KAIHUN - Fate & Our Stories โชคชะตาและเรื่องของเรา

ตอนที่ 6 : 5 - Take Youself Home

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 พ.ค. 63


 

 

 

We can’t choose who we love but we can choose who to be with.

 

 

 

Fate

Chapter 5

Take Yourself Home

 

 

 

 

 

“แม่ครับ” เด็กชายเซนวัย 8 ขวบเอ่ยถามคุณแม่ที่กำลังจัดแจงห่มผ้าให้ตอนเพื่อจะเข้านอน หญิงสาวในวัยสามสิบหันมาส่งยิ้มให้ลูกของตนก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

 

 

“ว่าไงครับ? ” เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก่อนจะยื่นมือไปลูบกลุมผมสีน้ำตาลอ่อนอย่างรักใคร่

 

 

“วันนี้คุณครูที่โรงเรียนสอนมา...” ดวงตาใจดียังมองสบตาของคนเป็นลูกเพื่อเป็นสัญญาณให้เด็กน้อยรับรู้ว่าฟังอยู่ “ว่าโซลเมทไม่มีอยู่จริงหรือครับ? ” เซนไม่เข้าใจเพราะในหนังสือนิทานและละครต่างๆ ก็มักจะมีคำว่าโซลเมท คู่แท้โผล่มาบ่อยๆ แต่ครูที่โรงเรียนดันพูดอีกอย่างซะงั้น

 

 

“แล้วคุณครูบอกว่ายังไงบ้างครับ? ”

 

 

“ครูบอกว่า..เราจะเป็นคนเลือกคู่ของเราเองครับ”

 

 

“ใช่แล้วจ๊ะ”

 

 

“แต่ แต่ในนิทานไม่ได้บอกอย่างนั้นนี้ครับ” เด็กน้อยเอ่ยค้านเสียงหงอย เพราะในความคิดของเขานั้นสิ่งที่เรียกว่าคู่แท้นั่นมันฟังดูโรแมนติกเอามากๆ

 

 

“ก็จริง แต่นิทานพวกนั้นน่ะเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาแต่งขึ้นเพราะไม่รู้เกี่ยวกับเรายังไงล่ะ ลูกรู้ใช่มั้ยว่ามนุษย์หมาป่าสืบสายเลือดมาจากหมาป่าน่ะ? ”

 

 

“ครับ”

 

 

“พวกหมาป่าน่ะจะเลือกคู่ที่เหมาะสมด้วยตัวของพวกมันเองยังไงล่ะ ดังนั้นเราก็ไม่ต่างจากมนุษย์ๆ ทั่วไปเราอาจจะเลือกไม่ได้ว่าเราจะรักใครเพราะความรู้สึกนั้นห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้คนๆ นั้นเป็นคู่ชีวิตเรามั้ย”

 

 

“...” เด็กน้อยนิ่งเงียบเพราะความไม่เข้าใจและดูเหมือนคนเป็นแม่จะรับรู้ได้จึงเอ่ยอธิบายเพิ่มเติม

 

 

“เหมือนแม่กับพ่อยังไงล่ะ พ่อกับแม่รักกัน เลยตัดสินใจแต่งงานกัน”

 

 

“พ่อกับแม่เป็นคู่แท้กันหรือเปล่าฮะ? ”

 

 

“อืม..แม่รู้สึกว่าคงใช่มั้งจ๊ะ โชคชะตาอาจจะไม่ได้กำหนดเรามาให้คู่กันแต่เราต่างเลือกกันและกัน คู่แท้น่ะก็คงเหมือนคู่ชีวิตที่เราเลือกจะใช้เวลาอยู่ด้วยจนสิ้นลมหายใจล่ะมั้ง”

 

 

“แล้วแม่รู้ได้ยังไงครับ ว่าจะเลือกพ่อเป็นคู่แท้”

 

 

“ยากจังเลยแฮะ..นอกจากรักแล้วก็คงเป็นการรับข้อดีข้อเสียของอีกฝ่ายได้ทั้งหมด”

 

 

เซนเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อประมวลผลก่อนจะเอ่ยออกมา

 

 

“ผมไม่เข้าใจเลยครับ”

 

 

คนเป็นแม่หัวเราะเสียงใสด้วยความเอ็นดูลูกชายก่อนจะโน้มตัวลงไปกดจูบบนหน้าฝากของอีกคน

 

 

“ไว้ลูกโตขึ้นลูกก็จะเข้าใจเองจ๊ะ”

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

 

♪♪♪♪~

 

 

เสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นปลุกให้คนตัวขาวที่นอนหลับอยู่บนโซฟารู้สึกตัวขึ้นมาก่อนจะคลำหามือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะกาแฟมาแล้วกดรับสาย

 

 

“ครับ..ครับแม่...อืม เก็บใกล้เสร็จแล้วครับ เหลือแค่อีกนิดหน่อยเอง… รถขนของมารับพรุ่งนี้ครับ..อืม..ไว้เจอกันครับ..รักแม่เหมือนกันครับ”

 

 

หลังจากกดวางสายเซนก็เอื้อมมือไปวางมือถือไว้ที่เดิมก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ตอนนี้เต็มไปด้วยลังกระดาษในอพาร์ทเม้นท์ขนาด 1 ห้องนอนของเขา ความจริงเขายังเหลือของที่ต้องเก็บเยอะพอสมควร แต่หลายๆ ชิ้นคงจะได้เอาไปบริจาคมากกว่า อย่างเช่นพวกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ เพราะว่าไม่มีสาเหตุอะไรที่เขาจะต้องขนพวกมันกลับไปบ้านที่มีทุกอย่างอยู่แล้วด้วยน่ะสิ

 

 

ตั้งแต่ที่เขากลับมานิวยอร์ค จนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว มันไม่ง่ายเลยในการต้องเข้าเวรจนแทบไม่ได้หลับได้นอน และในขณะเดียวกันก็ต้องทำเรื่องย้ายโรงพยาบาล ติดต่อบริการย้ายบ้าน เก็บของทั้งหมด มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อวานหลังจากเขาเข้าเวรครั้งสุดท้ายเสร็จ เขาก็กลับมานอนเหมือด อยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่นทันที เพราะเขาไม่มีแรงที่จะเดินอาบน้ำหรือไปที่เตียงด้วยซ้ำ

 

 

แต่ในความวุ่นวายทั้งหมดนั้นก็ยังพอมีเรื่องดีอยู่บ้าง โชคดีที่ว่าเฉินนั้นทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลวู้ดวิลล์ในตำแหน่งบุรุษพยาบาล เขาเลยมีคนคอนช่วยประสานงานเรื่องการย้ายให้ นอกไปจากนั้นทางนั้นกำลังขาดแคลนหมดพอดี จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับเขาไปทำงาน มันเลยทำให้ขบวนการทั้งหมดเป็นไปได้ง่ายกว่าที่คิด

 

 

ตอนนี้เหลือเพียงเขาต้องแพคของทั้งหมดให้เสร็จก่อนที่บริษัทขนย้ายจะมาพรุ่งนี้

 

 

“เฮ้อ ขี้เกียจชะมัด” เสียงนุ่มเอ่ยพึมพำกับตัวเอง และอดจะโอดครวญมากกว่าเดิมไม่ได้พอท้องร้องขึ้นมา

 

 

ฟาสท์ฟู้ดคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะตอนนี้เขาไม่มีของสดติดตู้แล้ว และเขาก็ไม่มีอารมณ์จะทำอาหารหรือออกไปข้างนอกทั้งนั้น มือขาวหยิบมือถือเครื่องเดิมขึ้นมากดเปิดแอป ก่อนจะสั่งอาหารจีนเดลิเวอรี่ง่ายๆ 2-3 อย่างไป พอเสร็จเรียบร้อยก็ลุกตัวขึ้นนั่ง

 

 

“เอาล่ะ ได้เวลาแล้วสินะ” เซนถอนหายใจอีกรอบก่อนจะยืนขึ้นยืดเส้นยือสายเพื่อคลายความเหนื่อยล้า แล้วจัดการเก็บของต่อ

 

 

.

.

.

.

.

 

 

“หยุด ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” นั้นคือสิ่งแรกที่ออกจากปากชาร์ลผู้อาสามารับเขาที่ท่ารถบัสในวันนี้ คงเพราะเจ้าตัวรู้สึกได้ว่าเขามองท้องที่ออกจะโตเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งท้องได้แค่เกือบสองเดือนเท่านั้น เพราะปกติอายุครรภ์เท่านี้ไม่น่าจะสังเกตุเห็นด้วยซ้ำว่าท้อง

 

 

เขาจำได้ดีตอนที่เพื่อนรักวิดีโอคอลกลุ่มเพื่อแจ้งข่าวแก่ทุกคนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

 

 

คริสรักษาคำพูดจริงๆ ด้วยแฮะ

 

 

“นายแน่ใจนะว่าไม่ใช่แฝดน่ะ” เซนอดถามไม่ได้จริงๆ

 

 

“เฮ้อ ให้ตายสิ นายก็อีกคน” พอเห็นชาร์ลทำท่ากรอกตาอย่างเบื่อหน่ายเขาก็อดขำออกมาไม่ได้

 

 

“ใครเห็นก็ต้องคิดงั้นทั้งนั้นแหละ”

 

 

“เอาเป็นว่าเราก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องรออุลตร้าซาวน์เดือนหน้า เลิกถามได้แล้ว ฉันว่านายน่าควรจะรีบไปพักผ่อนนะ แม่นายคงรออยู่”

 

 

“รู้แล้วน่า” คนตัวขาวจัดการยกกระเป๋าลากใส่ประตูหลังรถก่อนจะปิดมันให้เรียบร้อยแล้วเคลื่อนตัวไปนั่งข้างคนขับที่ตอนนี้เข้าไปสตาร์ทรถแล้ว

 

 

เสียงเพลงป๊อปช่วงยุคต้น2000ที่ดังคลอดอยู่ในนรถมันทำให้เซนอดที่จะฮัมตามไม่ได้ ขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

 

วู้ดวิลล์ยังคงเหมือนเดิม อาจจะดูพัฒนาขึ้นนิดหน่อย แต่ความเงียบสงบของหมูบ้านเล็กๆ ติดริมป่านั้นไม่ได้ต่างจากเดิม เรามีโซนเมืองที่เป็นแหล่งรวมของร้านค้า ที่วาการ สำนักงาน โรงพยาบาล โรงเรียน แต่พอพ้นโซนนั้นแล้วบ้านแต่ละหลังจะค่อนข้างเว้นระยะห่างกัน ด้วยความที่มนุษย์หมาป่าต่างต้องการที่ของตัวเอง

 

 

ว่าแล้วก็นึกถึงเวลาที่ได้วิ่งในป่าที่นี้ไม่ได้ เพราะตอนอยู่นิวยอร์คน่ะมันลำบากมากๆ ในการที่จะแอบออกไปวิ่งในเซนทรัลปาร์คตอนดึกๆ ในร่างหมาป่าโดยไม่ให้มนุษย์ธรรมดาเห็นเข้า

 

 

เขาคิดว่าอยู่ที่นี้คงได้ยืดเส้นยืดสายมากขึ้น

 

 

“นายเริ่มงานวันไหนนะ? ” คำถามจากชาร์ลที่กำลังขับรถเอ่ยถามขึ้นมาดึงความสนใจของเซนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ

 

 

“อีก 3 วัน”

 

 

“เร็วเชียว ไม่เหนื่อยแย่หรือไง? ”

 

 

“ทำไงได้ล่ะ ที่นี้ขาดคนพอดี”

 

 

“อืม ไงก็ถือว่าได้กลับมาบ้านล่ะนะ”

 

 

ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาที่บ้านแห่งนี้

 

 

ที่ๆ เขาเคยคิดว่าจะไม่กลับมา

 

 

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

คลิ๊ก

 

 

เสียงของสวิทช์ไฟที่ถูกเปิดไม่ได้ทำให้คนเจ้าของห้องนั้นแม้แต่จะขยับซักนิด

 

 

“เซน ตื่นไปกินข้าวเย็นได้แล้วลูก” เสียนุ่มนวลของแม่ดังขึ้นพร้อมกับแรงเขย่าเบาๆ ที่ไหล่เรียกให้คนที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาต้องลืมตาขึ้น

 

 

“...ครับ” พอเห็นลูกชายตบปากรับคำ เธอก็เดินออกจากห้องลงไปเตรียมมื้อเย็นต่อ ส่วนคนที่นอนอยู่บนเตียงก็ได้แต่บิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นมาด้วยความง่วงงุน แล้วตรงเข้าไปล้างหน้าล้างตาเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่น ก่อนแล้วลงไปทานมื้อค่ำกับคนเป็นแม่

 

 

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

ตอนนี้ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มปนน้ำเงินเพราะยามพลบค่ำกำลังมาเยือน

 

 

เซนออกมานั่งเดินเล่นที่สวนหลังบ้านซึ่งติดทอดกับป่าแห่งวูดวิลล์ หลังจากนั่งที่ชานชลาแล้วมองไปที่ป่าพร้อมฟังเสียงสรรพสัตว์ต่างๆ ได้สักพัก

 

 

มันเหมือนมีอะไรสักอย่างปลุกหมาป่าในตัวเขาที่กำลังหลับไหลขึ้นมา…

 

 

แต่ก็ไม่น่าแปลก เซนจากป่าแห่งนี้ไปนานถึง 10 ปี

 

 

โมเมก้าในตัวเขาคงคิดถึงมันป่าวู้ดวิลล์มากๆ

 

 

ครั้งล่าสุดที่กลับมาก็เศร้าสร้อยจนไม่มีอารมณ์ใดๆ ที่จะออกไปวิ่ง

 

 

เซนลุกขึ้นยืนก่อนจะเปิดประตูหลังบ้านเพื่อบอกแม่ที่อยู่ในครัวว่าจะออกไปวิ่งก่อนจะจัดแจงถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด ยืดเส้นยือสายให้พร้อมเพราะมันก็หลายอาทิตย์แล้วเหมือนกันที่ไม่ได้กลายร่าง

 

 

หมาป่าขนสีขาวแซมเทาไม่รอช้าที่จะวิ่งไปในตัวป่า

 

 

พอกลายร่างเป็นหมาป่าแล้ว โสตประสาทสัมผัสทุกอย่างก็ไวขึ้นไปหมด

 

 

เขาได้กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ กลิ่นแม่น้ำ

 

 

เขาได้ยินเสียงกระรอก เสียงนกรอก และเสียงธารน้ำไหล

 

 

มันเหมือนอะดรีนาลีนในตัวเขาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่

 

 

เซนตัดสินใจที่จะวิ่งไปเรื่อยโดยไม่หยุดพัก

 

 

เขาไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งอยู่นานเท่าไหร่

 

 

อาจจะ 20 นาที 30 นาที

 

 

กลิ่นของน้ำและโคลนที่เข้าใกล้มาเรื่อยๆ

 

 

ทำให้เขาตัดสินใจที่จะวิ่งไปจนถึงธารน้ำเล็กที่มีต้นเขาเป็นน้ำตกที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโล

 

 

สี่ขาของเขาที่เริ่มล้าค่อยๆ ชะลอตัวลงเมื่อถึงที่หมาย ก่อนจะหันไปมองบรรยากาศรอบๆ ที่สงบเสงี่ยมและมืดไปหมดนอกจากแสงสว่างจากดวงดาว

 

 

เพราะตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว

 

 

เขาอาจจะวิ่งมานานกว่าที่คิด

 

 

เซนตัดสินใจเดินไปริมธารเพื่อดื่มน้ำแก้กระหาย

 

 

และตอนที่เขากำลังก้มดื่มน้ำอยู่ก็เป็นตอนที่เขาได้กลิ่น

 

 

มีหมาป่าอีกตัวอยู่ทีนี้!

 

 

จะหาว่าเขาพารานอยก็ได้ ถึงแม้ว่าวู้ดวิลล์จะค่อนข้างเป็นเมืองที่เงียบสงบและปลอดภัย

 

 

แต่โอเมก้าที่ไม่มีคู่อย่างเขาก็ไม่สามารถวางใจอะไรได้ง่ายๆ

 

 

เซนพยายามทำตัวนิ่งๆ ก่อนจะหันไปตามทางที่จมูกหมาป่าของเขาได้กลิ่น

 

 

แล้วท่ามกลางความมืดมิดนั้น เขาก็เห็นดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งจ้องกลับมาจากความมืด

 

 

TBC

 

 

มาแล้วค่า

ตอนที่แล้วเม้นท์เดือดมาก ขอบคุณทุกคอมเม้นนะคะ

สามารถให้กิฟท์ได้น้า

แท๊ก #Fateไคฮุน

Twitter @jurangirl0604

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น