[PRISTIN] Miss.KIM WILL SEE YOU NOW

ตอนที่ 1 : PROLOGUE

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ม.ค. 61


Time is the single most precious commodity in the universe.

Kalique Abrasax





              เธอกำลังจะตาย...




               "คิม โรอา" วัย 65 ปี พินิจพิจารณาชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกหลากหลาย บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกในแบบใด หากทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นทำให้เธอเศร้าหมอง "คริสเตียน โอ' ไบรอัน" เคยเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีเมื่อครั้งที่เธอเริ่มสร้างอาณาจักรของตัวเอง และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเป็นดังเช่นที่เคยเป็นมา 



               มิตรภาพระหว่างเธอและเขาแน่นแฟ้น หากทว่าก็เปราะบางไปในเวลาเดียวกัน โรอารู้ดีว่าเธอเหลือเวลาอยู่บนโลกใบนี้อีกไม่นาน ดังนั้นเธอจึงจำเป็นจะต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนที่เวลาอันน้อยนิดของเธอจะหมดลง




               ผมติดต่อหมอที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ และเขาบอกว่าเรายังมีหวัง" คริสเตียนพูด "คอร์เทกซ์ต้องการคุณ"




               โรอามองของเหลวสีแดงทับทิมในแก้วทรงสูง ยกมันขึ้นแกว่งให้ไวน์เคลื่อนไหวไปมาและคลี่ยิ้มเบาบาง "มันอาจเป็นเรื่องยาก แต่คุณควรยอมรับว่าเวลาของฉันมันหมดลงแล้ว"




               ผมไม่ยอมหรอก โรอา ผมไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้น"




               ฉันอาจเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ฉันอาจถือครองผืนดินหลายล้านเอเคอร์ และฉันอาจจะเป็นผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แต่ฉันไม่อาจเอาชนะความตายได้ ไม่มีใครหรืออะไรทั้งนั้น คริสเตียน"




               โรอาหัวเราะขบขันเมื่อมองเห็นอาการมือสั่นนิดๆ ขณะจับส้อมของชายตรงหน้า "ตอนนี้มะเร็งมันพรากฉันและทุกอย่างไปจากคุณแล้ว"




               ทำไมต้องเป็นคุณ...”




               โรอาไม่ได้ตอบคำถามนั้นหากแต่เหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์ของมหานครนิวยอร์คเบื้องหน้า เธออยู่บนชั้นสูงที่สุดของตึก 30 ชั้น มันสูงจนกระทั่งเธอไม่อาจมองเห็นผู้คนที่ใช้ชีวิตดิ้นรนอยู่ข้างล่างนั่น มีเพียงแสงไฟดวงเล็กๆ หลากสีเท่านั้นที่บอกเธอว่ามหานครแห่งนี้ยังไม่หลับใหล มหานครที่เธอเป็นผู้สร้างมันมาเองกับมือ 




               โรอาเริ่มต้นจากบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในย่านเวสต์ไซต์ของแมนฮัตตันเมื่อเธออายุได้สิบเก้าปี แน่นอน มันเป็นการเริ่มต้นที่ค่อนข้างทุลักทุเลเนื่องจากไร้การสนับสนุนจากผู้บังเกิดเกล้า แต่เธอไม่แคร์เรื่องนั้น โรอาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าเธอสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองได้ เธอทำได้ถึงแม้ว่าจะมีหนทางที่ง่ายกว่า อย่างเช่นการกลับไปถือครองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่พ่อของเธอสร้างไว้




               เมื่ออายุสามสิบสองปี เธอก็สร้างบริษัทที่ใหญ่ที่สุดด้านการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาได้สำเร็จ เธอสร้างตึก อพาร์ทเม้นท์ คอนโด ทุกอย่างที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์คล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือการเนรมิตรของเธอ ยิ่งเมื่อผู้เป็นพ่อจากไปและทิ้งอาณาจักรขนาดใหญ่พอๆ กันไว้ให้ดูแล ก็ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่โรอาพึงปรารถนาแล้วจะไม่ได้มาไว้ในครอบครองอีก 




               "Cortex Construction & Real Estate Corporation" คือมหาอำนาจแห่งยุคปัจจุบัน มันมั่นคงและเติบใหญ่ภายใต้การถือสิทธิ์ขาดอย่างเบ็ดเสร็จโดยเธอแต่เพียงผู้เดียว




               อำนาจและเงินทองมากมายอาจนำพาให้เธอขึ้นมายืนอยู่เหนือคนหลายล้านชีวิต แต่มันก็ไม่อาจทำให้เธออยู่เหนือความตายได้ สองปีก่อนโรอาพบว่าตัวเธอเองไม่ใช่หญิงแก่ร่ำรวยที่มีความสุขที่สุดอีกต่อไป เมื่อนายแพทย์ประจำตัวแจ้งว่าเขาตรวจพบมะเร็งในหลอดลมและปอด มันลุกลามจนกระทั่งไม่สามารถเยียวยาได้ ไม่ว่าเธอจะพยายามสรรค์หาหมอที่มีฝีมือเป็นเลิศมากแค่ไหนก็ตาม 




               จนถึงตอนนั้นโรอานึกโทษซิการ์ แต่ตอนนี้เธอนึกโทษตัวเองที่อ่อนแอเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่จะเป็นความพ่ายแพ้และจุดจบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ




               เป็นคำถามที่ยากเหลือเกิน คริสเตียน" โรอาละสายตาออกมาจากแสงไฟเบื้องล่างก่อนจะตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น "น่าเศร้าที่เงินไม่อาจซื้อเวลาให้ฉันมีลมหายใจนานกว่านี้ได้"




               มันต้องมีทาง"




               โรอาหัวเราะ "คุณคิดว่าฉันไม่แคร์ที่ตัวเองเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้อีกไม่ถึงสามเดือนงั้นหรือ? ไม่เลยคริสเตียน ถ้าฉันสามารถซื้อชีวิตใครเพื่อมาต่อลมหายใจให้ตัวเองได้ ฉันสาบานว่าจะไม่ลังเลเลยซักนิด"




               คุณแน่ใจงั้นหรือ?” คริสเตียนเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามเสียงเครียด "คุณจะยอมให้คนอื่นตายแทนคุณไหม?”




               ถ้ามันเป็นไปได้ล่ะก็นะ" โรอายักไหล่ "ขอแค่ฉันได้อยู่ต่อไป ฉันก็ไม่แคร์หรอกว่าใครจะต้องตายบ้าง"




               ถ้าอย่างนั้นผมก็พอมีทางออกสำหรับเรื่องนี้แล้ว..."










               Bentley Flying Spur สีบริติชกรีนแล่นเข้ามาและจอดสนิทหน้าคอนโดสูง 25 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางฟิฟธ์ อเวนิว แหล่งที่อยู่อาศัยซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นย่านที่มีราคาที่ดินต่อตารางเมตรสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่าโรอาไม่พลาดที่จะเนรมิตหนึ่งในผลงานของเธอเอาไว้ที่นี่ 




               ตึก Cortex Wireless นั้นนับว่าเป็นแลนด์มาร์กและผลงานชิ้นโบแดงของคอร์เทกซ์คอเปอร์เรชั่น ด้วยเพราะมีการออกแบบอย่างปราณีตและใช้เวลาในการพัฒนายาวนานถึง 8 ปีบนที่ดินกว่า 2 ไร่ ด้วยรายละเอียดเพียงแค่ที่กล่าวมาก็ทำให้มูลค่าของโครงการพุ่งทะยานขึ้นไปสูงถึงสามร้อยล้านดอลล่าร์สหรัฐ




               ชั้นล่างสุดสร้างเป็นลานจอดรถแบบสโลปลาดชันต่ำพิเศษ เพื่อให้รถซุปเปอร์คาร์ประเภทโหลดเตี้ยอย่างแมคลาเรน, แอชตัน มาร์ติน, บูกัตติ เวย์รอน หรือเฮนเนสซีย์สามารถขับลงมาจอดได้อย่างสบายๆ ส่วนแรกและชั้นสองของคอนโดเป็นล็อบบี้หรือโถงต้อนรับ ห้องสมุดและบาร์สำหรับต้อนรับแขกทั้งแบบที่เป้นกันเองและแบบเป็นทางการ มันมีกระทั่งห้องประชุมเล็กเชื่อมโยงกับเครือข่ายเน็ทเวิร์คสำหรับเจรจาธุรกิจข้ามประเทศ ทั้งหมดตกแต่งภายในสไตล์ Cozy Decor ด้วยฝีมืออินทีเรียดีไซน์เนอร์ระดับโลกอย่าง Anne Carson เฟอร์นิเจอร์ส่วนมากจึงเป็นเครื่องเรือนที่เข้าชุดกันและเหมาะกับธีมของโครงการทั้งหมด 




               โรอาเดินผ่านโถงซึ่งถูกตกแต่งด้วยโต๊ะกลมขนาดใหญ่ทำจากไม้โรสวูดอายุ200 ปี ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้อง เมื่อนานมาแล้วมันเคยเป็นมุมโปรดของเธอ ทุกครั้งที่ได้วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะราคาแพงตัวนี้ ความรู้สึกลึกๆ ภายในใจจะช่วยย้ำเตือนว่าตัวเธอเป็นใครและมีฐานะสูงส่งเพียงใดในสังคม




               เสียงดนตรีแนว EDM แผ่วเบาดังเล็ดรอดออกมาจากห้อง Tea Room บนชั้นสอง หนึ่งในลูกบ้านของเธอคงกำลังจัดปาร์ตี้อยู่ในนั้น โรอาเหยียดยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์ซึ่งถูกกดโดยพนักงานบริการประจำ บางคนคงคิดว่าการจัดปาร์ตี้ในคอนโดเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่นั่นไม่ใช่กับ Cortex Wireless เพราะที่นี่มี Personal Assistant จากบริษัทชั้นนำอย่าง Quintessentially ที่มีคอนเนคชั่นระดับเวิร์ลไวด์ 




               ลูกบ้านผู้มั่งคั่งของเธอสามารถทำทุกอย่างให้เป็นจริงได้ ไม่ว่าจะเนรมิตรปาร์ตี้โดยดีเจระดับท็อปขึ้นที่ห้องนอนภายในพริบตา บินไปเข้าร่วมงานแฟชั่นโชว์ในปารีสพร้อมเก้าอี้นั่งแบบ Front – Row ติดขอบรันเวย์ ทานร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ในวันสำคัญโดยไม่ต้องโทรจองโต๊ะล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งให้จัสตินบีเบอร์มาเซอร์ไพรซ์วันเกิดเพื่อนที่คอนโดก็ย่อมได้ ทุกฝันของพวกเขาเกิดขึ้นได้เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาเท่านั้น




               โรอาเดินออกมาเมื่อลิฟต์จอดที่ชั้น 23 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยชั้นบนสุดของคอนโด ห้องของเธอไม่ได้มีขนาดแตกต่างกับห้องอื่นๆ มากนัก ตกแต่งต่างออกไปเล็กน้อยแต่ก็เป็นห้องที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดเท่าที่มี หญิงวัยกลางคนปลดเสื้อสูทตัวนอกวางพาดไว้บนพนักโซฟา หยิบไวน์ออกมาจากตู้แช่ รินมันให้ตัวเองหนึ่งแก้วแล้วจบด้วยการพิงสะโพกเข้ากับเค้าเตอร์และครุ่นคิดถึงคำพูดของคริสเตียนเมื่อสองสามชั่วโมงก่อน 




               โรอาเป็นพวกไม่สนใจเทคโนโลยี ไม่ได้ติดตามข่าวสารทางวงการแพทย์ เนื่องจากเธอเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเรื่องพวกนี้จึงนับว่าอยู่คนละสายงานเดียวกันกับเธอ เพราะแบบนั้นสิ่งที่ได้ยินมาจากคริสเตียนจึงคล้ายกับเป็นนิทานหลอกเด็กมากกว่าจะเป็นทางออกที่ดี




               แต่ถ้าหากทำได้ ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงแล้วล่ะก็ นี่จะเป็นช่องทางสู่ความเป็นอมตะของมนุษย์ เวลาจะกลายเป็นแค่สิ่งไร้ค่า เธอจะมีชีวิตยืนยาวได้ตราบใดที่มีเงินจ่ายมากพอ “Moult” คือเทคโนโลยีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากกว่าการรักษาในปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้ทำให้มะเร็งในตัวเธอหายไป ไม่ได้ฟื้นฟูสุขภาพอันเสื่อมโทรมของเธอให้กลับคืนมา หากแต่จะทำในสิ่งที่ยิ่งกว่านั้น 




               เธอจะต้องจ่ายเงิน 250 ล้านดอลล่าร์สำหรับเข้ากระบวนการที่เรียกว่า Molting หรือการลอกคราบ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือย้ายตัวตนของเธอไปไว้ในร่างใหม่ที่สุขภาพดีกว่าและอ่อนเยาว์กว่า โดยใช้เครื่องมือที่คล้ายกับแม่เหล็กขนาดใหญ่ทำให้คลื่นสมองของเธอถูกดูดออกจากร่างเดิมไปสู่ร่างใหม่ 




               มันอาจฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่โรอาไม่คิดว่าคริสเตียนจะโกหกเธอ และตอนนี้เธอก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ในเมื่ออย่างไรอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเธอก็ต้องตายอยู่ดี




               โรอาเดินไปที่ห้องทำงานก่อนจะเปิดแลปท็อปและเช็คอีเมลล์ คริสเตียนส่งรายละเอียดมาให้เธอเรียบร้อยแล้ว ในนั้นมีข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับโครงการโมลระบุไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้ง ขั้นตอนการเข้าโปรแกรมลอกคราบ ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ รวมถึงรูปถ่ายร่างใหม่ที่เธอจะใช้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้านับสิบร่างให้เลือก 




               คริสเตียนไม่ได้พูดเกินจริงเลยเกี่ยวกับการให้คนอื่นตายแทนเธอ เพราะเทคโนโลยีด้านการโคลนนิ่งหรือปลูกถ่ายร่างใหม่นั้นยังเป็นไปไม่ได้ เนืื่องจากร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนมากที่สุดในจักรวาล ดังนั้นร่างใหม่ของเธอจึงเป็นคนจริงๆ ที่ยอมขายร่างของตัวเองให้กับบริษัท Moult พวกเขาตายเพื่อแลกกับเงิน ทิ้งร่างสมบูรณ์แบบไว้เพื่อให้คนที่มีเงินมากกว่าได้ใช้มันต่อไป 




               แน่นอนว่าการกระทำนี้ผิดกฎหมายและศีลธรรมอย่างร้ายแรง ดังนั้นการดำเนินโครงการจึงเป็นไปอย่างลับๆ ภายใต้การควบคุมดูแลขององค์กรเอกชน




               โรอาเลือกดูรูปถ่ายร่างว่างเปล่าซึ่งมีทั้งเพศชายและเพศหญิง พวกเขาทำให้เจ้าของร่างหายไปด้วยการหยุดการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมด้านความรู้สึกนึกคิด หลักๆ คือ ซีรีบรัม (Cerebrum) ส่วน ฟรอนทอล โลปย์ (frontal lobe) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ การพูด ความคิด การจำ การเรียนรู้ และการใช้ภาษา 




               ความทรงจำ ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมจะหายไป ในขณะที่การทำงานของระบบประสาทอื่นๆ จะยังคงอยู่ อย่างเช่นความหิว การรับความรู้สึกต่างๆ ทั่วไปของร่างกาย เช่นร้อน หนาว เจ็บปวด การรับรู้ในด้านรส กลิ่น เสียง ความเข้าใจด้านภาษา การรับรู้ทางสายตาให้เกิดการมองเห็นภาพต่างๆ 




               โดยสรุปก็คือเธอจะได้มีชีวิตใหม่ในร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิม




               ขั้นตอนการเข้าโปรแกรมนั้นไม่ซับซ้อน เธอเพียงต้องทำเอกสารให้ร่างใหม่ของเธอได้รับเงินเท่าที่เธอต้องการใช้หลังตื่นขึ้น ในส่วนนี้ก็อยู่ที่ความต้องการว่าเธอจะเป็นใครอีกคนไปเลย หรือจะมีชีวิตแบบเดิมด้วยการทำให้ร่างใหม่ของเธอกลายเป็นทายาทผู้รับมรดกหลังจากเธอตายไป 




               โรอาคิดว่าเธอจะเลือกอย่างหลัง เธอรักชีวิตของเธอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากถ้าหากจะให้ทิ้งมันและไปเริ่มต้นใหม่ จากนั้นพวกเขาจะทำการสร้างสถานการณ์ให้เธอเสียชีวิต เคลื่อนย้ายตัวตนของเธอ ดูแลจนกระทั่งเธอคุ้นชินและปรับตัวเข้ากับร่างที่เพิ่งเข้าไปอยู่ได้ จากนั้นทุกอย่างก็จะเรียบร้อยอย่างที่ควรจะเป็น




               "คิม มินกยอง" คือชื่อที่เธอจะใช้หลังจากกระบวนการ Molting เสร็จสิ้นลง การสวมรอยนั้นจะต้องดูแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องใช้ชื่อเดิมของเจ้าของร่าง มันก็ไม่แย่อะไรนัก และดูเข้ากันกับหน้าตาของเด็กสาวในรูปถ่าย 




               โรอาจ้องมองรูปผ่านหน้าจอและรู้สึกพึงพอใจขึ้นมาลึกๆ หล่อนเป็นเด็กสาวชาวเกาหลีใต้อายุราว 20 ปี ผิวขาว ผมยาวสีดำขลับ ดวงตาสีน้ำตาลรับกับจมูกโด่งสวยและริมฝีปากได้รูป ที่จริงแล้วเด็กคนนี้หน้าตาคล้ายเธอ และโรอานึกโชคดีที่อย่างน้อยร่างใหม่ของเธอก็ไม่ได้แตกต่างจากร่างเดิมมากเกินไปนัก 




               ประวัติสั้นๆ ที่แนบมาระบุว่าหล่อนขายร่างของตัวเองเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นดอลล่าร์ นั่นไม่มากเท่าไหร่นักในความคิดของโรอา และเธอไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าคนสติดีๆ ที่ไหนจะยอมตายเพื่อเงินที่ตัวเองไม่มีวันได้ใช้




               พิลึก




               โรอาปิดแลปทอป หยิบโทรศัพท์จากบนโต๊ะขึ้นมาและต่อสายหาคริสเตียน รอเพียงอึดใจเดียวปลายสายก็ตอบรับกลับมา




               ฉันตกลง" โรอากระซิบบอกขณะที่จ้องดวงตาสีน้ำตาลของเด็กสาวในรูป "คิม มินกยองจะเป็นร่างใหม่ ตัวตนใหม่และชื่อใหม่ของฉัน"













.........................................................................................


โครงเรื่องในส่วนของการลอกคราบหรือ Moult มาจากหนังเรื่อง self/less ค่ะ
แต่หลังจากตอนที่ 1 เป็นต้นไปก็จะไม่มีอะไรเหมือนในหนังแล้ว

ส่วนใครที่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้
สรุปง่ายๆ ได้ว่าการลอกคราบจะคล้ายๆ กับเราย้ายวิญญาณเราไปใส่ไว้ในอีกร่างนึง
โดยร่างใหม่จะต้องเป็นร่างที่ว่างเปล่า สมองส่วนที่ควบคุมความคิด สิ่งที่เป็นตัวตน
ของร่างนั้นได้หยุดไปแล้ว แต่อวัยวะ ความรู้สึก สัญชาตญาณพื้นฐานยังทำงานอยู่ 
เราจะมีชีวิตอยู่ในร่างของคนอื่น เหมือนที่โรอามีชีวิตอยู่ในร่างมินกยองประมาณนี้ค่ะ


ไม่ได้ใส่รายละเอียดตรงขั้นตอนกระบวนการลอกคราบไว้มากนะคะ 
เพราะยังไม่มีงานวิจัยแบบเป็นจริงเป็นจังพอจะอ้างอิงได้ออกมา 
ที่พอจะใกล้เคียงสุดก็บทสัมภาษณ์ของ Dr. Charles Higgins 
ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาและวิศวกรรมมหาวิทยาลัยอริโซน่า
ถ้าสนใจก็อ่านได้ตามลิ้งนี้เลยค่ะ คลิก



อ่านจบแล้วไปเม้าท์มอยกันได้ในแท็ก #พบมิสคิม นะคะ
พบกันตอนหน้าค่ะ #รัก


10 ความคิดเห็น

  1. #5 TCL903 (@taeyeon2ne1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 00:32
    หูยยยย ~ คิม โรอาในร่างคิม มินกยอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วค่ะทีนี้ อยากให้เจอนุ้งบิ้นไวๆแล้วค่ะ รอนะคะ
    #5
    0