(สนพ. Happy Banana) Love Plan แผนรักหักเหลี่ยมหัวใจ

ตอนที่ 5 : Chapter 4 : Bad Moment 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ธ.ค. 57

  

 Chapter 4
Bad Moment



 

 

          
         
ฉันชอบนายนะนับหนึ่ง

 

          ออกไปนะ ชิ่วๆ ออกไป!

 

          ‘ฉันชอบนายนะนับหนึ่ง

 

          ไอ้แทนภูมิบ้า! ออกไปนะเฟ้ย!

 

          ‘ฉันชอบนายนะนับหนึ่ง

 

          อ้ากกกก!

 

          ‘ฉันชอบนายนะนับหนึ่ง

 

          ‘ฉันชอบนายนะนับหนึ่ง

 

          ไม่ไหวจริงๆ ผมไล่คำบอกชอบของแทนภูมิแค่ไหน มันก็ไม่ยอมออกไปสักที กลับดังย้ำไปย้ำมาราวกับเทปที่ถูกตั้งให้ออกเสียงแค่ประโยคนี้เท่านั้น

 

          ตั้งแต่วันนั้นมาผมก็เจอเขาบ่อยขึ้น ไม่ใช่เจอแบบเข้าไปคุยทักทายกันนะครับ เจอแบบ...ตามโรงอาหาร ตามทางเดินที่จะไปตึกเรียน ตามป้ายรถเมล์ก่อนกลับหอ ที่จริงเขาไม่มายุ่งวุ่นวายอะไรกับผมก็ดีนะครับ แต่เพราะเขาอยู่เฉยและสบตายามที่ผมเดินผ่านนั่นแหละทำให้ผมว้าวุ่นใจมากกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงกังวลหน้าผมตัวเองไปหมดว่าถ้าเจอกันในสภาพนี้จะดูโอเคไหม ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาคิดเลยแท้ๆ

 

          อาการนอนไม่หลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีใบหน้าสุดเท่ของใครบางคนลอยมาทักทายยามค่ำคืนจนตาแข็งนอนไม่หลับอย่างกับคนดื่มกาแฟมาสักสิบแก้วได้

 

          ผมไม่ได้ใสซื่อไร้เดียงสาขนาดไม่เข้าใจหรอกนะครับว่าอาการที่ผมเป็นอยู่ขณะนี้มันคือ การตกหลุมรักแทนภูมิซ้ำอีกครั้ง ไม่ยอมหรอก ผมจะไม่ยอมรับง่ายๆ แบบนั้น ถ้าเขารู้ผมคงขายหน้าแย่ที่เคยด่าเขามามากมายสุดท้ายกลับตกหลุมรักเขาซ้ำเหมือนเดิมน่ะ!

 

          นายนับหนึ่ง!”

 

          “ครับ!”

 

          ผมตกใจทะลึ่งตัวพรวดลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินเสียงอาจารย์ประจำภาควิชาสุดโหด

 

          ผมว่าคุณควรจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้ น่าจะเห็นจากคะแนนสอบย่อยคราวที่แล้วของคุณเอง แล้วนี่อะไร คุณนั่งเหม่อในวิชาผมตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ

 

          “ขอโทษครับ

 

          ผมก้มหน้าจ๋อยอย่างสำนึกผิด เหลือบมองรอบตัวถึงได้รู้ว่าเพื่อนหลายคนกำลังมองมาทางผมเป็นตาเดียวราวกับตัวประหลาด

 

          บ้าที่สุด! ทุกอย่างเป็นเพราะแทนภูมิทั้งนั้นเลย จะเข้ามาวุ่นวายในหัวใจผมทำไม ผมเลยโดนอาจารย์ดุเลย

 

          รายงานที่ผมสั่งให้คุณไปทำเพิ่มเนื่องจากโดดเรียนวันนั้นทำเสร็จหรือยัง

 

          อาจารย์ถามคำถามที่น่ากลัวที่สุดออกมา ทำไมถึงน่ากลัวน่ะเหรอ? เพราะผมยังไม่ได้ทำมันเลยน่ะสิ อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ผมถูกแทนภูมิครอบงำความคิดและจิตใจไปหมดจนลืมไปเลยว่ายังมีอะไรอีกมากมายให้ต้องทำ

 

          เอ่อ...ยังไม่ได้ทำครับอาจารย์

 

          “ผมว่าแล้วเชียว ชั่วโมงนี้คุณออกไปสงบสติอารมณ์และเขียนสรุปใจความสำคัญจากเนื้อหาของบทที่แล้วที่ผมเพิ่งสอนไป ไม่เอารายงานแล้ว ถ้ารอเมื่อไหร่จะได้กันล่ะ เชิญครับ...เอามาวางบนโต๊ะผมก่อนสี่โมงเย็น

 

          “ครับอาจารย์

 

          ผมก้มหัวให้อาจารย์ทีหนึ่งก่อนจะรวบกระเปาหนังใบเก่งมาแนบอกแล้วรีบจ้ำเท้าเดินออกไปจากห้องทันที รู้สึกอับอายตัวเองเหลือเกิน ไม่ใช่ที่อาจารย์ติผมต่อหน้าเพื่อนในคณะนะครับ แต่มันเป็นเพราะผมเอาเรื่องผู้ชายมาคิดจนเหม่อลอยไม่ตั้งใจเรียนนี่แหละ โธ่! นับหนึ่งเอ๋ย...อย่าให้เขามามีอิทธิพลกับหัวใจมากขนาดนั้นสิ!

 

          พอเดินออกมาจากห้องได้สักพักผมก็คิดว่าจะซื้อน้ำดื่มสักขวดก่อน เดี๋ยวต้องไปห้องสมุดสรุปบทเรียนนั่นอีก คงจะดูดพลังชีวิตผมไปเยอะพอสมควรเลยทีเดียว

 

          ขณะที่ผมกำลังยื่นเงินให้ป้าคนขายน้ำในโรงอาหารของคณะ เสียงโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋าก็แผดเสียงร้องขึ้น พอหยิบขึ้นมาดูถึงได้รู้ว่าเป็นอั่งเปา

 

          ผมยิ้มออกมาด้วยความดีใจ สไลด์หน้าจอกดรับแล้วกรอกเสียงลงไปทันที ว่าไงอั่งเปา หมู่นี้โทรมาบ่อยเชียวนะ

 

          เสียงหัวเราะดังมาตามปลายสาย แหม ผมก็พอรู้นะว่าเจ้าตัวคงดีใจเหมือนกันแหละที่ได้คุยกับผม

 

          [แน่นอนสิ ว่าแต่นายลืมอะไรไปหรือเปล่า นี่มันจะครบเดือนแล้วนะ กำหนดการเดินทางกลับของฉันคืออีกสองวันข้างหน้านี้แล้ว]

 

          “เฮ้ย! จริงเหรอ? ดีใจอ่ะ เย่ๆ เดี๋ยวฉันไปรับนายที่สนามบินนะ

 

          ผมร้องออกมาอย่างดีใจจนคนแถวนั้นหันมามองกันเต็มไปหมด

 

          ให้ตายเถอะ! เพื่อนรักผมกำลังจะกลับมาใช้ชีวิตวัยมหาลัยด้วยกันแล้ว จะมีอะไรน่าตื่นเต้นดีใจเท่านี้อีกนะ ที่ผ่านมาผมคงปล่อยให้แทนภูมิเข้ามารบกวนหัวใจมากเกินไป ถึงได้ลืมเลือนทุกอย่างเลยทั้งรายงานที่จะต้องส่งอาจารย์และเวลาที่ผ่านไปหนึ่งเดือนพร้อมกำหนดการเดินทางกลับของอั่งเปาด้วย

 

          เอาเถอะ! เดี๋ยวอั่งเปากลับมาค่อยปรึกษาดูแล้วกันว่าจะเอายังไงเรื่องผู้ชายคนนี้ต่อไป ตอนนี้ขอเฮฮาดีใจมีความสุขรอรับเพื่อนที่จะกลับมาก่อนแล้วกัน

 

          [มันแน่อยู่แล้วล่ะ นายต้องมารับฉันที่สนามบินแล้วเราไปตระเวนกินของอร่อยๆ กัน ฮึ่ย! แค่คิดก็น้ำลายไหลหมดแล้ว]

 

          “ฮ่าๆ ใจเย็นนะอีกแปปเดียวเอง

 

          [จ้ะๆ ว่าแต่นายทำอะไรอยู่เนี่ย]

 

          “อ๋อ กำลังจะไปห้องสมุดหาข้อมูลประกอบรายงานหน่อยน่ะ ต้องส่งอาจารย์ก่อนสี่โมงเย็นนี้แล้วผมแอบขอโทษอั่งเปาอยู่ในใจเมื่อเลี่ยงที่จะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดไปว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไมผมต้องมานั่งสรุปเนื้อหาอะไรนี่ เดี๋ยวรอกลับมาค่อยว่ากันนะเพื่อนรัก แงๆ

 

          [โอเค งั้นนายไปจัดการให้เสร็จไวๆ เถอะ เดี๋ยวขอออกไปเดินซื้อของส่งท้ายหน่อย ไว้เจอกันนะ]

 

          “ตามนั้น ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าซุ่มซ่านฉุดใครไปข่มขืนนะ ยิ่งหื่นๆ อยู่ด้วยนายน่ะ

 

          “บ้า!”

 

          เราคุยกันต่ออีกสักพักก่อนจะวางสาย

 

          เอาล่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาจัดการกับงานของผมบ้างแล้วล่ะ เวลาจะได้ว่างเหลือเฟือพาอั่งเปาไปเที่ยวทุกที่ได้

 

          แค่คิดถึงวันที่เราจะได้เจอกันอีกครั้งก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้วสิ!

 

 

 

          ห้องสมุดประจำมหาวิทยาลัย

 

          เอ่อ...คือจะว่ายังไงดีล่ะครับ ผมเข้าใจนะว่าสถานที่ทำนองนี้จะต้องเงียบสงบ มีโต๊ะอ่านหนังสือที่แสดงแดดสามารถสาดส่องลงมาอย่างพอเหมาะได้ มีบรรณารักษ์ใส่แว่นท่าทางใจดีที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและช่วยหาหนังสือที่เราต้องการ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสรวงสวรรค์ของนักศึกษาเลยทีเดียว

 

          ไม่เลยครับ! มันไม่ใช่แบบที่ผมพูดมาเลยสักนิด!

 

          สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดนอกจากแทนภูมิแล้วคือการอ่านหนังสือนั่นเอง ผมไม่ชอบจ้องตัวหนังสือเยอะๆ มันปวดตา เพราะฉะนั้นเวลามีสอบย่อยก็จะให้เพื่อนที่เก่งหน่อยติวให้ เน้นฟังและทำความเข้าใจเองมากกว่าจะมานั่งจ้องหนังสือเล่มหนาเหมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลแบบนี้ ดังนั้นการมาห้องสมุดของผมจึงเป็นอะไรที่ฝืนใจมากพอสมควร เข็ดเลยครับ คราวหน้าจะไม่ขาดวิชาเรียนอาจารย์คนนี้อีกแล้ว เกิดผมโดดอีกอาจารย์แกไม่สั่งผมไปทำวิจัยในสถานที่จริงเลยหรือนั่น (เว่อร์!)

 

          ขอบัตรนักศึกษาด้วยค่ะ

 

          “นี่ครับ

 

          ผมยื่นบัตรนักศึกษาให้บรรณารักษ์ที่เป็นนักศึกษาหญิงตัวอ้วนกลมใส่แว่นหนาเตอะท่าทางเหมือนมารุโกะคนนี้ เธอรับมันไปดูและกดพิมพ์ข้อมูลอะไรสักครู่ก่อนจะยื่นคืนให้ผม

 

          ยังไม่มีประวัติการยืมหนังสือเลยนะคะ สามารถยืมได้เจ็ดเล่มต่อหนึ่งสัปดาห์ค่ะ ถ้าหากสนใจดิฉันมีหนังสือแนะนะ...

 

          ผมรีบโบกมือไปมาข้างหน้าเป็นเชิงปฏิเสธทันที มะ...ไม่ดีกว่าครับ! ผมแค่มาหาข้อมูลประกอบการทำรายงานเฉยๆ น่าจะทำเสร็จในห้องสมุดนี้ไม่ถึงขั้นต้องยืมกลับบ้านหรอกครับ

 

          เธอดันแว่นที่อยู่ตรงปลายจมูกให้กลับขึ้นไปตามเดิมและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ค่ะ หากมีอะไรให้ช่วยเดินมาบอกได้เลยนะคะ

 

          “คะ...ครับผม

 

          ผมรับคำแล้วรีบเดินเข้าไปในห้องสมุดทันที ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้ผมอยากมุดเข้าไปในซอกชั้นหนังสือแล้วเอาหนังสือมาวางเป็นหมอนหลับสักงีบ

 

          วันนี้คนในห้องสมุดน้อยมาก น้อยจนผมคิดว่ามันแทบจะร้างอยู่แล้วนะ เท่าที่เห็นในกรอบสายตามีนักศึกษาชายคนหนึ่งกำลังนั่งท่องตำราอย่างเอาเป็นเอาตายจนผมกลัวว่าเขาจะจับหนังสือกินเข้าไป กับนักศึกษาหญิงที่นั่งอีกฝั่งกำลังสวมหูฟังฟุบหลับอยู่ เอ่อ...ดีใจจังที่ยังมีคนคิดแบบเดียวกับผมอยู่

 

          พอเอาหนังสือไปวางไว้บนโต๊ะตัวหนึ่งเสร็จ ผมก็เดินออกไปตามหาหนังสือประกอบคำอธิบายทันที จริงๆ แล้วผมมีเอกสารประกอบการเรียนนะครับ จะลอกจากในนั้นลงเลยก็ได้ แต่อาจารย์มหาโหดคงรู้แน่ๆ เพราะผมเคยทำแบบนี้ส่งไปครั้งหนึ่งโดนเอ็ดจนหูชาเลยทีเดียว ดังนั้นลองตั้งใจหาหนังสือมาประกอบแล้วสรุปจากความคิดตัวเองน่าจะดีกว่า

 

          กึก!

 

          “ไม่เอาน่า แค่นิดเดียวเอง ไม่ต้องอายหรอก

 

          ผมหยุดเท้าตรงชั้นหนังสือริมสุดเมื่อได้ยินเสียงเหมือนผู้ชายคนหนึ่งกำลังพึมพำพูดอยู่

 

          จะดีเหรอ? นี่มันห้องสมุดนะ เดี่ยวเกิดมีคนมาเห็นจะทำยังไง?

 

          ชัดเลย! มีผู้ชายสองคนกำลังแอบนัวเนียกันในซอกชั้นหนังสือถัดจากที่ผมอยู่ไปนี่เอง นิสัยไม่ดีเลย ถือโอกาสว่าเป็นห้องสมุดที่ไม่ค่อยมีใครมาเลยทำเรื่องอย่างว่างั้นสินะ น่าไปเรียกบรรณารักษ์ที่เหมือนมารุโกะนั่นมาจัดการเสียให้เข็ด!

 

          ในขณะที่ผมกำลังจะหมุนตัวเดินออกไปนั่นเอง เสี้ยวหน้าที่คุ้นเคยของใครบางคนก็ผละออกมาจากการจูบผู้ชายคนนั้น นั่นมัน...แทนภูมินี่นา!

 

          หลังจากจูบกันเสร็จสองคนนั้นก็ประคองกอดกันเดินออกไปทางประตูด้านหลังที่ทอดไปสู่ห้องน้ำ

 

          ผมรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ที่เห็นว่าคนนั้นคือแทนภูมิ เอ๊ะ! หรือผมจะหลอนไปเอง เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมก็คิดถึงเขาตลอด บางทีผมอาจจะหลอนจนคิดถึงเขาไปเองก็ได้ ผู้ชายคนนั้นคงไม่ใช่...

 

          อย่างนั้นเหรอ? ในเมื่อความสงสัยมันเคลือบแคลงไปทั่วหัวใจแล้วแบบนี้ผมก็ตามไปดูให้เห็นกับตาแล้วกัน!

 

          เผื่อมันจะเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าหากเป็นแทนภูมิจริง คำว่าชอบที่เขาเคยบอกผมคงเป็นเหมือนสายลมที่พัดผ่านไป เชื่อถืออะไรไม่ได้ทั้งนั้น

 

          แปลกใจตัวเองเหมือนกัน...ที่ลึกๆ แล้วผมหวังว่านี่คงไม่ใช่แทนภูมิ ผมอาจจะตาฝาดคิดถึงเขาเยอะเกินไปก็ได้ เอาเถอะ! อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ก็จะรู้ได้รู้กันแล้วล่ะ!

 

          ผมแอบลัดเลาะตามมุมเสาไปเรื่อยๆ จนสองคนนั้นเข้าห้องน้ำไป เสียงลงกลอนประตูทำให้ผมทราบว่าพวกเขาคงเข้าไปทำอะไรอย่างว่ากันในนั้นแล้ว เฮ้อ รู้สึกอนาถตัวเองจัง เหมือนผมกำลังเป็นพวกถ้ำมองเลย

 

          มาจนถึงตรงนี้แล้ว ผมควรทำยังไงต่อไปล่ะ ไม่ได้วางแผนเอาไว้เลย แค่อยากตามมาดูให้เห็นกับตาเฉยๆ เท่านั้นเอง หรือจะเคาะประตูแล้วเรียกออกมาถามดีนะ

 

          อา...มันสุดยอดมากเลย

 

          ผมหน้าร้อนวูบเมื่อได้ยินเสียงครวญครางออกมาจากห้องน้ำตรงหน้า เลือดในกายสูบฉีดจนผมรู้สึกเวียนหัวไปหมด ผมไม่น่ามายืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ ประตูที่สั่นนิดๆ บ่งบอกว่าคนด้านในกำลังทำกิจกรรมอะไรสักอย่างกันอยู่แน่ๆ

 

          ผมสะกดความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ อดทนรออย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไหร่คนทั้งคู่จะออกมาให้ผมเห็นสักที

 

          ปัง!

 

          เวลาผ่านไปห้านาทีเห็นจะได้ ประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับร่างบางของผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมา เขามองผมด้วยแววตาเรียบเฉยติดจะสงสัยนิดๆ ว่าผมมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ซอกขอขาวนั้นเต็มไปด้วยรอยแดงอมม่วงที่คงจะเกิดจากการถูกอีกฝ่ายขบเม้มลงไปแน่

 

          ผู้ชายคนนั้นหรี่ตามองผมอีกครั้งก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากห้องน้ำไป

 

          ผมรู้สึกอายแทนเขายังไงก็ไม่รู้สิ ทั้งที่กำลังทำเรื่องไม่สมควรในเขตห้องสมุดด้วยซ้ำ เขากลับไม่มีท่าทีสำนึกผิดหรือยี่หระอะไรเลย ขนาดผมยืนอยู่นอกประตูทำท่ารู้ว่าเขากำลังทำเรื่องอย่างว่าในนั้นแท้ๆ

 

          กึก!

 

          พอหันหน้ากลับมาทางประตูห้องน้ำผมก็ต้องตกใจจนแทบเสียสติ เมื่อเจอผู้ชายคนที่อยู่ข้างในอีกในสภาพเสื้อหลุดออกนอกกางเกง กระดุมติดแค่สามเม็ดล่างเผยให้เห็นแผ่นอกกำยำน่าซบนั่น

 

          ผมรู้สึกเหมือนน้ำตากำลังจะไหลลงมา ความรู้สึกเจ็บปวดที่เคยคิดว่ามันหายไปแล้วกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันเจ็บหน่วงๆ เหมือนมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มผมอยู่จนต้องยกมือขึ้นกอดตัวเองเพื่อระบายความเจ็บปวด

 

          แทนภูมิ...ทำไมเป็นนาย

 

          ชายหนุ่มตรงหน้าผมตกใจจนหน้าซีด ผมเห็นแววหวาดกลัวในดวงตาเขา เหอะ! คนอย่างเขามีอะไรต้องกลัวอีก ในเมื่อทำร้ายผมจนเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้

 

          นับหนึ่ง...ฉัน...

 

          ผมมองหน้าเขาอย่างรอคอยคำตอบ แต่จนแล้วจนเล่าเขาก็ยังไม่พูดอะไรออกมา นั่นทำให้ผมเจ็บมากขึ้นไปอีก ถ้าเขาจะปฏิเสธ หลักฐานหลายๆ อย่างก็มัดตัวจนเขาดิ้นไม่หลุดแล้วล่ะ!

 

          เอาล่ะ! ในเมื่อเขาไม่พูด ผมก็จะเป็นฝ่ายจบความสัมพันธ์อันแสนแปลกประหลาดระหว่างเราเอง

 

          ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันก็ไม่มีสิทธิ์เสียใจที่นายทำตัวแย่ๆ ซ้ำสองแบบนี้

 

          “นับหนึ่ง...แทนภูมิเรียกผมเสียงอ่อน แต่นั่นกลับจุดประกายความหงุดหงิดในใจผมมากยิ่งขึ้น

 

          แต่ฉันแค่ผิดหวัง...ที่นายมาบอกชอบฉัน ทั้งที่นายยังหาเศษหาเลยกินกับคนอื่นแบบนี้ ฉันรับไม่ได้!”

 

          ขวับ!

 

          แทนภูมิรวบตัวผมเข้าไปในอ้อมกอดและจับหน้าผมซุกกับไหล่เขาไว้ ผมร้องไห้โฮออกมาเสียงดังแล้วเอามือตะกุยแผ่นอกเขาไปด้วย หวังว่าเขาจะได้รับความเจ็บปวดไปจากผมบ้าง

 

          ฉันขอโทษ...ฉันมันไม่ดีเอง ฉันมันเลว

 

          “ฮึก...นายรู้ว่ามันไม่ดี แล้วจะทำอีกทำไม!”

 

          มีเพียงความเงียบเป็นคำตอบให้ แทนภูมิจูบซับน้ำตาบนใบหน้าผมอย่างอ่อนโยน สัมผัสนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนใจจะขาด เจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถผลักเขาออกไปจากชีวิตตัวเองได้ แค่เขาทำท่าทางอ่อนโยนด้วยนิดหน่อย หัวใจก็เตลิดไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว

 

          ผมนี่มันอ่อนแอจริงๆ...

 

          นายให้โอกาสฉันอีกสักครั้งจะได้ไหมเขากระซิบถามผมเสียงเบาริมใบหู ฉันสัญญา...ว่าจะดีกับนายให้มากที่สุด เพื่อชดใช้กับสิ่งเลวๆ ที่เคยทำไว้กับนาย

 

          ผมนิ่งไปอย่างไม่รู้จะให้คำตอบเขายังไงดี...ก่อนหน้านี้เขาบอกชอบผมแล้วเขายังมาทำตัวแบบนี้อีก ถ้าหากในอนาคตประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกล่ะ เหตุการณ์มันก็จะลงรอยเดิมแบบนี้ เขาก็จะมาขอโทษ ขอโอกาสจากผมและทำซ้ำแบบเดิมกับที่เคยทำอย่างนั้นเหรอ?

 

          แบบนี้มันก็เท่ากับว่าความเจ็บปวดที่ผมจะได้เจอ...มันไม่มีวันจบสิ้นอย่างนั้นเหรอ?

 

          “แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะ...ว่ามันจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

 

         

          (Tanpoom : Special Talk)

 

        ผมดันตัวของนับหนึ่งออกไปเล็กน้อย ใช้สองมือตัวเองจับไหล่บางไว้แน่นอย่างต้องการให้กำลังใจและรองรับทุกคำพูดที่ผมกำลังจะบอก

 

          ฉันยังไม่ขอให้นายเชื่อตอนนี้ เพราะมันไม่มีหลักประกันอะไรมาบอกเลยว่าฉันจะไม่ทำให้นายเสียใจอีก

 

          “ถ้านายทำไม่ได้...ก็อย่าพูดเลยร่างบางหลุบตาลงต่ำอย่างเหนื่อยใจและไม่อยากคุยกับผมอีก

 

          ผมกัดริมฝีปากแน่นเรียกความมั่นใจในตัวเอง แต่ฉันจะทำให้ได้ เพื่อนาย...ฉันจะขอชดใช้สิ่งที่ผ่านมา ให้นายเป็นคนที่มีความสุขที่สุด นายเตรียมดูความเปลี่ยนแปลงได้เลย

 

          นับหนึ่งเงยหน้าสบตาผม ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความสับสน ไม่วางใจ และหวาดกลัวที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

          ฉันจะยังไม่เชื่ออะไรนายในตอนนี้...แต่จะดูว่าจากนี้ไปนายจะทำอะไรให้ฉันบ้าง

 

          “แน่นอน! ฉันจะทำให้นายกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุด ไว้ใจฉันนะ...

 

          “ฉันจะรอวันนั้น...

 

          พูดจบเราสองคนก็ยิ้มให้กัน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณนั้นจนผมสัมผัสได้ รู้สึกขอบคุณอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น อย่างน้อยนับหนึ่งก็ให้โอกาสผม มันเป็นเรื่องดีที่สุดในรอบสัปดาห์ของผมเลย

 

          ก่อนหน้านี้ผมเคยทำตัวไม่ดีไว้เยอะ เจ้าชู้ประตูดิน เที่ยวไล่ให้ความหวังคนอื่นไปทั่ว แต่หลังจากนี้มันจะไม่มีอีกแล้ว เพราะตอนนี้ผมพร้อมที่จะให้ใจใครสักคนและก้าวไปกับเขาคนนั้นอย่างมั่นคง

 

          และใครคนนั้นก็คือนับหนึ่ง...

 

          ผมจับใบหน้าของเจ้าตัวรั้งเข้ามาใกล้ก่อนจะค่อยๆ ขยับหน้าแนบริมฝีปากลงไป

 

          ขวับ!

 

          “เดี๋ยวก่อน...อย่า...เสียงร้องห้ามเบาๆ ของนับหนึ่งทำให้ผมชะงักและถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งอย่างไม่เข้าใจ

 

          ฉันรอให้นายทำตัวดีๆ ให้ฉันดูไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมให้นายล่วงเกินฉันยังไงก็ได้นะแทนภูมิ อีกอย่างนายเพิ่งจะจูบคนอื่นมา ฉันไม่อยากทับรอยใคร

 

          ผมยิ้มออกมาจางๆ อย่างเข้าใจ งั้นถ้าฉันอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายเสร็จก็จูบได้ใช่ไหม?

 

          ร่างบางตรงหน้าผมหน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศและตีมือลงบนอกผมเบาๆ อย่างน่ารัก

 

          บ้า!”

 

          (End : Special Talk)

 

        

 -100%-










SQWEEZ  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #14 naumi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 00:07
    ไม่รู้จะหาคำว่าอะไรมาด่านายเอก ทำไมทำตัวไร้ค่าได้ขนาดนี้ ปากพูดเหมือนจะแน่ ขนาดเค้า...กันจะจะคาตา ยังลังเลว่าจะเชื่อเค้าอีกหรอ กินข้าวหรือกินหญ้าเนี่ยยยยยยย
    #14
    0
  2. #12 killer of wind (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 20:25
    นี่ก็ง่ายจริง
    #12
    0
  3. วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 22:59
    ทำไมดีขึ้น  มันแม่งๆอะ
    #8
    0