แสนงามของบอส

ตอนที่ 1 : บทนำ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,050
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 401 ครั้ง
    9 ก.ย. 62

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทนำ

 

กริ๊งงงงง

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าเวลานี้ต้องตื่นมาทำอาหารเช้าแล้ว ฉันลุกขึ้นมาอย่างงัวเงียก่อนจะกดปิดเสียงเพราะรำคาญมันเต็มที

ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันขยี้ตาไปมาก่อนจะเอาผ้าขนหนูพาดบ่าแล้วเปิดประตูเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านนอก

ฉันลงมือล้างหน้าแปรงฟันให้สะอาดแล้วเดินมาเตรียมอาหารเช้าในครัว พอได้ล้างหน้าฉันก็สดชื่อขึ้นมาทันที มันเป็นอย่างที่แม่บอกว่าคนเราจะยากก็แค่ตอนตื่นแล้วลุกออกจากเตียงเท่านั้น ถ้าออกมาจากจุดนั้นได้ก็สบายแล้ว

วันนี้จะกินอะไรดีน้า เช้า ๆ แบบนี้ต้องเมนูไข่สินะถึงจะอยู่ท้อง แต่ฉันเบื่อไข่เจียวแล้วอะ คงต้องติดหาอย่างอื่นมากินแทนซะแล้ว

ว่าแต่ว่า...ไข่ไก่ในตู้เย็นมันหมดหรือยังนะ

แอด...

ฉันค่อย ๆ แง้มตู้เย็นดูแล้วก็พบว่าไข่ไก่หมดแล้ว ฉันยังไม่ได้มีเวลาไปซุปเปอร์เลยด้วย งั้นวันนี้คงต้องฝากท้องไว้กับร้านอาหารเช้าแล้วล่ะ

เมื่อคิดว่าไม่ต้องทำข้าวเช้าแล้วฉันก็ไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะได้ลงไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งที่มาตั้งแผงขายหน้าคอนโดในตอนเช้า

พอจัดการทุกอย่างเสร็จฉันก็เดินลงไปซื้อข้าว ใช้เวลานานพอสมควรเลยเพราะฉันดันเดินเอ้อระเหยกินลมชมวิวสุด ๆ กว่าจะกลับขึ้นมาที่ห้องได้ก็ปาไปเกือบแปดโมงครึ่ง

ฉันมีเวลากินข้าวแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเพราะมีเรียนภาคเช้าตอนเก้าโมง พอมาถึงฉันก็รีบแกะข้าวเหนียวกับหมูปิ้งกินทันทีโดยเหลืออีกชุดนึงวางไว้ข้าง ๆ

ฉันกินแล้วก็เล่นโทรศัพท์ไปด้วยเพื่อเข้าไปเช็กในกลุ่มตลอดเวลา แบบว่าอาจจะมีเพื่อนมาโพสต์ว่าอาจารย์งดคลาสอะไรเทือกนี้ มันจะดีมากเลยถ้าอาจารย์งดกะทันหันเพราะฉันเหนื่อยแล้วก็อยากพักเหลือเกิน

แต่ดูท่าแล้วคงจะไม่เป็นผลเพราะขนาดตอนนี้เวลา 9.45 แล้วก็ไม่มีข้อความใด ๆ ปรากฏขึ้น

กริก!

เสียงเปิดประตูจากห้องนอนอีกห้องที่อยู่ตรงข้ามฉันดังขึ้น ฉันจึงละความสนใจจากหน้าจอโทรศัพท์ไปสนใจคนที่เพิ่งจะออกจากห้องมา

ร่างสูงโปร่งที่ดูดีราวกับนายแบบเดินออกมาจากห้องช้า ๆ ด้วยท่าทางที่ดูงัวเงียสุด ๆ เขาใช้มือเคาะเบา ๆ ตรงต้นคอของตัวเอง

เขาคือ พี่บอส รูมเมทของฉันเอง

ใครต่อใครก็ว่าเขาหล่อ เท่ มีเสน่ห์เกินห้ามใจ ที่จริงก็ไม่เท่าไหร่นะ

ใบหน้าคมสันในขนาดที่พอเหมาะกับดวงตาที่ดูโฉบเฉี่ยวแต่แฝงความขี้เล่นนิด ๆ สันจมูกที่ไม่มากจนเกินไปของเขามันก็ทำให้ฉันรู้สึกเฉย ๆ ส่วนการแต่งตัวของเขาก็งั้น ๆ วันนี้ก็แค่แต่งตัวด้วยเชิร์ตสีขาวที่ปลดกระดุมสองเม็ดบนไว้ แล้วไหนจะผมสีดำเข้มที่ถูกเซตมาอย่างลวก ๆ อีก

ดูดีตรงไหนกัน!

พี่บอสเดินออกมาจากห้องแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา เขาก้าวเท้าออกมาช้า ๆ แล้วปรายตามามองฉันที่นั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวที่ติดกับโซนครัว

“กินข้าวไหมคะ หนูซื้อมาเผื่อ” ฉันชี้ไปยังข้าวเหนียวหมูปิ้งที่วางอยู่ข้าง ๆ

พี่บอสมองไปยังจุดที่ฉันชี้ก่อนจะกรอกตามามองฉันแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างไร้เยื่อใย

โดนเมินอีกแล้วอะ แต่ถามว่าแคร์ไหม? ก็ไม่ เพราะฉันโนสนโนแคร์ทุกอย่างจ้า

เฮอะ ไม่กินใช่ไหม ดี! ฉันจะเอาไว้กินตอนเย็น ถึงตอนนั้นอย่ามาง้อก็แล้วกัน!

 

“วันนี้แกเกือบสายนะยัยงามหน้า”

“แสนงามย่ะ อย่ามาเปลี่ยนชื่อให้ฉันมั่ว ๆ แบบนั้นเดะ” ฉันมองค้อนเพื่อนตัวเองที่บังอาจมาเปลี่ยนชื่ออันสุดแสนจะไพเราะของฉัน

“จ้ะ ๆ ฉันล่ะระอากับแกจริง ๆ เพราะอะไรวะทำไมถึงมาสายเกือบทุกคลาสเลย”

“แกก็บ่นฉันทุกวันจนฉันระอาใจเหมือนกันนั่นแหละยัยฟักทอง” ฉันโต้ตอบกลับไปพร้อมกับนั่งกินขนมไปด้วย

ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงแล้วพวกเราก็มานั่งกินข้าวที่ KFC ซึ่งย่อมาจาก Kaset Food Center ที่นี่เป็นโรงอาหารของคณะเกษตรศาสตร์ที่ฉันเรียนอยู่นั่นเอง!

“เออ ๆ จะเลิกบ่นและ เพราะไม่ว่ายังไงก็มาทันเวลาฉิวเฉียดทุกที”

“ก็แหงสิ ฉันคำนวณเวลามาพอดีเป๊ะขนาดนี้”

“จ้า ๆ แม่คนเก่ง รีบกินได้แล้วจะได้เอาชีทเพื่อนไปถ่ายเอกสาร”

ฉันรีบกินขนมอย่างรวดเร็วเมื่อยัยฟักทองเริ่มเร่งฉันเข้า ลืมไปเลยนะเนี่ยว่าต้องไปถ่ายเอกสารก่อน พอกินเสร็จพวกฉันก็รีบเอาจานข้าวไปเก็บแล้วพุ่งออกไปยังร้านถ่ายเอกสารทันที

เนื่องจากร้ายถ่ายเอกสารในมหาวิทยาลัยราคาค่อนข้างสูง เด็กนักศึกษาอย่างเราน้านนน ก็ต้องออกไปถ่ายเอกสารจากร้านข้างนอก ที่จริงมันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายหรอก แต่ร้านข้างนอกมันถูกกว่าแล้วพวกฉันต้องใช้เยอะเลยไปถ่ายข้างนอกจะดีที่สุด

เมื่อมาถึงร้านยัยฟักทองก็รีบปรี่เข้าไปด้านในเพื่อหาพี่เจ้าของร้านให้ช่วยถ่ายเอกสารให้ ฉันรีบหาที่จอดรถให้เป็นระเบียบที่สุดเพราะมันจะขวางทางคนอื่นเข้า ในตอนนั้นเองก็มีรถมอไซค์ของคนกลุ่มหนึ่งแล่นเข้ามาจอดข้าง ๆ

ฉันหันไปมองตามปกติแล้วก็พบว่าเป็นพวกเพื่อน ๆ ของพี่บอส เขานั่งซ้อนท้ายมากับเพื่อนของเขา

พี่บอสมองเห็นฉันที่อยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะหันไปสนใจเพื่อนของเขาต่อ

มันเป็นปกติอยู่แล้วที่เวลาอยู่ข้างนอกพวกเราจะทำเป็นไม่รู้จักกัน ฉันเจอเขาบ่อยนะ แม้ว่าคณะของพวกเราจะไม่ได้อยู่ติดกันแต่ก็ถือว่าอยู่ไม่ไกลกันมาก อีกอย่าง...มันก็เป็นที่เลื่องชื่อลือนามกันอยู่แล้วว่าเด็กคณะเกษตรกับวิศวะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่

กลุ่มของพี่บอสมักจะมากินข้าวที่โรงอาหารของพวกเราอยู่บ่อยครั้ง เหมือนมาเดินอ้อนมืออ้อนเท้าให้พวกรุ่นพี่ในคณะของฉันหมั่นไส้เล่น

พอจอดรถเสร็จฉันก็เข้าไปในร้านหายัยฟักทองที่ตอนนี้กำลังยืนคำนวณค่าถ่ายเอกสารอยู่

“แกมีเงินติดตัวเท่าไหร่อะ” ยัยนั่นหันมาถามฉัน

“สองร้อย”

“งั้นฉันยืมก่อนร้อยนึงได้ไหม เดี๋ยวโอนคืนให้ ฉันเอาเงินมาไม่พออะ”

“ได้” ฉันพยักหน้าแล้วควานหากระเป๋าเงินในกระเป๋าสะพายอีกที

ยัยฟักทองเป็นบุคคลผู้ไม่พกเงินสัดเลย พกแต่ละทีคือน้อยนิดแล้วก็มาลำบากฉันตลอดเวลาเรื่องที่ต้องเอาเงินสดให้ก่อนเนี่ย บ่นไปตั้งหลายรอบแล้วก็เหมือนเดิมฉันเลยขี้เกียจจะพูดแล้ว

พอหากระเป๋าเงินเจอฉันก็เปิดดูแล้วพบว่าตัวเองมีเงินเหลืออยู่ค่อยร้อยเดียวเท่านั้น

จริงสิ! ฉันลืมไปเลยว่าเมื่อเช้าเอาเงินไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งนี่นา

“ฟักทอง” พอรู้ว่าตัวเองไม่มีเงินแล้วฉันก็ห่อเหี่ยวในบัดดล “ฉันลืมไปว่าเอาเงินไปซื้อข้าว ตอนนี้เหลืออยู่ร้อยเดียว”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปกดเงินแป๊บนึงนะ ฝากแกดูเอกสารกับพี่เขาด้วย”

“ได้ ๆ” ฉันพยักหน้าแล้วส่งกุญแจรถให้ยัยฟักทองไป

ช่วงที่ยัยนั่นออกไปกลุ่มของพี่บอสก็เข้ามา เขาเหมือนมาพริ้นท์เอกสารมากกว่าเพราะแต่ละคนจับจองคอมพิวเตอร์กันคนละเครื่องเลย

ฉันหันไปสนใจแว้บนึงแล้วหันมาสนใจเอกสารของตัวเองต่อ แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงพวกเขาลอยเข้ามาในหัว

“อาจารย์ให้พริ้นท์อันไหนวะ” เสียงของเพื่อนเขาถามขึ้น

“อันนี้”

“ไอ้รามมึงมาดูกับกูหน่อยดิ๊ว่ามันใช่ไหม”

จากนั้นก็ตามมาด้วยน้ำเสียงวุ่นวายจากพวกเขา ฉันไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะวพกเขาดูเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัว อีกทั้งฉันยังต้องดูเอกสารอีก

พอเอกสารของพวกฉันถ่ายเสร็จทุกชุดแล้วก็นำไปเย็บโดยฉันต้องคอยดูกับพี่เขาให้ดี ที่จริงพี่เขาก็ค่อนข้างชำนาญงานแบบนี้ด้วยแหละเลยไม่ต้องพูดอะไรมาก จนกระทั่งตอนนี้ยัยฟักทองก็ยังไม่กลับมาเลย

ขณะกำลังวุ่นกับการจัดเก็บเอกสารจู่ ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีคนตัวใหญ่เดินมาอยู่ข้าง ๆ ฉัน แต่ไม่มากนักจนฉันคิดว่าเขาไม่ได้คุยกับฉันด้วยซ้ำ

“มีปากกาไหม” น้ำเสียงคุ้นหูนั้นทำฉันต้องหันไปมอง เป็นพี่บอสที่เอ่ยถามแผ่วเบาในระยะที่ไกลพอสมควร

ฉันล้วงมือควานหาปากกาในกระเป๋าแล้วทำเนียนเดินไปยังโต๊ะเครื่องคอมที่เขานั่งอยู่ก่อนหน้านี้แล้ววางมันลงอย่างปกติ แยบยลซะจนคนอื่นดูไม่ออกเลย

พี่บอสเองก็เดินกลับไปโต๊ะคอมเครื่องนั้นแล้วหยิบปากกาไปเขียนงานที่เขาต้องทำด้วยสีหน้าปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฉันลอบมองเขาเป็นระยะเผื่อว่าเขาใช้เสร็จแล้วต้องการจะคืนปากกาให้กับฉัน แต่ไม่ทันไรยัยฟักทองก็กลับเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน

“เสร็จยังอะ” เธอถามฉันแล้วล้วงเอาเงินเตรียมจะจ่าย

“เสร็จแล้วครับ” พี่พนักงานเป็นคนตอบแทนแล้วเดินเอาเอกสารไปใส่ถุงให้พวกฉัน

“งั้นเดี๋ยวฉันออกก่อน เราค่อยไปเคลียร์กันทีหลัง” ยัยฟักทองชูแบงค์พันให้ฉันดู คงต้องการแลกแบงค์ย่อยด้วยล่ะมั้ง

พอจ่ายเงินแล้วพี่เขาทอนเงินมาให้ครบแล้วยัยนั่นก็เร่งเร้าฉันให้กลัยคณะทันทีเพราะกลัวว่าจะไปเรียนภาคบ่ายไม่ทัน

“เร็ว ๆหน่อยสิ เดี๋ยวก็เข้าเรียนสายหรอก” ฉันมองยัยฟักทองที่ไปรออยู่ที่รถแล้วมองไปยังพี่บอสที่ก้มหน้าก้มตาเขียนเอกสารของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

ปากกาฉันล่ะ ฉันต้องใช้มันจดงานต่อตอนเรียนช่วงบ่ายนะ

แต่ดูเหมือนว่าพี่บอสจะไม่ได้สนใจอะไรเลย ดังนั้นฉันจึงต้องจำใจเดินออกมาแล้วแวะซื้อปากกาที่ร้านเครื่องเขียนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก

“ปากกาแกไปไหน” ยัยฟักทองถามขึ้นหลังจากที่ฉันบอกวาจะแวะซื้อปากกาก่อน

“หายอะ หาไม่เจอ” ฉันบอกไปแบบนั้น

“หายบ่อยจริง ครั้งก่อนก็หาย มีครั้งไหนไหมที่แกซื้อปากกาแล้วมันใช้ได้นานเกิดสองอาทิตย์อะ”

“อย่าบ่นน่า มันไม่มีใครอยากให้ของหายหรอก” ฉันบอกแค่นั้นแล้วรีบลงไปซื้อปากกาทันที

ที่จริงมันก็หายบ่อยอย่างที่ยัยฟักทองว่านั่นแหละ แต่ส่วนใหญ่มันมจากการที่พี่บอสเป็นคนเอาไป ช่วงก่อนหน้านี้เวลาเจอกันเขาจะชอบถามหาปากกาจากฉันทุกครั้งเลย แล้วฉันก็จะเนียน ๆ เอาไปวางให้เขา และทุกครั้งที่มันเป็นแบบนั้นเจ้าตัวก็ไม่เคยคืนเลย

ฉันเคยทวงถามปากกาจากเขาตอนที่กลับห้องไป เขาบอกแค่ว่าใช้เสร็จแล้ววางไว้ไหนก็ไม่รู้ ก็เป็นซะแบบเนี้ย มันถึงได้หายแล้วก็มารีดไถจากฉันทุกครั้ง

แต่ก็นั่นแหละ ฉันชอบการที่บังเอิญเจอเขาที่สุดเพราะมันทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยแม้ว่าชีวิตในช่วงนั้นจะเสี่ยงอันตรายแค่ไหนก็ตาม มันเลยต้องยอมเป็นแบบนี้เรื่อยไป

วันนี้ฉันตั้งใจว่าจะซื้อปากกาเป็นแพ็คไปเลยดีไหม แต่เงินที่มีอยู่มันไม่พอเลยซื้อไปแค่ 1 ด้ามเท่านั้น เดี๋ยวรอวันอื่นค่อยมาซื้ออีกทีก็แล้วกัน

ฉันได้แต่ถอนหายใจให้กับความเป็นอยู่แบบนี้ การที่ฉันต้องคอยช่วยเหลือพี่บอสทุกครั้ง โดยอ้างแต่บุญคุณทีเขามีให้ ถึงไม่ได้พูดตรง ๆ แต่ก็แสดงออกผ่านการกระทำ ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันทำให้เขาไม่พอใจ เขาก็จะไม่ยอมกลับมานอนที่คอนโดเป็นเวลาหลายวัน

โชคดีที่ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขามันเป็นแค่คนรู้จักและคนที่สร้างผลประโยชน์ให้ ไม่อย่างนั้น...ฉันคิดว่าตัวเองต้องตรอมใจตายแน่ ๆ ถ้าเจอผู้ชายแบบนี้ในชีวิตข้างนอก

แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว คนที่ได้พี่บอสเป็นแฟนจะต้องปวดประสาทตายให้กับความไม่เอาไหนของเขาแน่เลย

 

เวลาต่อมา

หลังจากเรียนเสร็จฉันก็รีบกลับมาที่คอนโดทันทีเพราะดูเหมือนว่าฝนจะตก และพอฉันมาถึงฝนก็ตกลงมาจริง ๆ แถมตกแรงมากซะด้วย

เพราะรีบมากฉันเลยไม่ได้ซื้อข้าวกลับมากินที่ห้องแถมร้านข้าวข้างล่างคอนโดยังปิดอีก  แต่โชคดีที่มีข้าวเหนียวผมูปิ้งจากเมื่อเช้าอยู่ ฉันแช่เย็นไว้เดี๋ยวกลับไปเอาเข้าไมโครเวฟกินร้อน ๆ จะดีกว่า

เมื่อฉันกลับมาถึงห้องก็พบว่าปากกาของฉันที่พี่บอสยืมไปนั้นถูกวางไปบนโต๊ะกระจกหน้าทีวี ฉันเดินไปหยิบมันมาแล้วเดินไปเปิดตูเย็นเพื่อหาข้าวเหนียวหมูปิ้ง แล้วก็พบว่า...

...มันหายไป

หายไป? หายไปได้ยังไงกัน!!!

ข้าวเหนียวหมูปิ้งของช้านนนนน

ตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยนอกจากมันจะถูกรูมเมทของฉันเอาไปกิน เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็เดินไปเคาะประตูห้องเขา

ก๊อก ๆ

พี่บอสไม่ชอบให้ฉันเคาะห้องของเขามากที่สุด พูดง่าย ๆ ว่าอะไรก็ตามที่ฉันทำแล้วมันก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวของเขา เขาจะไม่พอใจเอามาก ๆ

แต่ดูเหมือนว่าเคาะแค่สองครั้งจะไม่ได้ยิน

ก๊อกๆๆๆๆๆ

ฉันกระหน่ำเคาะประตูรัว ๆ จนคิดว่าตอนนี้ถ้าเขาเปิดออกมาแล้วด่าฉันรัว ๆ ฉันก็ไม่สนแล้ว

ก๊อกๆๆๆๆๆ

พอเขาไม่ยอมเปิดฉันก็กระหน่ำเคาะประตูไม่หยุดหย่อน หน่อยแน่! กล้ามาขโมยข้าวเหนียวหมูปิ้งฉันกินได้ยังไง ทีเมื่อเช้าถามว่ากินไหมก็ทำเป็นหยิ่ง ไอ้พี่บอสคนชั่ว!

ตึง!

“จะเคาะอะไรนักหนา”

พี่บอสเปิดประตูออกมากะทันหันโดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับตะคอกฉันเสียงดังลั่น มันเลยทำให้มือของฉันที่กำลังเคาะประตูอยู่มันเผลอไปโดนหน้าเขาเข้า

“ทำบ้าอะไรชองเธอ” เขาเหมือนคนกำลังโกรธจัด

“พี่บอสกินข้าวเหนียวหมูปิ้งหนูใช่ไหม” ฉันรีบถามเข้าประเด็นโดยไม่สนใจอย่างอื่นเลย

“ของเธอ?” เขาขมวดคิ้ว “ที่อยู่ในตู้เย็นน่ะนะ”

“ใช่ค่ะ นั่นมันข้าวเย็นของหนู”

“ไม่รู้ว่ามีเจ้าของเลยกินไปแล้ว” เขาตอบได้หน้าตายมาก

“ได้ยังไงกันล่ะคะ นั่นมันของหนูนะ จะบอกว่าไม่รู้ว่ามีเจ้าของได้ยังไง”

“อยู่ในตู้เย็นของห้องฉัน ไม่ได้ติดชื่อเอาไว้ มันถือว่าเป็นของใคร” เขาเอียงคอถามอย่างเอาเรื่อง คงเพราะไม่ชอบใจที่ฉันขึ้นเสียงใส่แน่ ๆ เลย “ที่จริงมันควรจะเป็นของฉันด้วยซ้ำเพราะอยู่ในห้องของฉัน หรือไม่ใช่?”

ฉันเม้มปากเป็นเส้นตรงด้วยความอึดอัดใจ เป็นแบบนี้ทุกทีเลย ฉันไม่สามารถเอาเรื่องอะไรกับเขาได้เลยสักครั้ง แม้แต่ปากกาของฉันหายในคราวแรกก็มายืนเถียงกับเขาอยู่หน้าห้องแบบนี้แหละ

ถึงจะรู้ว่าโวยวายไปมันจะไม่ได้อะไรกลับมาฉันก็ยังทำเพราะตอนนี้แสนงามโมโหมากแล้ว!

“ที่จริงหนูไม่ควรโกรธพี่บอสเลยด้วยซ้ำ หนูรู้ดีค่ะ แต่ครั้งนี้หนูตั้งใจเอาไว้ว่ามันจะเป็นข้าวเย็นของหนูเพราะฝนตกแบบนี้ แล้วพอไม่มีข้าวหนูก็เหนียวหมูปิ้งหนูก็ไม่มีข้าวเย็นกินน่ะสิคะ”

“ก็ออกไปซื้อสิ ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม”

“ก็ฝนมันตกนี่คะ” เขาไม่เข้าใจหรอกว่าเวลาต้องขับมอไซค์ตากฝนมันลำบากแค่ไหน

เขาทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องแล้วยื่นกุญแจรถมาให้

“หนูขับรถยนต์ไม่เป็น” ฉันยิ่งหน้างอเข้าไปใหญ่เลยเมื่อเจอสายตาแบบนั้นของเขา

“ไม่พาไปหรอกนะ” เขาปฏิเสธมาก่อน

“หนูไม่ได้จะให้พาไปสักหน่อยค่ะ”

“แล้วมาเคาะประตูทำไม”

“ก็...” ฉันพูดไม่ออกเพราะหาเหตุผลไม่ได้

คิดว่าคงเพราะโมโหหิวแน่ ๆ เลยอยากจะต่อว่าเขา แต่พออีก่ายเป็นพี่บอสมันเลยกลับกลายเป็นว่าฉันเป็นฝ่ายผิดซะอย่างนั้น

“ถ้าไม่มีธุระอะไร อย่ามาเคาะห้องฉันอีก”

ปัง!

“พูดจบเขาก็ปิดประตูใส่หน้าฉันทันทีอย่างโมโห หนอย...คิดว่าตัวเองโมโหเป็นฝ่ายเดียวหรือไง ฉันเองก็โมโหเหมือนกันนั่แหละน่า

ยิ่งคิดเห็นหน้าพี่บอสก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งหิว ฉันเดินหายใจฟึดฟัดมานั่งอยู่บนโซฟาอย่างหิวโหย

แม่จ้า...น้องหิว เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกสักที

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมา รอให้ฝนหยุดตกก่อนก็แล้วกันฉันค่อยไปซื้อข้าวกิน

ตอนนี้ก็นั่งอดทนไปก่อนจะท้องของแม่ TT

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนฉันถึงได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกบัอาการงัวเงีย ภายในห้องนั่งเล่นมืดมากแล้วบ่งบอกว่ามันตอนนี้เป็นเวลาดึก นี่ฉันเผลอหลับอยู่บนโซฟาหรอเนี่ย

ฉันลุกขึ้นมาเปิดไฟก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างพบว่าตอนนี้ฝนยังตกอยู่บ้างแต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พอมองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจก็พบว่ามีกล่องโฟม 1 กล่องวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว

เอ๋? มาตั้งแต่ตอนไหนกัน

ฉันรีบวิ่งไปเปิดดูว่ามันคืออะไรแล้วก็พบว่ามันคือข้างที่ถูกใส่ไว้ในกล่อง ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว?

ของใครอะ?

ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นของพี่บอสเพราะในห้องถ้าไม่ใช่ของฉันมันก็เป็นของเขานี่แหละ ถึงแม้ว่าในมุมมองของเขาทุกอย่างในห้องนี้จะเป็นของเขาก็ตาม

ซื้อข้าวมาวางไว้ตรงนี้ไม่คิดถึงใจฉันบ้างเลยหรือไง คนยิ่งหิว ๆ อยู่ด้วย

ฉันตัดสินใจปิดกล่องข้าวไว้ดังเดินแล้วเดินมาหยิบกุญแจรถ ตอนนี้ฝนตกไม่หนักมาก ฉันน่าจะพอขับรถไปซื้อข้าวได้อยู่

ฉันเดินเข้าไปเอาเสื้อกันฝนที่อยู่ในห้องนอนเอาสวมแล้วลงไปข้างล่างทันที

ฉันล่ะไม่ชอบช่วงเวลาฝนตกซะจริง ๆ ต่อให้มีเสื้อกันฝนแต่ยังไงก็ยังเปียกอยู่ดีนั่นแหละ ไม่มากก็น้อย

และมันก็เป็นเหมือนที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิดเพราะพอกลับมาถึงคอนโดฉันก็พบว่าตัวเองเปียกซกไปทั้งตัว โชคดีแค่ช่วงไหล่ลงไปถึงเอวเปียกไม่มาก สภาพของฉันตอนนี้คือดูไม่ได้เลย แต่ว่าเพื่อความอยู่รอดฉันต้องอดทน!

พอมาถึงห้องฉันก็รีบถอดเสื้อกันฝนแล้วเอาไปตากตรงระเบียงก่อนที่พี่บอสจะออกมาเห็นเข้าต้องรีบเอาผ้ามาเช็ดพื้นให้สะอาด มาอาศัยเขาอยู่แล้วยังจะทำห้องเขารกอีก มีหวังโดนเกลียดไปมากกว่านี้แน่ ๆ เลย

แอด...

ขณะที่ฉันกำลังเอาผ้ามาเช็ดน้ำที่เปียกอยู่บนพื้นอยู่นั้น จู่ ๆ เจ้าสัตว์ร้ายที่ฉันไม่อยากให้ออกมาเจอในตอนนี้ที่สุดก็ออกมาจนได้ เขาอยู่ในชุดธรรมดาที่ใส่อยู่บ้านเป็นปกติ

เขาปรายตามามองฉันที่ก้มหน้าก้มตาเช็ดพื้นอยู่โดยไม่พูดอะไรก่อนจะเดินเลยยังครัวเพื่อเปิดเอาน้ำในตู้เย็นมากิน

จังหวะนั้นฉันเห็นเขาปรายตามามองอาหารที่ฉันซื้อมาด้วย เฮอะ! บอกเลยนะว่าฉันไม่มีทางให้กินด้วยหรอก แค่ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เกินพอแล้ว เมื่อเช้าซื้อมาเผื่อก็จริงแต่พอเขาปฏิเสธอย่างไม่ใยดีฉันก็ไม่หวังจะให้อะไรเขาอีกแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ ฉันคิดแบบนี้เป็นรอบที่ล้านแล้วมั้งตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับพี่บอสเนี่ย

“กินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ หนูซื้อข้าวมาเผื่อพี่บอสด้วย กลัวว่าข้าวกล่องที่พี่บอสซื้อมาจะไม่อิ่ม”

ใช่แล้วล่ะ ฉันซื้อข้าวมาเผื่อเขาตามปกติ

คือทุกครั้งที่ซื้อมาพี่บอสก็ไม่เคยกินมันหรอก ฉันซื้อมาเป็นมารยาทเท่านั้นแหละ พอเขาปฏิเสธฉันก็จะเก็บไว้กินอีกมื้อ แค่นั้นเอง หุหุ

เขาไม่ตอบฉันก่อนจะกินน้ำต่อ พอกินน้ำเสร็จเจ้าตัวก็เดินมายังโต๊ะกินข้าวแล้วคว้าเอาข้าวกล่องที่เขาน่าจะซื้อมาไปทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใยดี...

เฮ้ย! เสียดายนะนั่น ไม่กินก็น่าจะบอกกันสิ ฉันจะได้ไม่ต้องดั้นด้นตากฝนออกไปซื้ออะ

แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่กล้าคัดค้านหรือทักท้วงเขาเพราะทุกอย่างที่พี่บอสตัดสินใจคือฉันไม่สามารถทำอะไรได้อีก

ฉันมองตามหลังของเขาที่เดินเข้าห้องไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น อะไรกัน โมโหจากที่อื่นมาก็อย่ามาทำตัวแย่ ๆ ให้เห็นแบบนี้เซ่

รู้ป่าวว่าข้าวน่ะกว่าจะปลูกได้มันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ชาวนาต้องพยายามแค่ไหน ทำไมกินทิ้งกินขว้างแบบนี้

ฉันหายใจฟึดฟัดแล้วเดินไปหยิบถุงกล่องข้าวออกมาจากถังขยะ หูยยย สามารถกินได้อีกมื้อเลยนะ ประหยัดเงินไปได้เยอะเลย งั้นวันนี้ฉันกินข้าวกล่องของพี่บอสดีกว่า พอกินเสร็จก็รีบเอาถุงขยะนี่ไปทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน

คิดได้ดังนั้นฉันก็รีบไปเอาจานมาเพื่อเทข้าวจากในกล่องลงบนจานแล้วจัดฉากทุกอย่างเหมือนตอนที่เขาทิ้งมันไว้เป๊ะ พอทำเสร็จฉันก็รีบยัดของต่าง ๆ ที่เพิ่งซื้อมาเข้าตู้เย็นแล้วยกจานข้าวเข้าไปกินในห้องนอนของตัวเอง เผื่อว่าพี่บอสเดิน ออกมาจะได้ไม่มีพิรุธ

ฉันรีบไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วกลับเข้าไปในห้องเพื่อกินข้าวแล้วดูหนังไปด้วย บรรยากาศแบบนี้มันดีจริง ๆ เลย ถึงฝนจะตกและทำให้ฉันรำคาญนิดหน่อยแต่บรรยากาศมันก็น่านอนมาก ๆ

หลังกินเสร็จฉันก็รีบเอาจานออกมาล้างแล้วทำความสะอาดครัวนิดหน่อยเพื่อที่จะได้เอาขยะลงไปทิ้งข้างล่าง

มานึกย้อนถึงชีวิตตัวเองแล้วนี่มันน่าสงสารจริงจริ๊ง แต่มันก็ใช่เรื่องที่ฉันจะต้องมาเสียแล้วฟูมฟายกับมันสักหน่อย ฉันเชื่อว่าปัญหาที่เจอย่อมมีทางออกเสมอ เพียงแค่ว่าทางออกนั้นจะมองเห็นมันเมื่อไหร่ก็แค่นั้นเอง

 

เช้าวันต่อมา

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฉันตื่นเช้ามาก ๆ เพราะมีเรียนคลาสแปดโมงครึ่ง แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือพี่บอสตื่นเช้า!

มันดีตรงที่ห้องนอนของเขามีห้องน้ำในตัวเลยไม่ต้องมาแย่งกันเข้าข้างนอก ส่วนห้องฉันไม่มีเลยต้องมาใช้ห้องน้ำที่อยู่ข้างนอกแทน

แต่ที่น่าแปลกไปกว่าทุกวันคือพี่บอสมีของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยเหมือนเขาจะไปค้างคืนที่ไหน

ของของเขาถูกใส่กระเป๋าแล้ววางอยู่หน้าห้อง พอพี่บอสเปิดประตูออกมาเขาก็เดินมาหยิบมันเดินตรงไปยังหน้าห้องโดยไม่ได้สนใจฉัน

“พี่บอสจะไปไหนหรอคะ” ฉันถามอย่างกังวล ขนเสื้อผ้าและของมาขนาดนี้ดูท่าน่าจะไม่ได้กลับมานอนที่คอนโดแน่ ๆ

“ค่าย”

“ค่าย?” ฉันตัวชาวาบเมื่อได้คำตอบนั้น “ค้างคืนหรือเปล่าคะ”

“ค้าง” เขาจัดแจงของไปด้วยแล้วสวมรองเท้า “ไปประมาณอาทิตย์นึง”

“อาทิตย์นึง!!” ฉันเผลอเสียงดังใส่เขา นั่นทำให้พี่บอสไม่พอใจเอาอย่ามากจนต้องหันมามองตาขวาง “ขะ...ขอโทษค่ะ ทำไมหนูไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย”

“จำเป็นต้องบอกด้วยหรอ?” เขาหันมาถามฉันด้วยความรู้สึกที่กวนบาทาเอามาก ๆ

“จำเป็นสิคะ พี่บอสก็รู้ว่าทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่”

-------------------------------------------------------------------------------
- (ทอล์ก 100%)
แสนงามจะเป็นผู้หญิงที่ดูไม่คิดอะไรมากนะคะ ใครทำอะไรก็ทำ นางไม่สนใจ ไม่เอาการกระทำนั้นมาสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง คือแสนงามไม่ใช่คนมองโลกในแง่บวกนะคะ แต่ค่เหมือนปลงกับความทุกข์มากกว่า 5555 เหมือนยอมรับความเป็นจริงอะ รู้สึกว่านางเอกที่มีลักษณะแบบนี้อีกคนก็คือน้องฟาง จากเรื่อง Whisper Me ได้โปรดบอกทีว่ารักเจ้าค่ะ
- (ทอล์ก 80%)
ตอนนี้พี่บอสคือแบบไม่สนใจความรู้สึกน้อง แต่พอนานวันอีประโยคที่ว่าทุกอย่างในห้องนี้ก็คือของพี่บอสมันจะรวมถึงตัวน้องแสนงามด้วยนะจ้ะ อิอิ
- (ทอล์ก 60%)
ถ้าบทนี้มีชื่อเค้าจะขอตั้งชื่อว่า แสนงามกับข้าวเหนียวหมูปิ้งที่หายไป ปากกาหายกี่ด้ามน้องไม่ว่า แต่ข้าวเหนียวผมูปิ้งของข้ายอมไม่ได้! 555555555555555
- (ทอล์ก 40%)
เนียนเก่งกันทั้งคู่เลยยยยยยยย
- (ทอล์ก 20%)
เรื่องนี้นางเอกของเราอยู่คณะเกษตรศาสตร์นะคะทุกคน หลายคนเห็นชื่อโรงอาหารแล้วคงร้องอ๋อเพราะที่นี่คือมหาวิทยาัลยขอนแก่น แอ่น แอ่น แอ่น แอ่น 555555 ชอบมีคนถามเค้าตลอดว่าโลเคชั่นของเรื่องคือ มข. ใช่ไหม ที่จริงเค้าก็ไม่ได้ปิดบังอะไรนะคะ เวลาใครถามก็ตอบว่า มข. ค่าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 401 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,368 ความคิดเห็น

  1. #1365 Kwanta Lorliam (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 21:06

    สงสารน้องจังเลย

    #1,365
    0
  2. #1310 EVERTAMMO (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 22:01
    ซุน้กินไปนะพี่
    #1,310
    0
  3. #418 super__p (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 21:55
    พบคนซึนหนึ่งอัตรา
    #418
    0
  4. #400 Jenny (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 23:14

    บรรยายรายละเอียด ยิบหย่อยมากเกินไป

    #400
    0
  5. #301 Jakkaran55 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 02:43
    เย็นชามาก
    #301
    0
  6. #195 ลาเต้คอฟฟี่ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 01:31
    ไรท์เรียน มข. ใช่ป่าวคะ555
    #195
    3
    • #195-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      28 ตุลาคม 2562 / 01:39
      ใช่แว้วววววว
      #195-1
  7. #9 firstzy93 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 22:37
    พี่บอสไม่อ่อนโยน
    #9
    0
  8. #7 firstzy93 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 16:24
    โถถถถ สงสารน้อง
    #7
    0
  9. #6 firstzy93 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 23:09
    อิพี่ขโมยกินแน่ๆ
    #6
    0
  10. #5 firstzy93 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 20:25
    เนียนๆจ้า
    #5
    0
  11. #4 firstzy93 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 23:40
    รอค่าาา
    #4
    0
  12. #3 Putari99999 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 22:14

    มาต่อเร็วๆๆๆๆน้า
    #3
    0
  13. #2 kingkan_suk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 21:07

    ต่อค่ะต่อ

    #2
    0