างดูไม่เข้าชุด และผิดที่ผิดทาง  ดูแค่แว้บเดียวก็รู้ว่าถูกนำมาจากคนละที่ คนละเวลาตามแต่ใจคนอยากแต่งที่อยากเอามาวาง ๆ  แต่น่าแปลกทุกอย่างที่อยู่ในนี้กลับดูเข้ากับห้องเก่า ๆ อย่างน่าประหลาด

            “เช็ดเท้าด้วยนะ  เดี๋ยวชานยอลเอาผ้าเปียก ๆ พวกนี้ไปลงเครื่องก่อน”

            “อื้อ”

            “ห้องอยู่ตรงโน้นนะ เข้าไปนอนเล่นบนเตียงก่อนก็ได้   มันแคบน่ะ”

            เขาพยักหน้ารับ   มองคนวิ่งตุบ ๆ ไปที่ห้องน้ำด้วยความรู้สึกประหลาด    เด็กหนุ่มก้าวตรงไปยังห้องที่ชานยอลบอก  ห้องนอนของชานยอลเล็กมาก และคับแคบจริงอย่างที่ชานยอลบอก  แค่เตียงก็เกินครึ่งของห้องแล้ว โชคดีที่ข้างนอกยังมีระเบียงเล็ก ๆ ยื่นออกไปทำให้ให้ห้องดูกว้างขึ้นกว่าเดิม  อี้ฟานมองของตกแต่งน่ารัก  กระจุกกระจิกอย่างไม่น่าเชื่อทั่วห้องด้วยความชื่นชม  มุมห้องมีกีตาร์เล็ก ๆ ท่าทางเก่า ๆ ตั้งไว้อย่างสง่างามแต่ดูล้ำค่าสำหรับเจ้าของไม่น้อย  สังเกตจากการเก็บดูแลอย่างดี 

            ชานยอลมีมุมน่ารัก  ๆ ที่เขาไม่เคยมีอยู่เยอะ  หลายสิ่งหลายอย่างที่ประกอบเป็นชานยอลคือสิ่งที่เขาไม่เคยมี  และไม่มีวันได้สัมผัสเลยด้วยซ้ำ

            ฟ่านวางมือแนบอกตัวเอง 

            หนักใจ

            หัวใจของชานยอลขาวบริสุทธิ์เกินไป   บริสุทธิ์จนรู้สึกละอาย

            “เช็ดผมด้วย”     

            เด็กหนุ่มแทบสะดุ้งกับเสียงดังลั่นในหู   เขาหน้ายุ่ง ขณะหันกลับไปหาคนที่ยืนยิ้มอยู่ไม่ห่าง

            “อยู่แค่นี้ทำไมต้องตะโกนด้วยล่ะ” 

            “ฮิฮิ”

            เด็กหนุ่มส่งมือไปโยกหัวทุยสวยแรง ๆ จนอีกฝ่ายบ่นอุบ พร้อมกับหยิบผ้าขนหนูสีขาวมาวางไว้บนผมตัวเอง    เขาละสายตาจากพายุข้างนอกประตูกระจกนั่นชั่วครู่  และทรุดนั่งบนเตียงของเจ้าของห้องอย่างถือวิสาสะ 

            “ไม่ต้องปิดนะ”

            เด็กหนุ่มรีบห้ามเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเดินไปปิดม่าน

            “หือ”

            “มันมืด....”

            สีหน้าของชานยอลดูประหลาดใจ  หากยอมทำตามคำขอของเขาโดยไม่ถาม    อี้ฟานยิ้มให้ พร้อมกับลงมือเช็ดผมเปียกโชกของตนอย่างจริงจัง   ผมของชานยอลไม่เปียก  เพราะเขาทั้งบังคับและขู่ให้อีกฝ่ายใช้ผ้าห่มที่ถือมาด้วยคลุมหัวมาตลอดทาง

            “ช่วย....” ชานยอลบอกง่าย ๆ พร้อมกับทรุดตัวลงบนเตียงบ้าง   คนตัวเล็กยืนด้วยเข่า และยืดตัวสุดกำลังเพื่อเช็ดผมให้เขา   อี้ฟานยอมปล่อยมือให้ชานยอลช่วยเขาเช็ดผมอย่างง่ายดาย  

            มือที่เบาแสนเบาค่อย ๆ บรรจงเช็ดผมทีละกระจุกให้ราวกับกลัวว่าเขาจะเจ็บ   เด็กหนุ่มเงยหน้าเล็กน้อยเพื่อมองสีหน้าของคนที่กำลังจดจ่อกับผมของเขาอย่างจริงจัง   รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปาก  ร่างบอบบางในชุดอยู่กับบ้านดูแปลกตากว่าที่เคยเห็น  ปกติชานยอลมักใส่ชุดนักเรียน หรือไม่ก็แต่งตัวเหมือนเด็กวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป   หากนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นในชุดสบาย ๆ เช่นนี้

            เขากระพริบตาถี่ เมื่อสังเกตเสื้อสีอ่อนที่เนื้อผ้าบางแสนบางอย่างตกใจ  ผิวกายขาวละเอียดข้างในปรากฎชัดจนแทบเห็นสัดส่วนเค้าโครงของร่างกายท่อนบนได้อย่างชัดเจน  

            “ฟ...ฟ่าน”

            “เอ่อ...อะไรเหรอ”

            เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง    เพราะมัวแต่มองอะไรที่ไม่สมควรมองอยู่  จึงไม่รู้ว่าผมของตัวเองเริ่มแห้งลงเมื่อไหร่   และชานยอลลงมานั่งขัดสมาธิประจันหน้ากับเขาตอนไหน    สีหน้าจริงจังที่มองมาทำให้อี้ฟานปั้นหน้าตัวเองไม่ถูก

            “ยังคิดมากเมื่อนั้นอีกเหรอ”

            “หะ  หือ....” น้ำเสียงห่วงใยทำให้เด็กหนุ่มเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย

            ยังไม่ทันตอบ  หน้ายุ่ง ๆ ของชานยอลก็หายไป 

            “คนบ้า!

            ไม่ได้หายไปไหน   หากพุ่งเข้ามาใกล้จนฟ่านไม่ทันตั้งตัว

            ริมฝีปากนุ่มนิ่มที่แตะลงบนริมฝีปากของเขาแทบจะทำให้สติของฟ่านหลุดไปในทันที  ลมหายใจอ่อน ๆ ร้อนรุ่มรินรดอยู่บนใบหน้าของเขา

            “ก็บอกแล้วไงว่าถ้าเป็นฟ่าน   ” เสียงกระซิบแผ่วหวานสารภาพ  เมื่อฝ่ามือเล็กประคองหน้าเขาไว้   และค่อยลากจูบเบานั้นไปที่แก้ม  “ไม่เป็นไรหรอกถ้าเป็นฟ่าน” 

            ฟ่านลืมไปแล้วว่าคิดถึงเรื่องอะไรอยู่     ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสองมือตวัดรอบเอวบอบบางตั้งแต่เมื่อไหร่    และลิ้นของเขาแทรกผ่านเข้าไปกวาดเก็บความหวานที่น่ารัญจวนใจของชานยอลตอนไหน

            “อะ....อื้อ”

            จุมพิตที่เคยมอบให้กันและกันในคราวก่อน  ไม่อาจเทียบได้กับสัมผัสในวันนี้  ชานยอลเปิดปากรับการรุกล้ำของเขาอย่างเต็มใจ  กลีบปากสีสดนุ่มนิ่มเสียจนอี้ฟานเผลอหยุดลิ้มชิมรสอย่างอ้อยอิ่งเป็นเวลานานก่อนจะเคลื่อนเข้าไปแลกความปรารถนาส่วนลึกในวัยหนุ่มให้กับคนในอ้อมกอด เรียวลิ้นแฉะชื้นเกี่ยวตวัดราวกับต้องการเป็นหนึ่งเดียวกัน

            เสียงครางของชานยอลแหบพร่า และดึงดูดใจอย่างที่บอกไม่ถูก

            อี้ฟานไม่เคยทำแบบนี้   ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรลงไปบ้าง   มือของเขาที่ลูบบนร่างกายของชานยอลทำไปเพื่ออะไร  ฟ่านก็ไม่รู้ 

            รู้เพียงแค่...ในเวลานี้    

            “อยู่ข้าง ๆ ฉันนะอยู่กับฉันนะชานยอล”

            เขาต้องการชานยอลต้องการแค่ชานยอล

            “อยู่กับฉันไปตลอดเลยนะ”

            “ถ้าฟ่านต้องการ ชานยอลก็จะอยู่ทำ  อะ อื้อ....”

            จูบลึกล้ำกว่าครั้งไหน   อี้ฟานมั่นใจว่าชานยอลก็รู้ว่าครั้งนี้มันมากกว่าการจูบธรรมดา  เมื่อชานยอลปล่อยให้ร่างอ่อนระทวยอยู่ในมือเขา  และตอบโต้เพียงข้างในริมฝีปากที่กำลังวุ่นวายพัลวัน  ลมหายใจหอบลึกประสานกันอย่างน่าประหลาด  ฝ่ามือทั้งสองของเด็กหนุ่มอายุมากกว่าควานหาหนทางเข้าไปใกล้สิ่งที่ต้องการ  เขารู้แค่ว่าตอนนี้  เขาต้องการแตะต้องชานยอลมากกว่าที่เคยต้องการ

            มากกว่ากอด.....มากกว่าจูบ  มากกว่าสัมผัส  

            เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะจบลงที่ใด

            “พี่จะกลับมาเมื่อไหร่”  เขากระซิบถามเสียงแผ่ว

            “ทะ เที่ยงคืน ”

            “อืม”

            ฟ่านตอบรับคำนั้นด้วยจูบที่ไล่ลงมาเหนือซอกคอ   ชานยอลหอบสะท้าน   ดวงตาคู่หวานมองเขาด้วยประกายแวววาวอย่างที่ไม่เคยเห็น   แผ่นหลังของชานยอลแนบลงบนพื้นเตียงหนานุ่ม   ร่างบอบบางเหมือนคนที่กำลังหายใจไม่ออก   แผ่นอกเรียบสะท้อนขึ้นลงอย่างทรมาน   กระทั่งเสื้อยืดที่ปกปิดร่างกายท่อนบนถูกดึงออกไปจากหัว    ชานยอลก็ไม่มีกำลังแม้แต่จะปัดป้อง

            “ฟ่าน...” เสียงหอบหวิวเอ่ยกระซิบ  มือเล็กปะป่ายหาที่ยึดเกาะบนร่างกายเขา  “ทำ....เรากำลัง ทำอะไร”

            “ไม่รู้เหมือนกัน” เด็กหนุ่มเองก็ตอบไม่ได้  ร่างกายของเขากำลังร้อนรุ่มจนแทบลุกเป็นไฟ  หัวใจของเขาก็เต้นแรงราวกับพร้อมจะเด้งออกจากอก... แต่เขากลับตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งห้ามไม่ให้ตัวเองหยุดที่จะกอดและสัมผัสชานยอลได้  

            “ฟ่าน ...ชานยอลหายใจไม่ออกแล้ว”

***
 

            เป็นครั้งแรกที่มาจนถึงขั้นนี้   อี้ฟานไล่จูบชานยอลไปทั่วทุกพื้นที่เท่าที่จะทำได้  ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ   ยิ่งเมื่อร่าง ไร้อาภรณ์ที่ปกคลุม   เหลือเพียงร่างเปล่าเปลือย  และผ้าห่มผืนบางที่คลี่คลุมส่วนที่น่าอายเอาไว้ 

            ร่างกายของชานยอลนุ่มนิ่มไปแทบทุกส่วน  จนอี้ฟานแทบเลือกไม่ถูกว่าควรสัมผัสส่วนไหนก่อน   ชานยอลหลับตาปี๋โดยเฉพาะเมื่อเขาไล่จูบส่วนที่ต่ำกว่าสะดือลงมา 

            เด็กหนุ่มรู้ถึงร่างกายที่ผิดปกติของตน  พอรู้ว่ามันหมายถึงอะไร และต้องการอะไร พี่เลี้ยงหลายคนเคยบอกเขาถึงเรื่องนี้   และมันคือเรื่องธรรมชาติที่เด็กผู้ชายทุกคนต้องมี   รวมบอกถึงวิธีปลดปล่อยถ้ามันอัดอั้นมากเกินไป  ซึ่งเขาก็รู้จักพอที่จะทำอะไรต่อมิอะไรได้เอง

            ร่างกายของเขาก็เหมือนเด็กวัยรุ่นปกติทั่วไป   ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีเรื่องแบบนี้   ความต้องการ...และแรงปรารถนาที่รุนแรงเช่นนี้

            เพียงแต่ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก… ที่เขาจะทำกับชานยอล

            “ฟ่าน ชานยอล จะตายแล้ว”        

            “....ต่อไหม?  ไหวหรือเปล่า..”

            อี้ฟานถามด้วยน้ำเสียงพร่า  ลมหายใจสะท้านหอบ  เขาเองก็รู้สึกเหมือนจะตายไม่ต่างกัน    ร่างกายของเขาใกล้จะปริแตก    ไฟในตัวกำลังลุกโชน   และคงโหมแรงขึ้นทุกขณะที่ยังคงสัมผัสร่างกายของชานยอลอยู่   จนเขาไม่อยากดับมันไปแบบกะทันหันเช่นนี้  แต่หากจะให้หักหาญน้ำใจชานยอล เพื่อความพอใจของตัวเอง เขาก็ทำไม่ได้

            “มะไม่รู้”

            “กลัวเหรอ”

            “อือ ไม่ ไม่เคย ทำแบบนี้”

            “เหมือนกัน ”เด็กหนุ่มสารภาพ  แต่ดวงตาของชานยอลที่จับจ้องมาที่เขาพร้อมด้วยใบหน้าแดงจัด กลับทำให้เขาไม่อยากปล่อยให้มันจบลงไปง่าย ๆ  “ชานยอลก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหม  ชานยอลก็.... อยากทำต่อใช่ไหม”

            อี้ฟานถาม  ก่อนซบลงไปกอดชานยอลแน่น    ร่างของชานยอลสั่นระริกและเย็นเฉียบ  เขารู้สึกถึงเหงื่อที่ผุดพรายออกมาจากร่างกายของตัวเองเช่นกัน    

            “ชานยอล อึดอัดไปหมดแล้ว”

            ทรมาน จนแทบทนไม่ไหว  

            “เค้าบอกว่าครั้งแรกจะเจ็บ”   อี้ฟานกระซิบอย่างหนักใจพลางถอนหายใจลึก  ขบที่ใบหูเล็กเบา ๆ ด้วยความอัดอั้น   อยากจะทำอะไรมากกว่านี้ แต่เขาก็ไม่มีประสบการณ์พอที่จะทำให้ชานยอลโอนอ่อนผ่อนตามได้ด้วยตัวเอง 

            ถ้าชานยอลไม่ยินยอม เขาก็คง....

            “งะ งือ  จะเจ็บ  มากไหม”

            “ไม่รู้  เค้าบอกอีกว่า ถ้าเป็นผู้ชาย จะเจ็บมากกว่าอีกนะ”

            “...งั้น ....จะทำยังไงล่ะ” น้ำเสียงว้าวุ่นของชานยอลทำให้อี้ฟานอยากจะตบหน้าตัวเอง.... เขาไม่ควรทำให้ชานยอลกังวลถึงขนาดนี้

            “ขอโทษ  ตะ แต่”

            ชานยอลสั่นกว่าเดิม ทั้งน้ำเสียง และมือที่เกาะกอดเขาไว้แน่น      หากประโยคที่ตอบกลับมาแทบทำให้เด็กหนุ่มต้องกลั้นลมหายใจ

            “เบา ๆ นะ ชานยอลกลัว”

            นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ เช็ดเหงื่อบนแก้มและน้ำตาที่เอ่อออกมาอย่างเบามือ  ก่อนจะฝากจูบหนัก ๆ ไว้บนริมฝีปากนิ่ม  เมื่อร่างทั้งร่างเบียดกลับมา   แรงเสียดสีของผิวกายทำให้เขาสะท้านไปทั้งตัว

            “อื้อ”

            เสียงหัวใจรัวเร็วประสานกันเป็นจังหวะเดียว   ยามที่ร่างกายทั้งสองเคลื่อนเข้าหากันอย่างเพรียกหา   ลมหายใจรุ่มร้อนแทรกผ่านผิวกายเรียบลื่น  ผ่านเข้าไปสู่เส้นประสาทที่เขม็งตึงไปแทบทุกส่วน    

            ผีเสื้อไร้เดียงสาค่อย ๆ ร่อนลงบนกลีบกุหลาบ    ความไม่เคยทำให้เขาต้องใช้การสุ่มเดาเท่าที่จะทำได้    หาก สัญชาตญาณที่ซ่อนลึกอยู่ในทุกเซลล์ของมนุษย์ก็สั่งให้เขาค่อย ๆ เคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องจนได้   เขารู้สึกถึงความอึดอัดชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ร่างกายทุกส่วนคล้ายจะถูกปลุกขึ้นมาให้รับรู้การเคลื่อนไหวของเขา   

            ร่างของชานยอลกระตุกอยู่เบื้องล่าง  ริมฝีปากสั่นระริกทำให้ค่อยจูบย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า   เจ้าของเสียงทุ้มต่ำมองสีหน้าเจ็บปวดของชานยอลด้วยความรู้สึกผิด   ได้แต่หวังว่าสิ่งที่เขาทำจะถูกต้อง    หวังว่า จะจับจูงชานยอลเข้าไปอย่างยากลำบาก  กล้ามเนื้อของชานยอลกระตุกและบีบรัดด้วยความหวาดกลัวจนเขาไม่อาจผลีผลาม

            “ชานยอล ”

            กระซิบแผ่วเบา  ส่งจูบดูดดื่มให้เพื่อความหวังว่าจะลบเลือนความเจ็บปวดที่แทรกผ่านเข้ามาในร่างกายบอบบางได้    เด็กหนุ่มระมัดระวังทุกวินาทีที่ล่วงล้ำเข้าไป   เนิ่นนาน...และเจ็บปวด แต่เป็นไปด้วยความพยายาม และการยินยอม

            “ฟ่าน”

            เรียวขาของชานยอลแยกออกกว้างเพื่อรองรับการเข้ามาของเขา  ยิ่งแทรกเข้าไปลึก  อี้ฟานก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความ   เสียงสะอื้นอย่างทรมานทำให้เขาอยากจะหยุด...  แต่ก็กลัวว่า  หากหยุดในครั้งนี้... เขาจะทำอะไรไม่ได้อีก

            “อดทนอีกนิดนะ... ชานยอล”

            ดวงตากลมโตคู่ที่เขาหลงรักมาตลอดเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสเอ่อคลอ  ริมฝีปากอิ่มสวยสั่นระริกจนเจ้าตัวต้องกัดไว้เพื่อระบายความเจ็บปวด  อี้ฟานหยุดหอบหายใจ  และมองสบตากับเจ้าของร่างบอบบางเพื่อขออนุญาต  

            “อื้อ... ไม่เป็นไร  เข้ามา.. มาเถอะ”

            “ชานยอล... ขอโทษนะ”

            “อ...อ๊า... ”

            ชานยอลหวีดร้องเสียงหลงกับสิ่งแปลกใหม่ที่เคลื่อนผ่านเข้ามาในร่าง  ทั้งรุ่มร้อน อึดอัด  และเจ็บปวด... แต่สีหน้าที่เต็มไปด้วยคำขอโทษของอีกฝ่าย กลับทำให้ชานยอลไม่โกรธคนที่ทำให้เจ็บเลยสักนิด   มือเรียวสวยจิกลงบนผ้าปูที่นอนเพื่อระบายความเจ็บปวดนั้น และสะกดกลั้นไม่ให้ร้องสะอื้นออกมา

            “ฟ..ฟ่าน... อ... ฟ่าน...”

            “ชานยอล...”

            เสียงสอดรับประสานกันพร้อม ๆ กับร่างที่เคลื่อนเข้าหากันอย่างแนบชิด  อี้ฟานจูบดวงหน้ารูปไข่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างกังวลใจ  เขาไม่อยากให้ชานยอลเจ็บ... แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์นี้

            ริมฝีปากของเด็กหนุ่มเคลื่อนไปประกบที่กลีบปากสีสวย อี้ฟานสอดลิ้นเข้าไปพร้อมกับขยับสะโพก   เด็กชายเบื้องล่างครางหวิวอยู่ในคอ  หากทำอะไรไม่ได้นอกจากโอบกอดแผ่นหลังที่กว้างกว่าไว้แนบแน่น จิกปลายเท้าลงกับพื้นเตียงพร้อมกับถอนสะอื้น 

            ทีละนิด...ทีละนิด

            ร่างกายที่ไร้เดียงสาเรียนรู้การตอบรับของร่างกายอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว  ชั่วขณะที่อี้ฟานรับรู้ได้ถึงการฉีกขาดภายในพร้อมกับหยดเลือดที่ซึมออกมาเพราะเนื้อเยื่อที่บอบบาง   เขาอยากจะหยุด  แต่ชานยอลกลับส่ายหน้าและบอกเขาผ่านแววตาคู่สวยที่หวาดหวั่นนั้นว่า ไม่เป็นไร...

          “ฟ่าน...  กอดหน่อย... กอด...อา... ”

             อี้ฟานโอบกอดร่างกายเปลือยเปล่าไว้แนบอก  พร้อมกับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า  ไม่เร่งเร้าเพราะกลัวจะทำให้ชานยอลยิ่งเจ็บไปกว่าเดิม   เด็กชายผู้มีรอยยิ้มอยู่เสมอกัดริมฝีปากแน่น และพยายามช่วยเขาด้วยการขยับตาม 

            เมื่อต่างเป็นคนแรกของกันและกัน... อี้ฟานและชานยอลจึงไม่อาจรับรู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นคืออะไรบ้าง   ลมหายใจที่หอบสะท้านไม่เป็นจังหวะเร่งขึ้นเมื่อแรงปรารถนาส่วนลึกกำลังขับเคลื่อนเข้ามากระซิบบอกอี้ฟานว่าให้ทำอะไรต่อ

            “อ... อ๊ะ... ”

            ชานยอลหวีดร้องเสียงหลงเมื่อเด็กหนุ่มเร่งจังหวะขึ้น   ชานยอลไม่แน่ใจเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังรู้สึกอะไรมากกว่ากัน    แต่ไออุ่นที่ได้รับจากร่างที่โอบรัดเขาไว้แน่น และลมหายใจที่รินรดใบหน้าตลอดเวลาที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน  ยิ่งทำให้ชานยอลได้เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วความรักเป็นอย่างไร...

            ทำไมคนหลาย ๆ คน ถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้อย่างไม่มีข้อแม้

            “ชานยอล.. รักชานยอล.. รักนะ  ได้ยินไหม”           

            ได้ยิน... ชานยอลได้ยินชัดเจน

            ครั้งแรก...  กับคนแรก

            ความทรงจำอันแสนบริสุทธิ์ที่ชานยอลคงไม่มีวันลืมไปได้ชั่วชีวิต       

 

 

*

 

 

          “แอบมองคนอื่นสนุกเหรอ”

            อี้ฟานค่อย ๆ ลืมตาขึ้น  ดวงตาใสแจ๋วของชานยอลกำลังมองเขาอยู่อย่างที่คิดไว้  คนตัวเล็กนอนคว่ำหน้าเท้าคางจ้องเขาอย่างจริงจัง   แม้ตาคู่หวานจะตกใจเล็กน้อยที่เขาตื่นขึ้นมากะทันหัน  หากใบหน้าที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มละไมก็ทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะเบา   เด็กหนุ่มสบตาคู่สวยครู่หนึ่ง ก่อนเคลื่อนไปฉกวูบที่ริมฝีปากบอบบางนุ่มนิ่ม   ชานยอลไม่ปัดป้อง  หากริ้วแดงฉานที่ปรากฎบนใบหน้าก็ทำให้เขาดึงร่างบางมาอยู่ใต้อก พร้อมกับกดจูบอีกครั้งด้วยความหมั่นเขี้ยว 

            “ฟ่านอา”

            “อย่ายิ้มให้ใครแบบนี้นะ ห้ามด้วย  หวง...”

            “ชิ”

            อี้ฟานหัวเราะในคอ  แล้วจูบหน้าผากมนเบา ๆ  ก่อนไล่ลงมาฝังจมูกโด่งสวยลงบนแก้มนุ่มนิ่ม และค้างไว้อยู่อย่างนั้น  หัวใจของเขาเต้นรัว  ความสุขเอ่อล้นเข้ามาในใจอย่างไม่เคยได้รับมาก่อน

            “ถ้าเป็นผู้ใหญ่เร็ว ๆ ก็ดี” เสียงใสกระซิบบอก

            “ทำไมถึงอยากเป็นผู้ใหญ่ล่ะ”

            “ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะได้อยู่เคียงข้างฟ่านไปทุกวันไง”

            อี้ฟานยิ้มบาง แขนเรียวยาวโอบร่างบอบบางไว้แน่น และเอ่ยด้วยเสียงทุ้ม

            “อยากให้อยู่เหมือนกัน...   ถ้าได้อยู่กับชานยอลทุกวัน  ฉันต้องมีความสุขที่สุดแน่”

            มือหนาลูบแผ่นหลังเปล่าเปลือยนั้นอย่างเชื่องช้า   ผิวกายเรียบเนียน  และหอมจนไม่อยากปล่อยมือ   อี้ฟานเคลื่อนไปที่ลำคอขาวผ่อง ก่อนฝังริมฝีปากลงไปคลอเคลียและดูดกลืนด้วยลิ้นจนขึ้นเป็นรอยช้ำโดยที่ชานยอลไม่รู้   เมื่อถอนริมฝีปากออก  จึงมองร่องรอยประทับนั้นด้วยความพึงพอใจ   ดวงตาสีเข้มทอประกายลึกซึ้งเมื่อจับจ้องดวงตากลมโตสดใสที่ทำให้เขาตกหลุมรักครั้งแล้วครั้งเล่า  ยิ่งมองรอยยิ้มคลี่สวยประดับใบหน้าหวาน อี้ฟานก็ยิ่งไม่อยากปล่อยมือ

            “ฉันก็อยากเห็นรอยยิ้มของชานยอลทุกวัน”

            เด็กชายที่ร่าเริงสดใสอยู่เสมอยิ้มกว้างขึ้นอีก  ก่อนจะก้มหน้าเพื่อข่มความขัดเขิน

            “ถึงตอนนั้น จะเรียกฟ่านว่ารุ่นพี่ทุกคำเลย”

            “หือ... จะเรียกจริง ๆ เหรอ”
            “ให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อน... ถ้าฟ่านยังไม่เป็นผู้ใหญ่  ชานยอลไม่เรียกหรอก”

            “ก็เรียกซะตอนนี้เลยสิเด็กแก่แดด รุ่นพี่ฟ่านอะ  รุ่นพี่ ๆๆ ได้ยินไหม”  

            คนแก่กว่าเขกหัวทุยแรง ๆ จนอีกฝ่ายร้องโอดโอย

            “ไม่เอา เอาไว้ตอนเป็นผู้ใหญ่ก่อนแล้วจะเรียก”  ชานยอลไม่ยอม  ฟ่านมองตาคู่หวานอย่างไม่ละสายตา  ริมฝีปากวาดยิ้มกว้างก่อนบอกเสียงแผ่ว

            “งั้นลองเรียกก่อนสิ...  รุ่นพี่ฮะ....รุ่นพี่ฟ่าน  รุ่นพี่ฮะ... ชานยอลรักรุ่นพี่ที่สุดเลย”

            ชานยอลฟาดไหล่หนาแรงสุดกำลัง  แรงจนเด็กหนุ่มทรุดลงไปนอนอยู่กับพื้นเตียง สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว   

            “โอ๊ย เจ็บนะ”

            “อ๊ะ!!!

            ชานยอลสะดุ้ง  รีบปิดปากคนข้าง ๆ พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทั้งสองไว้  อีกฝ่ายเลิกคิ้ว แต่สังเกตเห็นไฟข้างนอกห้องที่เปิดขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะถูกผ้าห่มคลุมไว้จนมืดมิด  

            “พี่มาแล้ว” เด็กชายกระซิบเบา     ท่าทางเหมือนเด็กแอบกินขนมแล้วกลัวคนจับได้   เขามองเด็กน้อยตัวเล็กพร้อมกับกลั้นหัวเราะ 

            “ล็อคห้องไว้แล้วไม่ใช่เหรอ?        

            “อือ จุ๊ๆ ”

            “ปกติพี่จะเข้ามาหรือไง?” อี้ฟานถามเสียงจริงจัง  แต่ลดความดังเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคน   หากชานยอลกลับส่ายหน้าปฏิเสธ  

            “งั้นจะกลัวทำไมหือ?

            “ก....ก็พี่ไม่ชอบให้พาคนอื่นเข้าบ้าน พี่ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับครอบครัวเรา”

            อี้ฟานเลิกคิ้ว  มองสีหน้ากังวลใจนั้นแล้วอดขำไม่ได้  แต่ก็ต้องกลั้นไว้ เพราะกลัวชานยอลจะโวยวายขึ้นมาอีก   

            พอเริ่มชินกับความมืด  หน้าของชานยอลก็เริ่มชัดเจนขึ้นมาในสายตา อี้ฟานยิ้มให้กับใบหน้าที่อยู่ห่างไม่ถึงคืบ   ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบา

            “ชานยอล  ”

            “หือ?

            แค่ยินเสียงตอบเราแผ่ว  เด็กหนุ่มที่เล็งเป้าหมายไว้แล้วก็เบียดริมฝีปากของตนเข้ากับอีกคนโดยเร็ว   อี้ฟานดึงร่างกายเปลือยเปล่าของชานยอลเข้ามาแนบตัว   ฝ่ามือลูบไล้ไปทั่วทุกสัดส่วนที่ทำได้ โดยเฉพาะส่วนอ่อนไหวที่แตะต้องทีไรก็ทำให้ชานยอลต้องอ่อนไปทั้งตัว

            “ไม่ชอบเหรอ...”

            เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธ  แม้จะยังเจ็บอยู่  แต่สัมผัสอ่อนโยนและการออดอ้อนซุกไซ้ของอี้ฟานกลับทำให้เขาต้องยินยอมในที่สุด  ร่างผอมระหงถูกผลักลงแนบผืนผ้าสีขาว  พร้อมกับเสียงแผ่วหวิว

            “อยากทำอีก... ได้ไหม”แม้จะถามเพื่อร้องขอแต่นิ้วเรียวยาววนเวียนและเข้าไปครอบครองพื้นที่ที่เขาเป็นเจ้าของอย่างไม่สนใจคำตอบรับหรือปฏิเสธ

            “ฟ่านบ้า.... เพิ่ง.. เสร็จไปเองนะ”

            “ก็ยังอยากทำอีก...” เสียงทุ้มตอบดื้อดึง  จนชานยอลต้องแอบทอดถอนหายใจ

            แม้ไม่มีใครสอน ต่างฝ่ายต่างค้นพบกันและกันเป็นครั้งแรก หากปฏิกิริยาของร่างกายทั้งสองที่ตอบสนองกันอย่างฉับไว และเข้ากันได้ดีนั้นล้วนมาจากสัญชาตญาณ 

            “หะ...ห้ามมีเสียงนะ”

            “อื้อ”

            “แล้วก็ ยะ อย่า แรง นะ มันยังเจ็บมาก”

            ฟ่านยิ้มกับคำขอที่แสนใสซื่อ  ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อิ่มเอมใจก็จริง  หากยังคงทิ้งความเจ็บปวดไว้ให้ชานยอลด้วยเช่นกัน  

            “ครับ... ไม่แรงหรอก...” เขาให้สัญญา ก่อนเอ่ยเบา “ชานยอล...”

            “หือ”

            “ชานยอลน่ะ....เป็นของฉันคนเดียวนะ”เขากระซิบพร้อมกดจูบหนักที่กกหูแดงจัดของคนตัวเล็ก

            “อย่าให้ใครทำแบบนี้นะ....ให้แค่ฉันคนเดียวนะ  ห้ามให้ใครกอด... จูบเด็ดขาด” เสียงทุ้มแหบของเด็กชายวัยเริ่มแตกหนุ่มทำให้ร่างบอบบางในอ้อมกอดหัวเราะร่วน  แม้เสียงหัวใจจะเต้นแรงขึ้นกับท่าทางของคนขี้หวงนี้

            แบบนี้ใช่หรือเปล่านะ...ที่เขาเรียกกันว่า หึง

            “นอกจากฟ่านแล้วใครจะทำล่ะ”  เสียงใสยั่ว...แววตาสะท้อนประกายสดใส จนเจ้าของดวงตาคมเข้มฉายแววดุ พร้อมกับก้มลงฝังจมูกโด่งจัดลงบนแก้มนิ่ม และเลื่อนไปยังต้นคอที่อ่อนไหวจนทำให้ชานยอลเผลอครางหวิวด้วยความลืมตัว

            “ไม่รู้...นี่น่ะ ของฉันคนเดียว...ประทับตราแล้ว ตรงนี้ก็ด้วย”

            “อื้อ... อ... เบา ๆ สิ... ”

            “มีเจ้าของแล้วนะ  ห้ามใครแตะต้องเด็ดขาด”

            “ถ้าฟ่านไม่ยกให้ใคร  ชานยอลก็ไม่ยอมให้ใครแตะหรอก” ยิ่งคนตัวเล็กพูดราวกับเป็นเรื่องล้อเล่นมากเท่าไหร่  อี้ฟานก็ยิ่งซุกไซ้หนักขึ้นราวกับต้องการประกาศว่าสิ่งที่เขาพูดอยู่นั้นจริงจังแค่ไหน  ร่างเล็กพยายามหลบเป็นพัลวัน  แต่ดูเหมือนอี้ฟานจะไม่ยอมให้ชานยอลหนีไปได้จากการทำแบบนนั้น

“ฉันไม่โง่ยกให้ใครหรอก....  หอมขนาดนี้...นุ่มแบบนี้”

“เบา ๆ สิ... เดี๋ยวพี่ได้ยิน อ...อือ”

“ชานยอลนั่นแหละ ร้องเบา ๆ” เขากระซิบเบาลงกับข้างหูที่ขึ้นสีแดงจัด  ชานยอลหยุดดิ้นในที่สุด และกอดตอบเขาอย่างแน่นหนาพร้อม ๆ กับอุณหภูมิในร่างที่เพิ่มสูงขึ้น 

“ฟ่าน... ”

“หือ”    

“นอกจากพี่แล้ว... ชานยอลก็ไม่เหลือใครอีกแล้วนะ”

“ฉันเอง... ก็ไม่มีใครอีกแล้วเหมือนกัน นอกจากพ่อ... และชานยอล”

            ลมหายใจของชานยอลสะท้านลึก ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นอีกครั้งด้วยความปรารถนาของทั้งสองคน  ไม่ไร้เดียงสาเท่าครั้งแรก  แต่ก็น่าจดจำไม่ต่างกัน  เพราะทั้งคู่ต่างเรียนรู้ด้วยตนเองว่าอะไรที่ทำให้ทั้งสองมีความสุขที่สุด      

            ความรัก  ความปรารถนา  ห้วงอารมณ์ที่สั่นไหว

            หล่อหลอมคนสองคนเข้าไว้ด้วยกัน  ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเต็มไปด้วยความต้องการที่จะกอดเก็บร่างของอีกฝ่ายไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แม้ว่าอี้ฟานจะไม่ห้าม  หากเป็นไปได้...ชานยอลก็ไม่ปรารถนาจะให้ใครได้แตะต้องเขาอีก...   ชานยอลไม่อาจรับได้  หากจะมีใครทำกับเขาเหมือนที่อี้ฟานทำ
           อี้ฟานคนเดียวเท่านั้น   ที่ชานยอลจะให้ทั้งหัวใจและร่างกาย 

 

***


ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนชานยอลแทบมองไม่เห็น  น้ำใส ๆ เอ่อคลออยู่ในดวงตาแทบล้นทะลักออกมา  ลมหายใจที่สูดเข้าไปแสบร้อนอย่างน่าทรมาน    ก้อนสะอื้นพุ่งเข้ามาจุกอยู่ที่คอ 

ฉันจะลืมว่าเคยรู้จักนาย จะลืมว่าเคยมาที่นี่   จะลืมทุกอย่าง

ทำไมล่ะ ทำไมจะต้องลืม  ”     

โลกของเรามันต่างกัน

น้ำเสียงเย็นชาที่เอ่ยประโยคนั้นทำให้ชานยอลแทบคลั่ง  เขาตะโกนสุดเสียง     แม้ว่าประโยคที่ออกมาจะไม่ดังเกินกว่าเสียงกระซิบก็ตาม

 “ไหนบอกว่า  อยากให้ชานยอลอยู่ข้าง ๆ  อยากให้ชานยอลอยู่ตรงนี้”  

ไม่จริงใช่ไหมฟ่าน  บอกทีสิ...ว่ามันแค่เรื่องโกหก
           ชานยอลเขาตะโกนร่ำร้องอยู่ภายในใจ          
         

 

จะทิ้งกันไปเหรอ.... จะให้ลืมง่าย ๆ เหรอ  ฟ่านบอกว่าลืมได้ง่าย ๆ

            “ฉันไม่ต้องการนายแล้ว....”

              เพราะฟ่านไม่ต้องการชานยอลแล้ว...ก็เลยจะทิ้งกันไป  ก็เลยจะลืมง่าย ๆ แบบนี้        


เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น... 

ความรัก... ฮารุ และอี้ฟาน

ต้องทำยังไงถึงจะลืม   

แล้วชานยอลล่ะ....    ชานยอลต้องทำยังไงถึงจะลืม   บอกทีสิ...

 






 

❀❀

TBC.


ฝากแท็ก #นักโทษของคริส  ไว้ด้วยนะคะ 
เม้นท์เป็นกำลังใจให้ด้วยน้า จะได้มีแรงมาอัพลง ฮิ__ฮิ
ป.ล. ถ้าจะรวมเล่มมีใครสนใจไหมเอ่ย?  ถามไว้ก่อน...ลงชื่อไว้ได้นะคะ   


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #661 ❥ Palmmiiz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กันยายน 2557 / 09:08
    ไม่อยากให้ชานชานเกลียดพี่ฟ่านเลยยยย
    #661
    0
  2. #529 Se Hanuen (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2557 / 15:28
    จองงงงงงงงงงงงงง ทำไมฟ่านเป็นคนแบบนี้...
    #529
    0
  3. #467 wanirpc (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 เมษายน 2557 / 21:25
    กรีดดดดดดดดร้องงงงให้เด็กใจแตกสองคนนี้ก่อนน่ะฮื้ออออออออออ

    ฮืออแบบบว่ามีอะไรกันตอนยังวัยรุ่นเนี่ยะมันละมุนมากๆเลยแบบต่างฝ่าย

    ต่างมมีใจให้กันอยากลองอยากรู้ในสิ่งที่คิดว่าทำแล้วจะมีความสุขถึงจะผิด

    แต่ก็ได้รับรู้ถึงความสุขที่มีให้แก่กันชิมิเด็กน้อย...แอบกินขนมในห้องงเป็น

    ผีผ้าห่มเราจะฟ้องพี่ชินนนนนนนนนนนน5555555



    ***ยกสองมือเอาๆๆค่ะ*****
    #467
    0
  4. #465 mmukpp (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 เมษายน 2557 / 17:54
    ฮือ ตอนเด็กๆน่ารักทั้งคู่เลย ฟ่านรักชานยอล
    ชานยอลก็ยอมให้ฟ่านคนเดียว ยอมมาตลอด T.T
    #465
    0
  5. #461 Knrkjmn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 เมษายน 2557 / 11:01
    สนใจค่าาา >~<
    #461
    0
  6. #447 KrisYeol<3 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 เมษายน 2557 / 08:33
    ฮื้อ.....บ้าจริงทำอะไรกัน ใจแตกที่สุด แรกรักที่คิดว่าจะมีกันและกันตลอดไป คนทั้งคู่จับจองเป็นเจ้าของกันและกัน ชานยอลที่เต็มไปด้วยความรักและไม่มองว่าฟ่านจะเป็นใครทำอะไร ขอแค่รัก...คำเดียวก็ยอมทุกอย่าง

    กรงที่พันธนาการหัวใจไว้อย่างแน่นหนาที่สุดมันเริ่มขึ้นตรงนี้สินะ ...ยอมทุกอย่าง ขอแค่เป็นฟ่านคนเดียว ....
    #447
    0
  7. #432 Aofapp (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 เมษายน 2557 / 21:03
    งือๆๆ เด็กพวกนี้ทำอไรกัน จะละนกันเกินไปล่ะนะ เขินแทน

    เป็นของกันและกันแล้วววว พี่ฟ่านขี้โลภนะ ขอต่อๆตลอด จัดไป อิๆๆ>[++++]<

    พี่ชายจะจับได้ไหมเนี่ย คงรุกน้องทั้งวันทั้งคืน กึ้ยยย

    ชานยอลก็ไม่เคยขัดตามใจตลอด ถ้าเป็นฟาน ขอแค่เป็นฟานคนเดียวก็ไม่เป็นไร โอ้ยยย หวาน เบาหวานขึ้นเลยตรู ^^

    ประโยคสุดท้ายนี่มันอารายยยยย ไม่ต้องการกันแล้ว งือๆๆๆ ไม่นะ ไหนบอกจะให้ชานยอลอยู่เคียงข่างกัไง

    กลับมาเลยนะ ฟานคนบ้า



    -สนใจรวมเล่มด้วยฮับ ขอสเปเยอะๆๆๆ ไว้ล่วงหน้าฮิๆ -

    #432
    0
  8. #409 jkkriss (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 21:41
    ละมุนที่สุดในสามโลก ครั้งแรกของ2คน ฟ่าน & ชานยอล

    ประสบการณ์ที่ต่างคนต่างเริ่มต้น เรียนรู้และช่วยกันทำ

    คำว่า "ถ้าฟ่าน......." ของชานยอลน่ารักมาก บ่งบอกให้รู้ว่าจะเป็นยังไงก็แลเวแต่

    ฟ่านเป็นคนกำหนดมันขึ้นมาเท่านั้น ฟ่านเป็นทุกอย่าง
    #409
    0
  9. #408 fchk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 23:17
    อ้ากกตอนนี้แบบบหวานนอะแต่
    มันก็มีความขมเข้ามาถ้าเมื่อถึง
    ตอนที่ฟ่านไม่ต้องการชานยอล
    โอ้ยไรท์แต่งได้ละมุนมากเลย
    ตอนนั้นอะ5555.  เราสนใจจจ
    ไรท์เปิดจองเล่มวันไหนนเราจะรอนะ

    #408
    0
  10. #407 _MNIMD (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 22:16
    แวะมาเม้นท์อีกหนึ่งคอมเม้นท์ เราสนใจรวมเล่มนะคะ -/-
    #407
    0
  11. #406 exokrisyeol (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 22:08
    มันเป็นความรักที่ไม่ถึงดับสุข :)
    เป็นความทุกข์ที่ไม่ถึงกับเศร้า :'(
    WRITER FIGHTING
    KRISYEOL FIGHTING
    #406
    0
  12. #405 liuyue06 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 21:47
    ฮรื่อออออ ไวไฟไปป่ะ เเต่ดีเนอะต่างเป็นรักเเรก คนเเรก เเละครั้งเเรกของกันเเละกัน พี่คริสรักชานยอลมากขนาดนี้เเละชานยอลเองก็รักพี่คริสมากเหมือนกัน ทำไมพี่คริส ต้องทิ้งชานยอลไปล่ะ ไหนว่ารักกันไง จะอยู่เคียงข้างกันไง  ทำไมผิดคำสัญญาที่ให้กันไว้ ความทรงจำให้อดีตมนช่างสวยงามเเละเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เเต่ชานยอลก็ไม่เคยลืมพี่คริสเลย รอพี่คริสตลอด ชอบพี่คริสในอดีตมากกกกกกกเลย อบอุ่นมากกกกก น่ารักมากกกกด้วย
    #405
    0
  13. #404 liuyue06 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 21:03
    อ๊าคคคค บางทีมันก็อีโรติคไปน้าาาาาาา พี่คริสอายุเท่าไหร่ เเละชานยอลอายุเท่าไหร่กันเนี่ย  หวานจับใจเลย ร้อนเเรงมากด้วย 



    #404
    0
  14. #403 Bro"Mean" (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 20:41
    โหยยยอิฟ่านอิเด็กแก่แดด น้องยังเด็กแกก็ยังเด็กทำไมรีบกันขนาดเน้
    แต่ช่างเป็นครั้งแรกที่ไร้เดียงสาและดูบริสุทธิ์มาก
    ชักอยากรู้เหตุผลแล้ว ว่าเป็นเพราะอะไรอิฟ่านถึงได้ทิ้งชานยอลไป
    #403
    0
  15. #402 >>l_ucifer<< (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 19:41
    แปล๊บไปสิคะ 
    ตอนปัจจุบันกับตอนในอดีตนี่แทบจะไม่ต่างกันเลย
    เจ็บเหมือนกัน กร๊ากกก ฮรือวว T^T
    เข้าใจพี่คริสนะครั้งแรกที่ฆ่าคนแล้วยังเด็กอยู่เลย อะไรๆก็ทำให้กลัวไปหมด

    ตอนที่ถูกพี่คริสยกให้คนอื่นมันก็คงไปจี้จุดกับตอนที่บอกว่าไม่ต้องการนายแล้ว
    ในอดีตสินะชานยอล เพราะยังงี้เลยเจ็บมาก YY แง
    ทั้งที่เคยบอกว่าอยากให้อยู่ข้างๆ แล้วก็มาทิ้งกันยังงี้โอ้โฮเป็นใครจะลืมลง
    ถึงจะทำไปเพราะเหตุผลอะไรก็ตามแต่เถอะะะ จะปกป้องหรือจะกลัวหรืออะไรก็ตาม
    อ่านแล้วเจ๊บหัวใจเบยไรท์ 5555
    อยากเห็นตอนอพคมันเข้าใจหัวใจตัวเองซะที ><
    #402
    0
  16. #400 pp1701 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 19:31
    เพราะเป็นคนแรกของกันและกันในทุกๆเรื่องชานยอลถึงลืมคริสไม่ได้

    แต่สิ่งที่คริสทำกับชานยอลที่ขายให้คนอื่นมันทำร้ายจิตใจน้องมากเกินไป

    ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนพูดเองว่าไม่ต้องการให้ใครมาทำอย่างที่ตัวเองทำกับน้อง

    น่าสงสารทั้งคู่เลยนะ หวังว่าคริสจะคิดได้เลือกทำตามใจตัวเอง

    ทำให้ชานยอลกลับมายิ้มได้เหมือนเดิม ไรท์ใช้ภาษาได้สวยมากนะคะ

    เป็นการอ่านฉากลับๆที่ละมุนมากเลย รอตอนต่อไปนะคะ
    #400
    0
  17. #399 Oom (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 19:21
    เป็นคนแรกของกันและกัน อร๊ายยย โรแมนติคอ่ะ >.<

    แต่ฟ่านต้องมีเหตุผลที่บอกให้ชานยอลลืมแน่ๆ

    ในเมื่อรักกันขนาดนี้อ่ะ T.T
    #399
    0
  18. #398 _MNIMD (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 19:07
    ไรอ่ะฟ่าน ครั้งแรกของกันและกันแล้วรักครั้งแรกอีก อ่านไปบิดไปค่า หวานมากกก
    'โลกของเรามันต่างกัน' ที่คริสพูดแบบนี้เพราะไม่อยากให้ชานยอลเจ็บ หรือว่ากลัว
    ตัวเองเจ็บกันแน่อ่ะคริส 'ฉันไม่ต้องการนายแล้ว' คำนี้จบทุกอย่างเลยค่ะ จบเลย
    ถึงชานยอลจะเจ็บในตอนนั้นมันก็ไม่เท่ากับเจ็บในปัจจุบันหรอกเนอะ yy'
    ติดตามนะคะ
    #398
    0
  19. #397 OH.MyHunHan (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 17:55
    พี่คริสคนเลวได้น้องแล้วทิ้งหรอ หนอยยยยยยยยยย !!!!! เด็กพวกนี้แก่แดดจริงๆ 55555555555555555
    #397
    0
  20. #396 Cheyeon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 17:48
    มาเร็วได้ใจ >< งื้อดีนะที่พี่ชินไม่เข้ามา 5555555 ไม่งั้นคงช็อค!! เราจะรอเหตุผลของพี่คริสน้าา เราเชื่อว่าพี่คริสก้ตัดใจทำเหมือนกันแหละ กว่าจะตัดใจบอกลาด้วยคำพูดร้ายๆนั่นได้คงไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเส้นทางของพี่คริสนั้นโหดร้ายเกินไป ฮื้อออ รอร๊อรอนะคะ
    #396
    0
  21. #395 lovekyhh (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 17:44
    ฟ่านก็เกือบจะน่าสงสารเพราะคิดถึงแต่ความรู้สึกของชานยอลเลยกลัวๆ
    ชานยอลใสซื่อมากแต่น่ารักตรงที่บอกว่า”เบาๆนะ ชานยอลกลัว” เด็กน้อยกับประสบการณ์ครั้งแรก
    งื้อออออออตื่นเต้นแทนอย่างมาก
    เห็นภาพความรักของสองคนในวันเด็ก ซาบซึ้งมาก รักกันมากขนาดนั้น ไม่รู้อะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้
    ด้วยความที่ชานยอลรักฟ่านมาก พร้อมคำพูดที่ว่า “ถ้าฟ่านไม่ยกให้ใคร ชานยอลก็ไม่ยอมให้ใครแตะหรอก”
    มันทำให้นึกถึงตอนที่ฟ่านทำกับชานยอลเป็นสินค้าชิ้นนึง เพราะฟ่านเป็นคนออกปากยกให้คนอื่นซินะชานยอลถึงได้แต่นั่งซีด วินาทีนั้นมันคงยิ่งกว่าทรมาน โหดร้ายกับจิตใจชานยอลมากจนทำให้ช๊อคตัดขาดกับโลกแบบนั้น
    ชานยอลก็บอกแล้วว่านอกจากพี่ ชานยอลก็ไม่เหลือใคร ฟ่านกลับมาดูแลชานยอลเหมือนเดิมเถอะ เราขอร้อง
    #395
    0
  22. #394 บีเพื่อนคราย หว่า (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 17:41
    พฮือออออออ มาต่อ 50% ที่เหลือแล้ว

    ต้องขอยืมคำน้องฮุนมาใช้ ... เย่เฮท

    อ่านแล้วยังละมุนอยู่ หวานเฝ่อ

    รักแรก ครั้งแรก คนแรก #ขอฮาราคีรีตัวเองแปป

    แต่เสดแล้วเหมือนเจอดักตบฮ่ะ กับประโยคที่ว่า

    "ฉันไม่ต้องการนายแล้ว" โอยยยยยยยยยย มันช้ำ

    ต้องขอยืมประโยคของหมาแบคมาใช้ ... แก็บซอง

    คือหน่วง คือเศร้า คือเซ็ง ... ขอลาบวชฮ่ะ TT TT

    ไรท์จร้า ไหนๆก้อดักตบกันแล้ว ... ขอค่าทำขวัญเปนตอนต่อไปไวไวนะคะ

    #นี่ขอน้าไม่ได้ขู่ ฮ่าาาาาาาาา สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ ^^v
    #394
    0
  23. #393 pero (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 17:19
    โอยยย มาก๊อดด ตอนนี้หลากอารมณ์ คืออดีตมันหวาน ละมุนมาก

    เป็นเอนซีที่แบบ ละมุนและแบบ บริสุทธิ์ น่ารัก โอยยย ฉัน ..ฉัน..เขิน ค่ะ - -//

    อี้ฟานเมื่อก่อนน่ารักขนาดนี้ เข้าใจเลยว่าชานยอลคงรักมากๆ

    แต่จริงๆ อี้ฟานก็คงรักและผุกพันกัชานยอลมากเหมือนกัน

    เฮีย!! เราขอเหตุผลด่วยเลย T T ไม่งั้นจะโกรธมาก

    ตอนนี่ ช่วงหลังคือเฮิร์ทไปกับชานยอลมาก คำว่าไม่ต้องการนี่แบบ เจ็บลึกนะ

    ผ่านอะไรด้วยกันมาขนาดนี้ ฮืออออ

    เรื่องนี้ไม่ไหวละ ภาษาคือแบบสวยมากๆ การเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของสองคนนี้ตั้งแต่เรื่มรู้จักกัน

    ค่อยๆพัฒนาจนถึงจุดนี้ คือแบบ เหมือนดูหนังเลย เราชอบมากๆ ปริ่มมม

    ตอนปัจจุบันเป็นอะไรที่เจ็บปวดไปแล้ว ตอนนี้เฮียจะทำยังไงล่ะ ฮือออ T T

    มาต่อไวไวน้าไรต์ คือชอบมากค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ :)
    #393
    0
  24. #392 kty_01 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 17:15
    โอ้ยชอบพาร์ทเด็กมากค่ะ >< ละมุนมากอ่ะ
    #392
    0
  25. #390 pluemss (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มีนาคม 2557 / 16:39
    เป็นคนแรกครั้งแรกของกันและกัน..คงมีสาเหตุให้ฟ่านทำแบบนั้นกับยอลตอนเด็ก
    เพราะฟ่านก็คงไม่อยาืกทำแบบนั้นกับยอลหรอก อย่างว่าโลกของสองคนนั้นต่างกัน
    อีกอย่างก็ยังเด็กกันด้วย ฟ่านคงไม่อยากให้ยอลมาเกี่ยวข้องกับอะไรที่ไม่ดีสินะ
    #390
    0