คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #2 : THE SUN & THE SUN : บทที่๑ {๖๐%}
บทที่ ๑
“เขาช่างสวยงามราวกับพระจันทร์จริงๆ..ดูสิแบคบอม น้องชายของเจ้าน่ารักหรือเปล่า?”
“ขอรับ น่ารักมาก” นายหญิงชินแย้มรอยยิ้มกว้างขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะกับคำกล่าวของบุตรชายคนโต ผินหน้ากลับมาก้มมองแก้วตาดวงใจตัวน้อยที่ตนตระคองกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างแสนรัก
“แม่มีชื่อที่พ่อเจ้าได้ตั้งไว้ให้ เจ้าจะชอบหรือไม่” เห็นลูกน้อยในอ้อมกอดมีท่าทียินดีราวกับตอบรับคำถามนั้น คนเป็นแม่อย่างนางยิ่งชุ่มชื้นหัวใจนัก ไม่ต่างกับผู้เป็นพี่ บยอนแบคบอมกวาดรอยยิ้มขึ้นเมื่อมองเห็นสีหน้าแช่มชื้นของมารดา และใบหน้าน่ารักราวกับตุ๊กตาของน้องชายที่เพิ่งลืมตาดูโลก
“ลูกแม่ ชื่อของเจ้าคือแบคฮยอน..บยอนแบคฮยอน”
๑๓ ปีผ่านไป...
บรรยากาศตอนเช้าวังหลวงในยามนี้ช่างดูวุ่นวายนัก ผู้คนตั้งแต่ขุนนางลงไปถึงนายทหารยศน้อย รวมทั้งนางกำนัลน้อยใหญ่พากันเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนที่ถูกวางไว้ ช่วยกันร่วมตระเตรียมงานรับบัณฑิตใหม่ให้กับเด็กหนุ่มผู้มีเกียรติและความสามรถในปีนี้อย่างยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้กับทุกๆปีที่เคยมีมา
แต่ดูเหมือนในปีนี้อาจมีเรื่องวุ่นวายขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาสักเล็กน้อย...
“ร่มกันแดดสีแดงกับกล่องที่อยู่ตรงนี้หายไปไหน?”
“นายหญิง น้ำผึ้งกับผลไม้ที่อยู่บนโต๊ะหายไปเจ้าค่ะ!”
“นี่ เจ้าเห็นเสื้อผ้าที่อยู่ตรงนี้หรือเปล่า?”
วุ่นวายอยู่กับการหาข้าวของที่จู่ๆก็กลับหายไป หากแต่ใครจะรู้ ว่าหาใช่เพียงข้าวของที่หายไปไม่..ใครบางคนก็หายไปจากตำหนักในเช่นกัน ใครบางคนที่หายไปแล้วสร้างความวุ่นวายได้มากกว่าข้าวของเล็กน้อยพวกนี้เสียอีก
“องค์รัชทายาท ทรงถึงเวลาแล้วพะยะคะ” ขันทีคิมหยุดยืนอยู่หน้าประตูตำหนักไม้ โค้งตัวลงทำความเคารพผู้ที่อยู่ภายในพลางร้องบอกให้องค์รัชทายาททราบว่าเวลานี้พระองค์สมควรที่จะออกจากพระตำหนักนั้นมาได้แล้ว
“เราเสียเวลาไปมากแล้ว ได้โปรดทรง...” คำพูดที่คิดว่าจะเอ่ยถูกกลืนหายกลับเข้าไปทันทีเมื่อสังเกตถึงความเงียบที่ผิดปกติจนเกินไปแม้แต่ลองเงี่ยหูฟัง ยังไม่รับรู้ถึงเสียงใดๆที่เล็ดลอดออกมา…ราวกับว่าไม่มีคนอยู่
แอ๊ด....
“ข้าคิดอยู่แล้วเชียว..โถ่ องค์รัชทายาท ทรงหายไปไหนกันอีกละพะยะค่ะ..”
--THE SUN & THE MOON--
เกี้ยวหลังงามสองตัวถูกหามเคลื่อนเข้ามาเคียงคู่กันก่อนที่จะถูกวางลงเมื่อเข้ามาในเขตวังหลวง สาวใช้จัดการเปิดประตูเกี้ยวให้นายหญิงของตน นายหญิงชินกวาดสายตามองไปรอบพื้นที่ รอยยิ้มบางๆประดับบนใบหน้าของสตรีที่แม้จะอายุมากขึ้นตามกาลเวลา แต่ยังคงความสวยงามไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
“แบคฮยอน แบคฮยอนอา ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมออกมา” เดินเข้าไปเปิดเกี้ยวหลังเล็กของลูกชายที่ยังอยู่ภายใน
ครืดด...
“จริงๆเลยเจ้านี่นะ เวียนหัวหรือเปล่า” เอ่ยแกมตำหนิเมื่อเปิดเกี้ยวแล้วพบว่าลูกชายตนยังคงยกหนังสือค้างไว้ แสดงให้รู้ว่าแบคฮยอนยังไม่วางหนังสือตั้งแต่ขึ้นเกี้ยวออกจากเรือนมาถึงเมืองหลวง
“ไม่มีเวลาแล้ว ไม่เช่นนั้นเจ้าจะพลาดการแสดงของพี่ชายเจ้านะ” เอื้อมมือเข้าไปหยิบหนังสือที่ยกขึ้นบังหน้าบังตานั้นออกก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปหา จูงมือเรียวให้ร่างเล็กของลูกชายออกมาข้างนอก แบคฮยอนหยัดตัวออกจากเกี้ยวดวงตาเรียวเล็กกวาดมองไปทั่วบริเวณเหมือนกับที่นายหญิงชินทำก่อนหน้า รอยยิ้มกว้างๆนั้นยิ่งทำให้ใบหน้าสดใสดูน่ารักจิ้มลิ้มขึ้นเป็นเท่าตัว
“ไปกันเถอะ”
“แบคฮยอน ดูตรงนั้นสิพี่ชายเจ้าอยู่ตรงนั้น” เรียกรอยยิ้มกว้างขึ้นอีกคราเมื่อเอียงหน้ามองไปตามทิศทางสายตาของมารดา เห็นพี่ชายในชุดรับบัณฑิตท่าทางสงบสุขุม
“ถึงจะไม่เท่าพี่ชายเจ้า แต่จื่อเทาก็ถือว่าเป็นคนเก่งทีเดียว จริงสิเจ้ายังไม่เคยเห็นเขาใช่ไหม นั่น เด็กที่อยู่ด้านนั้นคือจื่อเทา พวกเขาเป็นลูกศิษย์ของพ่อเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนทั้งสองเป็นญาติและเพื่อนสนิทของพี่เจ้าใช่ไหม” แบคฮยอนยิ้มพลางพยักหน้ารับคำพูดของมารดา นายหญิงชินเบนสายตากลับไปมองบัณฑิตทั้งสองอีกครั้ง
“บันฑิตที่มีความสามารถทางด้านวิชาการและทางทหารเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพ่อเจ้าทั้งหมด..อืม...ดูเหมือนคราวนี้ต้องฉลองกันเสียแล้ว”
--THE SUN & THE MOON--
“เมื่อครู่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่นี่แสดงว่าพระองค์ยังคงอยู่ในราชวัง ถ้าฝ่าบาททรงทราบละก็ พวกเราทุกคนถูกลงโทษเป็นแน่ รีบไปหาพระองค์เร็ว” รีบเร่งสั่งทหารอย่างลนลาน เหล่าทหารยศน้อยน้อมรับคำสั่ง พากันแยกย้ายออกตามหาองค์รัชทายาทตามคำสั่ง ทว่าสลายตัวกันไปได้เศษฝุ่นไม่ทันจาง เสียงกลองให้สัญญาณที่ดังขึ้นทำให้ขันทีคิมสะดุ้งจนสุดตัว
“โถ่เอ้ย องค์รัชทายาท ทรงทำอะไรไม่ปรึกษาหม่อมฉันเลย!”
ตึง!ตึง!ตึง!
“ฝ่าบาทเสด็จ เริ่มดนตรีได้!” เหล่ามโหรีเริ่มบรรเลงดนตรีขึ้นตามสัญญาณ เสียงไพเราะของเครื่องดนตรีดังกังวานไปทั่วทั้งลานพิธีพร้อมกับร่างสง่างามองค์อาจผู้ราชาเข้ามาภายในพิธี ผู้คนโน้มตัวลงต่ำจนติดกับพื้นให้ความเคารพแก่ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน
พั่บ...
เสียงกระพือปีกแผ่วเบาของสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยดังขึ้นข้างใบหู จนแบคฮยอนที่กำลังโค้งคำนับต้องเงยหน้าขึ้นมองผีเสื้อตัวน้อยสีสันสวยงามที่บินมาอยู่ติดแก้ม แต่แค่เผลอเอื้อมมือจะจับ เจ้าผีเสื้อสีสวยกลับบินจากไป
“ยอดบัณฑิตทางด้านวิชาการบยอน แบคบอม และยอดบัณฑิตทางด้านการทหารฮวง จื่อเทา อกกมาและรับฟังคำประกาศ”
บยอน บอนซองเหลือบสายตามองร่างของบุตรชายคนโตที่ก้าวเข้ามารับคำประกาศและหมวกบัณฑิตด้วยสายตาเปี่ยมสุข ไม่ต่างกันกับสายตาของนายหญิงชินที่มองมาจากที่ไกล
“ดูพ่อเจ้าสิ เขามีความสุขมาก ดูสิเขายิ้มไม่หยุดเลย นั่นเป็นสีหน้าของพ่อเจ้าที่พยายามกลั้นหัวเราะด้วยความสุข..” กล่าวขึ้นโดยสายตาที่คอยแต่จดจ้องไปยังพิธีอันเป็นเกียรติของบุตรผู้พี่ จนไม่ทันสังเกตว่าผู้น้องนั้นได้เดินตามสีสันสวยงามของผีเสื้อตัวน้อยไปตอนไหน รู้ตัวก็เมื่อยามหันหน้ากลับไปแล้วพบว่าตนนั้นยืนอยู่ผู้เดียวไร้ร่างของบุตรคนเล็ก
“แบคฮยอน แบคฮยอน..หายไปไหนกันนะลูกคนนี้”
--THE SUN & THE MOON--
“อา..สวยจัง”
เท้าเล็กๆค่อยๆเดินค่อยๆก้าวไปตามผีเสื้อที่ขยับปีกบินไปช้าๆ ดวงตาเรียวเล็กที่คอยมองผีเสื้อไม่คลาดสายตาเป็นประกายอย่างชอบใจกับสีสันสวยงามของมัน โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองย่ำเท้าเข้ามาในทางไหน แต่ในตอนนี้มือบางกำลังผลักบานประตูบานหนึ่งให้เปิดออกเพื่อตามผีเสื้อเข้าไปภายใน
แอ๊ดดดดด..
เสียงผลักบานประตูทำให้ผู้ร้ายหลบหนีที่มียศเป็นถึงองชายรัชทายาทเบิกตาขึ้น เท้าที่กำลังก้าวขึ้นปีนบันไดพาดกำแพงเตรียมหลบหนีหยุดค้าง รีบหันหน้ากลับไปมองผู้เปิดประตูนั้นอย่างรวดเร็ว
หากแต่เมื่อสายพระเนตรนั้นหันกลับมาเห็นคนตัวเล็กนั่น กลับยิ่งทำให้วางพระองค์ไม่ถูก ทั้งร่างหยุดชะงักอยู่บนขั้นบันไดไม่ขยับไปไหนราวกับโดนตอกหมุด พระหัตถ์ที่กำร่มสีแดงคันงามกลับกำแน่นขึ้นกว่าเก่า ยิ่งยามร่างเล็กระบายรอยยิ้มสดใสยิ่งละสายตาไปทางอื่นไม่ได้ ดูเหมือนว่าร่างนั้นจะจดจ่อกับผีเสื้อมากเกินไปนัก ถึงได้ไม่สังเกตว่าตนเองกลังถูกจ้องมาจากบุคคลอีกคนหนึ่งที่อยู่ ณ ตรงนี้ด้วย
จนกระทั่งเดินมาหยุดยืนที่ปลายบันได แบคฮยอนถึงได้รับรู้การมีตัวตนของใครอีกคนเมื่อสายตาเลื่อนเข้าประสานกัน
ตกใจและทำอะไรไม่ถูกไม่ต่างกันยามเห็นคนแปลกหน้าที่กำลังปีนกำแพงวัง แถมยังถูกเขาจ้องหน้าแบบตาไม่กระพริบเสียอีก
“อ๊ะ..หะ เห้ย!!” ยังไม่ทันได้ทำสิ่งใด ดวงตาเรียวเล็กของแบคฮยอนกลับยิ่งเบิกกว้างขึ้นอีก เมื่อร่างของคนบนบันไดนั้นเสียหลักและร่วงลงมาใส่ตนเองจนล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่
ร่มสีแดงคันงามค่อยๆหล่นลงมาช้าๆตามลมที่พัดแผ่วเบา ลอยลงปิดใบหน้าของเด็กทั้งคู่ที่นอนกองกันอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนที่จะถูกพัดพาไปตามสายลม แบคฮยอนหลับตาปี๋ยามนึกถึงความเจ็บที่จะได้รับ หากแต่ไม่เจ็บมากนักเมื่อศีรษะกลมๆถูกรองรับด้วยท่อนแขนของเด็กหนุ่มแปลกหน้า ร่างเล็กลืมตาขึ้น พร้อมๆกับที่เจ้าของท่อนแขนเปิดเปลือกตาขึ้นมาเช่นเดียวกัน
พรึบ!
รีบผุดลุกขึ้นพร้อมกันแทบจะในทันที ต่างคนต่างวางท่ายามยืนข้างกัน แต่สายตากลับคอยชำเลืองมองคนข้างๆตัวไว้เป็นระยะ
“อะ..แฮ่ม..เป็นเด็กหญิงเหตุใดถึงใส่ชุดของผู้ชาย” สุดท้ายจึงเป็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่เริ่มเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นมาก่อน คำถามนั้นทำเอาแบคฮยอนส่งสายตาค้อนขวับให้คนแปลกหน้าอย่างขัดเคือง
“ข้าเป็นผู้ชาย หาใช่เด็กผู้หญิง” ยิ่งเห็นสายตาเหมือนไม่อยากเชื่อของคู่สนทนายิ่งขัดเคืองนัก
“ชะ..ชายงั้นหรือ?..งั้นแล้วนี่เจ้าเข้ามาทำอะไรในวังหลวง” องค์รัชทายาทยกพระหัตถ์ขึ้นถูท้ายทอยอย่างเสียหน้า ที่เผลอคิดไปว่าร่างเล็กที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มสดใสนี้เป็นหญิง
“ข้ามางานประกาศเกียรติคุณของพี่ชายข้า ที่ได้เป็นยอดบัณฑิตด้านวิชาการ ไม่ได้เข้ามาเป็นขโมยเหมือนเจ้าแน่ ข่าจะเรียกองครักษ์มาเดี๋ยวนี้”
หมับ!
ต้นแขนเล็กถูกจับไว้ในทันทีที่ตั้งท่าหมุนกายจะเดินออกไป แบคฮยอนเอียงหน้ากลับมามองคนแปลกหน้าที่กำลังละล่ำละลักแก้ตัว
“ราชองครักษ์หรือ นี่เจ้าจะมากล่าวหาข้าว่าขโมยของจากในวังไปงั้นรึ” ร่างเล็กไม่ตอบ หากแต่เบือนสายตาลองไปมองกระเป๋าผ้าเนื้องามที่ตกอยู่บนพื้น
“ข้า..ข้าเพียงแต่หาทางออก ข้าเองก็มางานของพี่ชายข้า ยอดบัณฑิตด้านการทหาร”
กล่าวแก้ตัวพร้อมกับมือที่ค่อยๆเอื้อมหยิบกระเป๋าขึ้นมาช้าๆ แต่เหมือนชะตาจะไม่เข้าข้างกับการโกหกครั้งนี้เท่าไรนัก ข้าวของในกระเป๋าจึงพากันหล่นร่วงออกมา แบคฮยอนหรี่ตามองคนโกหก ก่อนที่จะเริ่มตะโกน
“ขโมย!! มีคนขโมยอยู่ที่นี่! อื้อ!” ส่งเสียงร้องอู้อี้ทันทีที่โดนมือหนาปิดปากของตัวเองไว้ไม่ให้ส่งเสียง ท่อนแขนยาวตวัดร่างคนตัวเล็กเข้ามาชิดตัว
“ใคร ใครอยู่ตรงนั้น!” ทหารองครักษ์ที่เดินผ่านมาได้ยินเสียงพร้อมเร่งฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้
“เจ้านี่จริงๆเลย!” ได้รับเสียงเข้มๆแกมดุกลับมาครั้งหนึ่งก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกดึงให้วิ่งปลิวติดมือของคนแปลกหน้าไปอย่างรวดเร็ว แบคฮยอนถูกพาวิ่งลัดเลาะไปทั่ว หลบหลีกการพบเห็นของทหารองครักษ์จนในที่สุดคนแปลกหน้านั้นถึงได้พาตนมาหยุดอยู่ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง
“เพราะเจ้าคนเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าข้าคงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้!”
“ทำไมเจ้าถึงพูดจาไม่มีสัมมาคารวะ!” แบคฮยอนสะบัดข้อมือจนหลุดจากการเกาะกุม หันหน้าไปกลับต่อคำกับคนแปลกหน้าอย่างไม่พอใจ
“เจ้านั่นแหละต้องมีสัมมาคารวะ เจ้าอายุน้อยกว่าข้า”
“เจ้าแน่ใจได้ยังไงว่าข้าอายุน้อยกว่าเจ้า เจ้าอายุเท่าไร”
“ข้าหรอ? น้อยกว่าเจ้าสองปี”
“งั้นเจ้าก็อายุสิบเอ็ดน่ะสิ ทำไมถึง..”
“อ่า..เจ้าอายุสิบสามปีหรือ เห็นมั้ยข้าแก่กว่าเจ้าตั้งสองปี นั่นเจ้าจะไปไหน!” รีบคว้าต้นแขนเล็กนั่นไว้แทบไม่ทันเมื่อเห็นเมื่อเห็นอีกคนทำท่าจะเดินหนีออกไปอีกครั้ง
“ข้าบอกแล้ว ข้าจะไปเรียกราชองครักษ์…ถ้าท่านยังไม่พูดความจริงกับข้า”
“ก็ข้าเป็นน้องชายของยอดบัณฑิตทางการทหาร ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วไงเล่า”
“เขาเป็นสหายสนิทของพี่ชายข้า และเท่าที่ข้ารู้มา เขาไม่มีน้องชาย”
“ระ..เหรอ..เขาไม่มีน้องชายหรอ..ตกลง! ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าจะบอกเจ้า!” รีบเร่งบอกอย่างยอมจำนน แบคฮยอนมองคนแปลกหน้าที่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมทรุดตัวลงนั่งกับขั้นบันไดของตำหนัก
“ความจริงแล้ว ข้าแค่อยากจะพบพี่ชายข้า...”
“ยังจะเอายอดบัณฑิตทหารมาพูดอีกหรือ!”
“ไม่ใช่เสียหน่อย!...พี่ข้ากับข้ามีบิดาเดียวกัน แต่ต่างมารดาและเขาดีกับข้ามาก ถึงแม้เข้าจะเก่งทั้งด้านวิชาการ และด้านทหารเขาก็ไม่อาจไปสอบเป็นบัณฑิตได้..ถึงแม้ว่าเขาจะเคารพรักท่านพ่อ แต่เขากลับไม่เคยได้ความรักจากท่าน แม้ว่าเขาจะได้รับความรักจากผู้คนรอบข้าง แต่เขาก็ไม่สามารถ ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนได้ เป็นเพราะข้า..ท่านพี่จงได้มีชีวิตอยู่แบบนั้น เขาคงกลัวจะถูกท่านพ่อต่อว่า เขาจึงไม่มาหาข้าสักพักแล้ว ข้าเลยอยากจะออกไปหาท่านพี่เอง ตอนนี้เจ้าเข้าใจหรอยัง”
“ทำไมท่านถึงได้โทษตัวเอง เจ้าเป็นบุตรชายของภรรยาหลวง ส่วนพี่ของเจ้าเป็นบุตรนอกสมรส มันไม่ใช่สิ่งที่เลือกได้ ทำไมท่านถึงได้โทษตัวเองล่ะ สุภาพบุรุษจะไม่โทษทุกอย่างกับผู้อื่น”
“นี่เจ้า...อ่านตำราขงจื๊อหรือเปล่า?”
“ชาวนาจะไม่โทษผืนดิน เช่นเดียวกับนักดนตรีจะไม่โทษเครื่องดนตรี..มันเป็นปัญหาของเจ้าเองไม่ได้ขึ้นกับใคร..ถ้าพี่ของเจ้ารักเจ้าจริงๆละก็เขาอาจจะไม่โทษท่านก็ได้ เพราะฉะนั้น เจ้าก็ไม่ควรจะโทษตัวเองเช่นกัน และก็ไม่ควรจะโทษคนอื่นด้วย” องค์รัชทายาทได้แต่มองเสี้ยวหน้าของคนตัวเล็กที่กำลังพูดปรัชญาขงจื๊อออกมาได้อย่างนุ่มนวลไม่ติดขัดพร้อมกับรอยยิ้ม พระพักตร์คอยพยักรับกับคำพูดของคนตัวเล็ก
“ตอนนี้เจ้ารู้แล้วว่าข้าไม่ได้เป็นขโมยใช่ไหม”
“ข้าไม่รู้ สิ่งของด้านหลังท่าน ท่านเอามาจากไหน ของพวกนั้นเป็นของหายากที่จะนำไปเป็นของขวัญ”
“เจ้าดูแล้วเป็นคนน่ารัก ทำไมถึงอยากรู้อยากเห็นถึงเพียงนี้ ทำไมถึงเงียบ เจ้าจะไม่พูดจากับข้างั้นหรือ! ข้าคือประเทศโชซอน!!”
“….”
“เอ่อ...ข้าคือ...ประเทศโชซอน..ข้าคือข้าราชการ” ได้แต่พูดแก้ตัวอย่างติดขัดเมื่อสำนึกได้ว่าตนเองนั้นพูดพลาดไปเสียแล้ว องค์รัชทายาทกลอกสายพระเนตรไปมาพลางมองหน้าของเด็กน้อยขี้สงสัยที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นมองอย่างจับผิด จะถูกจับได้เสียแล้วหรือเรา..
“แบคฮยอน แบคฮยอน!!”
“ท่านแม่” แบคฮยอนหันหลังกลับไปตามเสียงเรียกที่คุ้นเคย ใบหน้าเผยรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นมารดาย่ำเท้าเข้ามาหา องค์รัชทายาทถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างโล่งพระทัย แต่เมื่อสายตาเหลือบกลับไปเห็นทหารที่เดินตามหลังมารดาของเด็กน้อยขี้สงสัยมา พระเนตรก็กลับเบิกกว้างขึ้นทันที
“โอลูกแม่ เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา”
“อย่าขยับ อย่าขยับ..อย่าพูดอะไรเลยนะ ถ้าเจ้าพูด ข้าจะสั่งทำโทษเจ้า.” อาศัยจังหวะที่เด็กน้อยละความสนใจไปหามารดาเข้าไปหาทหารยาม กระซิบบอกให้ทำตามที่ตนต้องการ
“นี่!”
“ข้ายอมรับผิดและรายงานกับทหารด้วยตัวเองแล้ว เจ้าพอใจรึยัง สิ่งที่ข้าขโมยไปทั้งหมดอยู่ที่อึมวอลกักดังนั้นข้าจะพาท่านไปที่นั่น..ไปเร็ว..ไปสิ!” กัดพระโอษฐ์กระซิบให้เสียงเล็ดรอดออกมาอย่างเบาที่สุดพลางผลักดันทหารยามให้เดินนำหน้าตนไปออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพียงความสงสัยให้กับเด็กน้อยที่อยู่เบื้องหลัง
“อะไรของเจ้ากันนะ...”
--THE SUN & THE MOON--
“กรุณารอสักครู่เจ้าค่ะ! ครู่เดียว!” นางกำนัลสาววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังเกี้ยวที่กำลังจะเคลื่อนตัวจากไป รีบยื่นซองผ้าในมือส่งให้กับเด็กชายทันทีที่ม่านเกี้ยวถูกเปิด แบคฮยอนมองนางกำลังด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจนัก
“มีคนบอกให้ข้ามอบสิ่งนี้ให้ท่านเจ้าค่ะ”
“ใครหรือขอรับ?”
“เขาบอกว่า หากเอ่ยถึงนายน้อยของอึนวอลกักท่านจะทราบได้”
“หรือจะเป็นเจ้า..แต่นี่มันอะไรล่ะ?”
“นายน้อยบอกว่า..ถึงข้าจะอยากพูดตั้งหลายเรื่องแต่ข้าก็พูดไม่ได้ ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งโกรธเลยจะบอกเขาแบบนี้..เขาเป็นเด็กฉลาด จะรู้ได้ว่านี่มีความหมายว่าอย่างไร แล้วก็ให้ข้านำมาให้ท่านเจ้าค่ะ”
“เขาไม่พูดอะไรอย่างอื่นเลยหรือ?”
“ยังบอกอีกว่า..ต่อไปให้ระวังเวลาเดินตามท้องถนนยามค่ำคืน..นายน้อยว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ”
“ถ้าเขาบอกให้ข้าระวังเช่นนั้น เขาคงไม่ใช่คนเลวร้ายนัก” มือเล็กยื่นออกมาเพื่อรับซองผ้านั้นไว้ ก่อนจะโน้มตัวลงเพื่อขอบคุณ ใบหน้าน่ารักแย้มรอยยิ้มสดใสให้นางกำนัลก่อนที่จะปิดม่านเกี้ยวไว้ดังเก่า นางกำนัลนั้นหยุดยืนมองเกี้ยวที่ถูกยกผ่านไปก่อนที่จะเอ่ยรำพึงเบาๆกับตนเองอย่างไม่เข้าใจนัก
“เห้อ..อะไรของพระองค์กันนะเพคะองค์ชายชานยอลถึงใช้ให้ข้าทำราวกับแอบฝากสารรักอย่างนั้นแหละ”
ขันทีคิม...คิมจงแด..เค้าเจอกันแล้ว เม้นเค้าหน่อยได้มั้ย บรัยส์....
ความคิดเห็น