Lie Theory ♦ ผู้หญิงแอบรัก

ตอนที่ 2 : EPISODE 01 ; Tonight I {100%}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    10 พ.ค. 63

EPISODE 01

Tonight I


                เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น

                ผับ X

                22.45

                เสียงเคาะนิ้วลงกับโต๊ะกลืนหายไปกับเสียงเพลง ฉันไม่ได้นับด้วยซ้ำว่าค้างนิ้วมืออยู่ท่านี้มานานแค่ไหนตกลงเขาจะไม่มาแล้วใช่ไหม?

                ฉันถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน ถ้าตามงานวิจัยที่มีคนเคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าถอนหายใจบ่อยจะทำให้ตายเร็วขึ้น ไทม์ไลน์ชีวิตฉันคงหมดไปนานแล้วล่ะ

                ก็จะไม่ให้บ่น ให้ถอนหายใจได้ยังไงล่ะ...พ่อแฟนตัวดีฉันชอบผิดนัดตลอด ไม่ว่าจะไปดูหนัง ไปกินข้าวหรือทำธุระสำคัญอะไร ตั้งแต่คบกันมาเกือบหนึ่งปี ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะตรงเวลากับฉัน มาสายไปครึ่งชั่วโมงบ้าง หนักสุดเลยคือสองชั่วโมง ส่วนคนที่เตรียมตัวออกมาก่อนเวลาสิบห้านาทีอย่างฉันก็รอเก้อไปสิ...รอจนเหงือกแห้งก็ยังไม่มาเสียที!

                ในโลกนี้คงไม่มีใครอดทนรอได้เท่าฉันอีกแล้วล่ะ

                อันดามัน ตกลงแฟนแกจะยังมาอยู่ไหมเนี่ย เรารอตรงนี้มากันเกือบจะชั่วโมงแล้วนะเพื่อนในคณะคนหนึ่งที่มาด้วยกันเอ่ยถามฉันอย่างเกรงใจ

                ฉันเผลอถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนหันไปตอบเธอ ฉันว่าจะรอตรงนี้อีกสักแป๊บ เกิดเขามาถึงแล้วไม่เจอฉันจะคลาดกัน ยังไงแกตามเพื่อนที่เหลือเข้าไปก่อนเลยก็ได้นะ ถ้าเขามาถึงเดี๋ยวฉันตามเข้าไป

                แกยืนตรงนี้คนเดียวได้แน่นะ?เธอถามด้วยความเป็นห่วง...อย่างงี้แหละ เพื่อนในคณะฉันค่อนข้างรักกัน ไปไหนไปกัน ไม่ได้ทิ้งกันอยู่แล้ว เธอกดเสียงต่ำด้วยความหวาดระแวง แถวนี้มีแต่ผู้ชายท่าทางน่ากลัว พวกนั้นจ้องแกตาเป็นมันเลยนะ

                สบายมากฉันยิ้มเพื่อให้เธอวางใจ แกเข้าไปก่อนเลย เดี๋ยวจะหมดสนุกเสียเปล่า

                โอเค ถ้ามีอะไรโทรหาฉันได้เลยนะเธอบอกก่อนหันหลังเดินเข้าไปในความมืดที่มีแสงไฟหลากสีสาดส่องไปมา พนักงานรักษาความปลอดภัยตรงนั้นมองฉันด้วยความงุนงงว่ามายืนทำอะไรตรงนี้ตั้งนาน

                ฉันเหม่อมองไปบนถนนใหญ่เบื้องหน้าที่มีรถหลายคันขับผ่านไปมา ค่ำคืนที่ควรเงียบสงบกลับมีความอัดแน่นเกิดขึ้นบนท้องถนน คันแล้วคันเล่าก็ยังไม่ปรากฏร่างของ นักขัตอยู่ดี

                บางทีฉันควรจะโกรธเขาเรื่องมาผิดนัดอย่างจริงจังเสียที ควรทำให้เขาได้รู้ว่าพฤติกรรมแบบนี้มันไม่เหมาะสมสำหรับคนที่เป็นแฟนกัน

                ขอโทษนะอันดามัน ไว้คราวหน้าฉันจะแก้ตัวใหม่นะ

            และเขาคงยกมือลูบศีรษะแก้เก้อพร้อมเอ่ยปากขอโทษ (ไปอย่างนั้น) ก่อนจะลืมความผิดตัวเองในอีกสิบห้านาทีถัดไป ให้ตายสิ...นายนี่มันเกินเยียวยาจริงๆ นะนักขัต

                ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาด้วยความเบื่อหน่าย มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะ ดังนั้นระหว่างรอการมาถึงของเขา ฉันขอใช้เวลานี้เล่าเรื่องระหว่างฉันกับเขาให้ฟังก่อนแล้วกัน...

                นักขัตเป็นรองเดือนคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยที่ฉันกำลังเรียนอยู่ ส่วนฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้สวยอะไรเลย ติดไปทางธรรมดาไม่โดดเด่นเหมือนเพื่อนในคณะคนอื่น...ผมของฉันเป็นสีน้ำตาลเข้มยาวถึงกลางหลัง เวลาไปเรียนจะรวบเป็นหางม้าขึ้นสูง ผิวขาวอมชมพูเพราะได้จากแม่มา ความสูงอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบปลายๆ...พูดง่ายๆ ก็ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่พบได้ง่ายบนถนนที่ทุกคนเดินผ่าน แต่เห็นแบบนี้ฉันก็ได้ตำแหน่งรองดาวคณะนิเทศศาสตร์มาเหมือนกันนะ

                มีหลายคนบอกว่าเราสองคนเหมาะสมกันเหมือนดาวกับเดือนที่อยู่บนท้องฟ้า

                อาจเป็นเพราะความสูงในแบบที่กำลังพอดีของฉัน ไม่สูงหรือเตี้ยเกินไป ผมสีน้ำตาลธรรมชาติคงทำให้ผู้ชายหลายคนลงความเห็นว่าฉันน่ารักเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้...ทั้งที่ตัวฉันเองไม่เคยคิดว่าตัวเองน่ารักเลย ติดจะจืดชืดและธรรมดาเกินไปด้วยซ้ำ

                ฉันไม่เข้าใจเหมือนกัน ผู้ชายที่เข้ามาขายขนมจีบนี่มองความสวยของฉันที่ตรงไหนกันเหรอ?

                ทว่าคนที่หน้าตาดีอย่างนักขัตกลับทำให้ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นและมั่นคง เขาพร้อมจะเดินไปกับฉันในทุกที่ กล้าจับมือฉันแม้ว่าจะเดินอยู่ท่ามกลางห้างสรรพสินค้าที่มีคนเดินผ่านไปมามากมาย นักขัตไม่อายที่เป็นแฟนฉัน

                คะแนนความฮอตของเขาอาจจะตกเพราะมีแฟน แต่ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสนใจเลยแม้แต่นิด...ก็เขารักของเขานี่นา การจะต้องเปลี่ยนตัวเองไปตามความชื่นชอบของคนอื่นเท่ากับว่าสูญเสียความเป็นตัวเองไปด้วย นักขัตเลยเป็นคนที่ไม่ตามกระแสสังคมเท่าไหร่

                ด้วยความที่ฉันชอบคนนิสัยสบายๆ รักอิสระแบบนี้ เขาเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในเรื่องการใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ได้หล่อหรือรวยสุดขั้วไปแบบคนอื่น ฉันมีคำตอบในใจหลังจากเขาตามจีบฉันสักระยะ...ไม่นานหลังจากนั้นเราจึงตกลงคบกัน

                แต่...บางครั้งนักขัตก็รักสบายมากเกินไปหน่อย

                เขาอินดี้จนฉันตามไม่ทันในหลายเรื่อง และยังไม่ (ค่อย) รักษาคำพูดตัวเองในหลายหน ฉันพยายามเข้าใจในความเป็นตัวตนของเขา แต่เข้าไม่ถึงจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการใส่ใจและตรงต่อเวลา

                วันนี้เพื่อนในคณะกลุ่มใหญ่ชวนมาดื่มก่อนเริ่มอ่านหนังสือสอบกลางภาคกัน เรานัดกันไว้ตอนสี่ทุ่ม เพื่อนหลายคนมาถึงก่อนเวลาและเข้าไปสนุกด้านในตั้งนานแล้ว เวลาผ่านไปจนจะครบชั่วโมงแล้วเขาก็ยังไม่มา

                ปกติฉันไม่ใช่คนชอบดื่มเท่าไหร่ ถ้าให้มานั่งชิลล์คุยกัน ฟังเพลงสนุกๆ ฉันโอเคนะ เว้นเสียแต่ว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เหมือนคราวนี้ พอเป็นแบบนี้ฉันควรจะยังยืนรออยู่หรือเปล่านะ?

                ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมากดต่อสายโทรหาเขาอีกครั้ง เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นไม่กี่วินาทีจึงมีคนกดรับ

                [อันดามัน ฉันกำลังจะถึงแล้ว รอแป๊บหนึ่งนะ]

                ติ๊ด!

                นักขัตไม่รอให้ฉันพูดอะไรทั้งนั้น เขาบอกแค่ว่าใกล้จะถึงแล้วก็กดวางสายไป เห็นแบบนี้แล้วฉันอยากปาโทรศัพท์ทิ้งจริงๆ ถ้าฉันแคร์เขาน้อยกว่านี้อีกสักนิดคงเลิกกับเขาไปนานแล้ว

                ทำยังไงได้ล่ะ...ในเมื่อความผูกพันระหว่างเรามันมีเยอะขนาดนี้

                ไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็ขับมาจอดตรงหน้า เขาใช้เวลาไม่นานในการถอยรถเข้าซอง จากนั้นนักขัตในชุดนักศึกษาผิดระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้ารีบก้าวลงมาหาฉันอย่างรวดเร็ว เหงื่อที่ซึมออกมาตามใบหน้าบอกว่าเขารีบมาหาฉันมากแค่ไหน

                แล้วทำไมเขายังใส่ชุดที่ไปเรียนวันนี้อยู่เลยนะ? นี่เขาจะทำให้ฉันหงุดหงิดทั้งวันเลยอย่างนั้นเหรอ

                ฉันขมวดคิ้วพร้อมกับเบ้ปากทันทีที่เขาเดินมาหยุดตรงหน้า มาปาร์ตี้นะ ทำไมนายยังไม่เปลี่ยนชุดอีก มันไม่ถูกกาลเทศะหรือเปล่า

                เขายกมือเกาหัวแก้เก้อก่อนยิ้มแหยออกมา (แบบที่ฉันคิดไว้เลย) ผู้หญิงหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างมองเขาเป็นตาเดียว ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอิริยาบถไหน แต่งตัวยังไงก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นได้เสมอ เสน่ห์เหลือล้นนั่นสามารถทำให้ใครต่อใครตกหลุมรักได้

                เขาเจิดจรัสราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ทอประกายไปทั่วผืนฟ้าราวกับแสงจันทร์ยามค่ำคืน

                เธอออย่าเพิ่งโกรธฉันนะอันดามัน แต่วันนี้ฉันติดธุระนิดหน่อย ขอไม่เข้าไปด้านในได้ไหมเขาแก้ตัวเสียงอ่อน เสตามองด้านล่างด้วยความรู้สึกผิด

                ฉันกลอกตามองบนก่อนจะเอ็ดเขาเสียงเขียว ธุระอะไรของนายอีก มาสายจนจะชั่วโมงแล้ว ฉันมายืนรอจนยามจะสงสัยว่าฉันเป็นสายให้ตำรวจอยู่แล้ว ยังทำธุระพวกนั้นไม่เสร็จอีกเหรอ?

                เอ่อ...คือ...นักขัตอึกอักพูดไม่ออก แววตาเขาหลุกหลิกคล้ายคนที่ซ่อนบางอย่างเอาไว้ภายใน ทว่าฉันเหนื่อยใจจนเกินกว่าจะสังเกตเห็นอาการผิดปกติเหล่านั้น

                อะไรฉันกดเสียงเข้ม เพิ่มแรงกดดันสถานการณ์ให้มาคุมากขึ้นไปอีก

                ฉันต้องไปทำงานกลุ่มเขาพูดออกมาในที่สุด  ประโยคนี้ของเขาทำให้ฉันเผลอถอนหายใจออกมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้ รู้สึกน้อยใจจนน้ำตาแทบจะไหล เขาทำเหมือนไม่ได้แคร์ฉันเลย

                โกหกทำไมนักขัตฉันสบตาเขาตรงๆ เราเรียนเหมือนกันหมดทุกวิชา งานกลุ่มทุกชิ้นก็อยู่กลุ่มเดียวกัน ใครเขาจะนัดทำงานกันตอนนี้ แล้วถ้าทำจริง...ฉันก็ต้องเห็นในไลน์กลุ่มทำงานแล้วน่ะสิ

                “…!” เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น เหงื่อเม็ดโตซึมตามไรผมของเขา

                คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านายนัดเพื่อนอีกกลุ่มจะไปร้านเหล้าเอาไว้ แต่ไม่กล้าปฏิเสธฉันเลยทำตัวบ้าบอด้วยการมาสายแล้วบอกว่าจะไปทำงานกลุ่มแบบนี้น่ะฉันพูดทุกอย่างที่นักขัตคิดไว้ในหัวออกมา แค่มองตาก็เข้าใจ เราคบกันมานานกว่าที่จะปิดบังเรื่องพวกนี้แล้วล่ะ

                อืม...อาจะโหดร้ายเกินไปหากฉันจะปิดกั้นสังคมของเขา ในอีกมุมหนึ่งฉันก็เข้าใจเขานะ ชายหนุ่มคงจะเหงาที่ต้องอยู่กับฉันเกือบตลอดเวลา นานๆ ทีเจอเพื่อนเลยอยากใช้เวลาด้วยกัน จะทำไงได้ล่ะ...ในเมื่อเขาไม่ได้บอกฉันตั้งแต่แรก เล่นปล่อยให้ฉันรอตั้งนานแบบนี้ใครจะไปทนไหวเล่า!

                ขอโทษนะอันดามันเขาทำหน้าหงอยแล้วเดินมาจับมือฉันไว้ น้ำเสียงที่เขาใช้ทำเอาฉันใจอ่อนยวบ ฉันไม่ได้ไปเที่ยวกับไอ้พวกนั้นสักระยะหนึ่งแล้ว ไม่ไปก็เหมือนลืมเพื่อนอ่ะ ครั้งนี้ขอไปได้ไหม

                นักขัตเป็นคนรักเพื่อน แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้ฉันเหงา เพราะฉะนั้นเรื่องแค่นี้ฉันต้องเข้าใจเขาสิ...ฉันไม่อยากเป็นผู้หญิงน่ารำคาญที่เกาะแฟนแจตลอดเวลาจนเขาไม่มีเวลาส่วนตัว แม้ว่าลึกๆ ในใจฉันจะนอยด์มากแค่ไหนก็ตาม...

                อืม ไม่เป็นไรหรอกฉันระบายยิ้มมุมปากออกมา กดความรู้สึกงี่เง่านั่นลงไปให้ลึกที่สุด แต่คราวหน้าช่วยบอกฉันก่อนนะ ไม่ต้องปิดหรอก ถ้าพูดความจริงฉันเข้าใจนายทั้งนั้นแหละ

                นักขัตคว้าร่างฉันเข้าไปกอดแนบอกอย่างไม่แคร์สายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา...ใช่แล้วล่ะ เขาไม่ได้แคร์ใครมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่

                ขอโทษนะ พรุ่งนี้หลังเลิกเรียน เดี๋ยวฉันพาเธอไปกินเค้กนะเอะอะก็เอาของกินมาล่อตลอด

                ฉันทุบอกเขาเบาๆ ทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าวเหมือนน้ำตาจะไหล แบบนี้ทุกที ฉันเลยลดความอ้วนไม่ได้นี่ไง

                ฮะๆนักขัตหัวเราะในลำคอ เพราะเธอน่ารักแบบนี้ไง ฉันถึงรู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องปล่อยให้เธอเหงาคนเดียว

                ไปได้แล้วไป เพื่อนนายรอนานแล้วมั้งฉันดันอกเขาออกแล้วสูดน้ำมูก จะมาดราม่าตอนนี้ไม่ได้นะ แค่นี้ก็ไร้สาระมากพอแล้ว หัดควบคุมสติแล้วโตเป็นผู้ใหญ่ซะอันดามัน!

                ครับผม ขอหอมที!” เขาขโมยหอมแก้มฉันอย่างรวดเร็วก่อนวิ่งออกไป ริมฝีปากเรียวเบาที่ประทับลงข้างแก้มทิ้งความรู้สึกอ่อนนุ่มเอาไว้และจางหายไปอย่างรวดเร็ว นักขัตหันมาโบกมือบ๊ายบายให้ฉันแล้วเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง ไม่ถึงสามนาทีเขาจึงขับรถออกไป

                เฮ้อไม่อยากถอนหายใจแล้ว แต่ก็ถอนอีกสักทีให้กับค่ำคืนที่แสนน่าเบื่อนี้หน่อยเถอะ

                ฉันหันหลังเดินเข้าไปในผับด้วยความเบื่อ เสียงเพลงที่เปิดบรรเลงไว้ภายในไม่สามารถทำให้ฉันรู้สึกคึกครื้นไปกับมันได้อีกต่อไป กลิ่นบุหรี่ที่ลอยวนอยู่บนชั้นบรรยากาศยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิดมากกว่าเดิม กลุ่มเพื่อนที่กำลังสนุกกันอยู่หน้าโต๊ะตรงฟลอว์เวทีทำให้ฉันตัดสินใจเดินเลี้ยวไปอีกทาง รู้ดีว่าหากปรากฏตัวในเวลานี้ตอนที่ยังจัดการกับอารมณ์บนใบหน้าไม่ได้ จะทำให้เพื่อนคนอื่นรู้สึกหมดสนุกไปด้วย

                คืนนี้รับอะไรดีครับบริกรประจำร้านทักขึ้นมาตอนฉันนั่งลงบนเคาน์เตอร์บาร์ พอขยับมาอยู่ฝั่งนี้รู้สึกหายใจโล่งขึ้นมากเลย อย่างน้อยก็ไม่มีกลิ่นบุหรี่ กับเสียงตะโกนโหวกเหวกของหลายคนที่เริ่มเมาแล้ว

                ขอเป็นพิงค์เลดี้ก่อนแก้วหนึ่งค่ะบอกแล้วว่าฉันดื่มได้ ไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ แต่ถ้าเลือกได้จะไม่ดื่ม

                สักครู่ครับเขาก้มหัวรับคำจากนั้นเดินไปเตรียมเครื่องดื่มให้ฉันอีกทาง ถัดจากตรงนี้ไปประมาณสามเก้าอี้มีลูกค้าผู้หญิงอีกคนนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ ฉันเหม่อมองไปรอบด้าน ฝั่งที่ฉันนั่งอยู่จะเป็นเคาน์เตอร์บาร์ยาวสำหรับคนที่มาคนเดียวและต้องการความสงบ แต่ก็ไม่ได้เงียบขนาดนั้นนะ...ริมใบหูยังแว่วยินเสียงเพลงจากอีกฝั่งที่ทุกคนกำลังสนุกกัน

                ฉันฟุบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเองเพื่อพักสายตาจากแสงของลูกดิสโก้ที่สาดส่องไปมาอย่างน่าเวียนหัว คาดว่าหมดแก้วนี้ต้องตามไปสมทบกับเพื่อนแล้วล่ะ ขืนไปช้ากว่านี้คนอื่นจะเป็นห่วงเสียเปล่า

                คิดถึงนักขัตจัง...

                มีคนบอกฉันว่าวันนี้นายโดดเรียนอย่างนั้นเหรอ?

                ตื่นสายน่ะ สงสัยเมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย

                ปีสี่แล้วนะริมเขื่อน ขืนทำแบบนี้บ่อยๆ นายจะเดือดร้อนเองนะ

                รู้แล้วน่า ไม่ต้องพูดย้ำบ่อยๆ หรอก ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ

                ก็อีหรอบนี้ทุกที คนเขาเตือนด้วยความเป็นห่วงดันมาทำเสียงแบบนี้ใส่ เสียความรู้สึกชะมัดเลย

                ร้านเหล้าไม่ใช่ที่ที่เธอควรจะมา กลับไปเถอะอิงฟ้า

                ฉัน...แค่อยากอยู่ในโลกของนายบ้างเท่านั้นเอง

                ไว้มีโอกาสฉันจะพาไป วันนี้กลับไปก่อนเถอะ มีแต่ควันบุหรี่กับกลิ่นเหล้าทั้งนั้น เธอไม่ชอบอะไรแบบนี้หรอก

                หืม?

                ฉันได้ยินเหมือนมีเสียงผู้ชายกับผู้หญิงกำลังทะเลาะกันไม่ไกลจากจุดที่ฉันนั่งอยู่เลยหันหน้ากลับไปมอง...มุมอับที่แสงจากลูกดิสโก้เกือบส่องเข้าไปไม่ถึงมีร่างของคนสองคนกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ฉันมองไม่เห็นหน้าผู้ชายคนนั้น แต่เห็นผู้หญิงคนนั้นชัดเจน เธออยู่ในชุดเดรสสีชมพูอ่อนกระโปรงบานท่าทางน่ารัก ผมยาวสลวยดัดลอนถูกรวบขึ้นเป็นหางม้า ท่าทางอ่อนหวานนั่นไม่ว่าใครเป็นต้องตกหลุมรัก

                อ๊ะ...ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอคนนี้คือ...

                เธอกลับไปก่อนเถอะอิงฟ้าเสียงทุ้มแหบที่แสนคุ้นเคยพูดประโยคนั้นจบก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้ร่างบอบบางของเธอคนนั้นสั่นไหวราวกับกำลังร้องไห้อยู่ แต่เพียงชั่ววินาทีเธอก็ปาดน้ำตาออกแล้วเดินจากไปเช่นกัน ฝ่ามือที่กำแน่นบ่งบอกว่าอิงฟ้ากำลังหักห้ามความรู้สึกของตัวเองขนาดไหน

                ฉันรู้ว่าเขาสองคนเป็นแฟนกัน

                ตึก ตัก

                มีบางอย่างไม่ปกติกำลังเกิดขึ้น และฉันรู้ดีด้วยว่ามีสาเหตุมาจากอะไร หัวใจฉันเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่น่ารังเกียจ มือขวาเลื่อนไปแตะที่ใต้อกซ้ายอย่างต้องการหวังให้เจ้าก้อนเนื้อเต้นเบาลงหน่อย

                ได้แล้วครับ

                อ๊ะ...

                ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อบริกรนำพิงค์เลดี้มาเสิร์ฟตรงหน้า เกือบจะลืมไปแล้วเชียวว่าออเดอร์อะไรเอาไว้ ฉันยกแก้วกระดกเข้าปากทีเดียวจนหมดหวังให้ฤทธิ์ความเมาเหล่านี้ครอบงำจิตใจให้ลืมบางเรื่องที่ไม่น่าจำได้บ้าง

                การที่นักขัตไม่มาปาร์ตี้กับฉัน ก็เป็นหนึ่งในอีกเหตุผลที่น่าน้อยใจ...ทว่าการได้เจอกับ ใครบางคนในค่ำคืนนี้กลับทำให้ฉันสามารถยิ้มมุมปากออกมาได้อีกครั้ง

                ความรู้สึกเลวๆ นี่เกิดกับฉันบ่อยครั้ง ยามที่ได้สบตานัยน์ตาคู่สวยชวนฝันนั่น มันทำให้ฉันลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทุกอย่างไปจนหมด

 

                ฉันนั่งดื่มตรงนั้นต่อไปอีกสักพัก ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเมื่อรู้สึกว่าของเหลวในร่างกายตัวเองมีมากเกินไปแล้ว กะว่าหลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จจะตามไปหากลุ่มเพื่อนที่คณะ

                หลังจากจัดการตัวเองในห้องน้ำเสร็จ ฉันจึงออกมาเป่ามือตรงทางเข้าห้องน้ำ จากประตูที่แง้มอยู่ทำให้ฉันเห็นว่ามีคนยืนพิงผนังสูบบุหรี่อยู่ด้านนอก กลิ่นเหม็นแสบจมูกทำให้ฉันยู่หน้าแล้วกระแอมไอออกมา

                ตึก ตัก

                ฉันสะบัดมืออีกครั้งแล้วเดินออกไป เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะยามก้าวเดิน เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่เราสบตากัน...ฉันก็สูญเสียความเป็นตัวตนไปทั้งหมด

                นัยน์ตาสีดำสนิทสบประสานกัน ฉันเห็นความเมามายจากการดื่มในนั้นด้วย แค่นี้ฉันก็หวั่นไหวไปหมดทั้งใจแล้ว...ความสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของเขาเป็นที่อิจฉาของผู้ชายคนอื่นไปทั่ว กล้ามเนื้อทั่วตัวสมส่วนแบบคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำยิ่งทำให้เขาเป็นสปอร์ตแมนที่น่าหลงใหลมากกว่าเดิม ริมฝีปากแดงสดที่กำลังคาบบุหรี่ไว้ด้วยท่าทางสุดแบดบอยนั่นอีก

                ไม่แปลกใจแล้วใช่ไหม...ว่าทำไมฉันถึง ชอบเขา

                ใช่แล้วล่ะ คุณฟังไม่ผิดหรอก ฉันตกหลุมรักผู้ชายคนนี้มานานมากแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่เคยรับรู้ถึงการมีตัวตนของฉันก็ตามที นี่เป็นเรื่องเดียวที่ฉันแอบรู้สึกผิดในใจต่อนักขัตมาตลอด

                ผู้ชายที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้คือ ริมเขื่อน

                ริมเขื่อนเป็นเพื่อนร่วมคณะที่มหาวิทยาลัยของฉันเอง...เราเจอกันครั้งแรกตอนปีหนึ่งตอนรับน้อง ในช่วงเวลาที่ก้าวข้ามจากเด็กวัยรุ่นมาเป็นเด็กมหาลัยมีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง เขาเป็นผู้ชายหน้าตาดีที่ปฏิเสธตำแหน่งเดือนคณะที่หลายคนใฝ่ฝัน เขาบอกว่าอยากทำอะไรตามใจชอบโดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎที่มหาลัยตั้งขึ้นมา

                ฟังดูแล้วเป็นคำตอบที่แบดบอยสุดๆ แต่ฉันกลับหลงเสน่ห์เขาเข้าเต็มเปา เพียงแค่วันนั้นที่ฉันไปรับน้องและนั่งต่อแถวด้านหลังเขา  แผ่นหลังเขากว้างใหญ่ราวกับผืนฟ้าอยู่ตรงหน้า ริมเขื่อนเป็นคนส่งกล่องข้าวมาให้ฉัน...ปลายนิ้วเราสัมผัสกันเพียงชั่ววินาที แค่นั้นความรู้สึกที่ประทับใจในตัวเขาก็ลอยไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว

                ฉันเหมือนเด็กสาวหน้าโง่ที่บูชาในความรัก ยอมทำทุกอย่างเพื่อทำให้ผู้ชายที่ตัวเองชอบหันมาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งดอกไม้ ทำขนมไปให้ พยายามหาทางที่เขาจะมองเห็นฉันในสายตา...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำเต็มไปด้วยความตั้งใจอันแสนบริสุทธิ์ของฉัน ถึงแม้ว่าตอนจบอาจจะไม่สมหวัง เพราะ...สุดท้ายแล้วฉันอกหัก ริมเขื่อนไม่เคยมองเห็นฉันอยู่ในสายตาเลยสักครั้ง

                เหมือนกับอากาศธาตุที่ลอยอยู่รอบตัว รู้ว่ามีอยู่แต่ไม่เคยมองเห็น

                เขาเหมือนเป็นรักแรกที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจฉันตลอดกาล ฉันไม่เคยทำใจได้เลยสักวัน ทุกครั้งที่เจอหน้าเหมือนถูกดึงลงไปสู่ช่องว่างแห่งความเจ็บปวดอีกครั้ง เจ็บ...โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าฉันเจ็บอยู่

                อันดามันช่างเป็นผู้หญิงที่งี่เง่าเหลือเกิน...

                ฉันทำได้เพียงยอมรับความจริงที่แสนเจ็บปวดว่าตัวเองไม่เคยอยู่ในสายตาเขา วันเวลาที่ผ่านพ้นทำให้ฉันสบายใจมากขึ้นเมื่อเผชิญหน้าเขาในแต่ละครั้ง หากวันใดที่ต้องสบตากันจังๆ อาจจะมีวูบไหวชั่ววินาที หวั่นไหวทุกครั้งที่สบตา แต่สามารถใช้ชีวิตต่อไปข้างหน้าได้ภายใต้ผลของการกระทำตนเอง

                การที่นักขัตเข้ามาในชีวิตฉันเป็นเรื่องที่ดี พื้นที่ว่างในหัวใจฉันที่เคยมีริมเขื่อนอยู่ค่อยๆ ถูกเขาเติมเต็มจนอาการฉันดีขึ้นเรื่อยๆ ยาใจที่แพทย์ให้ฉันไม่ได้คือความเอาใจใส่ตอนแรกเริ่มของนักขัต

                ฉันตกใจ แต่พยายามเก็บความรู้สึกยามอยู่ตรงหน้าเขา พอมาสบตากันใกล้ๆ แบบนี้ถึงได้รู้ว่านัยน์ตาสีดำของเขาสวยขนาดไหน...เหมือนสีน้ำใต้ทะเลลึกลึกจนฉันไม่มั่นใจว่าหากตกลงไปจะหาทางว่ายขึ้นมาได้ไหม

                มองอะไร น้ำเสียงทรงเสน่ห์ของเขาพูดขึ้นมา วิมานอากาศที่ฉันสร้างขึ้นมาแตกสลายชั่ววินาที ฉันที่ยังไม่ทันปรับอารมณ์กับการเผชิญหน้าเขาอีกครั้งจึงสะดุ้งเล็กน้อย เท้าก้าวถอยหลังไปในห้องน้ำโดยไม่รู้ตัว

                อ๊ะ...!”

                ริมเขื่อนเลิกคิ้ว เขาวางบุหรี่ที่สูบหมดแล้วลงบนที่เขี่ยบุหรี่ เธอเป็นเพื่อนในคณะใช่ไหม แฟนไอ้นักขัตนี่

                ฉันไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไง รู้สึกมึนงง จับต้นชนปลายไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะจำหน้าฉันได้ ชะ...ใช่

                ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหาฉันใกล้มากขึ้น ฉันไม่ได้ถอยหนี...หรือใจลึกๆ อาจจะไม่อยากถอยก็ได้ จนในที่สุดเขาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันจนได้ ริมเขื่อนดันตัวฉันให้แผ่นหลังติดกับผนังด้านหลัง

                สัมผัสอุ่นร้อนจากตัวร่างแกร่งโอบกอดหัวใจฉันโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาเขาสะท้อนภาพฉันอยู่ในนั้น เหมือนสิ่งที่รอคอยมาเนิ่นนานปรากฏขึ้นตรงหน้า

                เธอ...เคยเอาคุกกี้มาวางไว้บนโต๊ะเรียนฉันใช่ไหม?

                “…” ฉันไม่ตอบแต่หลบสายตามองไปอีกทาง ลมหายใจของเขาเป่ารดเส้นผมฉัน ช่องว่างระหว่างเราลดน้อยลงเรื่อยๆ จนฉันหวั่นไหว หากเขาขยับเข้ามาใกล้มากกว่านี้อีกนิดฉันต้องแย่แน่ๆ

                กลิ่นเหล้าลอยมาจากตัวเขา ริมเขื่อนน่าจะดื่มมาไม่น้อยเลย แววตาเขาสั่นระริก...สิ่งที่ประกอบเป็นเขาช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน ความดิบเถื่อนในตัวเขาคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันถึง รวมถึงตัวฉันด้วย

                เมื่อสักครู่เขาเพิ่งจะทะเลาะกับอิงฟ้ามาไม่ใช่เหรอ? แต่ตอนนี้เขาดันมาคุกคามความรู้สึกฉัน แบบนี้มันใช้ไม่ได้เลยนะ ทั้งที่รู้ว่าทุกอย่างมันผิด เขามีแฟนแล้ว ฉันเองก็มีแฟน และตอนนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงกับการทำผิด ทำไมฉันถึงไม่ห้ามใจตัวเองและผลักเขาออกไปนะ

                ไม่ตอบ สงสัยอยากโดนจูบ ทำหน้าตาน่าขยี้นะเธอน่ะ

                ฉันรู้แค่ว่าเขาเมามาก...ริมฝีปากของเราสองคนสัมผัสกันในที่สุด ความอ่อนนุ่มปนกลิ่นเหล้าที่เขามอบให้ทำเอาสมองฉันขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง เขาใช้สองมือประคองใบหน้าฉันไว้ไม่ให้หันหนีไปไหน

                ถามตัวเองว่าเมาไหม? ฉันไม่มีคำตอบเหมือนกัน...อาจจะเมา (มั้ง) เพราะคนสติดีที่ไหนจะมายืนจูบกับแฟนชาวบ้านในที่สาธารณะแบบนี้ล่ะ คุณว่าไหม?

                ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับรสจูบของเขา เอาเป็นว่าสั้นๆ นะ...

                มัน ฟินมาก

                บางทีฉันอาจจะสมยอมเขาตั้งแต่แรกทั้งที่ยังมีสติ และปล่อยให้อารมณ์นำพาสมอง เดินตามเขาเข้าไปในห้องสีดำนั่น

{100%}

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

135 ความคิดเห็น