[Fic EXO] That Night คืนหนึ่งครานั้น... [KrisLu HunLay] SS1 END

ตอนที่ 31 : That Night 30

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    9 ส.ค. 60



That Night 30

 

ลู่หานที่ออกมาจากห้องไม่ได้ลงมาเอาน้ำตามที่ปากบอก เขาทำเพียงเดินลงมาด้านล่างเพื่อสร้างช่วงเวลาส่วนตัวให้ทั้งสองคนได้ทำความเข้าใจกัน แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินตรงไปยังชุดเก้าอี้นุ่มๆในโถงกลางตามที่ตั้งใจก็กลับต้องชะงักมองร่างสูงโปร่งของคริสที่ยืนคุยกับใครบางคนอยู่ที่โถงทางเข้า ร่างสูงใหญ่นั้นบดบังคู่สนทนาจนมิดจนลู่หานอดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วคู่สนทนาของคริสเป็นใครกันแน่

ราวกับรู้ตัว ในที่สุดร่างสูงก็หันกายมาทางเขา ลู่หานจึงสามารถมองเห็นคู่สนทนาของคริสได้ถนัดตา

เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ลำขาเรียวยาวรับกับสะโพกผายเซ็กซี่และรอบเอวเล็ก ถูกขับเน้นให้เด่นด้วยกางเกงหนังแนบเนื้อสีดำ กับบูทส้นสูงเสริมให้ลำขานั้นดูเรียวยาวขึ้นไปอีก ส่วนสัดส่วนด้านบนก็ถูกขับเน้นด้วยเสื้อกันลมหนังที่ทับเสื้อคอเต่าสีเข้มด้านใน ดูโดยรวมแล้ว ด้วยการแต่งตัวที่คลุมโทนทำให้ทั้งเส้นผมและดวงตาของสาวเจ้าเด่นสะดุดตาขึ้นมาด้วยสีม่วงอ่อนเป็นประกายกับดวงตาสีเขียวหม่น

“ไอรีน หมดเรื่องแล้วก็กลับไปเถอะ” เสียงของคริสเอ่ยออกไปเป็นเชิงไล่กลายๆก่อนจะเดินกลับเข้ามาหาลู่หาน เกี่ยวเอารอบเอวเล็กเข้าหาตัวโดยไม่ทันได้เห็นเลยว่าประกายตาของหญิงสาวนั้นกำลังโหมกระหน่ำไปด้วยอารมณ์เช่นใด

ใช่ คริสน่ะไม่เห็น แต่กับลู่หานแล้วเขาเห็นมันอย่างชัดเจน ทั้งยังสัมผัสมันได้ชัดเจน ในเมื่อสาวเจ้าเล่นส่งตรงมาถึงเขาโดยเฉพาะอย่างเจาะจงตัวเลยทีเดียว

หญิงสาวบดริมฝีปากของตนเองเข้าหากันอย่างขัดใจ แต่สุดท้ายแล้วก็ทำได้เพียงกระแทกเท้าเดินหันจากบ้านหลังนี้ไป ทว่าก่อนจากไปก็ยังไม่พ้นจะส่งสายตาราวกับจะฆ่าสังหารใครสักคนมาให้กับลู่หานก่อนจะหันเดินออกไปจริงๆ

ลู่หานกลับมาหาร่างสูงข้างกายด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงความสงสัยเต็มที่ชัดเจน ทว่าสิ่งที่ได้เห็นก็กลับทำให้ลู่หานอดที่จะครางชื่อของอีกฝ่ายออกไปเบาๆไม่ได้ด้วยความเป็นห่วงกังวลและสงสัยยิ่งกว่า

“คริส?”

คิ้วเข้มที่ขมวดกันรีบคลายออกก่อนที่ดวงหน้าคมสันนั้นจะหันมาทางลู่หานที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขา ฝ่ามือของเขายังคงวางอยู่บนเอวสอบเล็ก สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยแต่กลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดที่เกิดจากตัวของเขาเองจนสุดท้ายก็ทำได้เพียงผ่อนลมหายใจออกมาทั้งทางริมฝีปากและจมูก รั้งเอาร่างเล็กบางของลู่หานเข้ามาโอบกอดอย่างหวงแหนและเพื่อสร้างกำลังให้กับตนเองมากขึ้น

กำลัง...ที่จะสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องให้สำเร็จลุล่วง

“เป็นอะไรหรือเปล่า? นายแปลกๆนะ”

“เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่อยู่ๆก็อยากกอด...ก็เท่านั้นเอง...”

คำกล่าวของคริสทำให้ลู่หานอดที่จะลอบยู่ปากตนเองไม่ได้ จากน้ำเสียงของคริสแล้ว หากจะให้เขาเชื่อสิ่งที่ถูกเอ่ยออกมาก็คงจะโง่เต็มที น้ำเสียงทุ้มต่ำเข้มนั้นไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์อย่างที่พูดเลย มันสวนทาง เต็มไปด้วยความรู้สึกตึงเครียด ลำบากใจ วิตกกังวล และมันก็ยิ่งทำให้ลู่หานอยากรู้เหลือเกินว่าสาเหตุของการที่คริสรู้สึกห่วงวิตกกังวลเช่นนี้นั้นคืออะไรกันแน่...

คริสได้แต่ฝังจมูกลงกับกลุ่มผมนุ่ม สีหน้ากลับมาเคร่งเครียดอีกครั้งเนื่องจากสิ่งที่เพิ่งจะได้รับรู้มาจากไอรีน

สาวเจ้านำข่าวมาบอกกับเขาพร้อมมาแจ้งหน้าที่ของเธอที่กำลังจะก้าวเข้ามาในเขตให้เขาทราบ แม้ว่าข่าวที่ได้นั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลย แต่มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกเครียดขึงยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้ว ในที่สุดองค์กรก็ได้นักล่าชาวแวมไพร์เข้ามาจริงๆ แม้จะเพียงตนเดียวแต่ก็ได้รับภารกิจทันที มันทำให้คริสนึกโยงไปถึงสิ่งที่เขาได้รับรู้มาจากพวกของโอเซฮุนก่อนหน้านี้เรื่องข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับคนร้ายที่ทำร้ายเลย์และชานยอลในอาณาเขตของแวมไพร์ได้อย่างหน้าตาเฉยนั่น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะเป็นคนๆเดียวกันแน่นอน...

แต่สิ่งที่ทำให้เขาเครียดยิ่งกว่าเรื่องนั้นก็คือต่อจากนี้ไป ไอรีนจะเข้ามาอยู่ในเมืองนี้เพื่อแบ่งรับงานกับเขาสักพักก่อนที่เธอจะต้องไปที่อื่นต่อ

เมื่อได้ยินเรื่องนั้น สิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองของคริสก่อนสิ่งอื่นใดคือจะให้ไอรีนรู้เรื่องของลู่หานและพวกแวมไพร์ที่เข้าออกที่นี่เป็นว่าเล่นไม่ได้

แต่สุดท้ายแล้วไอรีนก็รู้ถึงการมีอยู่ของลู่หานที่ปรากฏตัวขึ้นมา เขาจึงจำต้องรั้งลู่หานเข้ามาในอ้อมแขนของตนเอง หวังว่าไอรีนจะไม่ทันได้สังเกตว่าลู่หานนั้นไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เป็นแวมไพร์ และหากว่าเธอรู้แล้วล่ะก็ คริสก็คงทำได้เพียงหวังไม่ให้เธอนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับเบื้องบน ไม่เช่นนั้นแล้วเรื่องเลวร้ายคงได้เกิดขึ้นแน่ ลู่หานคงถูกตามล่า ส่วนตัวเขาก็คงไม่พ้นถูกจับไปเค้นข้อมูลและใช้เป็นตัวล่อ แม้ว่าโทษของเรื่องนี้จะไม่ได้มีเพียงเท่านั้นก็ตาม

คริสจำต้องฝังจมูกลงกับกลุ่มผมนุ่มให้มากกว่าเดิมเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเองที่ทั้งตื่นเต้นทั้งพะว้าพะวง กลิ่นหอมเย็นของลู่หานกำลังช่วยบรรเทาอารมณ์ตึงเครียดของเขาลงจนกล้ามเนื้อที่เครียดเกร็งขึ้นมาเมื่อครู่ผ่อนคลายลงจนแทบจะเป็นปกติ กลิ่นหอมอ่อนๆที่ตราตรึงติดจมูกจนคริสรู้สึกไม่อยากจะผละออก...

“ฉันมีเรื่องที่ต้องคุยกับพวกนาย”

เสียงเรียบนั้นทำให้ทั้งสองต้องรีบผละออกจากกันมองไปทางร่างสูงโปร่งสง่างามของแวมไพร์ที่ยืนอยู่บนบันได ใช้ดวงตาคู่คมสีทับทิมคู่นั้นมองมาทางพวกเขา จ้องนิ่งอยู่ครู่ก่อนจะค่อยๆเดินลงมาด้านล่าง จ้องสบตากับคริสด้วยสีหน้าจริงจัง

“โดยเฉพาะนาย”

 

“นายจะบอกว่าในหมู่แวมไพร์ของนายมีเกลือเป็นหนอน?” คริสเลิกคิ้วขึ้นหลังจากที่ได้รับฟังข่าวคราวใหม่จากผู้นำของเหล่าแวมไพร์อย่างเซฮุน ทำทีเป็นไม่เชื่อนัก แม้ในใจจะมั่นใจและยืนยันแน่ชัดแล้วว่าเรื่องนี้คงไม่พ้นเป็นฝีมือขององค์กรนักล่าไปแน่ ซึ่งมันก็ตรงกับข้อสันนิษฐานของเซฮุนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

เซฮุนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาทำเพียงมองคริสรอบหนึ่ง แล้วเลื่อนสายตากลับมามองอีกสองคนที่เหลือในห้องอย่างลู่หานและเลย์ที่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากไปกว่านิ่งเงียบ รอรับฟังข้อสันนิษฐานอื่นๆต่อ แต่นอกจากนั้นเซฮุนก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ ในตอนนี้สิ่งที่มีอยู่ในมือนั้นแม้จะมากมาย แต่กลับขาดจุดเชื่อมเล็กๆไปหลายจุดจนปะติปะต่อเรื่องราวได้ไม่ดีพอ แม้สาเหตุที่แวมไพร์ตนนั้นพยายามที่จะจับชานยอลและเลย์ไปจะสามารถคะเนได้ง่ายๆว่าคงไม่พ้นเรื่องการปั่นหัวเพื่อกำจัดเขา แทรกซึมเข้ามาก็เพื่อการนี้ และอาจเพื่อให้ได้แวมไพร์ในอาณัติของเขาไปทดลองต่อจากที่เคยคั่งค้างอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าพวกองค์กรนักล่าได้แวมไพร์ไปตนเดียวก็เกินพอแล้วหรอกหรือ ถ้าเพียงต้องการให้ได้องค์ประกอบในการทดลองกลับไป ในเมื่อพวกมันก็คงจะยังเข้าใจว่าเลือดที่พวกมันใช้นั้นเป็นของแวมไพร์ระดับกลางที่หาได้ทั่วไป แต่นี่มันยังต้องการเพิ่มมากกว่านั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อมีไอ้โง่ตกหลุมลงไปขนาดนั้น

แปลก...

“แล้วยังมีอะไรอีก?” เป็นคริสที่เอ่ยถาม เขาไม่เชื่อว่าเซฮุนจะมีเรื่องเพียงเท่านี้ที่จะพูด ในเมื่อมันดูไม่ได้เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับเขาอย่างที่อีกฝ่ายบอกเลยสักนิด และนั่นก็ช่วยดึงเซฮุนออกมาจากห้วงความคิด ดวงตาคมสีแดงใสเลื่อนขึ้นมองใบหน้าของคนพูด ก่อนจะเลื่อนไปทางลู่หานแล้วเลื่อนกลับมาทางคริสอีกครั้ง

“ช่วงนี้ฉันอยากจะให้นายอยู่แต่ในนี้ อย่าออกไปข้างนอก ได้ข่าวมาว่ามีนักล่าคนอื่นมาที่นี่แล้ว”

“ไม่ให้ฉันออกไป? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่นายพูดมาล่ะ?”

แน่นอนว่าคริสพอจะคาดเดาความคิดและจุดประสงค์ของเซฮุนได้อยู่ว่าคงไม่พ้นเรื่องของแวมไพร์ที่ตอนนี้ดูจะตกเป็นเป้าหมายไปเสียทุกตน แต่เขาเองก็ไม่อยากจะยอมรับคำเตือนนั้นเลยสักนิด

“นายคงลืมไปแล้วว่าตอนนี้นายไม่ได้เป็นแค่ครึ่งแวมไพร์แบบเมื่อก่อน” ว่าจบก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของคริส สีหน้าที่แม้จะนิ่งเรียบแต่เต็มไปด้วยความจริงจังของเซฮุนทำให้คริสอดที่จะเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้ ยิ่งประกอบกับคำพูดต่อมาแล้ว มันก็แทบจะทำเอาคริสแค่นหัวเราะออกมาจริงๆ

“อีกอย่าง นายต้องอยู่ในความควบคุมของฉัน”

เซฮุนที่รู้ดีว่าเรื่องนี้คงไม่เป็นที่ยอมรับ แต่มันก็เพราะว่าคริสกลายเป็นแวมไพร์ในเขตที่ใกล้กับอาณาเขตของเขาที่สุด ตามหลักการแล้วคริสก็ไม่พ้นที่จะต้องกลายมาเป็นแวมไพร์ใต้อาณัติของเขา แน่นอนว่าเรื่องอยู่ในความควบคุมนั้นไม่ใช่เพียงเป็นคนที่ต้องคอยฟังคำสั่ง แต่ยังเหมารวมไปถึงเซฮุนต้องเป็นคนดูแลความปลอดภัยและชีวิตของคริสด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เขาจะได้สบายใจเสียทีว่าลู่หานจะไม่เป็นห่วงกังวลด้วยเรื่องของเจ้าแวมไพร์มือใหม่นี่ที่ทำให้ลู่หานรู้สึกเช่นนั้นมานับครั้งไม่ถ้วน

ถึงเขาจะไม่พูด และลู่หานไม่ได้บอก แต่เรื่องที่จะทำให้ลู่หานดูทรุดโทรมลงไปได้ขนาดนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของเจ้าแวมไพร์หมาดๆตนนี้ไปได้ ในเมื่อเขาเห็นชัดแล้วว่าเลย์ไม่ได้มีอาการทรุดลงไป และชานยอลก็ยังดูปกติดี มันก็หลงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียวแล้วไม่ใช่หรือ

คำพูดของเซฮุนราวกับเป็นเชือกชักนำความเงียบให้เทโรยตัวลงมาภายในห้อง แต่ก็เพียงระยะเวลาเพียงสั้นๆเมื่อเสียงปีกแหวกอากาศเบาๆก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของค้างคาวตัวหนึ่งที่บินเข้ามา ไม่นานร่างของจงอินก็ปรากฏขึ้นมาในห้องตามที่เซฮุนได้เอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ แต่กลับได้สายตาสี่คู่ที่มองมาราวกับจะถามว่ามาทำอะไรในตอนนี้เสียอย่างนั้น...

ถึงแบบนั้นจงอินก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกไปนอกจากก้าวเข้าไปหาจ้าวชีวิตที่นั่งอยู่ห่างจากตนไปไม่กี่ก้าวแล้วก้มลงกระซิบแผ่วกับข่าวคราวที่เพิ่งจะได้รับมาใหม่ก่อนที่จะออกมาจากจื่อเทา

เหมือนว่าแวมไพร์ตนนั้นจะเข้ามาในเมืองนี้พร้อมกับนักล่าคนที่ว่าด้วย...

เซฮุนขยับคิ้วเข้าหากันขมวดมุ่นเมื่อดูเหมือนว่าเรื่องดูจะยุ่งยากขึ้นกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ก็เหมือนว่าจะได้โอกาสให้กำจัดเจ้าคนทรยศนั้นเสียก่อนที่พวกนักล่าจะได้ข้อมูลของแวมไพร์ไปมากกว่านี้ อย่างน้อยๆก็จะได้ตักตวงคว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ให้เสียเปล่า เพียงแค่ว่าเรื่องนี้เขาคงต้องจัดการทั้งหมดเองคนเดียว ไม่เช่นนั้นแล้วหากเรื่องเอิกเกริกออกไป นักล่าอีกคนคงได้ไหวตัวทันแล้วจะกลายเป็นว่ายุ่งยากยิ่งกว่าเดิม เพราะแค่สัญญาเรื่องจะไม่เข้าไปก้าวก่ายพวกมนุษย์โดยไม่จำเป็นนั้นก็ทำให้เรื่องมันยุ่งยากพออยู่แล้ว

ดวงตาคู่คมเหลือบมองจงอินก่อนจะพยักหน้าเบาๆรับรู้ มองดูอีกสามคนที่เหลือพลางโบกมือให้จงอินไปหาชานยอลตามจุดประสงค์ตั้งแต่ต้นของเจ้าตัว แน่นอนว่าที่จงอินไม่ได้มาด้วยกันแต่ต้นก็เพราะว่าเขาให้จื่อเทาออกไปตามสืบเพิ่มเติม ส่งข่าวให้จงอินที่รอฟังข่าวอยู่ก่อนแล้วค่อยตามมาทีหลัง

จงอินที่เห็นดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่ลังเล ตรงไปยังห้องข้างๆและเปิดประตูบานนั้นออกโดยไม่แม้แต่จะชะงักเท้าไว้หน้าประตู ในเมื่อได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอชัดเจนจากภายในห้องให้ได้มั่นใจแล้วว่าชานยอลคงไม่พ้นที่จะจมอยู่ในฝันของตนเองอยู่ก่อนแล้ว ตรงมายังเตียงเดี่ยวที่ตั้งอยู่ในห้อง และเป็นเครื่องเรือนเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่ภายในห้อง มองดูเส้นผมที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าห่มให้ได้รู้ว่าใต้กองผ้าห่มนั้นมีร่างคนนอนอยู่ ไม่ได้เป็นเพียงก้อนผ้าห่มที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆ

แต่นิสัยการนอนของชานยอลนั้นจงอินบอกได้เลยว่าเป็นนิสัยเสียที่จะทำให้เจ้าตัวขาดอากาศหายใจเสียมากกว่าจะทำให้ร่างกายอบอุ่น อดไม่ได้ที่เขาจะยื่นมือออกไปดึงผ้าห่มที่คลุมใบหน้าเสียมิดนั้นออกให้จมูกกลมโด่งนั้นโผล่พ้นผ้าห่มออกมาสูดอากาศได้สะดวก ส่งผลให้ริมฝีปากของชานยอลถูกบดเข้าหากันราวกับเด็กอารมณ์เสียไม่ได้ดั่งใจที่ถูกรบกวนการนอนอันมีค่าพร้อมกับขมวดเรียวคิ้วเหนือดวงตาที่ปิดสนิทนั้นอย่างรำคาญ ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มนั้นจะส่งเสียงงึมงำออกมาอย่างงัวเงียเมื่อจงอินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปจิ้มแก้มนุ่มๆนั้นเล่นเมื่อเห็นว่ามันเริ่มอูมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

จงอินรู้สึกอยากจะหัวเราะเมื่อปฏิกิริยาของชานยอลนั้นช่างคุ้นเคยและน่าเอ็นดูไม่เคยเปลี่ยน รอให้ดวงตากลมโตที่ปิดสนิทนั้นค่อยๆเปิดขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางที่ยังคงมึนๆราวกับว่ายังดึงตนเองออกมาจากห้วงความฝันของตนเองได้ไม่หมด ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าสติของชานยอลจะกลับมามากพอที่จะประมวลผลได้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นใครจนร่างโปร่งๆของชานยอลต้องรีบเด้งตัวขึ้นนั่งทันที

“จงอิน!

“ไง เจ้าเด็กขี้เซา”

คำทักทายนั้นเรียกให้ใบหน้าของชานยอลอูมขึ้นอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาจะต้องเคืองอีกฝ่ายในเมื่อมีโอกาสทีไรก็ไม่พ้นจะเรียกเขาว่าเด็ก คำก็เด็กสองคำก็เด็ก ถึงจะเทียบแล้วเขาเด็กจริงๆสำหรับจงอินก็เถอะ แต่หากเทียบอายุกับมนุษย์ทั่วไปแล้วเขาก็เรียกได้ว่าโตเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าจะเรียกเป็นวัยรุ่นช่วงต้นแล้วเสียด้วยซ้ำ!

ชานยอลทำท่าจะอ้าปากเถียงต่อ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อฝ่ามือใหญ่ของจงอินแตะลงที่ผ้าพันแผลที่พันอยู่รอบศีรษะของเขาเบาๆ ใช้ดวงตามองสำรวจมันก่อนจะเลื่อนลงมามองใบหน้าของชานยอลที่ได้แต่นั่งกระพริบตาปริบๆมองกลับมา ดวงตากลมโตที่จงอินเห็นทีไรก็ราวกับถูกฉุดให้ไปอยู่อีกโลก ยิ่งเมื่อมันอยู่บนดวงหน้าติดจะน่ารักสวนทางกับหลายๆอย่างของชานยอลแล้วก็ยิ่งทำให้จงอินรู้สึกได้ว่าอาการของเขามันชักจะหนักขึ้นทุกที จากที่คอยมองชานยอลตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กตัวสูงเท่าเอวของเขา มองดูใบหน้าน่ารักที่สดใสร่าเริง ค่อยๆเติบโต แต่ใบหน้ากลับดูจะมีวิวัฒนาการตรงข้ามกับความสูงโดยสิ้นเชิง ใบหน้าที่เคยกลมเริ่มเรียวขึ้น และแม้ดวงตากลมโตนั้นจะดูเรียวขึ้น แต่มันก็ยังคงความกลมโตราวกับตุ๊กตาไว้ได้อย่างดี และต่อให้จมูกโด่งขึ้นมาเป็นสัน แต่ด้วยรูปจมูกกลมเล็กก็กลับยิ่งเสริมให้ดวงหน้านั้นเหมือนตุ๊กตาขึ้นทุกขณะ...

“จงอิน?”

เสียงเรียกของชานยอลพาให้เจ้าของชื่อต้องรีบสะบัดศีรษะตนเองเบาๆเพื่อไล่ความคิดของตนเองออกไปก่อนเป็นการชั่วคราว กลับมาเผยยิ้มมุมปากให้อีกฝ่ายพร้อมกับขยับมือลูบเบาๆไปตามผ้าพันแผลเพื่อเรียกความสนใจของชานยอลให้ตรงไปที่สัมผัสของตนเอง ไม่ใช่ท่าทีผิดปกติของเขาเมื่อครู่ และมันก็สำเร็จเมื่อดวงตากลมโตนั้นเลื่อนขึ้นมองมือของจงอินอย่างที่เขาต้องการ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่วายเลื่อนกลับมามองจงอินอีกครั้ง

“เป็นยังไงบ้าง อาการน่ะ”

“อือ แผลก็ดีขึ้นมากแล้วล่ะ” ว่าพลางก็เลื่อนมือไปจับหลังศีรษะของตนเองที่ถูกทำแผลจนหนานูนออกมาจากส่วนอื่น แม้จะยังรู้สึกเจ็บ แต่อย่างน้อยๆก็ทุเลาลงจากก่อนหน้านี้อยู่โขเลยทีเดียว

อย่างน้อยๆก็ไม่ได้หน้ามืดง่ายจนต้องคอยฝืนทำเป็นไม่เป็นอะไรต่อหน้าคนอื่นแล้ว

“งั้นก็ดี” ว่าพลางจงอินก็พยักหน้าน้อยๆก่อนจะละมือออกมาจากกลุ่มผมนุ่มลื่นละเอียดมือ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่สายตาสะดุดอยู่กับดวงหน้าราวกับตุ๊กตาของชานยอล ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เมื่ออยู่ห่างจากชานยอลไปนานๆแล้วก็รู้สึกโหยหาไปเสียทุกส่วนของร่างตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะเลื่อนสายตามองสำรวจร่างกายของชานยอลให้ทั่ว ตักตวงโอกาสที่ไม่ได้มีให้มาได้พบอีกฝ่ายบ่อยๆเอาไว้อย่างไม่ให้เสียเปล่าแม้สักวินาที

“จงอิน??”

เป็นอีกครั้งที่ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความงุนงงสงสัยเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปอีกครั้ง เรียกให้จงอินต้องรีบถอนสายตาออกจากการมองสำรวจร่างโปร่งๆของชานยอลที่อยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตเนื้อผ้าทิ้งตัวลู่ไปตามรูปผิวของชานยอล ยิ่งไปกว่านั้นยังเปิดคอกว้างมากพอให้จงอินมองเห็นลงมาได้ถึงช่วงไหปลาร้าลงไปอีกเล็กน้อยกับลำคอระหงขาวๆของชานยอลให้ออกมาต้องลมที่เริ่มจะเย็นผิวเสี่ยงต่อการป่วยสำหรับมนุษย์อย่างชานยอลจนอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยเตือนออกมา

“ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมยังแต่งตัวแบบนี้อีก”

“โถ่เอ๊ย ก็ฉันมีผ้าห่มไง” ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวยังจัดการหยิบจับผ้าห่มที่ยังห่มครึ่งล่างของตนเองเสียมิดให้จงอินได้เห็นชัดๆ แน่นอนว่ามันชัดชนิดที่ว่าถูกเปิดเลิกจนจงอินมองเห็นกางเกงขาสั้นเหนือเข่าที่ชานยอลใส่ต่างชุดนอนท้าลมหนาวจนจงอินอยากจะยกมือขึ้นมากุมขมับ

ไหนใครว่าหมอจะรักษาสุขภาพ ท่าจะไม่จริงเสียล่ะมั้ง...

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ถ้าฉันไม่ได้อยู่บนเตียงยังไงก็ใส่สเวตเตอร์อยู่ดี” ว่าจบก็พยักเพยิดหน้าไปทางสเวตเตอร์ตัวโพรกของตนเองที่จงอินก็เป็นคนเอามาให้เองกับมือ แม้จะรู้ดีว่าหากใส่สเวตเตอร์ตัวนั้นเข้าไปก็คงจะทำให้ร่างกายของอีกฝ่ายอบอุ่นมากพอ แต่เมื่อสังเกตเห็นว่าสเวตเตอร์ตัวอื่นๆที่เขาเอามาให้ รวมไปถึงเสื้อโค้ตที่น่าจะอุ่นมากกว่าไม่มีท่าทีว่าจะถูกเอาออกมาใช้ก็ต้องเลื่อนสายตากลับมายังร่างบนผืนเตียงอีกครั้ง

“ถ้านายยังไม่คิดจะเปลี่ยนสเวตเตอร์อีก ฉันจะเอาตัวที่นายใส่อยู่ตัวนั้นกลับล่ะนะ”

“...” ทั้งสายตา สีหน้า น้ำเสียงของจงอินส่งผลให้ชานยอลอดไม่ได้ที่จะเบ้ปากเล็กน้อย ยอมรับปากส่งๆไปว่าเขาจะยอมเปลี่ยนสเวตเตอร์เรื่อยๆ ไม่ใช่ใส่อยู่เพียงตัวเดียวอย่างที่ชอบทำเวลาไม่มีใครทักเรื่องพวกนี้ เป็นการปล่อยปละละเลยเรื่องของตนเองอย่างที่ชอบทำ เพราะถึงอย่างไร อยู่ในอาณาเขตของแวมไพร์ก็แทบไม่มีใครให้ความสนใจเขาอยู่แล้วนอกจากจงอิน เซฮุนและจื่อเทา และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจงอินทุกครั้งที่ทักเรื่องเสื้อของเขาจนพักหลังๆถึงขั้นเข้ามาจัดเสื้อผ้าให้ด้วยตัวเองราวกับเป็นพ่อบ้านส่วนตัวอย่างไรอย่างนั้น

แต่มันก็เพราะแบบนั้น ที่ทำให้ชานยอลยิ่งรู้สึกผูกพันกับจงอิน เส้นใยบางๆเพียงเส้นเดียวกลับค่อยๆพันรอบหัวใจของชานยอลจนดิ้นสะบัดมันไม่หลุด ทำให้คิดถึง โหยหาอยากจะกลับไปเห็นหน้ากันทุกวัน มีจงอินอยู่ข้างกายคอยพูดคุย คอยหยอกล้อกันทุกวันดังเดิม...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้คู่ไคยอลชัดเจนมากเลยนะ ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ชอบชานยอลในเรื่องนี้อย่างบอกไม่ถูก(?)

นางร้ายโผล่มาแล้ว ถึงชื่อจะเป็นไอรีน แต่เป็นตัวละครที่ไรท์สร้างขึ้นมานะคะ ไรท์ไม่สามารถทำใจทำร้ายจนจริงให้มาเป็นนางร้ายได้จริงๆ(?)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

246 ความคิดเห็น

  1. #140 Fan_Galaxy-Kris (@minicoopermf28) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 21:42
    ใครคือหนอน แล้วใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ กลัวทุกคนจะเป็นอันตรายจัง คงไม่ใช่คนใกล้ตัวหรอกโน้ะ
    #140
    0
  2. #139 ununchuahong (@ununchuahong) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 17:53
    ใครเป็นหนอนบ่อนไส้ รอติดตามๆ
    #139
    0