ตอนที่ 25 : ตอนที่ 13 ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 พ.ค. 62


ตอนที่ 13 ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้

 


            เมื่อสจ๊วตหนุ่มไม่ยอมลุกออกไปคนเจ้าเล่ห์จึงเริ่มใช้ความคิด แต่ยังไม่ทันเริ่มแผนกำจัดบุคคลที่ดูขัดหูขัดตาที่สุดในโรงอาหาร เสียงแอร์โฮสเตสสาวที่วีรวิทย์สั่งแกมบังคับให้ไปหลอกนันท์นภัสมาหาตนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา


            “น้องหนูๆ มีคนมาหา”


            “ใคร? ผู้หญิงหรือผู้ชาย?” วีรวิทย์ถามทันทีอย่างไม่ไว้ใจด้วยกลัวจะเป็นคนของเอมอุราที่ส่งมาทำร้ายนันท์นภัส แต่ท่าทางกระตือรือร้นขึงขังปกป้องหญิงสาวกลับทำให้คนมองนึกว่าเจ้าของสายการบินหนุ่มกำลังหึงจนหน้ามืดโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม โดยเฉพาะเดชาที่หนักใจเมื่อเห็นชายหนุ่มแสดงออกอย่างชัดเจนทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้ทำท่าทางเช่นนั้นลงไป


            “เอ่อ...ผะ ผู้ชายค่ะ” แป๋มบอกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทำเอาวีรวิทย์หน้าเครียดทันสีต่างจากนันท์นภัสที่มองแป๋มอย่างงอนๆ


            “แน่ใจนะว่าไม่ได้หลอกให้เราไปพบใครอีก” นันท์นภัสถามตรงๆ ก่อนปรายสายตามามองคนข้างๆ อย่างเคืองๆ หากวีรวิทย์กลับไม่คลายสีหน้าเคร่งเครียดง่ายๆ  


แป๋มยิ้มแหยทันทีเมื่อถูกถามเช่นนั้นต่อหน้าผู้บงการ แอร์โฮสเตสสาวเหลือบมองท่านประธานอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่แทนที่จะพูดอะไรบ้างวีรวิทย์กลับเงียบอย่างใช้ความคิด


            “จริงจ้าน้องหนู มีคนมาขอพบน้องหนูจริงๆ สีหน้าท่าทางเขาดูร้อนใจมากเลยนะ เราว่าน้องหนูรีบไปดูเถอะ ตอนนี้เขารอที่ล็อบบี้” แป๋มยืนยัน


            “ผมไปด้วย!” วีรวิทย์พูดขึ้นอย่างขันอาสา นันท์นภัสจึงปรายสายตามองคนจุ้นจ้านอย่างเบื่อหน่าย


            “ขอโทษนะคะท่านประธาน นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของดิฉัน” หญิงสาวบอกเสียงต่ำอย่างรำคาญใจหากวีรวิทย์หาได้สนใจไม่ ชายหนุ่มยังคงมองหญิงสาวอย่างเคร่งเครียดก่อนจะตัดสินใจฉุดมือนันท์นภัสลุกขึ้นแล้วลากออกไปโดยไม่คิดสนใจสายตาของใครสักนิด


            “ผมเป็นเจ้าของสายการบิน เป็นเจ้านายของคุณ มีสิทธิ์รู้ว่าใครเข้าออกบริษัท...และที่สำคัญ” ชายหนุ่มหยุดเดินเอาดื้อๆ หลังพาหญิงสาวออกมาจากกลุ่มเพื่อน สายตาคมจ้องมองใบหน้าบึ้งตึงหากแต่สวยงามไร้ที่ติอย่างจริงจัง “ผมเป็นสามีคุณ”


            “แค่สามีกำมะลอ เลิกมาอ้างโน่นอ้างนี่กับฉันได้แล้ว! คุณจะทำให้คนอื่นมองฉันเป็นผู้หญิงที่ใช้เต้าไต่ไปถึงเมื่อไร” หญิงสาวถามเสียงเครียดเช่นกัน วีรวิทย์จึงฮึดฮัดแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ


            “ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องสมมุติและก็ไม่คิดจะให้มันเป็นจริงหรอก...ก็แค่ไม่อยากให้มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นในบริษัท...คุณไม่คิดบ้างหรือไงน้องหนู ว่าคนที่มาพบคุณวันนี้อาจจะเป็นคนที่คุณเอมอุราส่งมาทำร้ายคุณก็ได้” ชายหนุ่มพูดจบก็จ้องตาเรียวสวยของหญิงสาวอย่างตั้งคำถามทำเอานันท์นภัสถึงกับอึ้งมองชายหนุ่มอย่างครุ่นคิดเพราะเพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ก็ตอนที่เขาพูดมานี่เอง และเพราะคำพูดเตือนสติที่แสดงถึงความเป็นห่วงนี่เองที่ทำให้หญิงสาวหลบสายตาชายหนุ่มอย่างรู้สึกผิดที่คิดว่าเขาต้องการก่อกวนเธอจนน่ารำคาญ


            “ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวบอกอย่างจำยอมหากแต่ไม่ยอมมองสบตาเพราะรู้สึกอับอายที่ต้องยอมอ่อนข้อให้คนเจ้าเล่ห์ เห็นแบบนี้แล้ววีรวิทย์ก็รู้ทันทีว่าแม่ตัวดีกำลังรู้สึกเสียฟอร์ม หากชายหนุ่มก็ไม่ว่าอะไรเพียงแค่ยิ้มในหน้าเล็กน้อยแล้วจูงมือเธอเดินออกไปจากโรงอาหารเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาของเดชามองตามไปอย่างเคลือบแคลงและใจหาย

 

++++++++++++


            ศักดิ์ชัยมีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้เจอหน้าลูกสาว ต่างจากนันท์นภัสที่มองอย่างอึ้งๆ ในวินาทีแรกที่พบกัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมองคนตรงหน้าที่เพิ่งรู้อย่างเงียบๆ ว่าแท้จริงแล้วเขาคือพ่อแท้ๆ ของเธอด้วยแววตาห่างเหิน ทำเอาความดีใจของศักดิ์ชัยค่อยๆ จางหายลงจนแทบไม่เหลือ หากแต่เขาก็ดีใจที่ลูกสาวเพียงคนเดียวยังปลอดภัยและไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่คิด ทว่าความตั้งใจที่จะบอกความจริงกับลูกสาวว่าเขาคือพ่อของเธอกลับค่อยๆ เลือนไปก่อนจะแทนที่ด้วยความไม่กล้าและกลัวเหลือเกินว่าเมื่อเธอรู้ความจริงแล้วจะเกลียดเขาเหมือนที่นันทินีเกลียด ศักดิ์ชัยมีแววตาหม่อนเศร้าลงทันทีเมื่อนึกถึงภรรยาอันเป็นที่รักที่ตายจากไปเพราะความเลวของเขา


            “พะ...เอ่อฉันเห็นหนูหายไปจากบ้านเลยเป็นห่วง ทำไมถึงไม่บอกใครล่ะน้องหนูว่าอยู่ที่ไหนทำอะไร รู้ไหมฉันเป็นห่วงหนูมากแค่ไหน” ศักดิ์ชัยเกือบเผลอเอ่ยคำว่าพ่อออกมาทำเอาคนที่พอจะเดาได้ว่าเขากำลังจะพูดอะไรถึงกับชาไปทั้งตัว แต่แล้วเขาก็ไม่พูดออกมาทำให้นันท์นภัสมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย หากหญิงสาวก็กลบเกลื่อนด้วยสายตาเย็นชาเช่นเดิม


            “ขอโทษค่ะคุณท่าน ช่วงนี้น้องหนูงานยุ่งเลยพักกับเพื่อนร่วมงานใกล้ที่ทำงาน...และคงจะไม่ได้กลับบ้านของคุณท่านบ่อยๆ อีกแล้ว เพราะน้องหนูไม่อยากให้ครอบครัวที่อบอุ่นของคุณท่านต้องแตกร้าวเพราะน้องหนูอีก หวังว่าคุณท่านคงเข้าใจนะคะ”


            “ไม่นะ ครอบครัวของเราจะไม่แตกร้าว ไม่มีใครมาว่าอะไรหนูทั้งนั้น หนูกลับไปอยู่ที่นั่นเหมือนเดิมเถอะนะ” ศักดิ์ชัยพูดเหมือนใจจะขาดเมื่อรู้ว่าลูกกำลังตีตัวออกห่างเพราะกลัวเขาทะเลาะกับเอมอุราหากนันท์นภัสกลับเมินหน้าหนี


            “ขอโทษนะคะคุณท่าน...ที่ผ่านมาน้องหนูทรมานใจมาตลอดที่เป็นต้นเหตุให้ครอบครัวคนอื่นไม่มีความสุข แต่เพราะคิดว่าคุณท่านมีบุญคุณท่วมท้น ให้ที่ซุกหัวนอน มีข้าวก้นครัวให้กิน น้องหนูจึงอยู่ที่นั่นได้...” หญิงสาวหันกลับมามองคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “แต่ความอดทนของคนมีขีดจำกัด และตอนนี้ความอดทนของน้องหนูก็ได้หมดลงแล้ว คงอยู่ทดแทนบุญคุณคุณท่านไม่ไหวเพราะไม่อยากทุกข์ใจจนตรอมใจตายเหมือนแม่!”


            คำพูดกระแทกใจทำเอาศักดิ์ชัยถึงกับอึ้งมองนันท์นภัสอย่างระแวงด้วยกลัวเธอจะรู้ความจริงและเกลียดเขาอย่างที่คาดเอาไว้ หากความขลาดก็ทำให้เขาไม่กล้าที่จะถามลูก


            “ฉัน...” ศักดิ์ชัยพูดไม่ออก นันท์นภัสจึงตัดบททันทีด้วยกลัวความน้อยใจที่พ่อแท้ๆ ไม่กล้าแสดงตนทั้งที่เธอพูดถึงขนาดนี้จะทำให้หญิงสาวร้องไห้ออกมา


            “ขอให้น้องหนูได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักพักเถอะค่ะ ยังไงที่นั่นก็ไม่ใช่บ้านของน้องหนู...แค่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่เท่านั้นที่ทำให้น้องหนูจดจำ...คุณท่านกลับไปเถอะค่ะ ขอบคุณมากที่เป็นห่วง”


วีรวิทย์ยืนมองอยู่ห่างๆ และลอบสังเกตอากัปกิริยาของคนทั้งสองเงียบๆ อย่างแปลกใจ โดยเฉพาะความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาทางสายตาของชายวัยกลางคนที่บ่งบอกว่ารักหญิงสาวเหลือเกิน และสายตาตัดพ้อของนันท์นภัสที่เขาเห็นแล้วรู้สึกแปลบๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก


            ศักดิ์ชัยรู้สึกเจ็บปวดเหลือจะกล่าวเมื่อรู้ว่าตนไม่ได้อยู่ในความทรงจำของลูกเลยแม้แต่น้อย...ก็ไม่แปลกที่นันท์นภัสจะรู้สึกแบบนี้เพราะตั้งแต่ลูกเกิดเขาไม่เคยไยดีเลยสักครั้ง แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกหน้าตาเป็นอย่างไร...มาเห็นลูกอีกครั้งนันท์นภัสก็อายุได้สามขวบแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ยังปิดหูปิดตาหาว่าเป็นลูกชู้ทั้งที่โครงหน้าของนันท์นภัสได้เขามาเต็มๆ โดยเฉพาะแววตา


            “ถ้าน้องหนูอยากมีเวลาเป็นส่วนตัวฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ไปพักกับเพื่อนที่พักเป็นยังไง ปลอดภัยหรือเปล่า สะดวกสบายแค่ไหน” ศักดิ์ชัยถามอย่างเป็นห่วงแต่กลับถูกตอกกลับจนแทบจุก


            “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ที่นี่ปลอดภัยและน่าอยู่กว่าเรือนคนใช้พอสมควร”


            ศักดิ์ชัยอึ้งไปอีกรอบยิ่งได้พูดคุยกับนันท์นภัสวันนี้ก็ยิ่งสะท้อนให้รู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย มัวแต่กลัวเอมอุราจนไม่กล้าปกป้องลูกของตัวเองอย่างชัดเจน สิ่งที่ลูกได้รับตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ดีเลยสักนิด ออกจะตามมีตามเกิดด้วยซ้ำไป


            วีรวิทย์ที่ยืนดูอยู่สักพักใหญ่เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มมีน้ำตาคลอนิดๆ ชายหนุ่มก็ถึงกับตกใจ แต่ก็ไม่แน่ใจกับภาพที่เห็นจึงขยับกายเข้าไปดูให้ชัดขึ้นและเมื่อมั่นใจว่าเขามองไม่ผิดชายหนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไปหาร่างบางอย่างปกป้อง


นันท์นภัสหันหลังขวับเพราะไม่ต้องการให้ศักดิ์ชัยเห็นความอ่อนแอเป็นจังหวะเดียวกับที่วีรวิทย์เดินเข้ามา ผู้เป็นพ่อจึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าลูกสาวเสียใจขนาดไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะการได้รับการยอมรับจากผู้เป็นพ่อ...ขอเพียงบอกกับเธอก็ยังดี ไม่ต้องบอกคนอื่นว่าเธอเป็นลูกก็ไม่เป็นไร


            “ผมเป็นเจ้าของสายการบินและตอนนี้ก็ได้เวลาทำงานแล้ว ขอตัวพนักงานไปทำงานก่อนนะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็ลากตัวนันท์นภัสไปทันทีโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคู่สนทนากำลังจะพูดอะไร และครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะยอมตามไปอย่างไม่ขัดขืนจนชายหนุ่มนึกแปลกใจในความผิดปกติ เมื่อเดินมาถึงมุมหนึ่งที่ปลอดคนวีรวิทย์จึงยอมปล่อยมือและหันกลับมามองคนตัวเล็กอย่างค้นหา


            “คุณเป็นอะไรน้องหนู...คุณมีอะไรกับผู้ชายแก่คราวพ่อคนนั้นใช่ไหม”


            “ฉันอยากอยู่คนเดียว” หญิงสาวบอกเท่านั้นก็ทำท่าจะเดินหนีหากวีรวิทย์กลับไม่ยอมง่ายๆ ตราบใดที่เขาไม่รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กเอาไว้อย่างรวดเร็วก่อนถามอย่างเป็นห่วง


            “บอกผมมาว่าเกิดอะไรขึ้น”





เสน่ห์เล่ห์ร้าย
ปัณฑารีย์
www.mebmarket.com
เมื่อมารดาของเขาพร้อมกับหญิงสาวรายหนึ่งและทนายความบุกเข้ามาในบ้านของ วีรวิทย์ กลางดึกหวังกำราบลูกชายจอมเจ้าชู้ด้วยการมัดมืดชกเขา จดทะเบียนสมรสกับหญิงสาวที่พามาด้วย แต่เรื่องนี้มันจะไม่เกี่ยวกับอะไรกับ นันท์นภัส เลย ถ้าคืนนั้นหญิงสาวไม่ได้บังเอิญอยู่ในที่เกิดเหตุจนเกิดเรื่องขึ้น “แกล้งเป็นเมียผมตบตาคุณแม่”มันคือประโยคคำสั่ง ไม่ใช่ประโยคขอร้อง และเธอกับเขามีข้อตกลงบางอย่างร่วมกันจึงต้องยอมตกเป็นเมียกำมะลอตบตามารดาของเขา ทว่าคุณแม่มีทนายพร้อมทะเบียนสมรสมาพร้อมสรรพ เมื่อลูกชายยืนยันว่ามีเมียจริง สองหนุ่มสาวจึงต้องเซ็นชื่อลงในหนังสือราชการที่มีหัวข้าด้านบนว่า ‘ใบสำคัญสมรส’ อย่างไม่มีทางเลี่ยง จากนั้นเสือบางตัวก็เริ่มเชื่องเป็นแมวและกลายร่างเป็นลูกไก่โดยไม่รู้ตัว-------------------------นิยายชุด เสน่ห์รัก เสน่ห์ร้าย มีทั้งหมด 4 เรื่องค่ะ1. เสน่ห์น้ำผึ้ง2. เสน่ห์แสนรัก3. เสน่ห์เล่ห์ร้าย4. เสน่หามาธาดา------------------------**เรื่องนี้เคยตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ ไลต์ ออฟ เลิฟ ค่ะ เนื้อหาในเรื่องยังคงเหมือนในเล่ม มีปรับปรุงเล็กน้อยเพื่ออรรถรสในการอ่านเท่านั้น ท่านใดเคยซื้อรูปเล่มและ ebook ที่ขึ้นขายในนามสำนักพิมพ์ ไม่จำเป็นต้องซื้อเรื่องนี้จ้าฝากอุดหนุนด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนจากทุกท่านค่ะ


ทวงสิทธิ์รัก
ปัณฑารีย์
www.mebmarket.com
          รักสิบปีรีเทิร์นกลับมาอีกรอบ!          ใครจะคาดคิดว่าถ่านไฟเก่าจะคุโชนขึ้นในคืนงานเลี้ยง  เควิน  บราวน์  คือคนรักเก่าที่เลิกราไปและกำลังกลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้ง           ภัทราวดี ปกปิดว่า ‘น้องอุ่น’ เป็นเพียงลูกสาวบุญธรรมของเธอ โกหกแม้กระทั่งอายุของลูกสาวเพราะกลัวเขาจับได้ว่าสาวน้อยจอมแสบเป็นผลผลิตของเธอกับเขาที่เคยทำร่วมกันมา แต่หารู้ไม่ว่าดีเอ็นเอที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของลูกนั้นเป็นหลักฐานชั้นดีทีเดียว!          เควินยอมเล่นไปตามเกม เป็นคุณลุงใจดีที่ค่อยๆ หลอกล่อเด็กน้อยให้เรียกว่าพ่อ แต่กับแม่ของลูกนี่สิ หลอกล่ออย่างไรก็ไม่หลงกลสักที...          “ว่าแต่อุ้มไปรับน้องอุ่นมาเลี้ยงตอนอายุกี่ขวบหรือครับ ดูแกจะรักและติดอุ้มมาก”          ภัทราวดีหันขวับมามองหน้าคนถามอย่างตกใจ ปฏิกิริยาเรื่องลูกของคนเป็นแม่ไวอย่างกับปรอทจนเควินนึกขันในใจ หากชายหนุ่มตีเนียนทำเป็นไม่รู้สึกอะไร และเหลือบมองคนข้างๆ เป็นระยะสลับกับมองทาง          “ตั้งแต่หนึ่งขวบค่ะ...บังเอิญฉันเคยไปทำบุญที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า ถูกชะตากับแกเลยขอรับมาเลี้ยง”“แล้วอุ้มเอาน้องอุ่นมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมแบบนี้ไม่กลัวหนุ่มๆ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคุณแม่ลูกติดหรือครับ”          “ใครจะเข้าใจยังไงก็ช่าง...คุณหยุดพูด และตั้งใจขับรถได้แล้วค่ะ”           หญิงสาวตัดบทเสียงขุ่น คนอารมณ์ดีจึงพยักหน้ารับยิ้มๆ แต่กระนั้นก็ไม่วายหันมองคนข้างๆ เป็นระยะและนึกอยากหอมแก้มเนียนละเอียดขึ้นมาครามครัน เมื่อรถติดไฟแดงก่อนแยกที่จะเลี้ยวเข้าสู่โรงเรียนของลูกสาว ชายหนุ่มจึงโน้มตัวไปขโมยหอมแก้มคนข้างๆ อย่างไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวตั้งตัว           “อุ้ย...ทำอะไรของคุณเนี่ย!” ภัทราวดีหันมาโวยวายและมองคนฉวยโอกาสตาขุ่นขวาง           “หอมแก้มเมียพยศไงครับ เห็นเมียหน้าบูดแล้วต่อมหื่นมันทำงานหนักตลอดเลย...ถ้าไม่อยากให้ผมทำแบบนี้ก็ทำหน้าให้มันดีๆ กว่านี้หน่อย” 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

263 ความคิดเห็น