เงารักลิขิตใจ /ญาณา/สนพ. ซูการ์บีท

ตอนที่ 1 : การกลับมาพบกันอีกครั้ง...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,080
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    22 ก.ย. 58

บทที่ 1

 

 

 

 

 

คุณเนตรคะ คุณอานัชกลับมาแล้วค่ะน้ำเสียงตื่นเต้นนั้น
ไม่ได้ทำให้หญิงสาวนามว่าเนตรลดาเงยหน้าจากกองเอกสารบนโต๊ะ
แม้แต่น้อย

เหรอจ๊ะน้ำเสียงตอบกลับที่เรียบเรื่อย ทำให้คนบอกข่าว
หน้าจ๋อยไปทันที อุตส่าห์คาบข่าวจากคนในบ้านมาบอกว่าสามี
สุดหล่อกลับมาแล้ว แต่เจ้านายสาวของเธอกลับไม่มีท่าทีจะสนใจ
ไปกว่าแผ่นกระดาษตรงหน้า

ใกล้เที่ยงแล้ว คุณเนตรจะทานมื้อเที่ยงที่นี่หรือว่าที่บ้านคะเมื่อเห็นว่าเจ้านายสาวไม่สนใจเรื่องที่นำมาบอก เธอจึงเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นแทน

ทานที่นี่แหละ วันนี้ขอเป็นผัดซีอิ๊วไก่แล้วกันนะคะ

ค่ะ...”

เมื่อร่างค่อนข้างท้วมของพิมพา พนักงานต้อนรับของจันทร์ดาวรีสอร์ตเดินออกจากห้องทำงานแล้ว เนตรลดาจึงเงยหน้าจากกองเอกสารบนโต๊ะ ลุกเดินไปยืนริมหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังบ้าน
หลังใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ห่างจากเรือนพักของรีสอร์ต
พอสมควร

ป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ เปลี่ยนไปมากแค่ไหน...นั่นเป็น
สิ่งที่เนตรลดาอยากจะรู้  ใจหนึ่งก็ไม่อยากใส่ใจ เขาหายไปนานสี่เดือนกว่า เนตรลดาคิดว่าเขาคงไม่กลับมาแล้วเสียอีก ที่จริงเธอไม่ควรจะคิดแบบนั้น เพราะจันทร์ดาวรีสอร์ตเป็นสมบัติของเขา รวมถึงตัวเธอด้วย...ยังไงเขาก็ต้องกลับมาแสดงความเป็นเจ้าของอยู่ดี!

ความคิดนั้นทำให้หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตระหนักถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ใช่สินะ...ยังไงเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี แม้จะยังไม่ได้จัดพิธีอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่อานัช พิทักษ์กุล ก็เป็นสามีอย่างถูกต้องตามกฎหมายของเธอ นับแต่วันที่เขาจัดการเรื่องหนี้สินของรีสอร์ต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของครอบครัวเธอ แต่เพราะบิดาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อน บ้าการพนันขนาดต้องนำรีสอร์ตไปจำนองกับทางธนาคาร เมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย จึงขอร้องเธอให้ยินยอมรับข้อเสนอของอานัช พิทักษ์กุล ผู้ชายที่เหมือนมีเงาลิขิตให้เธอพบกับเขาอีกครั้ง หลังจากเนตรลดาเคยพบเจอชายหนุ่มที่กรุงเทพฯ เมื่อครั้งเธอยังทำงานอยู่บริษัทตกแต่งภายในแห่งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน

จันทร์ดาวรีสอร์ตเป็นทั้งบ้าน และเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัวของเธอมาตลอด อยู่ๆ จะปล่อยให้มันหลุดลอยไปง่ายๆ ได้อย่างไร หญิงสาวจึงยินยอมรับข้อเสนอจากผู้ชายที่เธอไม่ได้รักไม่ได้ชอบ เพียงเพื่อจะรักษาสมบัติที่มีอยู่เพียงชิ้นเดียวของครอบครัว
เธอไว้

ในข้อตกลงที่ว่า...แค่เนตรลดาแต่งงานกับเขา ที่นี่ก็จะยังเป็นของเธอกับพี่ชายอยู่ แน่นอนมันก็ยังเป็นของเขาด้วย ตราบใดที่อานัช พิทักษ์กุลยังมีชีวิตอยู่

ตั้งแต่อานัชถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเมื่อสี่เดือนก่อน ในวันที่เขาฟื้นขึ้นมา ชายหนุ่มมองเธอราวกับคนแปลกหน้า หากเขาถูกทำร้ายที่ศีรษะ เนตรลดาคิดว่าสมองของเขาคงได้รับความกระทบกระเทือนจนความจำเสื่อมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อานัชก็ไม่ได้ถูกทำร้ายที่ศีรษะ ชายหนุ่มถูกแทงที่ท้อง โดยเจ้าตัวให้ปากคำกับตำรวจว่าคนร้ายหวังปล้นชิงทรัพย์

ตอนนั้นเนตรลดาแค่นยิ้ม จนเขามองเธอด้วยสายตาเข้มดุ ก็จะไม่ให้หญิงสาวนึกหยันได้อย่างไร ก็ในเมื่อเขาถูกทำร้ายที่หน้าบ้านของเจนนี่...หลังจากเข้าไปส่งเธอถึงในบ้าน กลับออกมาในยามดึก ใครๆ ก็รู้ว่าเจนนี่เป็นผู้หญิงของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในเชียงใหม่ ไม่ใช่มี
แต่เพียงเนตรลดาที่คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อปล้นชิงทรัพย์ ใครๆ ก็รู้ว่าอานัช พิทักษ์กุล เศรษฐีหนุ่มจอมเจ้าชู้ มีผู้หญิงมากมายรายล้อม

แต่ที่เขายอมจดทะเบียนกับเธอ ก็แค่ความอยากเอาชนะเท่านั้น เพราะเนตรลดาเคยปฏิเสธเขามาก่อน เมื่อครั้งที่เธอยังอยู่กรุงเทพฯ ในเวลานั้นเธอไปดูแลตกแต่งเรือนหอของกรกนก ญาติผู้น้องของเขา พอเจอหน้าครั้งแรกชายหนุ่มก็แจกขนมจีบเนตรลดาทันที คงคิดว่าเธอเป็นขนมหวานที่น่าลิ้มลอง

แม้อานัชจะหล่อ รวย ไฮโซ เป็นชายหนุ่มในฝันของสาวๆ
ค่อนเมือง แต่เนตรลดาก็ได้ยินกิตติศัพท์ความเจ้าชู้ของชายหนุ่ม
รวมทั้งข่าวลือกระฉ่อนว่าเขาเป็นต้นเหตุให้ดารัณ นางเอกสาวชื่อดังฆ่าตัวตาย เพราะถูกเขาสลัดรัก แล้วเรื่องอะไรเธอจะยอมเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นของอานัช พิทักษ์กุล ถึงจะไม่สวยบาดตาบาดใจอย่างดารา นางแบบ หรือไฮโซคนดังที่เขาควงอยู่ เนตรลดาก็ยังรักตัวเอง
ไม่ต้องการเป็นของเล่นชั่วคราวของใคร

ก่อนที่อานัชจะถูกทำร้าย เขาได้เร่งรัดเพื่อจัดงานแต่งให้ถูกต้องตามประเพณี แต่เนตรลดาบ่ายเบี่ยงอ้างเหตุผลว่าบิดาเพิ่งเสียไป ยังไม่อยากจัดพิธีรื่นเริงใดๆ อยากรอไว้ก่อน แต่เขากลับควงผู้หญิงร่อนไปทั่วเมือง รวมทั้งเจนนี่...เด็กของคิมหันต์ ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดเชียงใหม่ อย่างนี้จะให้เธอจัดงานแต่งขึ้นอย่างเป็นทางการเพื่ออะไร เนตรลดาจึงบอกปัดเขาทันทีว่าไม่จำเป็นต้องจัดงานแต่งแล้วกระมัง เท่านั้นแหละอานัชก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เนตรลดารู้ว่าเขาต้องการจัดงานแต่ง เพียงเพื่ออยากจะเข้าห้องหอกับเธอ ไม่มีวันเสียละ...นอนกอดทะเบียนสมรสไปเถอะ!

หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บ ชายหนุ่มก็กลับกรุงเทพฯ
โดยไม่ได้ติดต่อมาเลย ผ่านไปสี่เดือนเขาคงจะคิดอะไรได้แล้วกระมังถึงกลับมาที่นี่อีก หรืออาจจะยอมหย่าแล้วก็ได้ เพราะมันก็ไม่มีเหตุผล ที่เขาจะมาทนอยู่กับผู้หญิงอย่างเธอ

 

เนตรลดากำลังกินมื้อเที่ยง ดูเหมือนอาหารจานโปรดวันนี้จะฝืดคอ ไม่รู้เพราะหวาดหวั่นในการพบเจอกับผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีทางนิตินัย หรือว่าเธอเริ่มเบื่ออาหารจานโปรดเต็มที เมื่อไม่อาจฝืนกินต่อจนหมด เธอก็ผลักจานผัดซีอิ๊วไก่ออกห่าง เรียกหาผลไม้กินรองท้อง นั่งทำงานอย่างกระวนกระวายใจกระทั่งเย็นย่ำ จึงออกจากสำนักงาน ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว หญิงสาวเดินกลับบ้านอย่างอ้อยอิ่ง โดยเลือกจะเดินลัดเลาะเรือนพักของรีสอร์ต มากกว่าจะเดินไปตามถนนลาดยางที่มุ่งสู่บ้านพักของครอบครัว ซึ่งตอนนี้มีเพียงพี่ชาย
เธอและผู้มาใหม่อาศัยอยู่เท่านั้น

จริงๆ แล้วอานัชเองก็มีบ้านพักอยู่ที่แม่ริม เขาน่าจะไปพักที่นั่นจะสะดวกกว่าใกล้เมืองดีด้วย อีกอย่างรีสอร์ตเล็กๆ แห่งนี้ ไม่มีอะไรรื่นรมย์สำหรับเขาเลย แถมยังอยู่ไกลจากตัวเมืองด้วย แต่เขาคงอยากมาดูแลสมบัติของเขานี่นะ สมบัติที่งอกเงยเป็นเงินและสมบัติที่มีชีวิต ที่เขาขังไว้เป็นพันธะเช่นเธอ หญิงสาวคิดหยันๆ

หลังจากที่อานัชเป็นเจ้าของรีสอร์ตร่วมกับเธอและพี่ชาย เขาได้ลงทุนสร้างเรือนพักเพิ่มขึ้นมาอีกหลายหลัง ตกแต่งให้ทันสมัย แต่ยังเน้นความเรียบง่ายอิงธรรมชาติในสไตล์เดิม ส่วนห้องอาหารของรีสอร์ตก็ขยายให้กว้างใหญ่รวมทั้งตกแต่งใหม่ จ้างเชฟฝีมือดีด้วย
เงินเดือนแสนแพง แต่ก็คุ้มค่าเพราะรสชาติอาหารดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง อาหารไทยทั่วไป รวมทั้งอาหารต่างชาติ

กลับเสียเย็นเชียวเสียงทุ้มนุ่มของพี่ชายร้องทักทาย เมื่อเธอก้าวเข้ามาในห้องโถงของบ้าน

แล้วพี่รุจล่ะ ใกล้ค่ำแล้ว ไม่เข้าเมืองหรอกเหรอคะเนตรลดาหันมาถามพี่ชายด้วยเสียงเย้าแหย่

จารุจก็เหมือนชายหนุ่มทั่วๆ ไป ที่ยังรักความสนุกเฮฮา ชอบใช้เวลายามว่างสังสรรค์กับเพื่อนและสาวๆ ตามแหล่งบันเทิงใน
ตัวเมืองเกือบทุกวัน

ไปได้ไงเล่า...น้องเขยกลับบ้านทั้งทีก็ต้องอยู่ต้อนรับหน่อยซี่
ว่าแต่เนตรเถอะ...ทำไมถึงกลับเอาป่านนี้ คุณนัชกลับมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงนะ พี่คิดว่าเนตรจะกลับมากินมื้อเที่ยงกับคุณนัชเสียอีก

เนตรชอบกินมื้อเที่ยงคนเดียว พี่รุจก็รู้หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

แต่มื้อเย็น กินพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบครอบครัวจะเหมาะกว่านะครับคุณภรรยา!”

เนตรลดาหันขวับไปทางต้นเสียงห้าวห้วนของคนที่กำลังเดิน
ลงบันไดมา หญิงสาวตะลึงไปชั่วครู่ ให้ตายเถอะ...ช่วงเวลาที่หายไป
สี่เดือนกว่า เกิดอะไรกับเขากันแน่ จากผู้ชายที่มีรอยยิ้มยั่วเย้า ดวงตาพราวระยับเจ้าชู้อยู่เกือบตลอดเวลา บัดนี้ถูกบดบังด้วยแววตาเย็นชา

อานัชไม่ได้เปลี่ยนไปแค่ดวงตาเท่านั้น หากแต่บางอย่างใน
ตัวเขา ทั้งบุคลิกท่าทาง อีกทั้งรูปร่างที่เคยสูงโปร่ง บัดนี้ดูแกร่งขึ้นเหมือนคนโหมออกกำลังกายอย่างหนัก จนสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อต้นแขนและแผงอก ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อยืดสีดำพอดีตัวอย่างชัดเจน แม้กระทั่งเรือนผมที่ยาวระต้นคอ ไรหนวดเขียวครึ้มเหนือเรียวปากลากมาถึงปลายคาง ปากหยักสวยที่ชอบแย้มยิ้มเป็นนิจ บัดนี้เม้มเกือบเป็นเส้นตรง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนสีเข้มสบายๆ ไม่หลงเหลือผู้ชายมาดเนี้ยบ ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอย่างที่เคยเป็นมา

ผิวพรรณที่เคยขาวสะอ้านกลับดูเป็นสีแทน เหมือนไปอาบแดดมานานนับเดือน ทำให้ทุกอย่างในตัวเขาแปลกตาไปหมด ราวกับว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นใครสักคนที่เธอเพิ่งรู้จัก ไม่ใช่อานัช พิทักษ์กุล ถึงจะไม่เคยเจอกับน้องชายฝาแฝดของเขาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอก เนตรลดาคงคิดว่าผู้ชายคนนี้อาจเป็นอานนท์ พิทักษ์กุลอย่างไม่ต้องสงสัย

ไงครับ จะไม่ทักทายสามีเลยเหรอ หรือว่าผมหายไปนาน
เลยจำกันไม่ได้ แต่เอ...ก็แค่สี่เดือนเท่านั้นเอง ภรรยาไม่น่าจะลืมสามีได้ง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่า ไม่อยากจำ

ให้ตายซี่...เขาไม่เพียงแต่เปลี่ยนไปภายนอก วาจาของเขาก็เปลี่ยนไปจริงๆ เมื่อก่อนเธอกับเขาถึงจะไม่ใช่คู่สนทนาที่ถูกคอกันนัก แต่เขาก็ไม่เคยพูดจาถากถางเย้ยหยันกวนประสาทแบบนี้เลย
หญิงสาวชักแคลงใจ ว่านี่ใช่อานัชตัวจริงหรือเปล่า

ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ยังงั้นใช่มั้ยที่คุณอยากได้ยินจากปากฉันเนตรลดาเอ่ยเสียงเย็นชา พอๆ กับแววตาของเขาที่กำลังทอดมองเธออยู่ราวกับจะให้ทะลุถึงเนื้อใจ ใช่แล้วเนตรลดาอยากให้เขามองมันให้ทะลุเสียจริงๆ จะได้รู้ว่าเธอรู้สึกเช่นใดในยามนี้

มันควรจะเป็นแบบนั้นมิใช่เหรอ...ในเมื่อเราก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ร่างสูงเดินมาใกล้ พิศใบหน้าสวยใส ที่บัดนี้ดูเหมือนจะแดงก่ำด้วยความโกรธ ชายหนุ่มยิ้มหยันออกมาโดยไม่รู้ตัว กระซิบริมหูเธอจนลมหายใจอุ่นจัดรินรดแก้มเนียนสวย

น่าจะจูบต้อนรับผมหน่อยนะแล้วอานัชก็ได้เห็นร่างบางโปร่งผละออกห่างเขาแทบจะทันที ...ยังหวงเนื้อหวงตัวเหมือนเดิมนะ
ชายหนุ่มนึกค่อนขอดอยู่ในใจอย่างแค้นเคือง

ท่าทางคุณนัชกับเนตรจะมีเรื่องคุยกันยาว งั้นผมขอตัวก่อนนะครับจารุจมองเห็นกิริยาของคู่สามีภรรยาแล้วรู้สึกหายใจไม่สะดวก ไม่อยากอยู่ร่วมกินมื้อเย็นด้วยแล้ว ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ
ในเมืองน่าจะเวิร์คกว่า

ตามสบายครับคุณรุจ...ยังไงก็อย่ากลับดึกดื่นนักล่ะ เดี๋ยวจะ
ไม่ปลอดภัยนะ ผู้คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจเขาพูดกับจารุจก็จริง
ทว่าแววตาเย็นเยียบกลับจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่วางตา

เนตรลดาสะดุ้งราวกับมีไฟแล่นปราดไปทั่วร่าง...คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นอย่างไม่รู้ตัว

โอ๊ย...ผมไม่กลับตอนดึกดื่นหรอกครับคุณนัช กลับเช้าเลยดีกว่าปลอดภัยชัวร์ๆจารุจเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงตามนิสัยร่าเริงของเขา ไม่ได้สังเกตท่าทีเครียดขึงของน้องสาว

ดีแล้วล่ะครับ...คนเราไม่รู้หรอกว่า มีใครคิดร้ายกับเราบ้าง
เซฟตัวเองไว้ก่อนก็ดีแล้ว

จารุจเดินออกจากบ้านไปแล้ว แต่หนุ่มสาวผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยา ยังจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ถ้าเราเป็นปลากัดสงสัยคงจะท้องกันแล้วเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง เนตรลดาผละออกห่างอย่างรังเกียจ มองชายหนุ่มตา
ขุ่นเขียว เขายกมุมปากโค้งขึ้น นัยน์ตามองเธออย่างท้าทาย หญิงสาวสะบัดหน้าใส่ แล้วหมุนตัวเดินขึ้นห้องพัก โดยมีสายตาเย็นชาของเขามองตามจนลับตา

...สักวันผมจะทำให้คุณรู้ว่าผู้ชายอย่างผมไม่มีใครมาหยามหยันกันได้ง่ายๆ คุณจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปเนตรลดา

 

เนตรลดาแช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำอุ่นค่อนข้างนาน หวังจะละลายความกรุ่นโกรธทั้งหมดให้เลือนหาย กระทั่งได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังมาจากห้องนอนจึงลุกจากอ่างคว้าเสื้อคุลมพันกาย เดินไปยังหยิบโทรศัพท์มากดรับ

ว่าไงผู้กอง...กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลยเอ่ยทักทายน้ำเสียงสดใส

มาริศเป็นผู้กองหนุ่มหล่อแห่งกองปราบปรามยาเสพติดของหน่วยตระเวนชายแดน เขาเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดเสียส่วนใหญ่ นานๆ ถึงจะกลับบ้าน ทุกครั้งเขาจะต้องแวะมาหาเนตรลดาก่อนเสมอ เพราะตัวเขาเองก็ไม่มีญาติที่ไหน คุณลุงที่ดูแลเขามาตั้งแต่ยังเด็ก
เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว นอกนั้นก็มีเพียงญาติห่างๆ ที่เขาไม่คุ้นเคยเท่าไหร่

มาริศกำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ พ่อของเขาเป็นขี้ยา วันหนึ่งคลุ้มคลั่งทุบตีมาริศและแม่อย่างทารุณ แล้ววันหนึ่งแม่ก็ถูกพ่อทำร้ายจนเสียชีวิต ขณะมาริศรอดตายอย่างหวุดหวิด เพราะมีชาวบ้านเข้าไปช่วยไว้ทัน จากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็ฆ่าตัวตายในคุก มาริศจึงต้องอยู่กับคุณลุงมาตลอด เหตุการณ์นั้นทำให้พ่อแม่ของเนตรลดาทั้งรักและสงสารในโชคชะตาของมาริศจึงดูแลเขาเสมือนคนในครอบครัว ไม่ต่างจากเธอกับพี่ชาย

จริงอ่ะ...งั้นถ้าคิดถึงก็ลงมาข้างล่างได้แล้ว ตอนนี้ริศนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นบ้านเนตรแล้วนะ คุยกับคุณนัชอยู่

ถ้าเนตรลดามีตาทิพย์ ก็คงหนาวเยือกกับแววตาเหี้ยมเกรียมของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ที่ได้ยินเสียงพูดคุยระหว่างเธอกับ
เพื่อนชายคนสนิท

งั้นรอเดี๋ยวนะ เนตรกำลังอาบน้ำอยู่ใกล้เสร็จแล้วล่ะ

อาบนานแล้วสิท่า เพราะริศนั่งคุยกับคุณนัชหลายนาทีแล้วนะ

จ้ะ...เดี๋ยวเนตรรีบลงไปนะ

เนตรลดาวางสายแล้วอาบน้ำอย่างเร่งรีบ เมื่ออยู่ในชุดลำลองสบายๆ เป็นกางเกงผ้าฝ้ายห้าส่วนกับเสื้อยืดสีขาวก็เดินลงมาจาก
ชั้นบน ตรงไปยังห้องนั่งเล่น

มาริศส่งยิ้มสดใสเหมือนเช่นทุกครั้งที่เจอกัน เนตรลดายิ้มตอบ ก่อนนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับมาริศ ใกล้กันจนคนที่จ้องมองอยู่ ระงับความรู้สึกกรุ่นโกรธไว้อย่างยากลำบาก

ปกติอานัช ไม่ใช่คนใจร้อนหรือวู่วาม เขามีเหตุผลและเยือกเย็นเสมอมา แม้แต่ยามที่เนตรลดาบอกว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะมีความสัมพันธ์ทางกายกับเขาอย่างสามีภรรยาทั่วไป เพราะเธอยังไม่รู้สึกรักหรือชื่นชอบเขาเลยสักนิด ชายหนุ่มยังใจเย็นรอคอยด้วยเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งเขาจะสามารถทำให้หญิงสาวยอมรับเขาทั้งใจและกายได้ แต่ยามนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนอานัชไปแล้ว ก็นับตั้งแต่วันที่เขาถูกทำร้ายจนเกือบตายนั่นแหละ! ยิ่งมาเห็นภาพของเนตรลดาพูดคุยทักทายกับเพื่อนชายคนสนิทอย่างร่าเริง ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีไฟในอกกำลังพวยพุ่งไอระอุออกมา ยากจะระงับไว้

เนตรลดาเคยบอกกับเขาว่ามาริศเป็นเพื่อนสนิทของเธอ รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะนอกจากเป็นคนในอำเภอเดียวกัน บ้านของทั้งสองก็อยู่ติดกัน เรียกได้ว่าเนตรลดากับมาริศรู้จักกันมานาน คงไม่มีอะไรจะแยกคนทั้งสองออกจากกันได้ เพราะรากของความผูกพันคงหยั่งลึกลงในใจคนทั้งสองอย่างมั่นคง ยากที่ใครสักคนจะถอนมันทิ้งไปง่ายๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตของเนตรลดาอย่างรวดเร็วและผิวเผินเช่นเขา

อานัชเจอเนตรลดาที่กรุงเทพฯ เมื่อสองปีก่อน เธอเป็นมัณฑนา-กรตกแต่งเรือนหอของกรกนก ญาติผู้น้อง ซึ่งเป็นลูกสาวของอาพิชัย น้องชายคนเดียวของบิดาเขา

เนตรลดาในสายตาเขาไม่ใช่ผู้หญิงสวยสะดุดตา แต่ก็สะดุดใจเขามาก กับท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียว บุคลิกมาดมั่น ใบหน้าที่จัดว่าเข้าขั้นดีมากคนหนึ่ง ครบเครื่องทั้งคิ้วเข้มโค้งเหมือนวาด ดวงตาเรียวกว้างสุกใสยามยิ้มแย้ม แพขนตาทั้งหนาและยาวงอน มันทำให้ชายหนุ่มเข้าใจว่าทำไมเธอถึงชื่อเนตรลดา ชื่อที่มีความหมายว่าดวงตาดอกไม้นั่นเพราะดวงตาของเธอ มันงดงามน่าหลงใหล หากยามดุก็แวววาวชวนมอง เรียวฝีปากอิ่มของเธอเป็นสีระเรื่อตามธรรมชาติมากกว่าจะแต่งแต้ม อาจหรือเพราะใบหน้าของเธอไร้สีสันเกลี้ยงเกลาอยู่เสมอ นั่นทำให้เธอไม่สวยบาดตาใครต่อใคร แต่อานัช
กลับชื่นชอบที่มองเห็นแก้มเนียนใสนั้น

ไม่รีรอที่จะเข้าไปจีบตามประสาชายเจ้าชู้ หญิงสาวกลับเมินใส่ นั่นยิ่งทำให้เขาชื่นชอบเธอมากขึ้น อานัชชินกับการถูกผู้หญิงไล่ล่า เขาเป็นผู้ชายที่มีสัญชาตญาณอย่างเสือ ชอบจะเป็นนักล่ามากกว่าจะถูกล่า หากทว่าเนตรลดาก็ไม่ใช่เหยื่อ เธอเป็นผู้หญิงที่มั่นใจและยึดมั่นกับความคิดตัวเอง เนตรลดาจึงตอกหน้าเขากลับมาว่า เธอไม่ต้องการเป็นผู้หญิงในคอลเลคชั่นของเขาหรือใครๆ กรุณาอย่ามาตามตื๊อให้เสียเวลา

ตลอดระยะเวลาเกือบหกเดือน ที่เนตรลดาดูแลตกแต่งเรือนหอของกรกนก เขาเพียรพยายามแค่ไหน เนตรลดาก็ยังเมินใส่ จน
ชายหนุ่มนึกฉุนขึ้นมาบ้าง อานัชคุ้นเคยกับการเลือกมาตลอด ไม่เคยพานพบกับการถูกปฏิเสธแบบนี้ นั่นยิ่งทำให้อานัชอยากเอาชนะใจหญิงสาว

กระทั่งเรือนหอของกรกนกเสร็จเรียบร้อย อานัชก็ยังไปตื๊อ เนตรลดาต่อถึงที่ทำงานของเธอ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม หญิงสาวยังปฏิเสธการออกเดทกับเขา ทำเอาอานัชนึกท้อ คิดจะเลิกตอแยหญิงสาว หันไปสนใจผู้หญิงอื่นแทน หวังจะลืมเนตรลดา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ รู้สึกตกใจมากที่วันๆ เขาเอาแต่คิดถึงเธอราวกับชายหนุ่มคลั่งรัก อานัชไม่เคยคิดถึงใครอย่างบ้าคลั่งแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นเองที่เขารู้ตัวว่าได้ตกหลุมรักผู้หญิงเย็นชา ที่ชื่อเนตรลดาอย่างถอนตัวถอนใจไม่ได้ แล้วในที่สุดชายหนุ่มก็กลับไปตามจีบเธออีกครั้ง

เขาจดจำวันนั้นได้ เนตรลดาเดินออกจากออฟฟิศพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งหลังเลิกงาน เขารู้สึกโมโห หึงหวงรุนแรงอย่างไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนั้นกับเธอ อารมณ์ของเขาพวยพุ่งขึ้นมายากที่จะยับยั้ง อานัชเดินดุ่มไปหาเธอกับผู้ชายคนนั้นทันที

ผมมารับคุณเขาบอกเสียงกร้าว เพ่งมองหน้าผู้ชายคนนั้นดวงตาดุร้ายราวกับเสือที่จ้องตะปบเหยื่อ

ใครใช้ให้มา!’ หญิงสาวแหวขึ้นทันควัน

ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ!’ อานัชพูดเสียงดังลั่น คนเดินผ่านไปมาหันมามองอย่างตกใจ รวมทั้งผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอด้วย

เนตร วันหลังค่อยคุยกันนะชายหนุ่มคนนั้น ซึ่งเป็นเพื่อน
ร่วมงานของเธอ ไม่อยากตกอยู่ในบรรยากาศมาคุจึงเอ่ยขอตัว

เดี๋ยวสิวิทย์เนตรลดาทำท่าจะผวาเข้าไปจับแขนเขา อานัช
ไวกว่าชายหนุ่มดึงตัวเธอไว้ พยายามลากหญิงสาวไปที่รถ เนตรลดาทำท่าจะหันมาโวยวาย เตรียมพร้อมจะเล่นงานเขา เสียงห้าวห้วน
ก็ตวาดขึ้น

ไม่อายคนอื่นก็เอาสิ!’

หญิงสาวจึงจำใจเดินไปตามแรงฉุดของเขา กระทั่งถูกเขาผลักเข้าไปนั่งในรถ ครั้นมือของเธอเป็นอิสระ หญิงสาวก็ฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าชายหนุ่มเต็มแรง พร้อมประณามในการกระทำของเขา

ฉันไม่คิดเลยจริงๆ ว่าผู้ชายอย่างคุณจะทำตัวได้ทุเรศแบบนี้ คุณมีความละอายใจบ้างสิ มีสิทธิ์อะไรมาทำกับฉันแบบนี้ ฉันไม่ได้เป็นคู่ควงคู่นอนของคุณนะที่จะมาฉุดกระชากลากถูเมื่อไหร่ก็ได้!’ เนตรลดากรีดเสียงใส่เขาอย่างกลั้นอารมณ์โกรธไว้ไม่ได้

ผมรักคุณเนตรลดา...’ น้ำเสียงแห้งโหยนั้นทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เผลอจ้องมองเข้าไปในดวงตาเศร้าโศกสำนึกผิดของเขา สุดท้ายเธอก็หันไปทางอื่นบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

แต่ฉันเกลียดคุณ ไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกเลยตลอดชีวิตของฉัน!’ ดวงตาของเนตรลดาบ่งบอกว่าไม่มีวันเชื่อผู้ชายอย่างเขาเด็ดขาด

ผมน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวเหรอน้ำเสียงเขาทั้งเศร้าระคน
เว้าวอน

ใช่...ฉันรังเกียจคุณ แม้แต่หน้าคุณฉันก็ไม่อยากจะมอง!’
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เธอตะโกนใส่หน้าเขา ก่อนจะผลุนผลัน
ลงจากรถ นับแต่นั้นอานัชก็ไม่กล้าไปตอแยเธออีก ชายหนุ่มพยายามตัดใจจากเธออีกครั้ง ทว่าในที่สุดก็ทำไม่ได้อยู่ดี เขาเลยไปหาเธอที่ทำงาน อานัชจึงรับรู้ว่าเนตรลดาได้ลาออกจากงาน กลับบ้านที่เชียงใหม่ ความพยายามของอานัชก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใจหญิงสาวยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ชายหนุ่มตัดสินใจย้ายตัวเองมาประจำที่เชียงใหม่ กับการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อหรู ซึ่งเป็นธุรกิจในครอบครัว ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เขาจึงได้รู้ว่า
เนตรลดากลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะต้องมาดูแลธุรกิจรีสอร์ต ที่พ่อ
ของเธอได้สร้างปัญหาเอาไว้

อานัชก็เข้ามาในจังหวะที่เธอกับครอบครัวของเธอต้องการความช่วยเหลือ ชายหนุ่มจึงไม่ลังเลเลยที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหนี้สินของบิดาเธอ เพียงแค่เนตรลดายินยอมแต่งงานกับเขาเท่านั้น
รีสอร์ตก็จะยังเป็นของเธอกับครอบครัวต่อไป ซึ่งการเป็นภรรยา
ตามกฎหมายของเขานั้น ก็หมายถึงว่าเนตรลดามีสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของเขาด้วย

ชายหนุ่มรู้ว่าข้อเสนอของเขา เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเธอและครอบครัว เนตรลดากลับปฏิเสธทันควัน ทว่าบิดาของเธอที่กำลังป่วยหนักกลับคิดตรงกันข้าม หญิงสาวจึงจำใจยินยอมทำตามคำอ้อนวอนของบิดา ที่กำลังจะสิ้นใจเพราะโรคร้าย เธอก็ยังไม่ยอม
จัดงานแต่ง อ้างว่าบิดากำลังป่วยอยู่ไม่ควรจัดงานรื่นเริง บิดาของเธอจึงขอร้องให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาไว้ก่อน เนตรลดาเห็นว่าเป็นการขอครั้งสุดท้ายของบิดา เธออยากให้ท่านมั่นใจว่าจันทร์ดาวรีสอร์ตยังเป็นของครอบครัวอยู่ จึงยินยอมจดทะเบียนสมรสกับเขาอย่างไม่มีข้อแม้

ครั้นบิดาเสียไปนานถึงหกเดือนแล้ว เธอก็ยังไม่ยอมจัดพิธีแต่งงานกับเขาเสียที หนำซ้ำยังเอ่ยเรื่องการหย่า ในวันที่อานัชถูกทำร้ายร่างกายเจียนตาย!

โอ๊ย...ริศหิวข้าวแล้วล่ะเนตร ตอนเที่ยงมัวแต่ยุ่งกับคดีจนกินข้าวไปนิดเดียวเองน้ำเสียงออดอ้อนนั้นทำให้อานัชหลุดจากภวังค์ ทันใดเขาก็ตระหนักว่ากำลังนั่งเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่เป็นภรรยาตามนิตินัยกับเพื่อนหนุ่มคนสนิทของเธอ!

งั้นเนตรไปบอกให้ป้าแจ่มตั้งโต๊ะให้นะหญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้ม ทำให้ดวงตาเรียวกว้างของเธอ ไม่ต่างจากดอกไม้ที่เจิดจ้าเบิกบาน

งั้นริศไปช่วยป้าแจ่มจัดดีกว่ามาริศบอกด้วยท่าทีกระตือรือร้น

ตามใจริศสิ...”

ไปทานข้าวกันเถอะคุณนัชก่อนออกจากห้องนั่งเล่นมาริศเอ่ยชวนเขา ราวกับตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน มันทำให้เลือดในกายของชายหนุ่มร้อนระอุขึ้นทันที...มันจะมากไปแล้วนะ...เขาเป็นเจ้าของบ้านและเป็นเจ้าของผู้หญิงที่หมอนั่นจับมือเดินออกจากห้องนั่งเล่นเมื่อครู่นี้ด้วย!

สงสัยว่าเขาจะปล่อยไว้อย่างนี้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ชายหนุ่มก็ไม่สนอีกต่อไป...ในยามนี้จะต้องทำให้มาริศรับรู้...ว่าเขาต่างหากคือคนที่มีสิทธิ์ในตัวเนตรลดา เขาจะใช้สิทธิ์นั้นอย่างคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป รวมทั้งหัวใจที่ถูกย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี!

 

อานัชมองเนตรลดาอย่างเคืองแค้น ที่เห็นเธอตักอาหารใส่จานให้มาริศอย่างเอาใจ ชายหนุ่มรู้เธอไม่ได้ทำเพื่อประชดเขา เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้สำคัญกับเธอขนาดนั้น เธอทำ...เพราะเป็นสิ่งที่เนตรลดาปฏิบัติต่อมาริศเสมอมาต่างหาก ส่วนอีกฝ่ายก็ตักอาหารใส่จานให้เธอกลับ ทำราวกับเขาเป็นเพียงคนนอก ไม่ใช่เจ้าของบ้าน ไม่ใช่สามีของหญิงสาว ที่มาริศกำลังยิ้มหัวด้วยอย่างมีความสุข

คุณนัชทานน้อยจังครับมาริศเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร เมื่อเห็นเขาวางช้อนส้อมบนขอบจาน ก็จะให้เขากระเดือกลงได้ยังไง เห็นภรรยากับผู้ชายอื่นตักอาหารให้ เอาอกเอาใจกันจนออกนอกหน้าแบบนี้

ตั้งแต่วันที่ผมถูกปล้นวันนั้น ผมก็ทานมื้อเย็นน้อยลง เน้นออกกำลังกายเยอะๆ จะได้แข็งแรงกว่าเดิม เวลาเกิดเรื่องไม่คาดฝันจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นน้ำเสียงเขาเข้ม แววตาเย็นชาทอดมองไปยังเนตรลดาอย่างจับสังเกตท่าทีของเธอ

เสียดายเหมือนกันนะครับ คุณนัชจำหน้าตาคนร้ายไม่ได้ ไม่ยังงั้นคุณนัชคงไม่เจ็บตัวฟรีแบบนี้มาริศเอ่ยอย่างเห็นใจในความโชคร้ายของชายหนุ่ม ผู้เป็นสามีเพียงแต่ในนามของเพื่อนสาว

นั่นน่ะสิ...โจรเดี๋ยวนี้มันฉลาดมากขึ้น เวลาจะปล้น มันยังคลุมหน้าเป็นไอ้โม่ง ไม่ก็สวมหมวกกันน็อกชนิดปิดหน้าตามิดชิด

แต่ก็ยังดีนะครับ วันนั้นมีคนมาเห็นเสียก่อน คุณนัชเลยไม่เสียของมีค่าอะไรมาริศพูดพลางตักอาหารใส่จานเนตรลดา

ใช่...ไม่เสียชีวิตด้วย คดีอย่างนี้คงมีเยอะสิครับ

ก็พอควรครับ แต่ก็อย่างว่าผู้ร้ายสมัยนี้ฉลาดนัก จับไม่ได้ง่ายๆ หรอก ตำรวจเลยต้องทำงานหนัก แต่ส่วนใหญ่ก็คว้าน้ำเหลว สุดท้ายก็ถูกประชาชนด่าว่าตำรวจโง่ไม่ทันผู้ร้ายผู้กองหนุ่มพูดอย่างปลงๆ

อานัชหัวเราะเสียงขื่นกับถ้อยคำของร้อยตำรวจเอกมาริศ เพื่อนชายคนสนิทของภรรยาแต่ในนามของเขา

ขอตัวนะครับ...” อานัชไม่อาจทนมองภาพตรงหน้าอีกต่อไป

ตามสบายครับมาริศเอ่ยตอบ ในขณะที่เนตรลดาไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ

++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

176 ความคิดเห็น

  1. #121 oนิลไพลินo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2552 / 12:55
    นิลแวะมาพิสูจน์อักษรให้พี่จูนิค่ะ

    ผัดซีอิ้ว > ผัดซีอิ๊ว
    มะเร็งปอดขั้นสุดท้าย > เปลี่ยนเป็น ระยะสุดท้าย น่าจะดีกว่านะคะ
    เมื่อครั้น > ถ้าเป็นคำซ้อนอาจใช่ แต่ถ้าใช้ในความหมายว่า เมื่อคราว เมื่อตอน ควรใช้ เมื่อครั้ง นะคะ
    ตบแต่งภายใน > ตกแต่งภายในค่ะ ตบแต่งเป็นคล้าย ๆ การแต่งงาน
    ก่อนที่อานัสจะถูกทำร้าย > ก่อนที่อานัชจะถูกทำร้าย
    อานัสก็โกรธ > อานัชก็โกรธ
    เพียงเพื่อจะอยาก > เำพียงเพื่ออยากจะ
    จานผัดซีอิ้ว > จานผัดซีอิ๊ว
    ตบแต่งให้ทันสมัย > ตกแต่งให้ทันสมัย
    ตบแต่งใหม่ > ตกแต่งใหม่
    แต่เมื้อเย็น > แต่มื้อเย็น
    กล้าเนื้อต้นแขน > กล้ามเนื้อต้นแขน
    กางเกงยีนส์ > กางเกงยีน
    ยังงั้นใช่มั้ย > อย่างนั้นใช่มั้ย น่าจะดีกว่านะคะ
    ตะเวนชายแดน > ใช้ได้แต่ไม่ค่อยมีใครใช้นะคะ ส่วนมากใช้ ตระเวนชายแดน
    รอดตายอย่างหงุดหงิด > หวุดหวิด รึเปล่าเอ่ย
    มเกรี้ยม > มเกรียม
    ทุกอย่างได้เปลี่ยนอานัสไปแล้ว > อานัช
    มัณฑนากรตบแต่งเรือนหอ > มัณฑนากรตกแต่งเรือนหอ
    ตบแต่งเรือนหอของกรกนก > ตกแต่งเรือนหอของกรกนก
    อานัสนึกท้อ > อานัชนึกท้อ
    หวังจะลืมเนตลดา > หวังจะลืมเนตรลดา
    อานัสพูดเสียงดังลั่น > อานัชพูดเสียงดังลั่น

    เจอแค่นี้ค่ะ
    ไว้นิลจะมาสแกนให้ใหม่นะคะ^^
     
    #121
    0
  2. #40 pixie (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กันยายน 2552 / 02:46
    โดนทำร้ายจน(เกือบ)ตาย ... เมื่อครัน(ครั้น)บิดาเสีย...

    เจอที่สะดุดตาอยู่ 2 จุดค่ะ
    #40
    0
  3. #19 Qantas (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กันยายน 2552 / 23:04
    เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะเนื้อหาน่าสนใจดี
    #19
    0