THE CULYMPUS II จักรวรรดิแห่งมนตรา : คืนชีพจอมปีศาจ

ตอนที่ 25 : The Culympus 24 วิญญาณตามติด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 ก.ย. 57


บทที่ 24

Bondage - วิญญาณตามติด

 
 

          ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วคุกใต้ดิน เมื่อชารัสซาร์ขานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หากแต่มันทรงอำนาจราวกับหยุดยั้งทุกสรรพเสียง ทุกลมหายใจของสิ่งมีชีวิตภายในคุกแห่งนั้นจนหมดสิ้น ข้ายอมรับว่าใจกำลังสั่นรัวๆ แม้ความเกลียดชังต่อชารัสซาร์จะระอุอยู่ในอก แต่มันก็แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่มขึ้นพอๆ กัน ดวงตาดุกร้าวของเจ้ากษัตริย์ชั่ว จับจ้อง เขม่นมองข้า พร้อมกับมุมปากที่เผยอยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ แต่กระนั้นข้าก็มีสติมากพอที่จะข่มความเจ็บแค้นของตัวเองเอาไว้

 

          “เจ้ามาจิ๊จ๊ะอะไรกับเชลยของข้างั้นรึ ซานซา ?”

 

เขาถามซานซา ทว่าดวงตาไม่ละไปจากข้า แววตาแข็งกระด้างคู่นั้น ทำให้ภาพของท่านพ่อฉายขึ้นมาในหัว...มันคือแววตาที่สั่งประหารพ่อของข้าได้อย่างเลือดเย็น

 

          “ไม่มีอะไร ข้าเพียงแต่มาเยี่ยมเขาเท่านั้น และกำลังจะกลับพอดี” ซานซาตัดบท นางทำทีลุกขึ้น หมุนตัวไปทางประตูห้องขัง แต่ชารัสซาร์กลับกระชากแขนนาง รั้งไว้สุดแรง

 

          “เดี๋ยว! จะรีบไปไหน” เขากล่าวเสียงห้าว “เจ้าคุยอะไรกับมัน บอกข้ามาซะ อย่าทำให้ข้าต้องโกรธ”

 

          ซานซาตัวสั่นเทา แววตาของนางคล้ายมีความกล้า ทว่าก็ไม่ต่างจากลูกแกะที่พยายามเข้มแข็งเมื่ออยู่ต่อหน้าราชสีห์
 

          “ปล่อยนางซะ นางก็แค่มาเยาะเย้ยข้า แถมด่าทอข้าสารพัดที่ทำให้พ่อของนางต้องตาย” ข้าโกหกหน้าตาเฉย แต่ก็แน่ล่ะ ชารัสซาร์เองก็ไม่ได้โง่พอจะเชื่อคำพูดของข้า

 

          “เก็บสติปัญญาไว้เอาตัวรอดเถอะ คอร์ลีดัส คำโกหกของเจ้ามันช่างสิ้นคิด”

 

          “พอสักที ชารัสซาร์...ข้าเบื่อเต็มทนกับการต้องคอยตอบคำถามท่าน ข้ามาพบเขา ก็เพียงแต่อยากเห็นหน้าเขาเท่านั้น หรือท่านคิดว่าข้ามีแผนคิดไม่ซื่อต่อท่าน” ซานซาตวาด ชารัสซาร์กระตุกร่างของนางเข้ากระชับตัว มือขวาบีบแน่นเข้าที่คางของซานซา ดวงตาจ้องมองนางอย่างดุดัน

 

          “ก็เพราะเจ้ามันอสรพิษ ถึงเลี้ยงให้ดียังไงก็ไม่มีวันเชื่อง หากปล่อยให้คาดสายตา คงได้แว้งกัดข้าสักวัน...”

 

          “เช่นนั้นก็ฆ่าข้าซะสิ!” ซานซาว่าอย่างเด็ดเดี่ยว พลางกัดฟันกรอด “ทุกวันนี้ข้าก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”

 

“อย่าด่วนตายนักเลย ยอดรัก...เจ้าควรได้เห็นความยิ่งใหญ่ของข้าเสียก่อน” ชารัสซาร์ว่าเสียงเรียบ ชำเลืองมองข้าด้วยแววตาที่เหนือกว่า ข้าไม่อาจหยั่งรู้ความคิดเจ้าบ้านี่ แต่เชื่อแน่ว่ามันคงไม่มีอะไรดีๆ อยู่ในนั้นนักหรอก

 

“อะไร ? ท่านจะทำอะไร ท่านฆ่าเขาไม่ได้นะ ข้าเตือนท่านแล้ว!” ซานซาโวยวาย ท่าทางนางดูหวาดระแวงเอามากๆ กับสายตาที่ชารัสซาร์มองข้า
  

          “หุบปากซะ ซานซา!” ชารัสซาร์ตวาดคืน เหลือบสายตามามองข้าอีกรอบ “ก็เพราะฆ่ามันไม่ได้ยังไงละ ข้าถึงต้องเลือกวิธีนี้...” เขาวางพลางชี้มาที่ข้า

 

ลัลลาบิโอ
 

          แสงสีแดงพุ่งมาหาข้า ข้าตะลึงลานอย่างไม่ทันตั้งตัว แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท!

         

--------------------------------------


 

          ข้ารู้สึกอ่อนแรงไปทั้งตัว โดยเฉพาะช่วงแขนที่รู้สึกหนัก ปวดเกร็งไปหมด ข้าค่อยๆ ขยับตัว เหมือนคนที่พยายามฝืนตัวเองให้ตื่นขึ้นจากการหลับไหล สายตาพร่ามัว เห็นเพียงแสงไฟวิบวับ ต้องถ่างตาอยู่เป็นนานกว่าจะมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้ถนัด

 

          “รู้สึกตัวสักทีสินะ” เสียงของชารัสซาร์เอ่ยทักขึ้นก่อน ข้ามองเห็นทุกอย่างแจ่มชัด แต่ทว่ายังไม่เห็นตัวเขา หากแต่เดาได้ว่าเจ้ากษัตริย์ชั่วคงอยู่ไม่ห่างจากตัวข้ามากนัก

 

          เวลานี้ ข้าถูกพันธนาการไว้ทั้งแขนและขา แขนทั้งสองข้างถูกจับยก มัดตรึงไว้ด้วยสายโซ่ที่โยงลงมาจากเพดานหิน ตัวข้าจึงยืนโอนเอนอยู่แบบนั้น จะทรุดตัวลงนั่งก็ไม่ได้ ภายในห้องแห่งนี้ออกสลัว ผนังทั้งสี่ด้านก่อด้วยหินสีเทาดำ มีคบเพลิงเรียงรายอยู่ตามผนัง คอยให้แสงสว่างแค่ห้องแห่งนี้ เบื้องหน้าข้ามีชายชราในชุดคลุมสีตุ่นยืนอยู่ ข้ายังจำได้ เขาชื่อเอดิช ส่วนหญิงสาวที่ถูกทหารร่างบึ้กสองนายกุมตัวอยู่ห่างๆ ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากซานซา นางมองมาที่ข้าด้วยแววตาเวทนาสงสาร

 

          “เจ้าคิดจะทำอะไร ชารัสซาร์” ข้าเอ่ยถามเบาๆ หากแต่มันพอจะดังไปทั้งห้องทีเดียว

 

          “พิสูจน์คำทำนายของผู้หยั่งรู้ไงล่ะ” เขาตอบ เสียงยียวนโทสะนัก “ซานซา เจ้าคงคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าคอร์ลีดัสใช่หรือไม่” ชารัสซาร์เอ่ย ก่อนถลันตัวจากด้านหลังมายืนเบ่งอยู่เบื้องหน้าข้า เขาแสยะยิ้มทำเสียงฮึ! อย่างหยามเหยียดอยู่ในลำคอ ซานซานิ่งไม่ยอมตอบง่ายๆ เขาเลยตวาดใส่นาง

 

          “ว่าไงเล่า เจ้าคิดเช่นนั้นใช่รึไม่”

 

          “ขะ...ข้าไม่รู้” ซานซาละล่ำละลัก ชารัสซาร์โมโห เดินอาดๆ ไปหานาง พร้อมกับตบเข้าที่ใบหน้านั้นฉาดหนึ่ง เสียงฝ่ามือดังพอที่จะสะเทือนใจข้า แลความโกรธเริ่มปะทุอยู่ในอก
 

          “ข้าถาม เจ้าก็ต้องตอบ ตอบมาสิ! บอกให้มันได้รู้ ว่าเจ้าเห็นสิ่งใด” ชารัสซาร์ว่าพลางชี้มาที่ข้า ดวงตาเหลือกขึ้นด้วยความโทสะ ใบหน้าแดงคล้ำ โกรธเกรี้ยวอย่างที่สุด
 

          “ชะ...ชะตาท่านผูกติดกับเขา เขาจะอยู่กับท่าน จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของท่านจะเหือดหาย...และแน่นอนว่านิมิตนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ท่านต้องตายเพราะน้ำมือเขา” ซานซาว่าเสียงแข็ง

 

          “ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ ข้ารึที่ต้องตาย นางโง่ เจ้ามีตาก็ควรเห็นซะ ว่าใครที่สมควรตาย เอาสิ! คอร์ลีดัส ใช้พลังจิตของเจ้าสังหารข้า ฆ่าข้าสิเจ้าหนู”

 

ชารัสซาร์หัวเราะร่า พูดรัวๆ เหมือนคนบ้า เขาขยับเข้ามาใกล้ข้า ใช้สายตาเยาะเย้ยถากถาง ข้าเขม่นคืนอย่างเกลียดชัง รับรู้ถึงพลังที่กำลังพลังดันออกมาจากอีกด้านหนึ่ง และมันพร้อมจะแผ่ขยายออกไป
 

          “สกรีมมิโอ” ชารัสซาร์ร่ายคาถา แสงสีแดงปะทะเข้าที่ร่างข้าทันที

 

          “อ้า!!” ข้าครางเสียงหลง รู้สึกเหมือนถูกของมีคมรุมกรีดไปทั่วร่าง มันเจ็บแสบจนข้าแทบทรุดฮวบ

 

          “จำเอาไว้ คอร์ลีดัส เจ้าอยู่ในอาณัติของข้าแล้ว พลังของเจ้าไม่อาจสะเทือนแม้เถ้าธุลีใต้ฝ่าเท้าข้า”

 

          “ข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้ เจ้าคนชั่ว” ข้าสบถลอดไรฟัน

 

          “ฮ่าๆๆ ฆ่าเรอะ! น้ำหน้าอย่างเจ้า ไม่มีวันได้สมหวังหรอก ข้าจะทำให้เจ้าเจอกับความตายทั้งเป็น คอร์ลีดัส ก่อนที่ร่างของเจ้าจะถูกสังเวยแต่เทพเจ้าแห่งความมืด”

 

          ข้าตะลึงกับคำนั้น ชารัสซาร์หมายความว่ายังไง ร่างของข้าจะถูกยังเวยต่อเทพเจ้าแห่งความมืด สิ้นวาจานั้น เจ้ากษัตริย์ชั่วก็ยืนอยู่กลางห้อง ระหว่างตัวข้าที่ถูกมัดตรึง และซานซาที่ถูกกุมตัวไว้อีกด้าน เขากางแขนออกกว้าง พลางพึมพำด้วยภาษาโบราณ

 

          “สคูโร สปิริโต คาเทนา อิโอ – ขอความมืดจงพันธนาการวิญญาณแห่งข้า”

 

          ทันใดนั้น เปลวเพลิงภายในห้องก็โหมกระหน่ำขึ้นจากคบเพลิง ลูกไฟพุ่งเรียงกันมาเป็นสาย หมุนวนรอบกายชารัสซาร์ มันไม่ได้เผาผลาญร่างกายเขา หากแต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นพลังบางอย่าง พลังแห่งความชั่วร้ายที่ข้าสัมผัสได้ มันแผ่ขยายไปทั่วอาณาบริเวณ แล้วจู่ๆ ก็มีกลุ่มควันสีดำหมุนแทรกอยู่กับเปลวเพลิง ชารัสซาร์สวดคาถาต่อไปเรื่อยๆ เสียงของเขาค่อยๆ ก้องสนั่นอยู่ในโสตประสาทของข้า ก่อนที่ดวงตาแดงก่ำของเจ้าชั่วนั่นจะจ้องมองมาที่ข้าโดยตรง แล้วความแสบร้อนก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างของข้า

 

          “อ้า!! เจ้าทำอะไร โอ๊ย!

 

ข้าร้องคราง ร่างกายร้อนรุ่มดังไฟผลาญ ราวกับร่างทั่งร่างกำลังมอดไหม้ก็ไม่ปาน ข้าพยายามจะใช้พลังจิตความคุมตัวเอง แต่ข้าไม่มีสมิเอาเสียเลย ความเจ็บปวดมิได้เบียดแทรกแค่ร่างของข้า แต่มันกำลังกัดคิดวิญญาณ และความคิดของข้าไปด้วย

 

“ปล่อยเขานะ ท่านจะทำอะไรชารัสซาร์ หยุดนะ!” ซานซาตะโกนโวยวาย แต่ที่ขานตอบกลับมาคือเสียงหัวเราะด้วยความสุขใจของเจ้ากษัตริย์ชั่ว

 

“ฮ่าๆๆ ในเมื่อแกตายเพราะน้ำมือข้าไม่ได้ ก็หวังว่าแกคงไม่ได้ด้วยน้ำมือตัวเองหรอกนะ คอร์ลีดัส”

 

“ไม่นะ...” ซานซาร้องเสียงหลง ควันสีดำและเปลวเพลิงพุ่งออกจากร่างของชารัสซาร์ มันตรงเข้าพันธนาการร่างของข้าทันที พวกมันหมุนวนไปรอบตัวข้า ห่อหุ้มข้าไว้ในความชั่วร้าย และพวกมันยังคงหลั่งไหลออกมาจากของชารัสซาร์ไม่ได้หยุด มันคืออะไรกันแน่ ?

 

ข้าหวาดกลัว เจ็บปวด และโกรธแค้นอย่างหายับยั้งได้ไม่ นาทีนั้นข้าเห็นเงาทะมึนเงาหนึ่งพยายามครอบงำข้า มันมีใบหน้าดุดัน ดวงตาแดงก่ำ ข้าดูไม่ออกว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่ามันชั่วร้ายและมุ่งจะสิงสู่ข้าให้ได้ แล้วเงานั่นก็แปรเปลี่ยนเป็นร่างบาโฟเมีย ทำเอาข้าถึงกับตาเบิกโพลง

 

“คอร์-ลี-ดัส...ข้า-จะ-กลืนกิน-วิญญาณ-เจ้า ฮ่าๆๆ...” มันพูดด้วยเสียงคล้ายแพะ แล้วเงาดำทะมึนนั่นก็เบียดเสียดร่างกายข้าอย่างจงใจ ใจหนึ่งข้าเกิดความหวาดกลัวอย่างสุดขั้วหัวใจ ปีศาจที่เคยหลอกหลอนข้าจนแทบคลั่งหวนกลับมาอีกครั้ง ส่วนอีกใจก็ทั้งโกรธทั้งแค้น สุดจะสาธยายความอัดอั้นได้ ข้าดิ้นทุรนทุราย ทั้งเจ็บ ปวดแสบปวดร้อน และหวาดผวา เสียงหัวเราะของบาโฟเมียสะท้อนอยู่ในหู แล้วจู่ๆ มันก็เปลี่ยนเป็นเสียงดุห้าวของชารัสซาร์

 

ใช่! เจ้าบ้านั่นกำลังเล่นตลกกับข้าแน่ๆ ข้าเคียดแค้นมันดั่งไฟสุมขอน ความร้อนที่แผ่คลุมไปทั่วร่าง ยากจะแยกแยะได้ชัดว่ามาจากอาคมของชารัสซาร์ หรือด้านมืดของตัวข้าเอง หากแต่ส่วนลึกของข้ากลับพึงพอใจยิ่ง หากอีกด้านหนึ่งจะเผยออกมา กำราบเจ้าคนชั่วช้านี่ให้สิ้นซากซะ

 

“อ้า! อ้า!” ข้าครางสุดเสียง เมื่อพลังหนึ่งเบียดแทรกเข้ามาอย่างแรง แว่วเสียงของกษัตริย์ชั่วดังขึ้นอย่างสมเพช เกลียดชัง สาแก่ใจ

 

“ข้าจะกุมชะตาเจ้า คอร์ลีดัส!

 

ข้าเชื่อมั่นว่าอีกด้านหนึ่งได้ปรากฏออกมาแล้ว แต่มันเหมือนสายเกินไป ทันทีที่เงาดำทะมึนและแรงอัดของพลังบางอย่างปะทะเข้ามาเต็มแรง รวดเร็ว ร่างของข้าก็ทรุดฮวบ ทั้งที่ยังยืนอยู่ ร่างกายไม่อาจทำได้แม้เพียงขยับเบาๆ มันอ่อนล้า โรยแรงไปเสียทั้งหมด ใจข้าเต้นระรัว พลังด้านมืดที่แวบขึ้นมาเมื่อคู่อันตรธานหายไปทันที ทิ้งไว้เพียงร่างที่ไร้เรี่ยวแรง ซึ่งถามหาพลังอันใดไม่ได้เลย

 

“จับมันไปขังที่คุกใต้ดิน...” ชารัสซาร์ตะโกนสั่งสนั่นทั่วห้อง ทหารร่างใหญ่สองนายเดินมาจากมุมห้องด้านหนึ่ง ช่วยกันปลดร่างของข้าออกจากโซ่ตรวน กระชากร่างข้าให้ก้าวเดิน ข้าเดินขาเป๋ไขว้กันอย่างคนไม่มีแรง ซึ่งมันก็เห็นจะจริงเช่นนั้น เจ้ากษัตริย์ชั่วมองข้าด้วยสายตาเย้ยหยัน มีชัยเหนือกว่า ก่อนเอ่ยว่า

 

“นี่น่ะรึ! ไพร์มคิวลิมเปียน ผู้ครองพลังจิตที่คิดจะเอาชนะข้า...สภาพเจ้าไม่ต่างจากซากไร้ประโยชน์ แต่เอาเถอะ อีกสามวัน...สามวันเท่านั้น ร่างของเจ้าก็จะได้รับใช้ข้าไปตลอดกาล ฮ่าๆๆ”

 

ข้าไม่มีแรงจะเอ่ยวาจาใดตอบโต้เจ้าคนชั่ว มีเพียงเสียงสาปแช่งสบถด่าอยู่ในใจ ทหารทั้งสองนายลากข้าไปยังปากประตู นาทีนั้นข้าได้ยินเสียงซานซาโวยวายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“ท่านทำอะไรเขา” นางถามเสียงสั่นเครือ ชารัสซาร์ตอบเรียบๆ ว่า

 

“ข้าอยู่เหนือชะตากรรม และเหนือนิมิตของเจ้า ซานซา!” สิ้นคำนั้น ข้าก็ถูกลากพ้นออกไปจากประตูห้อง ไม่อาจได้ยินเสียงใดๆ ดังลอดออกมาอีก ความสงสัยบังเกิดขึ้นในใจข้าทันที สิ่งใดที่อยู่เหนือชะตากรรมของชารัสซาร์ เขาทำอะไรข้ากันแน่ หรือสาปให้บาโฟเมียสิงสู่ กัดกินวิญญาณข้าเป็นหนที่สอง!  

 

--------------------------------------


 

          ข้านอนขดอยู่ในกรงขังแห่งเดิม หลับใหลไปเสียนานด้วยความอ่อนล้า การไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ยากที่จะเดาได้ว่าข้าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่กับการนอนหลับไม่ได้สติ ข้าค่อยขยับกายที่เมื่อยขบไปทั้งตัว แขนและขายังคงถูกล่ามด้วยโซ่ นั่นยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายลำบากยากเย็นเข้าไปอีก

 

          “พวกเขาทำอะไรเจ้า เจ้าหนู” เสียงของกิลล์ ดังข้ามมาจากอีกห้องขังที่อยู่ติดกัน

 

          “ข้าเองก็ไม่รู้...” ข้าตอบได้แค่นั้น กระทั่งตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้จริงๆ ว่าชารัสซาร์เล่นตลกอะไรกับข้า และข้าก็ไม่อยากคิดให้ปวดหัวสักเท่าไหร่

 

          “ข้ามีเรื่องสงสัย อยากถามเจ้า” กิลล์เอ่ยด้วยความตื่นเต้น

 

          “เรื่องอะไรล่ะ” ข้าถามกลับ

 

          “เจ้าเคยบอก ว่าข้ามมาจากฝั่งเกรนเดอร์แลนด์ นอกจากเจ้าแล้ว...ที่นั่นมีใครที่รอดจากเงื้อมมือชารัสซาร์อีกบ้าง ?” เขาถามอย่างเอาใจใส่ ข้านิ่งฟังด้วยความฉงน ไม่กล้าตอบทันที ด้วยไม่รู้ว่าเขาไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็นั่นล่ะ อาคมของชารัสซาร์ปิดกั้นพลังของข้าไปเสียทุกด้าน แม้กระทั่งนึกจะหยั่งความคิดของกิลล์ ข้าก็ทำไม่ได้เลย

 

          “ได้โปรดไว้ใจข้าเถอะ เจ้าหนู...ข้าสาบานว่าไม่ได้เป็นนกต่อให้ใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะเจ้ากษัตริย์บ้าเลือดนั่น” กิลล์บอก ราวกับรู้ว่าข้ากำลังกังวลเรื่องอะไร เมื่อเขาบอกแบบนั้น ข้าจึงตัดสินใจตอบไปว่า

 

          “มี! ชาวคิวลิมเปียนกลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ที่นั่น แต่ที่พำนักของเราไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไปแล้วล่ะ ชารัสซาร์รู้ที่ซ่อนของเราแล้ว”

 

          “เรายังมีความหวัง! หากคนเหล่านั้นจะลุกฮือขึ้นสู้กับวูโดเปียน” กิลล์ว่าอย่างเลื่อนลอย

 

          “อะไรทำให้ท่านเชื่อมั่นขนาดนั้น ทั้งที่เราทั้งสองยังคงถูกจำขังอยู่อย่างนี้” ข้าว่าไปตามที่คิด ข้าเคยมีความหวังเสมอมา แต่ยามนี้ข้าไม่ได้คิดถึงสิ่งที่เรียกว่า ความหวังเลยแม้แต่น้อย หากจะหวังก็คงหวังให้มีปาฏิหาริย์ ที่ช่วยให้ข้าหลุดพ้นออกไปจากคุกแห่งนี้

 

ข้ามานึกตรองดู ก็รู้สึกตระหนักในความโง่ของตัวเองนัก ที่ปล่อยให้ชารัสซาร์จับตัวมาเสียง่ายๆ เช่นนี้ หากสู้ตายเสียแต่ทีแรก คงไม่ต้องมานั่งอยู่ในกรงเหล็กอย่างน่าสมเพช แต่ก็อีกนั่นแหละ เจ้าชั่วนั่นเอาชีวิตชาวคิวลิมเปียนเป็นเดิมพัน ข้าคงไม่อาจมองเห็นพวกเขาตายไปต่อหน้าต่อตาได้ ต่อให้เป็นคนอื่นก็คงต้องเลือกทำอย่างข้ากระมัง

 

“บางทีถ้าข้ารอดออกไปได้ ข้าขอสาบานว่าจะตามฆ่าชารัสซาร์ให้ได้” กิลล์ว่าพลางกัดฟัน

 

“ท่านคนเดียวน่ะรึ”

 

“ไม่! พี่น้องของข้าด้วยต่างหาก เจ้าคงไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วมีชาววูดอสอีกมากมายที่คิดต่อต้านทรราชอย่างชารัสซาร์ เจ้าไม่สงสัยบ้างรึ! ว่าทำไมชารัสซาร์ถึงเลือกใช้กองกำลังพวกผีร้ายมากมายออกอย่างนั้น”

 

“เพราะอะไร ?” ข้าถามไปเรียบๆ

 

“เพราะเขาไม่เคยได้รับการยอมรับจากชาววูดอสอย่างที่ควรจะเป็น ทางเดียวที่จะทำให้ชาววูดอสยอมอยู่ภายใต้อำนาจของเขา คือใช้อำนาจมืดเข้ากดขี่ พวกเราถูกตราหน้าว่าเป็นสมุนของความมืด เพราะบรรพชนเคยศรัทธาในเทพเจ้าคารีอุส แต่นั่นมันอดีตมาแล้ว วูโดเปียนกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่น่าเสียดาย...ที่ชารัสซาร์ดันยึดอำนาจได้สำเร็จ”

 

“ท่านหมายความว่ายังไง เรื่องยึดอำนาจ” ข้าสงสัยขึ้นมาอย่างเอาจริงเอาจัง มีเงื่อนงำอะไรที่ข้าไม่เคยรู้มาก่อน กิลล์สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเล่าความหลังให้ข้าฟังว่า

 

“ท่านซาร์เมียร์ ประธานสภามืดและเหล่าวุฒิสมาชิกกว่าครึ่งสภา ต้องการจะฟื้นฟูวูโดเปียน ให้ชาววูดอสหลุดพ้นจากศรัทธาเดิมที่มีต่อเทพคารีอุส นโยบายนั้นถูกสานต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่คนที่ยังยึดมั่นในศรัทธาเดิมก็ยังคงมีอยู่มาก การเปลี่ยนแปลงจึงค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ท่านซาร์เมียร์พยายามสานสัมพันธ์กับชาวคิมลิมเปียนอีกครั้ง ถึงแม้พวกเขาจะยังปฏิเสธ ไม่เปิดรับ ด้วยความหลังครั้งเก่ายังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผู้คน แต่ถึงอย่างนั้น ท่านซาร์เมียร์ก็พยายามเรื่อยมา แม้ว่าในสายตาของวุฒิสมาชิกบางคนจะมองว่าท่านเป็นขบถต่อชาววูดอสและบรรพชนก็ตาม”

 

“ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้เลย” ข้าบอก เพราะเรื่องราวที่เคยได้ยินมา มีแค่ชาววูดอสชั่วร้ายทำสงครามรุกรานชาวคิวลิมเปียนจนกระซานซ่านเซ็นจากแผ่นดินเกิด

 

“ก็ไม่แปลกนักหรอก ชาวคิวลิมเปียนมองเราเป็นศัตรูมานาน ไหนจะเรื่องการรุกรานของชารัสซาร์อีก คงไม่มีใครพูดถึงชาววูดอสอย่างเราในแง่ดีนักหรอก” กิลล์พูดอย่างตัดเพ้อ ข้าเลยตัดบทถามต่อ

 

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ชารัสซาร์เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ?”

 

“เกี่ยวแน่! เพราะเขาคือบุตรชายคนโตของท่านซาร์เมียร์ ชารัสซาร์เป็นคนจิตใจเด็ดเดี่ยว เจ้าอารมณ์ และที่สำคัญเขากระหายอำนาจ เขาเชี่ยวชาญในศาสตร์มืดจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ววูโดเปียน และหวังว่าจะได้นั่งเก้าอี้ประธานสภามืดต่อจากบิดา อย่างที่บรรพชนของเขาสืบทอดกันมาหลายชั่วคน แต่ท่านซาร์เมียร์ไม่เห็นเช่นนั้น ท่านเชื่อว่าชารัสซาร์นำพาชาววูดอสไปอย่างที่ท่านหวังไม่ได้ เพราะเขามีศรัทธาต่อเทพคารีอุสอย่างแรงกล้าเกินไป ความหวังของท่านจึงฝากไว้กับ กรินนอร์ฟ บุตรชายคนเล็ก...เขาต่างจากพี่ชาย มีเมตตา ฉลาด และไม่ได้คลั่งศาสตร์มืด หรือสายเลือดของตนอย่างพี่ชาย หลังจากที่ท่านซาร์เมียร์สิ้นใจ วุฒิสมาชิกกว่าครึ่งก็พร้อมใจกันยกมือให้กรินนอร์ฟรั้งตำแหน่งประธานสภามืด” กิลล์หยุดหายใจครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อว่า

 

“ข้านับถือกรินนอร์ฟมาก เขาน่ายกย่องไปเสียทุกอย่าง ข้าสารธยายไม่ถูกนักหรอก แต่เจ้าคงไม่เชื่อว่า เวลาเพียงสามเดือนหลังจากที่เขาได้ตำแหน่งในสภามืด เขาสามารถเรียกศรัทธาจากชาววูดอสได้มากขนาดไหน แต่อนิจจา! ความเด่นดีของเขาทำให้ชารัสซาร์ผู้ผิดหวัง เกิดความริษยาอาฆาต ชารัสซาร์วางแผนขบถต่อสภามืด ฆ่าวุฒิสมาชิกรวมทั้งน้องชายของตัวเอง ก่อนตั้งตนเป็นกษัตริย์ โดยมีเจ้าคนละโมบเอดิช คอยสนับสนุนเรื่องกองกำลัง จนทำการทุกอย่างสำเร็จ...”

 

“ตาเฒ่าคนนั้นนั่นเอง” ข้าเอ่ยขึ้น ด้วยนึกออกว่า กิลล์หมายถึงชายชราที่ยืนอยู่ของชารัสซาร์เสมอ

 

“เจ้าคงเคยเห็นมันกระมัง นั่นแหละตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ความจริงเอดิชต้องการใช้ชารัสซาร์เป็นสะพานข้ามไปสู่อำนาจในสภา แต่เขาคาดการณ์ผิดไปหน่อย ชารัสซาร์ฉลาดกว่าที่เขาคิด และอำนาจที่เขามีก็ทำให้เอดิชไม่กล้าต่อกร แผนการของมันจึงล่มไม่เป็นท่า ยิ่งนานวัน ซารัสซาร์ก็มีอำนาจมากขึ้น ส่วนไอ้แก่เอดิชก็เป็นได้แค่สุนัขรับใช้ น่าสมเพชสิ้นดี!” กิลล์ว่าอย่างรังเกียจ

 

“ที่จริงเรื่องทั้งหมดก็เป็นมาอย่างนี้นี่เอง”

 

ข้านึกทบทวนถึงเหตุและผลอยู่ในหัว เหตุนี้ ชารัสซาร์จึงคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวคิวลิมเปียน เพราะพวกเราคงไม่คิดก้มหัวให้เขาง่ายๆ อย่างที่ชาววูดอสยอมทำ และที่สำคัญชาวคิวลิมเปียนมิได้อยู่ภายใต้อำนาจของเขามาแต่แรกอยู่แล้ว
 

“แต่ตอนนี้หลายคนคงรู้แล้วว่า ชารัสซาร์ไม่ได้น่านับถืออย่างที่คิด เขามีแค่อำนาจที่ใช้ข่มเหงผู้อื่นเท่านั้น และหาได้มีเมตตาต่อผู้ใดไม่...หากข้าหลุดจากคุกนี้ไปได้ หวังว่าข้าคงปลุกระดมชาววูดอสได้บ้าง”

 

“ท่านดูมั่นใจนัก ท่านทำได้แน่รึ ?” ข้าถามซื่อๆ

 

“ข้าเชื่อเช่นนั้น...ความจริงข้าคือวุฒิสมาชิกคนเดียวที่รอดตายจากการสังหารครั้งนั้น ถือเป็นโชคดี ที่ข้าไม่ได้เข้าร่วมสภามืดในตอนนั้น เพราะเดินทางไปทำธุระที่ต่างแดนอยู่แรมเดือน กว่าจะกลับมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว” กิลล์ว่าเสียงแผ่วลง “ข้าศรัทธาท่านซาร์เมียร์กับกรินนอร์ฟมาก แต่ข้าเองก็ช่วยพวกเขาไม่ได้ ข้าปกป้องไม่ได้แม้แต่ชีวิตของลูกชาย เจ้าก็เห็นแล้ว...ข้าขี้ขลาดเกินไป ขี้ขลาดมาตลอด” เขาว่าเสียงเครือๆ ในน้ำเสียงนั้นมีทั้งความเศร้า และเจ็บแค้นอย่างที่ข้าเองก็สุดที่จะรับรู้ได้ทั้งหมด

 

“เพราะอย่างนี้ ท่านจึงรู้เรื่องราวทุกอย่างดี” ข้าเปรยอย่างเข้าใจ กิลล์พยักหน้ารับ เสียงชายชราในห้องขังเดียวกันกับเขาเอ่ยแทรกมาเบาๆ ว่า

 

“กิลล์กำลังเล่านิทานของเขาอีกแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่เจ้าจะเพ้อถึงความหวังลมๆ แล้งๆ”

 

“มีสิ! มันต้องมีแน่” ข้าแย้ง “ข้าเชื่ออย่างนั้น หากหนีออกไปได้ ท่านสาบานกับข้าได้ไหมว่าจะช่วยข้า” ข้าถามกิลล์ เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัย

 

“ช่วยเรื่องอะไร”

 

“ข้าต้องการกองกำลัง เพื่อต่อต้านชารัสซาร์ ท่านจงเกณฑ์ผู้คนไปยังป่าอาโนดาส”

 

“ดินแดนของชาววิหคน่ะหรือ ?”

 

“ใช่! ถามหาคลีฟไฮม์ บอกว่าข้าส่งท่านมา พวกเขาจะช่วยเหลือท่าน”

 

“นี่เจ้าเป็นใครกันแน่ เจ้าหนู” กิลล์สงสัย

 

“เรื่องมันยาวน่ะ เอาไว้ท่านไปถึงที่นั่นก็จะเข้าใจเอง รู้แค่ว่าข้าคือชาวคิวเปียน และข้าหวังดีต่อท่านกับชาววูดอสของท่านก็พอ...แต่กิลล์!” ข้าเงียบเสียงลง แล้วว่าต่อ “ได้โปรดอย่าหักหลังข้า” หวังว่าน้ำเสียงเยียบเย็นของข้า คงทำให้เขาเข้าใจได้ว่าข้าต้องการสิ่งใด

 

“ข้าสาบาน คอร์ลีดัส” กิลล์บอกอย่างหนักแน่น “แต่ขอให้ออกจากที่นี่ให้ได้ก่อนเถอะ”

 

ข้ายิ้มให้เขาน้อยๆ ยามนี้ยังคิดหาหนทางไม่ออก แต่ต้องมีแน่ ต้องมีสักวัน!

 

--------------------------------------


 

จู่ๆ ข้าพลันได้ยินเสียงลากสายโซ่ดังมาไกลๆ เสียงลากดังครืดๆ คล้ายคนที่ถูกล่ามโซ่กำลังกระวนกระวายใจจนอยู่นิ่งไม่ได้ ข้าเดาว่ามันคงดังมาจากหอคอย ปริศนาแวบขึ้นมาในหัวของข้าอีกครั้ง คนที่ถูกจองจำอยู่บนนั้น เป็นใครกันแน่นะ ?

 

“เสียงนั่นมาจากหอคอยใช่ไหม” ข้าเปรยขึ้น

 

“ใช่! นานๆ ทีเราถึงได้ยินดังขนาดนี้ ได้ยินมาว่านางถูกขังอยู่ที่นั่นมาเป็นสิบปี ก่อนข้าเสียอีก”

 

“นางเหรอ ?” ข้าแปลกใจอยู่ในที “ท่านเคยเห็นนางไหม”

 

“ไม่เคย! รู้แค่เป็นสตรีนางหนึ่ง บางครั้งนางก็ร้องเพลง เสียงก้องไปทั่วทั้งคุกทีเดียว” กิลล์ตอบ

 

ข้านิ่งฟังเสียงลากสายโซ่อยู่อย่างนั้น กระทั่งมันค่อยๆ เงียบลง แล้วจู่ๆ เสียงอึกกระทึกครึกโครมก็ดังมาจากปากประตูคุกแทน บรรดานักโทษต่างตื่นตูมกันใหญ่ ข้าได้ยินเสียงร้องครางของทหาร สลับกับเสียงคมดาบกวัดแกว่งอยู่ข้างนออกนั่น ใจข้าเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น มิใช่ตื่นกลัว แล้วทหารร่างบึ้กก็ถูกถีบกระแทกเข้ากับบานประตูเหล็กหน้าห้องขัง จนประตูพังเปิดออก กลางอกเจ้าทหารนั่นมีดาบเสียบไว้มิด เลือดทะลักออกมาอย่างน่าเวทนา

 

“รู้จักข้าน้อยไปซะแล้ว”

 

“เร็วเข้า! อย่ามัวแต่บ้าน้ำลายน่า”

 

เสียงคุ้นหูดังขึ้น ข้าตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก มั่นใจว่าต้องเป็นมัลฟาสกับเรเวนนา เพียงแวบเดียวพวกเขาทั้งสองก็โผล่หน้าออกมาจากหลังประตู

 

“เรเวนนา! มัลฟาส!” ข้าตะโกนลั่น ดีใจอย่างลิงโลดที่ได้เห็นสหายทั้งสอง

 

“เฮ้! คอร์ลีดัส ดีใจที่พบเจ้า หวังว่าเราคงไม่ได้มาช้าไปนะ” มัลฟาสว่าด้วยท่าทางทะเล้นตามเคย

 

“ขืนเจ้ายังพูดมาก คงได้ตายกันหมดแน่ๆ” เรเวนนาสบถ พลางพุ่งเข้ามาที่หน้ากรงขัง นางชักดาบฟันกุญแจจนขาดในดาบเดียว ข้ารู้สึกว่ามันง่ายดายจนน่าตกใจ

 

“ดาบอะไร แข็งแรงขนาดนั้นน่ะ” ข้าว่า

 

“ดาบของเจ้าไงล่ะ อ่ะรับไปซะ” เรเวนนาว่าพลางโยนดาบเงินอาร์เจนตัมให้ข้า ข้ารีบคว้ามันไว้ รู้สึกถึงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากเจ้าอาวุธคู่ใจ

 

“ดีใจที่ได้พบเจ้า คอร์ลีดัส” เรเวนนาโผเข้าสวมกอดข้าทันที ข้ารู้สึกเหมือนนางน้ำตาคลอ แต่ก็ไม่รู้จะปลอดบโยนเช่นไร จึงกอดนางคืนเสียแน่น

 

“ดีใจที่ได้เจอเจ้าเช่นกัน เรเวนนา...ว่าแต่เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าถูกขังอยู่ที่นี่”

 

“เราตามแกะรอยเจ้ามาหลายวันแล้ว ตั้งแต่ที่ทะเลสาบคามาเรีย แต่ไม่สบโอกาสที่จะช่วยได้ แต่ช่างก่อนเถอะ...เราต้องรีบหนี! ข้าได้ยินพวกมันพูดกันว่า พรุ่งนี้เช้าจะสังเวยเจ้าที่วิหารมืด”

 

“วิหารมืด ?” ข้าทวนคำด้วยความสงสัย

 

“แท่นบูชาเทพเจ้าแห่งความมืดไงล่ะ” กิลล์ตอบออกมาจากห้องขัง ข้าเข้าใจในทันทีว่ามันคือที่ไหน จากนั้นก็เดินเข้าไปที่ประตูห้องขัง ตัดกุญแจเหล็กจนขาด กิลล์ยิ้มตอบอย่างยินดี

 

“ขอบใจ แต่ช่วยปลอดปล่อยพวกเราด้วยเถอะ ทุกคนในคุกนี้ล้วนแต่เป็นสหายข้า”

 

“ได้! แต่ท่านจะหนีกันไปยังไง” ข้าถามอย่างนึกเป็นห่วง

 

“ไม่ต้องกังวล! ข้าอยู่ที่นี่มานานกว่าทหารบางคนเสียอีก เราจะหาลู่ทางหนีกันเอง แล้วเจอกันที่ป่าอาโนดาส คอร์ลีดัส”

 

“ขอให้โชคดี กิลล์” ข้าบอก

 

“จะทำอะไรก็รีบเถอะ เดี๋ยวพวกมันก็ได้ยกโขยงกันมาหรอก” มัลฟาสว่าแล้วก็ลงมือฟันกุญแจห้องขังแต่ละห้องทันที จากนั้นกิลล์ก็นำทางทุกคนออกจากคุกใต้ดินไป

 

          “แล้วเราเอายังไงกันต่อดี” เรเวนนาถาม

 

          “มัลฟาส เจ้าหายตัวได้ไหม” ข้าถามบ้าง นึกมีความหวังอยู่ในใจ

 

          “เสียใจคอร์ลีดัส ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรรอบปราสาทมีมนตรากำกับอยู่ ข้าใช้พลังอะไรไม่ได้เลย และดูเหมือนคนเดียวที่ใช้พลังเวทได้ก็คือ เจ้าชารัสซาร์นั่น”

 

          “ให้มันได้อย่างนี่สิน่า” ข้าสบถอย่างหัวเสีย “งั้นเราคงต้องหาทางออกจากปราสาทให้ได้ก่อน พวกเจ้าน่าจะพอนำทางได้ใช่ไหม”

 

          “งั้นก็ตามข้ามา” เรเวนนาออกตัว เตรียมจะเดินไปทางประตูคุกได้ดิน แต่แล้วเสียงหนึ่งก็รั้งเราไว้จนชะงักงัน

 

          “เดี๋ยว! คอร์ลีดัส อย่าเพิ่งไป” ข้าหันไปมองเบื้องหลังทันที

 

          “ซานซา เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ข้าถาม หลังจากเห็นนางยืนอยู่ที่เชิงบันได ซึ่งทอดขึ้นไปยังหอคอย ซานซายังไม่ทันได้ตอบ แต่ข้ากลับได้ยินเสียงลากสายโซ่ดังครืดคราดอยู่ด้านบน

 

          “นั่นน่ะหรือ บุตรสาวของเฟลตัน” เรเวนนาเปรยกับตัวเองเบาๆ

 

          “พาข้าหนีไปด้วยคน ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว” นางบอก

 

          “ข้าคิดว่าเจ้าจะถูกชารัสซาร์กักขังไว้เสียอีก เขาไม่น่าปล่อยเจ้าออกมาเดินเตร็ดเตร่อย่างนี้”

 

ข้าบอกด้วยความไม่ไว้วางใจเท่าใดนัก แม้ซานซาจะดูน่าสงสาร และนางพยายามแสดงความจริงใจต่อข้า แต่ประสบการณ์จากเฟลตัน และกลอุบายที่นางเคยล่อลวงข้าในความฝัน ทำให้ข้ารู้สึกระแวงอยู่ลึกๆ

 

“เขาไม่สนใจใยดีข้าอีกแล้ว บางทีข้าคงหมดประโยชน์สำหรับเขา” ซานซาว่าเสียงละห้อย

 

“นางกำลังลูกไม้กับเราหรือเปล่า” เรเวนนาโพล่งขึ้น พร้อมทั้งเงื้อดาบไว้แน่น

 

“ข้าเปล่า ได้โปรดเถอะคอร์ลีดัส ข้าขอไปด้วยคน” นางอ้อนวอน ข้ายืนช่างใจอยู่เป็นนาน ด้วยไม่รู้ว่าซานซากำลังคิดอะไรอยู่ แต่แล้วเสียงของมัลฟาสก็เอ่ยขัดขึ้น

 

“จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ...เจ้าจะมากับเราใช่ไหมสาวน้อย รีบเดินมาสิ!” มัลฟาสจัดการเสร็จสรรพ ท่าทางลนลานระคนรำคาญอยู่ในที

 

“มาสิ! ซานซา” ข้ากล่าวเสริม แต่นางกลับตอบกลับมาว่า

 

“เดี๋ยวก่อน...เจ้าต้องช่วยใครอีกคนด้วย นางถูกขังอยู่บนหอคอย” ซานซาว่าจบ ข้าก็ได้ยินเสียงโซ่ลากดังครืดคราดขึ้นมาอีกรอบ

 

“นางเป็นใคร ?” ข้าถาม

 

“นางมีนามว่า ซินเทีย...” ชื่อนั้นทำเอาข้าถึงกับสะดุ้งอยู่ในใจ
 

“นางคือแม่ของเจ้า คอร์ลีดัส!”       


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

354 ความคิดเห็น

  1. #252 Jimmy (@jm-roma) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2557 / 09:02
    @I'm anonymity for you ขอบคุณครับ :) ไว้มาลุ้นกันต่อตอนหน้านะ
    #252
    0
  2. #251 I'm anonymity for you (@baifern-tan) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 21:54
    จะเจอแม่แล้ว หวังว่าซานซาจะไม่หักหลังนะ
    #251
    0