{GOT7} MARKBAM #ฟิคแค้นรักร้าย2

ตอนที่ 41 : SPECIAL PART : PAPER HEART -6-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 578
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    9 ธ.ค. 61





PAPER HEART 

-6-



“ว่าไงนะ ไม่มีข่าวสำหรับสัปดาห์นี้เหรอ”



“ใช่ครับ ตั้งแต่ข่าวที่ออกไปล่าสุดพวกนั้นก็ระวังตัวมากขึ้น จนนักข่าวของเราแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลยครับ” แคลี่ เจ้าของสำนักข่าวกัดฟันกรอดทันทีก่อนจะมองไปยังสองนั่งข่าวใหม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า นักข่าวที่เขารับเข้ามาแทนที่หยางจู หลังจากที่เขาทำการไล่เด็กคนนั้นออกไป



“พวกนายสองคนออกไปก่อน เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจัดการเอง” เอ่ยจบก็ยกมือปัดๆให้สองคนนั้นออกไป นักข่าวทั้งสองพยักหน้ารับน้อยๆก่อนจะเดินออกจากห้องไป สวนทางกับเลขาของเขาที่เดินเข้ามาพอดี



“เข้ามาพอดีเลย ฉันมีเรื่องจะให้ไปจัดการให้หน่อย”



“อะไรเหรอครับ”



“โทรนัดป๋ายหยางจูให้ออกมาพบฉันที”



 

 

 

 

 

แสงแดดสาดส่องเข้ามาจากม่านของห้องพักพร้อมไอความอบอุ่นที่แผดเข้ามาพร้อมกับอากาศยามเช้า ป๋ายหยางจูนอนบิดไปมาอยู่ใต้ผ้าห่มก่อนจะค่อยๆลืมตาที่รู้สึกหนักอึ้งช้าๆ เมื่อมองไปรอบๆก็พบกับห้องที่ไม่คุ้นตา จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และมาได้อย่างไร และอย่าคาดหวังว่ามันจะเป็นแบบ เอ๊ะ เราตื่นมาอยู่กับใครเนี่ย หรือ เราตื่นมาในอ้อมกอดของคุณวิน... แน่นอนมันไม่ใช่แบบนั้นแน่



เพราะเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบกับวินที่ยืนพิงกรอกประตูด้วยสีหน้าหงุดหงิดเหมือนถ่ายไม่ออกมาสามวันมองมาที่หยางจูไม่วางตา และไม่ใช่สายตาที่พิศวาสแต่อย่างใด มันเป็นสายตาแห่งความหงุดหงิดสุด



“นี่ฉันนึกว่าจะต้องเอาหมอผีมาสวดเรียกวิญญาณแล้วนะ หลับหรือตายเนี่ย” เจ้าตัวเอ่ยพร้อมกับมองอีกคนที่ยังคงทำหน้าตางุนงงอยู่บนเตียง



“ผมยังไม่ตาย ปวดหัวชะมัด นี่ผมมาอยู่นี่ได้ยังไง แล้วคุณมาที่นี่ทำไม ? ไล่ผมแล้วไม่ใช่เหรอ” หยางจูเอ่ยพร้อมเบ้ปากใส่อีกคน วินทำหน้าตายใส่ราวกับไม่เข้าใจที่อีกคนเอ่ยก่อนจะยกไหล่ขึ้นเล็กน้อย



“ฉันทำแบบนั้นเหรอ จำไม่เห็นได้เลย รีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัว วันนี้เราจะกลับแอลเอกัน เสื้อผ้าใหม่นายอยู่บนโต๊ะ ฉันให้เวลาสิบนาที” เอ่ยจบก็เดินออกไปจากตรงนั้นทิ้งให้หยางจูที่ยังตั้งสติไม่ได้ค่อยๆยกมือขึ้นเกาหัวก่อนจะมีเสียงของวินตะโกนตามมาอีก



“ถ้านายช้าฉันจะให้นายกลับเองนะ”



“เออๆรู้แล้ว” เอ่ยจบก็รีบลุกจากเตียงจนหน้าคว่ำเพราะยังมึนหัวจากฤทธิ์ของแอลกอฮอลอยู่ ก่อนจะค่อยๆคืบคลานไปที่ห้องน้ำ อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็รีบวิ่งหน้าตั้งมาที่หน้าห้องที่มีวินยืนรออยู่



“นายช้าไปหนึ่งนาทีนะ ฉันเกือบทิ้งนายไว้ที่นี่แล้ว”



“นี่ผมก็รีบจะตายอยู่แล้วนะ จะเอาอะไรอีก” ไม่วายเถียงกลับไปโดยที่มือก็ยังคงพยายามติดกระดุมเสื้ออยู่



“เออๆ คราวนี้ฉันไม่เอาโทษนายแล้วกัน ไปได้แล้วเครื่องบินมารอแล้ว” พวกเขาเดินขึ้นไปยังดาดฟ้าของผับที่ตอนนี้มีเครื่องบินส่วนตัวของเขามารออยู่แล้ว



 

ชีวิตคนรวยนี่มันสบายจริงๆสินะ



 

ร่างบางได้แต่มองตามหลังอีกคนพร้อมกับนึกอิจฉาอีกคนที่แสนจะสุขสบาย ดูเขาสิไม่คิดเลยว่าจะมัประสบการณ์ชีวิตแบบนี้ แต่เดี๋ยวนะการเดินตามวินไปแบบนี้ก็เท่ากับว่าเขายอมที่จะกลับไปเล่นเป็นแฟนปลอมๆให้อีกคนแล้วงั้นเหรอ ?



“นี่คุณ ถ้าเกิดคุณจะให้ผมกลับไปเล่นละครเป็นแฟนคุณ คุณต้องจ่ายค่าตัวผมเพิ่มนะ” หยางจูเอ่ยขึ้นทันทีที่ขึ้นมาถึงบนเครื่อง วินหันไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆก่อนจะเงียบไปพักหนึ่ง



“นายจะเอาเท่าไหร่ ?”



“หนึ่งเท่าของค่าจ้างเก่าที่คุณจ่ายให้ผม”



“นี่นายร้อนเงินรึไง”



“เอ้าก็ทำไมล่ะ เรื่องเงินมันสำคัญกับผมนะ ผมไม่ได้เกิดมารวยแบบคุณนี่ ถ้าเกิดคุณไม่ให้ผมเพิ่ม ผมก็ไม่ทำต่อ หาแฟนใหม่ได้เลย แล้วผมก็ไม่รับประกันนะว่าเรื่องนี้จะถึงหูสำนักข่าวไหนรึ..”



“เออๆ เดี๋ยวกลับไปถึงแอลเอแล้วฉันจัดการให้” วินตอบรับทันทีโดยที่หยางจูยังไม่ทันจะพูดจบ เอ่ยจบก็หันไปมองหน้าต่างด้านนอกด้วยท่าทีหน่ายๆ หยางจูยิ้มกริ่มก่อนจะเดินไปยังด้านหลังที่เป็นโซนของเตียงนอนที่กว้างขวาง หยางจูทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างพร้อมกลิ้งไปมา วินหันไปมองอีกคนพร้อมกับส่ายหน้าไปมาเบาๆ



“โตแล้วทำตัวเป็นเด็ก”  วินเอ่ยเพียงเบาๆ แต่แน่นอนว่าคนที่อยู่บนเตียงจะต้องได้ยินอย่างแน่นอน



“นินทาระยะเผาขนเลยสินะ”



“ไม่ได้นินทา ฉันก็แค่พูดให้ได้ยินก็เท่านั้น” เอ่ยจบก็เดินตรงไปยังโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก หยางจูนอนมองนอกหน้าต่างไปเรื่อยๆก่อนจะหลับไป  



 

 

เวลาต่อมาพวกเขาก็กลับมาถึงแอลเอทั้งคู่กลับไปยังคอนโดที่วินเลือกมันเป็นที่พักให้แก่หยางจูแต่พอเปิดเข้าไปก็ชะงักไปเล็กน้อยเพราะมันกลับไม่ใช่ห้องว่างเปล่า มันดันมีดีแลนที่กำลังนอนเล่นอยู่บนโซฟา



“กลับมากันสักที ฉันนึกว่านายจะพากันใช้ชีวิตคู่อยู่ที่ฟลอริดาโต้คลื่นกันเบิกบานไปแล้ว” ดีแลนเอ่ยพร้อมยิ้มกริ่ม



“นี่นายคิดอะไรลามกๆอีกแล้วถูกมั้ย” วินเอ่ยตัดขึ้นมาทันทีเพราะเขาเข้าใจรอยยิ้มร้ายๆของคนเป็นแฝดดี



“เปล่านี่...”



“คุณ...” หยางจูมองหน้าวินสลับกับดีแลนก่อนจะกระพริบตาปริบๆ



“หมอนี่รู้เรื่องที่ฉันจ้างนาย ไม่ต้องห่วง” วินเอ่ยบอกทำให้หยางจูพยักหน้ารับก่อนจะขอตัวเข้าไปนอนพักต่อในห้องเอาจริงๆเขารู้สึกไม่ค่อยสบายตัวมาตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องแล้ว วินก็ไม่ได้เอ่ยอะไรปล่อยให้หยางจูเข้าไปนอนพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งข้างๆดีแลนพร้อมมองหน้าคนข้างๆอีกครั้ง



“นายมาที่นี่ ไม่ใช่แค่มารอฉันเฉยๆใช่มั้ย มีเรื่องอะไร” เมื่อถูกอีกคนยิงคำถามมาดีแลนก็ชักมือที่กำลังยกเครื่องดื่มขึ้นมาดื่มทันที ก็เพราะอีกคนพูดถูก



“นี่ฉันไม่รู้ว่าเพราะเราเป็นแฝดกันหรือเพราะอะไรกันแน่นะเนี่ย นายถึงได้รู้ไปซะหมด”



“ฉันอยู่กับนายมาทั้งชีวิตทำไมจะไม่รู้ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจใช่มั้ย”



“จะว่ามีมันก็มี”



“เรื่องอะไรเล่าให้ฉันฟังได้เสมอ”



 

ไม่ใช่ไม่อยากเล่า แต่แค่ไม่รู้ว่าพอเล่าออกไป

...มันจะรู้สึกแย่กว่าเดิมมั้ย

 



“เซน...มีคนที่คบอยู่ด้วยแล้ว”



“เซน ? เซน เดนนิส คิม ลูกอาชาลี..”



“อืม”



“หมอนั่นถูกส่งมาเรียนที่นี่กับคีร่าใช่มั้ย”



“ใช่ ฉันเป็นคนอาสาจัดการเรื่องต่างๆให้เอง แล้วเมื่อวานฉันก็พึ่งรู้ว่าหมอนั่นมีแฟน ฉันไม่รู้ว่าแฟนหมอนั่นเป็นใครหรอกนะ แต่ที่แน่ๆอยากต่อยสักหมัดชะมัด” เอ่ยพร้อมกับกัดฟันกรามแน่น ซึ่งวินรู้ดีว่าอีกคนกำลังสกัดกลั้นอารมณ์ที่รู้สึกแย่ขนาดไหน



“นายมั่นใจได้ยังไง”



“ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจหรอก แต่หมอนั่นมักจะชอบคุยโทรศัพท์ในห้อง ไม่รู้สิได้ยินคำพูดคำจาก็รู้แล้วว่าคุยกับคนเป็นแฟนหน้าตามีความสุขชะมัด แต่ฉันนี่สิจะบ้าตาย เมื่อวานออกไปกินข้าวด้วยกันสามคน แฟนหมอนั่นก็โทรมา แถมมีการพูดด้วยว่า I wanna kiss you too. นายว่าฉันต้องนิ่งขนาดไหนที่จะไม่แสดงออก”



“หมอนั่นอาจจะคุยเล่นกับเพื่อนก็ได้” วินพยายามพูดไม่ให้อีกคนคิดมาก เพราะเขารู้ดีว่าดีแลนคิดยังไงกับเดนนิส



“ฉันก็พยายามจะคิดแบบนั้นนะ แต่จากน้ำเสียง ท่าทางและอะไรต่างๆที่ฉันเห็นในช่วงไม่กี่วันมานี้ทำให้ฉันมั่นใจว่าหมอนั่นมีแฟนจริงๆ” ยิ่งพูดสีหน้าของดีแลนก็ยิ่งฉาวแววเศร้า วินที่มองดูคนเป็นแฝดอยู่ก็ทำท่าครุ่นคิดก่อนเขาจะคิดอะไรบางอย่างออก



“ทำไมนายไม่ถามคีร่า ฉันว่าคีร่ายอมบอกแน่ๆ”



“ฉันถามแล้ว”



“แล้วคีร่าว่ายังไง ?”



“คีร่าบอกว่าไม่รู้ ไม่รู้เรื่องนี้เลย...บางทีหมอนั่นอาจจะไม่บอกคนในครอบครัวก็ได้นะ” ยิ่งพูดก็ดูยิ่งไม่มีทางออกดีแลนถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนถ้าเกิดเก็บลมหายใจของดีแลนไปขายได้วินคงรวยมากกว่าเดิมอีกสักสิบเท่า



“งั้นนายก็ไปถามเดนนิสสิ”



“ไปถามให้เด็กนั่นไม่อยากคุยกับฉันมากกว่าเดิมเหรอ รู้มั้ยว่าหมอนั่นคุณกับฉันแทบนับคำได้เลยนะ”



“แล้วฉันจะช่วยนายได้มั้ยล่ะ นี่นายมาเพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย”



“อืม ก็เพราะแค่เรื่องนี้นี่แหละ คืนนี้ฉันจะนอนที่นี่ด้วยนะไม่อยากกลับ”



“เรื่องอะไรล่ะทำไมฉันต้องให้นายนอนที่นี่”



“...” ดีแลนเงียบก่อนจะมองอีกคนที่ปฏิเสธขึ้นมาทันควัน ก่อนจะยิ้มกริ่มที่มุมปาก



“อ่อ.. ฉันเข้าใจแล้ว ฉันมาเป็นก้างสินะ” ดีแลนเอ่ยพร้อมเลิกคิ้วมองอีกคนที่ปกปิดความน่าสงสัยเอาไว้ไม่มิด



“ก้างบ้าบออะไร เอออยากนอนก็นอนไปดิ ฉันขอตัวนั่งเครื่องมาเพลียอยากนอน” เอ่ยจบก็เดินเขาห้องนอนไป ดีแลนมองตามก่อนจะส่ายหัวเบาๆ เพราะข้ออ้างของเขามันฟังไม่ขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนแค่นั่งเครื่องจากฟลอริดากลับมาแอลเอปกติ ให้ออกไปเที่ยวต่อข้ามคืนเขายังทำได้เลย แต่ตอนนี้ดันมาบอกว่าเพลีย ใครเขาจะไปเชื่อ

 

 

 

 

 

เมื่อเดินกลับเข้ามาในห้องวินก็หันไปเห็นหยางจูที่นอนหลับอยู่บนเตียง เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะเอื้อมมือไปหวังจะเขย่าตัวอีกคนแต่แค่มือเขาแตะแขนของอีกคนก็รู้สึกได้เลยว่าอีกคนตัวรุมๆเหมือนจะไม่สบาย พอเอามือไปอังที่หน้าผากก็พบเลยว่าอีกคนตัวอุ่นๆ ลมหายใจก็อุ่น บ่งบอกถึงร่างกายที่กำลังไม่สบาย



“หยางจูนายไม่สบายเหรอ” วินเอ่ยถาม



“อืม..ผมรู้สึกไม่สบายตัวเลยอ่ะ” หยางจูเอ่ย เพระเมื่อเขาทิ้งตัวลงนอนก็รู้สึกเลยว่ามันเวียนหัวไปหมดครั้นเนื้อครั้นตัวป่วยขึ้นมาดื้อๆ อาจเป็นเพราะตากลมทะเลอยู่หลายวันทำให้เขาไม่ค่อยสบายตัวเลย



“ไม่สบายตัวก็ลุกมากินยาก่อนเร็ว” ร่างสูงเอ่ยพร้อมดึงแขนอีกคน แต่เจ้าตัวก็ยื้อตัวเองเอาไว้ไม่ยอมลุกตามแรงดึงของอีกคน



“ไม่เอาผมจะนอน” เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ยอมลุกขึ้นมา วินก็จำใจต้องปล่อยให้หยางจูนอนหลับไปแบบนั้นก่อนเพราะท่าทางของอีกคนอิดโรยมากวินเลือกที่จะพาตัวเองออกมาจากห้องเพราะเขาอยากให้อีกคนพักผ่อน



“อ้าวไหนบอกเพลีย”



“อืม แต่เดี๋ยวฉันจะไปนอนอีกห้องนึง” เอ่ยพร้อมกับพาร่างของตนเองเดินเข้าอีกห้องนึงไป ดีแลนได้แต่ขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัย



 

เดี๋ยวนะ... หมอนั่นเป็นคนหวงห้องนอนมาก นั่นห้องนอนของหมอนั่นที่   หยางจูเข้าไปนอน ? แถมดันเนรเทศตัวเองออกไปนอนห้องอื่น ?



 

บางทีมันคงไม่ใช่การว่าจ้างกันธรรมดาๆแล้วล่ะมั้ง



หยางจูนอนหลับยาวมาจนดึก ยิ่งตื่นขึ้นมารอบนี้แทนที่จะรู้สึกดีขึ้นแต่เขากลับปวดหัวหนักกว่าเดิม รู้สึกว่าร่างกายร้อนผ่าวไปหมด มึนหัวจนไม่มีแรงแต่ก็ยังพยายามฝืนตัวเองเพื่อที่จะลุกจากเตียง แต่ระหว่างนั้นจู่ๆประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมร่างสูงที่เดินเข้ามา



“ตื่นแล้วเหรอ ฉันจะมาตามไปกินข้าว” วินถามก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างๆอีกคนที่นั่งโงนเงนอยู่บนเตียง



“ผมไม่อยากกิน ไม่อยากทำอะไรเลย” หยางจูเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าบ่งบอกชัดเจนว่าอีกคนกำลังป่วยพร้อมกับทำท่าจะทิ้งตัวลงไปนอนอีกครั้ง แต่วินก็คว้าข้อมือเล็กของอีกคนเอาไว้พร้อมออกแรงยื้อเอาไว้เบาๆ



“อย่าพึ่งนอนไปกินข้าวก่อน เดี๋ยวจะเอายากิน”



“ไม่เอา ไม่กินข้าว ไม่กินยาด้วยผมจะนอน” หยางจูเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดื้อดึงราวกับเด็กน้อยที่กำลังงอแง



“ไม่กินยาแล้วนายจะหายมั้ย มานี่” วินเอ่ยจบก็ช้อนตัวอีกคนขึ้นในท่าเจ้าสาวจนตัวลอย หยางจูเปิดตากว้างด้วยความตกใจพยายามจะดิ้นให้หลุดแต่อีกคนก็หันมาพร้อมมองด้วยแววตาดุ ทำเอาคนป่วยจอมงอแงหยุดนิ่งไปเลย



“ผมอยากนอนไม่อยากกินข้าวจริงๆ” หยางจูพยายามบอกอีกคน แต่วินก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ



“ไม่ได้ ไม่กินข้าวกินยาก็ไม่หาย ฉันไม่อยากให้นายมาตายคาห้องฉันนะ จ้างให้มาเป็นแฟนนะไม่ได้ให้มาเป็นผีเฝ้าห้อง” คำพูดคำจาที่ไม่เคยหวานหูของวินทำให้หยางจูได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย



 

นี่ถ้าเกิดว่าคนที่ป่วยเป็นแจจินคงแทบป้อนข้าวป้อนน้ำเลยมั้ง !



 

เอ๊ะ นี่เราจะคิดทำไม น้อยใจเหรอ ? บ้าไปแล้ว...ไปน้อยใจทำไมเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย !



 

เมื่อวินอุ้มหยางจูออกมาจากห้อง คนที่นั่งมองไม่วางหน้าก็คงไม่พ้นดีแลนที่ตอนนี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่รออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว



“อุ้มออกมาเลยเหรอเนี่ย...” ดีแลนเอ่ยพร้อมมองแฝดด้วยแววตาเจ้าเล่ห์



“หยุดความคิดเลยนะดีแลน หมอนี่ไม่สบายฉันก็พาออกมาเฉยๆ”



“อ๋อเหรอออ” ดีแลนลากเสียงยาว วินวางหยางจูลงบนโซฟาช้าๆ เขาจัดที่นั่งให้ร่างบางนั่งกินข้าวตรงนี้เพราะจะได้สบายตัวมากกว่า ตรงหน้ามีอาหารถูกวางเอาไว้เรียบร้อย



“นั่งกินตรงนี้แล้วกัน จะได้สบายๆตัว” หยางจูมองอาหารตรงหน้าด้วยสีหน้าที่บ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขาไม่อยากแตะอาหารเลยแม้แต่นิดเดียว



“ผมบอกแล้วไงว่าไม่กิน” คนป่วยเอ่ยขึ้นมาอีกจนวินต้องหันไปมองด้วยแววตาดุ



“ไม่กินแล้วนายจะหายป่วยมั้ย”



“เดี๋ยวมันก็หายของมันเองนั่นแหละ” ปากสีแดงๆนั้นยังคงเถียงออกมาอย่างต่อเนื่องจนวินต้องเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพร้อมมองอีกคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ



“ถ้านายไม่กินฉันจับปล้ำตรงนี้จริงๆนะ ฉันบอกเลยนะว่าเรื่องแบบนี้ฉันไม่ได้อายดีแลนหรอกนะ” วินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาข้างใบหูอีกคน หยางจูกลืนน้ำลายก่อนจะเอี้ยวตัวไปมองดีแลนที่ตอนนี้มองมาที่พวกเขาทั้งคู่



“แต่ผม..”



“กินไปเถอะ ฉันไม่ได้บอกให้นายกินให้หมด กินเท่าที่กินเข้าไปได้ก็พอ” ร่างสูงยังคงพยายามที่จะให้อีกคนยอมทานอาหาร หยางจูกัดปากน้อยๆก่อนจะพยักหน้ารับ



“ผมกินก็ได้...”



“เออ ให้มันพูดง่ายแบบนี้สิ ฉันสั่งซุปเห็ดมาให้จะได้กินง่ายๆหน่อย” วินเอ่ยพร้อมชี้ให้อีกคนมองอาหารตรงหน้า ซุปเห็ดที่เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมแสนนุ่นวางอยู่ตรงหน้าแล้ว



“กินเสร็จผมขอนอนตรงนี้ได้มั้ย”



“อืมๆ เดี๋ยวฉันไปเอ้าห่มออกมาให้ ตอนนี้กินเข้าไปก่อนเถอะเสร็จแล้วฉันจะเอายามาให้” เมื่อร่างสูงเอ่ยเร็จตัวเขาก็เดินไปที่โต๊ะอาหารเพื่อนั่งทานอาหารกับดีแลน โดยที่สายตาก็คอยมองร่างบางอยู่เป็นระยะๆจนดีแลนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวขึ้น



“ไปป้อนให้เขามั้ยถ้ามองขนาดนี้”



“กวนแล้วนะดีแลน เดี๋ยวก็ไล่ไปนอนที่อื่นหรอก” วินเอ่ยพร้อมกับตักอาหารใส่ปากเรื่อยๆ ดีแลนได้แต่ยิ้มกริ่ม



 

บางทีหัวใจของใครบางคนอาจจะกำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพูก็ได้นะ..



 

หลังจากทานอาหารไปได้เกือบครึ่งหยางจูก็วางช้อนลงช้าๆตอนนี้เขาทานต่อไม่ไหวแล้ว ขนมปังนั้นก็แทบไม่ได้แตะเลยเพราะเขาไม่ไหวแล้วจริง ใบหน้าขาวหันไปมองวินที่นั่งอยู่โต๊ะอาหารที่ถัดไปไม่มากพร้อมเอ่ยเรียกเบาๆ



“คุณ...ผมอิ่มแล้ว” เสียงที่แผ่วเบาราวกับลูกแมวแรกเกิดที่ร้องขึ้นมาทำให้วิน นึกขำน้อยๆที่เสียงอีกคนเปลี่ยนไปเพราะอาหารป่วย



“อิ่มแล้วเหรอ นอนไปเลยเดี๋ยวฉันเอาผ้าห่มออกมาให้” ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับเดินมาหยิบถาดอาหารของหยางจูเข้าไปเก็บในครัวแล้วเดินเข้าไปหยิบผ้าห่มผืนหนาออกมาให้พร้อมกับหมอนใบโตเพื่อให้อีกคนได้นอนสบายขึ้น เมื่อจัดแจงที่นอนเสร็จแล้วหยางจูก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปทันทีด้วยความเพลีย วินมองอีกคนพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ

 



 

ป่วยแล้วดื้อชะมัด

 



“นายยังไม่ได้เอายาให้หมอนั่นกินไม่ใช่เหรอ”



“อืม รออีกแป๊บค่อยปลุกขึ้นมากินยาเช็ดตัว”



“ดูแลดีจริงๆเล๊ย”



“จะให้ปล่อยให้หมอนี่นอนตายคาห้องรึไง แล้วนายไม่ออกไปข้างนอกเหรอไหนบอกว่าวันนี้จะออกไปเที่ยว” วินถามเพราะก่อนหน้านี้ดีแลนบอกเขาว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอกสักหน่อย



“เออจริงด้วย เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วดีแลนก็เดินเข้าไปในห้องนอนที่ตนเองมักจะนอนประจำเพื่อที่จะอาบน้ำและเตรียมออกไปเที่ยวในคืนนี้ 


วินจัดแจงเก็บจานไปไว้ในครัวพร้อมกับเทเศษอาหารแล้วใส่ลงในเครื่องล้างจานก่อนที่ตัวเขาจะเดินออกมาหยุดอยู่ที่โซฟาตัวยาวที่ตอนนี้มีร่างของหยางจูนอนอยู่ พวงแก้มระเรื่อจากพิษไข้ทำให้วินอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแหน้าผากอีกคนเบาๆ และเป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้ คนที่นอนป่วยอยู่ตัวร้อนอย่างกับไฟ



“ทำไมตัวร้อนกว่าตอนก่อนกินข้าวอีกล่ะ” เขาเอ่ยก่อนจะก้มลงไปแตะที่พวกแก้มใสพร้อมกับแตะเบาๆที่ลำคอก็พบว่าร่างกายของอีกคนในตอนนี้ร้อนราวกับหม้อที่ตั้งน้ำจนเดือด



ร่างสูงเดินเข้าไปในห้องก่อนจะหยิบกล่องใส่ยาที่มักจะเก็บไว้ในลิ้นชักข้างๆเตรียมเสมอขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือเอาเจลลดไข้แปะให้คนตรงหน้าช้าๆเมื่อร่างบางรู้สึกได้ว่ามีอะไรเย็นๆมาแตะที่หน้าผากก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจ



“อื้ออ อะไรอ่ะคุณ..แค่กๆ” ร่างบางเอ่ยเสียงแหบพร้อมกับมองคนตรงหน้าที่กำลังแปะเจลลดไข้ให้เขาอยู่



“แปะเอาไว้นายตัวร้อนกว่าตอนก่อนกินข้าวอีกนะ ลุกขึ้นมากินยาก่อนเร็วๆ” เจ้าของห้องจอมเผด็จการเอ่ยพร้อมดึงร่างของอีกคนขึ้นมานั่งโดยที่หยางจูก็ยอมลุกขึ้นมานั่งแต่โดยดี เขารู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมากอยากนอนหลับสักสามวันสามคืนแต่คนตรงหน้าคงไม่ยอมแน่



“มียาน้ำมั้ยอ่ะ แค่กๆ..” หยางจูเอ่ยขึ้นเมื่อดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นยาเม็ดที่วินกำลังเทออกมาจากขวดให้



“ไม่มี นายโตแล้วนะจะมากินยาน้ำอะไรล่ะ”



“ก็ปกติผมชอบกินยาน้ำมากกว่านิ” ยังคงเถียงฉอดๆทั้งๆที่ตอนนี้สภาพโรยแรงมากแล้ว



“ไม่มี ถ้านายไม่กินก็ไม่มี จะนอนตายตรงนี้รึไงไข้นายขึ้นสูงมากนะ”



“คุณไม่เข้าใจเหรอ..แค่กๆ ผมกินยาเม็ดไม่ได้จริงๆมันจะอ้วก เหมือนที่เด็กๆไม่ชอบกินผักนั่นแหละ” หยางจูเอ่ยตามเหตุผลของเขาจนวินได้แต่นั่งถอนหายใจก่อนจะเอายาใส่ปากตัวเองแล้วกดจูบลงไปจนอีกคนที่ไม่ได้ตั้งตัวล้มลงไปนอนบนโซฟาก่อนที่วินจะใช้ลิ้นดันเม็ดยาเข้าไปในปากของอีกคนพร้อมกับถอนริมฝีปากออกแล้วเอามือข้างหนึ่งปิดเอาไว้ 

มืออีกข้างก็คว้าแก้วน้ำขึ้นมากรอกน้ำใส่ปากพร้อมกับทาบทับริมฝีปากลงไปหาคนที่อยู่บนโซฟาอีกครั้ง เขาปล่อยน้ำในปากของตนเองให้ไหลลงไปในปากของอีกคน ด้วยความที่ไม่ทันตั้งตัวน้ำที่ไหลเข้าไปในปากนั้นไหลผ่านลำคอลงไปพร้อมกับเม็ดยาก่อนหน้านี้ได้สำเร็จ ก่อนที่ร่างสูงจะถอนริมฝีปากออกช้าๆด้วยความอ้อยอิ่ง มุมปากร้ายๆยกขึ้นพร้อมกับมองดวงตาของอีกคนที่ยังคงตกใจไม่หาย



“ยา..ผมกินยาเม็ด แค่กๆ คุณนี่มัน..โอ๊ยปวดหัวเลย”



“ฮ่าๆ ปวดหัวก็นอนไป เนี่ยเดี๋ยวกินยาครั้งหน้าฉันป้อนให้ใหม่”



“ไม่ต้องเลย!” ทั้งคู่ยังคงพูดคุยกันโดยที่ร่างสูงยังคงคร่อมร่างของอีกคนอยู่ดวงตาคมมองใบหน้าขาวที่ตอนนี้ดูซีดเซียวไปมาก แต่พวงแก้มและปลายจมูกรั้นๆยังคงเป็นสีแดงระเรื่อเพราะพิษไข้มือหนายกขึ้นเกลี่ยไรผมที่ปกคลุมใบหน้าของอีกคนช้าๆ ทั้งคู่เงียบสนิทมีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังอยู่ในตอนนี้ วินละสายตาจากริมฝีปากนั้นไม่ได้เลย จนเจ้าตัวโน้มตัวลงไปใกล้



“ขอจูบได้มั้ย”



“ห้ะ...อ..อะไรนะ..อื้อ” ไม่รอให้อีกคนอนุญาตวินก็กดจูบลงไปที่ริมฝีปากของหยางจูช้าๆ เป็นจูบที่ไม่หวือหวาไม่ล่วงเกินแต่กลับทำให้หัวใจของหยางจูเต้นแรง ร่างบางยกแขนขึ้นโอบกอดรอบคอของอีกคนด้วยความเผลอไผล รสจูบอันซาบซ่านค่อยๆร้อนแรงขึ้นเมื่อเรียวลิ้นอุ่นๆสอดแทรกเข้าไปในขุมทรัพย์แสนหวานรสจูบที่แสนเพลินนั้นทำให้ทั้งคู่ตกอยู่ในภวังค์จนลืมไปเลยว่า...ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกเขา และสิ่งที่ไม่คาดคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ...

 



ผู้มาเยือนที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า



 

ติ๊ด.. แกร๊ก.

เสียงการ์ดที่แตะประตูพร้อมกับเสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้วินและหยางจูที่กำลังลุ่มหลงในรสจูบไม่ได้ตั้งตัว วินถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง จะเรียกว่าโชคไม่ดีรึเปล่านะที่เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะมองเห็นการกระทำของทั้งคู่ได้ชัดเจนแบบนี้เมื่อร่างสูงมองไปที่ประตูก็ต้องตกใจสุดขีด เพราะคนที่เปิดเข้ามานั้นไม่ใช่ใครอื่น..



“มัม..แด๊ด”

 




คงนึกคำอื่นไม่ออกแล้วสินะนอกจากคำว่า...ซวยแล้ว !






มาอัพแล้ววว

รู้สึกว่ามาอัพถี่ขึ้นใช่มั้ยค่ะ ฮ่าๆ

ไรท์บอกแล้วว่าจะคัมแบคแล้วก็คัมแบคจริงๆ

หวังว่าจะชอบคู่นี้นะคะ ดูสิว่าวินจะแก้ตัวยังไงกันเนี่ยยยย 


สำหรับใครที่สนใจฟิครอบสต๊อกพร้อมส่ง สามารกติดต่อมาได้ที่ 

ทวิตเตอร์ @jokerginger12 นะคะ


B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

1,259 ความคิดเห็น

  1. #1247 แค่คนอินดี้ (@0942845903) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 09:32
    โอโหห ค้างสุดค่าาา
    #1247
    0
  2. #1246 markbam022 (@markbam022) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 10:37

    ต่อออออ
    #1246
    0
  3. #1245 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 10:56
    ซวยมากเลยแหละ 5555
    #1245
    0