คทาแห่งเซราพริส (ฉบับแปลไทย)

ตอนที่ 4 : สนธนากับสาวติสแตก แถมเป็นผู้ใช้เวทย์อีกด้วยนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    26 ธ.ค. 59

II

สนธนากับสาวติสแตก 

แถมเป็นผู้ใช้เวทย์อีกด้วยนะ

คนอังกฤษ แอนนาเบธคิด แต่เธอไม่มีเวลาจะครุ่นคิด

       เจ้าหมาลูกอ๊อดกับเจ้าปูยืนอยู่ตรงกลางของตู้รถไฟประมาณ 15 ฟุตห่างจากเธอ กำลังมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ และตอนนี้พวกมันคงจะหายจากอาการช็อค

       เจ้าหมาหอราวกลับเสียงร้องแห่งชัยชนะ เหมือนมันจะบอกว่า ฉันเจอนายแล้วและทั้งสองก็พุ่งเขาหากัน

       หยุดพวกมันแอนนาเบธตะโกน

       เธอกระโดดไปที่หลังเจ้าปู ขาหน้าของมันยวบลงด้วยน้ำหนักทีเพิ่มขึ้น

       เด็กผู้หญิงคนนั้นตะโกนคำอะไรบางอย่าง มาร์


       และอักษรเฮียโรกลิฟฟิกสีทองก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

       เจ้าหมาเซหงายหลัง มันอาเจียนเหมือนกับกินลูกบิลเลียนเข้าไป แอนาเบธควบคุมเจ้าปูอย่างยากลำบาก เจ้าอสุรกายนั้นมีน้ำหนักมากว่าเธอถึงสามเท่า มันดันตัวเองขึ้นด้วยขาหน้า และพยามสลัดเธอให้หลุด หัวทั้งสองของมันพยามจะเขมือบเธอ

 โชคดีที่เธอเคยขี่ม้าเปกาซัสที่ดุร้ายมกาๆมาจากค่ายเลือดผสมแล้ว เธอพยามจะทรงตัวในระหว่างที่กำลังถอดกระเป๋าเป้ออก แล้วเธอก็เหวี่ยงกระเป๋าเป้ที่เต็มไปด้วยหนังสือสถาปัตยกรรมของเธอลงไปที่หัวเจ้าสิ่งโต จากนั้นเธอก็ขดสายหนังบนไหล่ของเธอเป็นห่วงคล้องเจ้าหมาป่าและดึงมันไว้

ในขณะที่รถไฟวิ่งพุ่งออกไปสู่แสงอาทิตย์ มันกระตุ๊กรัวจากการที่กำลังขึ้นสู่สาบควินส์ ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างที่แตกและเศษกระจกก็ส่องแสงประกายอยู่ตรงข้ามที่นั่ง

ตรงหางตางเธอ แอนนาเบธเห็นเจ้าหมาดำสลัดอะไรบางอย่างที่ขย้อนออกไป มันพุ่งเข้าใส่สาวคาราเต้ผู้หวดบูมเมอรแรงงาช้างของเธอ และระเบิดเจ้าอสุรกายด้วยแสงสีทอง

แอนนาเบธอยากให้เธอใช้แสงสีทองบ้าง ทั้งหมดที่เธอมีคือกระเป๋าของเธอ เธอทำอย่างดีที่สุดก็คือปรามเจ้าปูเอาไว้ แต่สัตว์ประหลาดดูเหมือนจะแข่งแกร่งในชั่ววินาที แสงสีแดงจากตัวมันทำให้แอนนาเบธอ่อนแรง เธอรู้สึกเหมือนมีขนมาขัดในหัวและมันทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด

เธอต่อสู้กับเจ้าอสุรกายอย่างไม่คำนึงถึงเวลา สิ่งเดียวที่เธอรู้ก็คือ ถ้ามันรวมร่างกันเธอแย่แน่ๆ

เจ้าหัวหมาพุ่งใส่สาวคาราเต้อีกครั้งจนเธอล้มลงไป แอนนาเบธเสียสามาธิและถูกเหวี่ยงลงจากตัวเจ้าอสุรกายที่เธอเกาะอยู่ เธอตกลงมาหัวกระแทกกับขอบที่นั่งและได้ยินเสียงคำรามแห่งชัยชนะของมัน

คลื่นร้อนสีแดงแผ่ออกมาจากรถไฟ แอนนาเบธถูกเหวี่ยงออกมาในสภาพไร้น้ำหนัก

ลุกขึ้นเร็วเราต้องรีบไปจากที่นี้เด็กผู้หญิงพูด

แอนน่เบธลืมตาขึ้น รู้สึกเหมือนโลกหมุน เธอได้ยินเสียงรถฉุกเฉินมาจากทีไกลๆแอนนาเบธนอนราบกลับพื้นเต็มไปด้วยวัชพืชหนาม เธอพยามตะแคงตัวและลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ ความรู้สึกนี้มันเหมือนโดนตะปูร้อนตอกแล

แต่มองในแง่ดีเธอรอดมาได้ก็โชคดีแล้ว เพราะมองไปห้าสิบเมตร รถไฟหลุดออกจากราง ล้มลงอย่างยัยเยินเหมือน ความเสียหายนั้น ทำให้เธอนึกถึงดราคอนที่นอนขดตัวไปมา (แย่ก็ตรงที่เธอเคยเห็นสภาพแบบนั้นมาแล้ว)

แอนนาเบธไม่พบผู้บาดเจ็บ หวังว่าพวกมนุษย์จะหนีไปได้นะ เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้มันใหญ่ ม-โห-ฬารเลย

แอนนาเบธนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธออยู่หาด rock way ถัดไปทางซ้ายประมาณ 3 ฟุตคือพื้นที่ว่างเปล่ามีรั้วลวดขดนำทางไปถึงหากทรายสีเหลืองที่เต็มไปด้วยขยะและจุดสีดำ น้ำทะเลหมุนวนใต้ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ

มองไปทางขวาของเธอคือตึกเก่าๆเรียงกันอยู่ ความเก่าของมันทำให้อาคารเหล่านี้ทเหมือนทำมาจากกล่องกระดาษที่นำมาต่อกัน

ยู้ฮูสาวคาราเต้เดินเข้ามาเขย่าไหลแอนนาเบธ ฉันรู้ว่าเธอกำลังช๊อค แต่เราต้องรีบแล้ว ฉันไม่อยากตอบคำถามพวกตำรวจว่าจูงอะไรมา

เธอขยับไปทางซ้าย ข้างของเธอมีสัตว์ประหลาดหมาลาบาร์ดอร์สีดำล้มลงอยู่ มันมีสภาพเหมือนปลาที่ถูกจับขึ้นบกเลย

ปากของมันโดนครอบตระก้อไว้ พร้อมสายรัดจูงด้วยเชือกแสงสีทอง แอนาเบธมองดูเด็กผู้หญิงคนนี้ รอบคอบของเธอคือสร้อยโซ่เรืองแสง ที่มีเครื่องรางสีเงิน สัญลักษณ์       เหมือนอังค์ของชาวอียิปต์พันกับคุกกี้ขนมขิง


ข้างๆเธอมีไม้ง่ามพร้อมบูมเมอรแรงงามช้าววางอยู่ ทั้งสองถูกสลักด้วยตัวอักษรภาษาอียิปต์และภาพสัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกๆนั้น เธอแน่ใจว่ามันไม่ได้มาจากตำนานกรีก

“เธอเป็นใครกันเหรอ” แอนนาเบธถามเด้กผู้หญิงคนนั้น

“ปกติแล้ว ฉันจะไม่บอกชื่อของตนเองหรอกนะ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของเวทย์มนต์ แต่...สำหรับผู้หญิงที่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดด้วยกระเป๋าฉันคงต้องยอมรับ” เด็กหญิงตอบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

“ฉันเซดี้ เคน” เธอยื่นมือมาให้แอนนาเบธ

“แอนนาเบธ เชส”ทั้งสองจับมือทักทายกัน

“ยินดีที่ได้รู้จัก แอนนาเบธ” เชดี้พูด “ฉันว่าตอนนี้เราพาหมาไปเดินเล่นดีไหม”

ทั้งคู่เดินทางได้ทันเวลาพอดี เพราะเมื่อผ่านไปไม่กีนาที รถฉุกเฉินและคนแถวนั้นเริ่มมารุมซากรถไฟ แอนนาเบธรู้สึกไส้และเห็นสีแดงเป็นจุดๆผ่านตานไปมา แต่เธอก็ช่วยเซดี้ลากหางของหมายักษ์ตัวนี้กลับไปที่ชายหาด

เซดี้ดูเหมือนจะมีความสุขในการลากเจ้าสุนัขปีศาจนี้ผ่านเศษแก้วและหินบนทรายตามทาง แสงสีแดงของมันสว่างกว้างเดิม ขณะที่แสงจากเชือกเริ่มสลัวลง

โดยปกติแล้วการเดินเล่นบนชายหาดเป็นสิ่งที่แอนนาเบธชอบ เพราะทะเลมักทำให้เธอนึกถึงเพอร์ซี่ย์ แต่ตอนนี้เธอทั้งหิวและเหนื่อย เป้ของเธอก็หนังอึ้ง แถมเวทย์มนต์จากหมายักษ์ยังทำให้เธอรู้สึกไม่ดีอีกด้วย

อีกอย่างซากความเสียหายจากพายุเฮอร์รีเคนเมื่อหลายปีก่อนยังชัดเจนอยู่ ตึกที่มองไปทางไหนก็พบแต่ซากพุพัง หน้าต่างที่มีแผ่นไม้ปิดกับกำแพงกันลมก็เต็มไปด้วยสีพ่นสเปรย์ เศษยางมะตอยและเหล็กเกลื่อนกลาดเป็นขยะเต็มหาด

เสาของสะพานที่ยื่นออกไปที่ทะเล ทะเลก็กัดเซาะชายฝั่งอย่างไม่พอใจเหมือนจะบอกว่า ‘ระวังให้ดีและฉันจะกลับมา’

ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงรถขอสยไอศคริมเก่าๆคันหนึ่ง ประมาณอีกครึ่งของรถจมอยู่ในกองทราย ภาพขนมจางๆบนรถให้ท้องของแอนนาเบธร้องขึ้นมาทันที

“ฉันต้องพักแล้วละ” แอนนาเบธบ่นออกมา เธอวางหางของเจ้าหมา เดินเซไปที่รถแล้วทิ้งตัวนั่งพิงประตู เซดี้นั่งไขว้ห้างอยู่ตรงข้ามกับเธอแล้วนำขวดยาเซรามิกที่มีจุกปิดออกมาจากกระเป๋าของเธอ

“นี่”เธอยื่นขวดยาให้แอนาเบธ “เครื่องดื่มอร่อยๆ”

แอนนาเบธมองขวดยานั้นด้วยความระมัดระวัง มันรู้สึกอุ่นๆหนักๆเหมือนกาแฟร้อน “เอ่อ...นี่มันคงไม่ปล่อยแสงสีทองระเบิดใส่หย้าฉันใช่ไหม”

“ไม่ใช่...นี่มันยารักษาต่างหาก” เธอว่า “แจซ เพื่อของฉันต้มยาเก่งที่สุดในโลกเลยละ”

แอนนาเบธลังเล เธอเคยลองยาพวกนี้จากเด็กบ้านเฮคาที มันเหมือนกับซุปฟองสีเขียวๆปุดๆออกมาจากผิวน้ำ ดูแล้วมันไม่เหมาะกับมนุษย์กึ่งเทพเลย แต่ยานี้เธอมั่นใจไม่ได้ทำมาสำหรับมนุษย์กึ่งเทพแน่ๆ

“ฉันคิดว่าไม่ควรลองนะ....ฉันไม่เหมือนเธอ” แอนนาเบธบอก

“ไม่มีใครเหมือฉันหรอก” เซดี้เห็นด้วย “ความสุดย้อนของฉันมันเด่นเลยละ แต่ถ้าเธอหมายถึงไม่ใช่ผู้ใช้เวทย์ อืม...ปกติแล้วพวกเราจะใช้ไม้ง่ามกับคทาในการต่อสู้”

“แต่ยาของฉันน่าจะใช้กับเธอได้นะ เธอสู้กับสัตว์ประหลาดรอดจากรถไฟ ฉันว่าเธอไม่ธรรมดา” เธอพูดต่อ

แอนนาเบธหัวเราะเบาๆ ความมั่นใจของเซดี้ทำให้เธอรู้สึกสดชื้น “อืม...ก็...ฉันไม่ใช่คนธรรมดาหรอก ฉันเป็นมนุษย์กึ่งเทพ (Demigod)” เธอตอบ

“อ่า” เธอเคาะนิ้วกับคทาโค้ง “ขอโทษ...ฉันไม่เห็นจะเคยได้ยินคำนั้นมาก่อนเลย เทพปีศาจเหรอ (Damon-God)”

“มนุษย์กึ่งเทพนะ” แอนนาเบธแก้ “ครึ่งเทพครึ่งมนุษย์”

“อ้อ...ตกลงว่า” เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกและดูผ่อนคลาย “ฉันเป็นร่างทรงให้กับเทพีไอซีสอยู่สองสามครั้ง ใครเพื่อนคนพิเศษของเธอเหรอ”

“ร่างทรง....ไม่ฉันใช่ร่างทรงของใครนะ แม่ของฉันเป็นเทพเจ้ากรีก เทพีอธีน่า”

“แม่ของเธอ”

“ใช่”

“เทพี...เทพเจ้ากรีก” 

“อืม” เธอสังเกตว่าเพื่อนใหม่ของเธอหน้าซีด “ฉันเดาว่าเธอคงไม่มีเรื่องอะไรแบบนี้สินะ...เธอมาจากไหนเหรอ”

“บรู๊คลิน” แซดี้รำพึง “ไม่...ไม่คิดว่างั้น หรือลอยดอนหรือลอสแองเจลีส ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยเจอมนุษย์ครึ่งเทพกรีกในที่เหล่านั้น แต่...สำหรับคนที่ยุ่งเกี่ยวกับลิงบาบูนเเวทย์มนต์ เทพเจ้าแมว แล้วคนแคระใส่กางเกงใน คงไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่” 

“คนแคระใส่กางเกงใน” แอนนาเบธไม่แน่ใจว่าได้ยินทุกไหม

“อืม....” เธอมองไปที่เจ้าสัตว์ประหลาดนั้น “ประเด็นก็คือ หลายเดือนก่อนแม่ของฉันเตือนมาว่าให้ระวังเทพจากแดนอื่นและเวทย์มนต์แบบอื่นๆ”

ขวดแก้วของแอนนาเบธร้อนขึ้น “เทพองค์อื่น เธอพูดถึงไอซิสนางเป็นเทพอียิปต์ แต่....นางไม่ใช่แม่ของเธอ”

“อืม...ใช่นางคือเทพอียีปต์” เซดี้ตอบ “แต่นางไม่ใช่แม่ฉัน แม่ฉันเป็นผี แบบว่า...แม่เป็นผู้ใช้เวทย์ในเคหาสน์แห่งชีวิตเหมือนกับฉัน หลังจากนั้นแม่ก็เสียชีวิตลง...แล้ว”

“เดี่ยวนะ” หัวของแอนาเบธหมุนติ้ว เธอนึกไม่ออกว่าจะมีอะไรที่ทำให้เธอแย่กว่าการยกขวดดื่มนา เธอคิดว่ามันมีรสชาติเหมือนซุปวัว แต่จริงๆแล้วมันเหมือนกับน้ำแอบเปิลอุ่นๆมากกว่า ทันที่ที่เธอดื่มตาของเธอก็เห็นชัดขึ้น ท้องเธอเริ่มหายจากการคลื่นไส้

“ว้าว” เธออุทาน

“บอกแล้ว” เซดี้ยิ้ม “แจซเป็นนักปรุงยาที่เก่งเลยละ”

“เธอกำลังจากบอก....คฤหาสน์แห่งชีวีต.....เวทย์มนต์อียิปต์ ก็เหมือนกับเด็กที่แฟนฉันเคยเลยนะสิ”

เซดี้หุบยิ้ม“แฟนของเธอเคยเจอคนที่เหมือนฉันเหรอ....ผู้ใช้เวทย์คนอื่นเหรอ”

ห่างออกไปเล็กน้อยเจ้าหมากำลังคำรามและกำลังดิ้น เซดี้ดูไม่กังวล เลย แต่แอนนาเบธเป็นห่วงแสงของเชื่อกที่เริ่มหรี่ลง

“เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน” แอนนาเบธพูด “เพอร์ซียืเล่าเรื่องเหลือเชื่อให้ฟัง เขาเจอเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ทางตะวันตกของอ่าวมอริช เด็กผู้ชายคนนั้นช่วยเขาต่อสู้กับปีศาจจระเข้ยักษ์ และร่ายอักษรฮียโรกรีฟฟิกใส่มัน”

“บุตรแห่งโชเบ็ค” เซดี้พูด “แต่พี่ชายของฉันต่อสู้กับเจ้านั้น เขาไม่พูดอะไรเกี่ยวกับ...”

“พี่ชายของเธอชื่อคาร์เตอร์รึเปล่า” แอนนาเบธถาม

รังสีออร่าแห่งความโกธรเกรี้ยวส่องอยู่รอบหัวของเซดี้ มันมาจากรังสีอักษรเฮียโรกรีฟฟิคคล้ายคนหน้าบึ้ง กำปั้นและก้างปลาที่ตาย”

เซดี้คำราม “สำหรับตอนนี้ พี่ชายของฉันชื่อกระสอบและดูเหมือนเขาจะไม่ได้บอกฉันทุกอย่างนะ”

“อ่า” แอนนาเบธต้องสู้กับแรงกระตุ้นที่อยากถอยห่าง เธอกลัวว่าอักษรพวกนั้นจะระเบิดใส่หน้าเธอ “มันอึดอัดนะ...โทษที”

“ไม่เป็นไรหรอกเธอไม่จำเป็นต้องขอโทษ” เธอพูด “ฉันดีใจมากที่จะได้ตบมันใส่พี่ชายของฉัน แต่ก่อนหน้านั้น บอกทุกอย่างที่ฉันรู้เกี่ยวกับตัวเธอ มนุษย์กึ่งเทพกรีก อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเพื่อหมาปีศาจตนนี้”

แอนนาเบธบอกทุกอย่างที่เธอรู้ ปกติเธอจะไม่เชื่อใจใครง่ายๆแต่เธอมีประสบการณ์ในการอ่านคนมาเยอะ เธอชอบเซดี้ทันที่ที่เธอพบ รองเท้า ผมไฮไลนท์สีม่วง ลักษณะท่าทาง ประสบการร์ของแอนนาเบธบอกว่าคนทีถือไม่ได้มักไม่ค่อยพุดเรื่องตบใครต่อหน้าคนอื่นหรอก พวกเขาคงไม่ยื่นเข้าช่วยคนหมดสติและยื่นยารักษาให้หรอก

แอนนาเบธอธิบายถึงค่ายเลือดผสม เล่าประสบการณ์บางส่วนถึงการผจญภัยของการต่อสู้ของเหล่าเทพเจ้า ยักษ์และพวกไททัน เธออธิบายถึงการเห็นเจ้าสัตว์ประหลาดสิงโต-หมาป่า-ปูและตัดสินใจตามมันมา

“จากนั้นฉันก็มาอยู่ตรงนี้” แอนนาเบธสรุป

เซดี้ปากสั่นเธออยากจะตะโกนหรือไม่ก็ร้องไห้ แทนที่จะเป็นอย่างนั้นเธอกลับหัวเราะออกมา

แอนนาเบธขมวดคิ้ว “ฉันพูดอะไรตลกเหรอ”

“ไม่...ไม่เลย” เซดี้ตอบ “แบบว่า...มันตลกนิดหน่อย หมายถึง เรานั่งอยู่ตรงนี้ คุยเรื่องเทพเจ้ากรีกและค่ายสำหรับมนุษย์กึ่งเทพ และ...”

“ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง”

“โอ้...ฉันเชื่อเธอมันตลกเกินไปที่จะไม่ใช่เรื่องจริง” เธอบอก “เหมือนกับว่ายิ่งผ่านไปโลกของฉันชักจะแปลกขึ้นเรื่อยๆ ฉันคิดว่า ‘ตกลงเราแปลกสุดแล้ว อย่างน้อยฉันก็รู้ขอบเขตของมัน’ อย่างแรกฉันพบว่าตนเองและพี่ชายเป็นผู้สืบเชื้อสายของฟาร์โรห์และมีเวทย์มนต์  ได้...ไม่มีปัญหา จากนั้นพ่อของพวกเราก็ผสานวิญาณกับโอซีริสกลายเทพแห่งความตาย จากนั้นอาของฉันก็กลายเป็นอัคราจารย์ผู้ดูแลเคหาสน์และผู้ใช้เวทย์ทั่วโลก และฉันพบว่าแฟนของฉันผสานร่างเป็นเป็นลูกครึ่งคนอมตะของเทพเจ้างานศพ ฉันคิดว่า ‘โอเค...ใจเย็นและสู้ต่อไป’ ฉันปรับตัวได้แล้ว แต่เธอก็มาปรากฏตัวในวันพฤหัสโดยบังเอิญว่า บราๆๆๆ และเธอก็พูดว่า โว้ๆ...จะว่าไปแล้วนะเทพเจ้าอียิปต์เป็นแค่ส่วนหนึ่งในจักวาลเล็กๆที่ไร้สาระนี้ เรายังมีเทพเจ้ากรีกให้ต้องกังวลอีกด้วย เย้”

แอนนาเบธไม่สามารถจะตามทุกอย่างทัน แฟนที่เป็นเทพงานศพหรือ แต่เธอต้องยอมรับว่าการหัวเราะมันดีกว่าการร้องไห้เป็นไหนๆ

“โอเค”เธอยอมรับ “มันอาจจะฟังดูบ้าๆ แต่มันก็สมเหตุสมผลดี ครูของฉันไครอน บอกกับฉันว่าเทพเจ้าในตำนานเหล่านั้นเป็นอมตะก็เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสายใยแห่งอารยธรรม ถ้าเทพเจ้ากรีกสามารถคงอยู่ได้นับพันปี แล้วทำไมเทพเจ้าอียิปต์จะอยู่ไม่ได้ละ”

“น่ายินดีจริงๆ” เซดี้เห็นด้วย “แล้ว...เอ่อ...หมาน้อยตัวนี้ละ” เธอหยิบเปลือกหอยเล็กๆและโยนหัวมัน เจ้าลาร์บาร์ดอร์คำรามอย่างไม่พอใจ

“ในช่วงเวลานั้นมันยังอยู่บนโต๊ะห้องสมุด มันเป็นรูปปั้นไร้พิษภัย พวกเราคิดว่ามันเป็นชิ้นส่วนของอะไรบางอย่าง และมันก็เกิดมีชีวิตขึ้นมา มันหนีออจากเคหาสน์บรูกลิน ทำลายเวทย์มนต์ของเรา ไถตัวลงฝูงนกเพนเกวินของฟีลิกส์และผ่านมนต์ของฉันไปราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น”

“ฝูงนกเพนเกวินเหรอ” แอนนาเบธส่ายหัว “ลืมที่ฉันถามไปเถอะ”

เธอสังเกตดูพฤติกรรมของมันในระหว่างที่มันดึงเชือกจนตึก อักษรกรีกและอียิปต์ส่องแสงสีแดงอยู่รอบๆราวกับมันจะสร้างสัญลักษณืแบบใหม่ เป็นข้อความที่แอนนาเบธอ่านออกว่า

“เชือกนั้นจะถือไหม?” เธอถาม “มันดูเหมือนอ่อนกำลังลดลง”

“ไม่เป็นไร”เซดี้รับประกัน “เชือกนี้มีไว้สำหรับเทพเจ้า และไม่ใช่เทพองค์เล็ก ความคิดเธอก็ดีเป็นพิเศษเลยละ”

“อืม...โอเค เธอบอกสุนัขคือส่วนของรูปปั้น มีแนวความอะไรเกี่ยวกับรูปปั้นบ้างไหม”

‘‘ไม่มี” เซดี้ยักไหล่. “คีโอ บรรณารักษ์ของเรา, กำลังวิจัยสิ่งนั้น เธอมีคำถามแต่ฟีโด้ก็ตื่นเสียก่อน”

 

“เจ้าสัตว์ประหลาด หมาป่า-สิงโตพวกนี้มันต้องการเชื่อมต่อสู่บางสิ่งบางอย่าง   ฉันเอ๊ะใจ ฉันว่าพวกมันเคยหลอมรวมเข้าด้วยกันและเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พวกมันขึ้นรถไฟมาเพื่อค้นหาบางอย่าง บางทีอาจจะเป็นเจ้าสุนัขตัวนี้”

เซดี้แตะสร้อยคอของเธอ “สัตว์ประหลาดกับ 3 หัว: สิงโต, 

หมาป่าและสุนัข ออกมาจากไม้เท้า... รูปเป็นกรวยนั้นคืออะไร?  เปลือกหอยหรือว่าประภาคาร

หัวของแอนนาเบธเริ่มติดอีกครั้ง ประภาคาร 

แอนนาเบธพยามเค้นจากหน่วยความจำที่ห่างเหินมานาน เธอเคยเห็นในหนังสือภาพวาด สัตว์ประหลาดที่มีรุปกรวย ที่คุณสามารถได้ถือความยิ่งใหญ่ไว้ในมือคุณ แต่ถ้าไฟฉายคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“สงสัยว่า” เธอเริ่มเข้าใจ “ฉันจำไม่ค่อยได้แล้วฉันเคยอ่านเจอเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์หนึ่ง ที่มีสัตว์สามหัวเป็นสัญลักษณ์ของเขา เขา...เป็นชาวกรีก ไม่สิฉันคิดว่าบางที่เขาอาจจะเป็นชาวอียิปต์ด้วย”

“เมืองอเล็กซานเดรีย”เซดี้พูดขึ้น

แอนนาเบธมองเธอ “เธอรู้ได้ไง”

“ก็นะฉันไม่ค่อยบ้าประวัติศาสตร์เหมือนพี่ชายหรอก แต่ฉันพอจำได้ว่า อเล็กซาเดรียเป็นหลวงที่เคยของอียิปต์ที่ปกครองของโดยชาวกรีกชื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ใช่ไหมละ”

แอนนาเบธหน้า “ถูกต้องพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชชนะศึกที่อียิปต์ หลังจากเขาตาย พระเจ้าปโตเลมีก็ปกครองชาวอียิปต์หลายปี เขาต้องการให้ประชาชนชาวอียิปต์ยอมรับเขา ดังนั้นเขาจึงทำการรวมเทพเจ้ากรีกและเทพอียิปต์เข้าด้วยกันและเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่”

“เป็นสิ่งที่เลอะเทอะจริงๆ” เซดี้พูด “ฉันไม่ค่อยชอบเทพเจ้ารวมมิตรนี้เลย”

“แต่มีเทพเจ้าเพียงองค์เดียว....ฉันจำชื่อเขาไม่คอยได้ แต่สัตว์สามหัวเป็นสัตว์ศักดิ์ของเขา”

“ค่อนข้างจะศักดิ์สิทธิ์เลยที่เดียว” เซดี้บอก “ฉันไม่ค่อยอยากจะพบเจ้าหมอนี้ซักเท่าไหร่ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม”

“โอ้...เหล่าเทพเจ้า” แอนนาเบธนั่งลง “นั่นคือสิ่งที่มันตามหา มันแค่พยามจะรวมร่างอีกครั้งเพื่อกลับไปหาเจ้านาย”

เซดี้ขมวดคิ้ว“นั้นไม่ได้อยู่ในความกรุณาของฉัน แต่เราจะทำเพื่อความแน่ใจ”

เจ้าหมาปีศาจร้องโหยหวน เชือกวิเศษขาดทำให้ทรายสาดใส่ทั้งสองคน แรงระเบิดทำให้เซดี้บินข้ามเนินทรายเหมือนวัชพืช



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น