Senior's Section Love

ตอนที่ 6 : [Part เซนน้ำหวาน] ขออนุญาต (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 847
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    28 ส.ค. 63

บทที่ 2

ขออนุญาต


วันต่อมา

ผมตื่นแต่เข้าเพื่อที่จะลุกมาเตรียมข้าวและยาไว้ให้น้ำหวานก่อนที่จะออกไปทำงาน เธอนอนซมเพราะพิษไข้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และดูเหมือนว่าวันนี้จะอาการดีขึ้นอยู่เล็กน้อยแต่ยังไม่น่าวางใจเท่าไหร่

“หวาน” ผมเรียกเธอที่นอนอยู่บนเตียงก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ “พี่ไปทำงานก่อนนะ กับข้าวและยาวางอยู่ใกล้ ๆ นี่แหละ ถ้าหิวก็ลุกขึ้นมากินได้เลย”

“ขอบคุณนะคะพี่เซน” เธอบอกผมด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ

“เป็นไง ไหวไหม ถ้าตอนเย็นยังไม่หายพี่จะพาไปหาหมอจริง ๆ นะ”

“ค่า”

เธอเอ่ยด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน เห็นแบบนี้แล้วก็อดสงสารไม่ได้ เวลาคนไม่สบายนั้นมันทรมานมากเลยล่ะ

ผมยื่นหน้าเข้าไปหวังจะจุมพิตที่หน้าผากมนแต่น้ำหวานพลิกตัวหลบพร้อมกับมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม

“ไม่เอาค่ะ หวานไม่สบาย เดี๋ยวพี่เซนจะติดไข้”

“ไม่ติดหรอก”

“ไม่ค่ะ”

เธอยืนยันหนักแน่น ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยื่นมือไปจับมือของเธอมาจุมพิตแทน

ริมฝีปากผมแนบลงกับหลังมือของเธออย่างนุ่มนวล ร่างเล็กค่อย ๆ โผล่พ้นผ้าห่มขึ้นมามองด้วยแววตาใสแจ๋ว

“พี่ไปทำงานก่อนนะ”

“เดินทางปลอดภัยนะคะ” เธออวยพรให้ผมแล้วยิ้มให้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู

เฮ้อ...ชักไม่อยากไปทำงานซะแล้วสิ

“ไม่รีบไปล่ะคะ เดี๋ยวจะสายเอานะ” เมื่อผมเอาแน่นั่งมองเธออยู่นั้นน้ำหวานก็เอ่ยทักขึ้นมา

“อ่า...พี่ไปล่ะ” พอได้สติผมก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องมาทันที

ให้ตายเถอะ จู่ ๆ ผมก็นึกอยากจะกอดเธอขึ้นมาซะอย่างนั้นทั้งที่ยัยนั่นก็ยังป่วยอยู่แท้ ๆ

แบบนี้ไม่ดีเอาซะเลยนะ

ช่วงที่ผ่านมาเราค่อนข้างทำงานหนักและเครียดจากที่ทำงานมา กลับมาคอนโดก็แทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากกินข้าว หาอะไรดูด้วยกันนิดหน่อยแล้วก็เข้านอน วันไหนงานเยอะก็เอางานกลับมาทำที่ห้องด้วย มันเลยทำให้เราไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเท่าที่ควร วันหยุดก็เหมือนไม่ได้หยุดอีก

แต่ถึงอย่างนั้นวันนี้ก็เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์นั่นแหละ แถมได้หยุดยาวไปจนถึงวันอังคารหน้าอีก วันนี้ผมเลยตั้งใจว่าจะเคลียร์งานที่มีทั้งหมดให้เสร็จเพื่อที่จะได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดอยู่กับน้ำหวานได้มากตามที่ต้องการ

ผมใช้เวลาเดินทางอยู่นานกว่าจะมาถึงบริษัท และเมื่อมาถึงผมก็เจอกับเพื่อนร่วมงานอย่างไอ้ โจ้ที่ยืนอยู่ตรงโต๊ะของผมพอดี

“มีอะไร” ผมถามทันทีที่มาถึงเพราะเหมือนมันจะยืนรอผมอยู่

“วันนี้ตอนเย็นไปดื่มเบียร์กัน หัวหน้าชวน”

“ที่มายืนรอเพราะจะชวนไปดื่มเบียร์?” ผมถามพร้อมกับวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ

“เออ ก็ใช่สิวะ”

“กับงานให้จริงจังแบบนี้บ้าง”

โจ้มันเป็นคนเก่งนะ แต่มันดูไม่ค่อยกระตือรือร้นในการทำงานเท่าไหร่

“เออน่า รู้แล้ว โปรเจ็คก่อนหน้านี้กูก็ดูแลป่าววะ งานก็ออกมาดีไม่ใช่หรอ” มันบอกอย่างแก้ตัวหน้าด้าน ๆ

“กูทำ” ผมตอกกลับมันไป

“ก็ทำด้วยกันนั่นแหละน่า” ผมแถมันอย่างข้าง ๆ คู ๆ

มันเป็นเพื่อนในที่ทำงานที่เข้ามาพร้อมกันกับผม เป็นเด็กที่เรียนอยู่แถวนี้พอดีมันเลยทำให้ผมต้องทำความรู้จักกับมันซะหน่อยเพราะตัวเองก็ยังไม่คุ้นชินพื้นที่ในช่วงที่มาทำงานครั้งแรก แต่พอคบไปคบมามันก็เป็นคนที่ใช้ได้คนนึงเลยล่ะ

“สรุปเอาไง ไปไม่ไป?”

“คงไม่ได้ หวานไม่สบาย” ผมบอกไปเพราะคนตัวเล็กกำลังนอนป่วยอยู่ที่ห้อง ผมต้องกลับไปดูแลเธอ ถ้าไม่ดีขึ้นคงต้องพาไปโรงพยาบาล

“หวาน? แฟนมึงอะหรอ?”

“อือ”

“คนที่เจอเมื่อวานอะนะ”

“ถ้าไม่ใช่คนเมื่อวานแล้วจะเป็นใครล่ะ” ผมถามมันอย่างไม่สบอารมณ์นัก เมื่อวานก็พูดอยู่ว่าเธอเป็นแฟน ยังจะมีหน้ามาถามอีกว่าใช่คนเมื่อวานหรือเปล่า

“ก็ลองถามดูเผื่อจะหลุดปากออกมาบ้าง”

“คิดว่ากูคบหลายคนหรือไง”

“หน้าตาดี หล่อปานเทพบุตรแบบมึง ไม่น่าจะมีแค่คนเดียว” มันสันนิษฐานออกมาแบบมั่วสุด ๆ

แต่อย่างน้อยก็ต้องขอบใจที่มันยังชมว่าผมหล่อ

“กูก็มีแค่คนเดียวนี่แหละ”

เรื่องของน้ำหวานผมก็มีเปรย ๆ ให้มันฟังบ้างเพราะไอ้โจ้มันชอบไปกิ๊กกั๊กกับพนักงานด้วยกันโดยเอาผมไปเป็นข้ออ้าง ผมเลยบอกมันไปว่ามีแฟนแล้วและไม่อยากให้มันเอาผมไปล่อสาวอีกเพราะกลัวว่าจะทำให้น้ำหวานไม่สบายใจถ้าเธอรู้เรื่องเข้า

“แต่ก็นะ น่ารักออกขนาดนั้น ก็คงเอามึงอยู่หมัดนั่นแหละ”

มันเอ่ยชมแฟนผมด้วยท่าทางที่ทำให้ผมไม่ชื่นชอบเท่าไหร่จนต้องมองหน้ามันด้วยแววตากดดัน

“ชมว่าน่ารักเฉย ๆ ไม่ได้จะไปยุ่งด้วยสักหน่อย”

“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร” พอเห็นมันร้อนตัวผมก็เลยอยากจะแกล้งไปแค่นั้นแหละ ไอ้โจ้มันไม่ใช่พวกที่ชอบยุ่งกับแฟนชาวบ้านหรอก

ถ้ายิ่งเป็นคนรู้จักแล้วด้วยมันยิ่งไม่อยากเข้าใกล้ใหญ่เลย

“แต่เท่าที่ฟังมาก็คบกันมานานแล้ว มึงไม่เคยวอกแวกสักครั้งเลยหรอวะ”

“ถ้ามึงเจอคนที่เติมเต็มทุกอย่างให้มึง คนที่ทำให้มึงได้รับทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องไปหาจากคนอื่นได้ มึงจะเข้าใจเอง”

“โหย...โคตรพระเอกเลยว่ะ” มันล้อเลียนผมอย่างกวนบาทาสุด “แล้วเมื่อไหร่จะแต่ง จริงจังขนาดนี้ไม่คิดจะแต่งงานบ้างหรือไง”

“คิดไว้บ้าง แต่ยังไม่ถึงเวลา” ผมบอกมันอย่างตัดรำคาญก่อนจะเริ่มเปิดคอมเตรียมจะทำงาน “จะถึงเวลาเข้างานแล้ว กลับไปโต๊ะมึงได้แล้ว”

“ไม่ได้เว้ย หัวหน้าให้กูมาเพื่อลากมึงไปด้วยกันตอนเย็น ถ้ามึงไม่ตอบตกลงกูก็ไปทำงานไม่ได้” มันพูดอย่างหน้าด้านแล้วยืนอยู่อย่างนั้น

“ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ ไม่ใช่งานกู” ผมบอกแค่นั้นแล้วไม่สนใจมันอีก

“เห้ยไรวะ เพื่อนมายืนรอคำตอบนะเนี่ย มึงจะใจร้ายไปไหน”

“ก็บอกไปแล้วว่าไม่ไป”

“ต้องไปเว้ย หัวหน้าอยากให้ไป”

“แฟนกูไม่สบาย จะให้กูมีหน้าไปกินเบียร์ได้อีกหรอ”

“มึงเห็นแฟนสำคัญกว่ามิตรภาพของเพื่อนร่วมงานหรอวะ”

“มึงใช้คำนี้บ่อยเกินไปละ” ผมเงยหน้าขึ้นมองมันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างไม่ลดละความพยายาม

“น่านะ นาน ๆ ไปที พักหลังมานี้มึงก็ไม่ค่อยได้ไปด้วย” พอใช้วิธีแบบกดดันผมไม่ได้ก็เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอ้อนวอนแทน “พี่ฟิวส์บ่นตลอดว่ามึงไม่ค่อยมา มันทำให้แกกังวลว่ามึงไม่พอใจอะไรแกหรือเปล่า”

ผมเข้าใจสังคมในที่ทำงานดี การไปดื่มหรือกินข้าวด้วยกันมันช่วยกระชับความสัมพันธ์ในแผนกได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

“เออ ๆ งั้นกูดูก่อน ถ้าแฟนกูยังไม่หายดีอาจจะต้องพาไปโรงพยาบาล แต่ถ้าเขาดีขึ้นแล้วเดี๋ยวกูจะไปด้วย”

สุดท้ายแล้วผมต้องปฏิเสธได้ไม่เต็มปากจริง ๆ นั่นแหละ

ประเด็นคือช่วงนี้กำลังจะเริ่มโปรเจ็คใหม่ ผมเองก็ยังไม่อยากจะมีปัญหากับหัวหน้างานเพียงเพราะไม่ไปดื่มด้วยหรอกนะ

อย่างน้อยก็ต้องทำให้เห็นว่าเราก็อยากไปอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นมันจะดูไม่ดีถ้าต้องปฏิเสธท่าเดียว

 

เวลาต่อมา

“เป็นไงบ้าง” ผมเอ่ยถามทันทีที่น้ำหวานกดรับสาย

ผมใช้เวลาช่วงพักเที่ยงโทรไปถามอาการของเธอ ที่จริงก็ไม่ได้อยากจะโทรหรอกแต่ไอ้โจ้มันคะยั้นคะยอจะให้โทรให้ได้เพราะมันอยากได้คำตอบอย่างแน่ชัดที่สุดเพราะอาจจะต้องมีการโทรจองโต๊ะไว้ก่อน แถมมันยังอยากได้ยินกับหูของมันเอง

พูดง่าย ๆ ก็คงกลัวว่าผมตั้งใจจะไม่ยอมไปกับมันนั่นแหละ

เอาตามตรงเลยนะ ผมเองก็อยากไปเพราะไม่ได้ไปสังสรรค์ด้วยกันกับเพื่อนที่ทำงานมานานมากแล้ว แต่ผมเองก็เป็นห่วงน้ำหวานด้วยเหมือนกัน

[ดีขึ้นมาบ้างแล้วค่ะพี่เซน] น้ำหวานเอ่ยตอบมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูดีขึ้นมานิดหน่อย

ผมเงยหน้าขึ้นมองไอ้โจ้ที่ตอนนี้มันยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงรูหูแล้วมั้ง

“เราไหวอยู่ใช่ไหม” ผมถามอย่างเป็นห่วงเนื่องจากกลัวว่านั่นจะเป็นคำโกหกของเธอเพราะไม่อยากไปหาหมอ

[ไหวค่ะ ตอนนี้หวานก็ลุกมาทำข้าวเที่ยงกินได้แล้ว]

“ถ้างั้นก็ดีแล้วล่ะ” ผมพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบไป “แต่อย่าฝืนร่างกายให้มาก ถ้าไม่ไหวก็นอนพัก”

[รับทราบว่า แล้วนี่พี่เซนพักเที่ยงหรอคะ]

“อื้อ” ผมตอบสั้น ๆ แล้วไอ้โจ้มันก็สะกิดที่แขนของผมราวกับต้องการให้บอกน้ำหวานเรื่องที่จะไปดื่มตอนเย็น

[งั้นก็กินข้าวเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเข้างานตอนบ่ายน้า]

พูดจบเธอก็ทำเหมือนจะวางสายผมเลย

“หวาน” ผมจึงเอ่ยเรียกไว้ก่อนเพราะไอ้โจ้มันเตรียมจะแย่งมือถือผมไปแล้ว

[คะ?]

“คือ...ตอนเย็นพี่ว่าจะไปกินเบียร์กับที่ทำงานน่ะ” ผมบอกไปอย่างลุ้นสุด ๆ เพราะไม่รู้ว่าฝั่งนั้นจะว่ายังไงบ้าง “ได้ไหม”

ผมไม่ได้เป็นคนกลัวเมียหรอกนะ แค่ให้เกียรติเมียเฉย ๆ 

[แล้วอยู่ดึกไหมล่ะคะ]

“ไม่น่าจะดึก”

[แต่วันนี้วันศุกร์น้า ไม่ดึกจริงหรอ พี่เซนไม่ได้เอารถไปด้วยนี่คะ]

“จะพยายามไม่ให้ดึก” ผมบอกก่อนจะมองหน้าโจ้ที่ตอนนี้มันเริ่มจะหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานกับการที่เห็นผมเป็นลูกหมาหงอยไปแล้ว

[หวานไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะถ้าพี่เซนไป แต่ในเมื่อไม่ได้เอารถไปด้วยก็พยายามดูแลตัวเองเรื่องขากลับด้วยแล้วกันนะคะ ถ้าเพื่อนที่ทำงานมาส่งได้จะดีมากเลย] เธอบอกอย่างใจดีแบบนี้เสมอจนผมรู้สึกผิดทุกครั้งที่จะไปดื่มเลย

แต่มันก็นาน ๆ ครั้งนั่นแหละ

“อะ...อือ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าไข้ขึ้นหรือมีอะไรก็โทรหาพี่ได้เลยนะ จะรีบกลับเลย” ผมบอกไปอย่างเป็นห่วง

[รับทราบค่า]

จากนั้นเราก็คุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนที่เธอจะวางสายไป

“โห...ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมึงถึงไม่แอบไปมีคนอื่น” ไอ้โจ้พูดขึ้นทันทีที่วางสายของน้ำหวานไปแล้ว “แม่งโคตรใจดี”

“เขาก็แบบนี้แหละ”

“ถ้ากูได้แฟนแบบมึงก็ดีสิ จะยอมถวายหัวให้เลยคร้าบบบบ”

“ทำตัวแบบนี้คงเจอแหละ” ผมด่ามันไปอย่างหมั่นไส้

จะว่าไปแล้วผมกับน้ำหวานมาเจอกันก็ตอนที่ผมเองก็ไม่ได้ทำตัวดีเท่าไหร่หรอกนะ แต่ถือว่าโชคดีมากที่โลกเหวี่ยงคนอย่างเธอมาให้ผม

“แต่ใจดีแบบนี้ระวังน้า เขาอาจจะใจดีกับคนอื่นด้วย” ไอ้โจ้พูดเตือนผมด้วยท่าทางจริงจัง “เพื่อนร่วมงานแหละตัวดี อยู่ด้วยกันแทบจะทุกวัน เจอคนทำดีด้วยหน่อยกูว่าต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละ”

“ประสบการณ์ตรงจากมึงเอง?”

“ไอ้นี่” มันมองค้อนผมก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างดี๊ด๊า “เดี๋ยวกูไปบอกพี่ฟิวส์ก่อนละกัน”

พูดจบมันก็เดินหายเข้าไปในห้องของหัวหน้าโดยไม่ทันให้ผมได้ด่าอะไรต่อจากนั้นอีก

ใช่ว่าผมจะไม่คิดในสิ่งที่ไอ้โจ้พูดมาหรอก แต่มันทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเชื่อใจน้ำหวานเท่านั้น ผมมั่นใจว่าเธอไม่มีทางนอกใจผมแน่ แต่คนที่จะเข้ามาเกาะแกะเธอนี่สิ เธอจะรู้ตัวหรือเปล่า

[End Zen Talk]

 

ฉันยืนมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่สักพักหลังจากที่วางสายพี่เซนไปแล้ว

ที่จริงฉันดีขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ แม้จะไม่ได้หายดีเลยแต่ก็พอไปทำนู่นทำนี่ได้อยู่ ดังนั้นฉันจึงลุกมาทำข้าวเที่ยงกินเอง

อันที่จริงก็ตั้งใจว่าจะเตรียมเมนูไว้ทำข้าวเย็นด้วยเหมือนกันเพื่อรอพี่เซนกลับมาจะได้กินข้าวเลย นาน ๆ ฉันจะได้หยุดอยู่บ้านทำกับข้าวให้เขากินที แต่พอเขาขอไปดื่มเบียร์กับเพื่อนหลังเลิกงานฉันต้องพับแพลนข้าวเย็นเอาไว้

ก็ดีใจอยู่นะที่เขาไปดื่มกับเพื่อนที่ทำงานบ้างหลังจากที่ไม่เห็นเขาไปหลายเดือนแล้ว ทั้งที่เป็นคนชอบไปสังสรรค์กับเพื่อนแท้ ๆ แต่พักหลังมานี้แทบไม่เห็นไปไหนเลย ฉันเองก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน

ติ๊ง!

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่นั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีคนส่งข้อความมา

เมื่อกดดูก็พบว่าเป็นพี่พร

 

พี่พร :: น้ำหวานเป็นไงบ้าง

พี่พร :: พี่พลบอกว่าเราลาเพราะไม่สบาย

น้ำหวาน :: เริ่มดีขึ้นบ้างแล้วค่ะ

 

ฉันตอบไปก่อนจะหันไปสนใจหม้อต้มจืดที่ฉันทำไว้ซดน้ำร้อน ๆ แล้วก็หันมาเห็นว่าพี่พรส่งข้อความมาอีก

 

พี่พร :: ดีแล้ว ๆ

พี่พร :: ที่จริงวันนี้เมเนเจอร์จะเลี้ยงส่งพี่มุก พี่เลยว่าจะทักมาถามดูอาการเราสักหน่อย พอจะไปด้วยกันได้ไหม

 

อ่า...พี่มุกที่อยู่ทราน jap อะหรอ

 

น้ำหวาน :: อาการตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากหรอกค่ะพี่พร

น้ำหวาน :: อาจจะไม่ได้ไปนะคะ

 

ฉันบอกเพราะตอนนี้แม้จะดีขึ้นแต่มันก็ไม่ได้ถึงกับหายดี ถ้าไปด้วยอาจจะไข้ขึ้นอีกแบบเมื่อวานก็ได้

 

พี่พร :: น่าเสียดายจัง พี่มุกอยากให้หวานมาด้วยมากเลย

พี่พร :: เพราะอาจจะไม่ค่อยได้เจอกันอีกง่าย ๆ แล้ว

 

ฉันได้ข่าวมาว่าพี่มุกจะย้ายไปทำงานที่ญี่ปุ่น มันคงจริงอย่างที่พี่พรบอก ถ้าหากเธอไปแล้วคงมีโอกาสเจอกันน้อยลง

และพี่มุกเองก็ดูจะเอ็นดูฉันมากด้วยเหมือนกัน

 

น้ำหวาน :: งั้นหวานขอดูอาการอีกทีก็แล้วกันค่ะ

น้ำหวาน :: ถ้าตอนเย็นหวานดีขึ้นจะแวะไปนะคะ

พี่พร :: ขอบใจมากจ้าน้ำหวาน

พี่พร :: งั้นเรารีบพักผ่อนเถอะ จะได้ดีขึ้นเร็ว ๆ

 

ฉันส่งสติกเกอร์ไปให้พี่พรก่อนจะวางโทรศัพท์เอาไว้ดังเดิม

วันหยุดทั้งทีพี่เซนก็ออกไปดื่มกับบริษัทแล้ว ส่วนฉันเองก็คงต้องนอนซมอย่างเหงา ๆ อยู่ในห้องคนเดียว พี่มุกเองก็จะไม่อยู่แล้วด้วย ฉันอยากไปจัง...

ไปแหละ ฉันคิดว่ายังไงก็คงต้องไปให้ได้เลย

เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็รีบทำทุกอย่างให้เสร็จแล้วกินยาเพื่อที่จะนอนพักให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

และแล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดหวัง พอฉันตื่นขึ้นมาในตอนเย็นก็พบว่าอาการไข้เหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง ฉันไม่ปวดหัวและไม่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอีกต่อไปแล้ว

ฉันตัดสินใจบอกกับพี่พรว่าจะไปด้วยก่อนจะโทรหาพี่เซนเพื่อบอกเขาว่าฉันจะออกไปข้างนอก แต่โทรเท่าไหร่เจ้าตัวก็ไม่ยอมรับสายสักที คงวุ่นอยู่กับงานก่อนวันหยุดยาวล่ะมั้ง แล้วไหนจะต้องไปดื่มต่อกับเพื่อนร่วมงานอีก

เมื่อโทรหาและติดต่อไม่ได้ฉันก็ทิ้งข้อความไว้ในแชทให้เขา เผื่อกลับมาแล้วไม่เจอฉันจะได้ไม่ต้องตกใจ

เนื่องจากฉันไม่รู้ว่าร้านที่นัดกันนั้นอยู่ตรงไหน พี่พรเลยให้ฉันนั่งรถไฟฟ้ามายังบริษัทเพื่อที่จะได้ขึ้นรถของพี่พลไปพร้อมกันเลยทีเดียว

ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ พี่เซนเองก็ดูไม่ค่อยพอใจที่ฉันออกมาจากตึกกับพี่พลเมื่อวานซะด้วยสิ แม้หลังจากที่เรากลับคอนโดไปแล้วเขาจะไม่พูดเรื่องนี้มาอีกก็เถอะ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความคุกรุ่นที่เกิดรอบ ๆ ตัวเขา

แต่ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ไปกับพี่พลแค่สองคนสักหน่อย เพื่อนร่วมงานคน  อื่น ๆ ก็ไปด้วย

เมื่อมาถึงบริษัทฉันก็เผลอมองไปยังบริษัทของพี่เซนที่อยู่ห่างกันไม่มากนัก ไม่รู้ว่าเขาเลิกงานหรือยัง ไปที่ร้านหรือยัง รู้แค่ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อความตอบกลับจากเขาเลย

อืม...คงไม่เป็นไรหรอก

ฉันคิดแบบนั้นอะนะ

“มารอนานหรือยัง” เสียงของพี่พรเอ่ยขึ้นหลังจากที่ฉันเพิ่งเดินมานั่งยังพื้นที่ด้านล่างของบริษัท

“ยังค่ะ หวานเพิ่งมา” ฉันบอกไปก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “นี่พี่พรเลิกงานแล้วหรอคะ”

“ใช่”

“ทำไมเลิกเร็วจังคะวันนี้”

“พี่จะไปจองโต๊ะที่ร้านก่อน” พี่พรบอกอย่างกระตือรือร้น

เรื่องแบบนี้พี่พรชอบมากเลยล่ะ เธอจะอาสาจัดการให้เองทุกอย่างเลย

“งั้นให้หวานไปพร้อมพี่พรเลยไหมคะ”

“ไม่ ๆ เราขึ้นไปข้างบนก่อนก็ได้ พอดีพี่พลบอกว่ามีงานบางตัวที่อยากจะเคลียร์กับเราก่อนวันหยุดยาวด้วย”

“อะ...โอเคค่ะ” ฉันบอกอย่างลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะแยกกับพี่พร

ตอนแรกฉันกะว่าจะไม่เข้าบริษัทเพราะคิดว่าจะต้องได้มาเคลียร์งานที่เหลือแน่ ๆ แต่พอได้มาก็คิดไว้ว่าจะไม่ขึ้นไปข้างบนหรอก พอพี่พรมาบอกแบบนี้ก็คงยากที่จะปฏิเสธ

ฉันขึ้นลิฟต์มายังชั้นที่แผนกของตัวเองตั้งอยู่ พอมาถึงก็เจอพี่มุกกำลังยืนคุยกับพี่พลอยู่ด้านหน้าแผนกพอดี

“สวัสดีค่ะ” ฉันเอ่ยทักทายทั้งคู่อย่างนอบน้อม

พี่พลกับพี่มุกหันมามองฉันพร้อมกันทั้งคู่ก่อนจะจ้องมองไม่วางตาจนฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก

“มะ มีอะไรหรอคะ” ฉันถามอย่างแปลกใจเพราะสายตาที่มองมามันแปลกเหลือเกิน

“น้องหวานแต่งตัวน่ารักจังเลยค่ะ ขนาดไปเที่ยวกลางคืนก็ยังแต่งตัวน่ารักเลย” พี่มุกเป็นคนเอ่ยชมขึ้นมาก่อน

“หวานก็แต่งแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้วค่ะพี่มุก” แล้วคำที่ว่าเที่ยวกลางคืนนี่ดูจะส่อไปในทางไม่ดีเท่าไหร่เลยนะ ทั้งที่วันนี้มันคือการไปเลี้ยงส่งเจ้าตัวเองแท้ ๆ

“อย่างนั้นหรอ แสดงว่าเป็นคนแต่งตัวแนวนี้สินะ น่ารักนุ่มนิ่มจังเลย” พูดจบเธอก็โผเข้ามากอดฉันอย่างเอ็นดูเหมือนที่เคยทำ “พอจะไปจริง ๆ ก็คิดถึงทุกคนที่นี่เหมือนกันนะ”

“หวานก็คงคิดถึงพี่มุกมากเหมือนกันค่ะ” ฉันกอดเธอตอบอย่างห่วงใยและคิดถึง พี่มุกคือคนที่คอยช่วยเหลือฉันช่วงที่เป็นพนักงานใหม่แม้ว่าเราจะอยู่คนละสายก็ตามที

พอยืนกอดกันอยู่สักพักก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพี่พลเองก็อยู่ด้วย พี่มุกเองก็คงคิดแบบนั้นจึงได้ผละออกเล็กน้อยก่อนจะมองไปหาเขาที่ยืนจ้องพวกเราอยู่

“อะไร อยากกอดบ้างหรอพล” พี่มุกเอ่ยแซวแบบทีเล่นทีจริงก่อนจะดึงฉันเข้าไปกอดแน่น ๆ อีกครั้ง

แม้พี่พลจะเป็นหัวหน้าของพวกเราแต่พี่มุกกับเขาก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันแหละ เลยค่อนข้างสนิทกันมาก

“คุยกันเสร็จแล้วตามเข้ามาด้วย มีงานต้องคุยกับน้ำหวาน” เขาไม่ตอบคำถามพี่มุกแต่เลือกที่จะปลีกตัวออกไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

ฉันเห็นว่าพี่มุกหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้แกล้งพี่พล

เราคุยกันสักพักฉันก็แยกกับพี่มุกอีกก่อนจะตรงไปยังโต๊ะทำงานของพี่พล

“มีงานไหนที่ต้องเคลียร์หรอคะพี่พล” พอมาถึงฉันก็เข้าเรื่องเลยทันที

“งานนี้เราทำไปถึงไหนแล้ว ส่งเมลมาให้พี่ด้วย” เขาเปิดงานที่หน้าจอให้ดูก่อนจะเลื่อนไปเปิดอีกไฟล์ “ส่วนงานนี้ที่ทำต่อจากเมื่อวาน ส่งให้เมเนเลย อย่าลืมซีซีหาพี่ด้วยล่ะ”

“งานนี้ยังไม่เสร็จดีเลยค่ะ” ฉันแย้งงานดังกล่าวไปเพราะเพิ่งจะได้เริ่มทำเมื่อวาน แต่ดันมาไม่สบายไปซะก่อน

“งั้นส่งมาให้พี่ทำต่อ”

“พี่พลไม่หยุดหรอคะ” ฉันถามเขาอย่างประหลาดใจ เพราะดูเหมือนเขาจะต้องทำงานต่อจากฉันทั้งที่จะรอให้หมดวันหยุดก่อนแล้วค่อยกลับมาทำก็ได้

“ไม่” เขาตอบแค่นั้นแล้วหันไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองต่อ

“งั้นรอแป๊บนึงนะคะ หวานไปเปิดคอมก่อน”

ฉันเดินไปเปิดคอมของตัวเองที่โต๊ะทำงานก่อนจะจัดการส่งไฟล์งานที่พี่พลทวงถามไปให้เขา

พอมาลองคิดดูแล้ว เขาเป็นหัวหน้างานที่ขยันพอตัวเลยล่ะ แม้ลูกน้องจะหยุดแต่พี่พลก็ไม่หยุดแถมยังทำงานส่วนที่เหลือต่อจากฉันให้อีกด้วย

แม้จะมีความเห็นใจอยู่บ้างแต่ฉันมองว่ามันคือผลประโยชน์ที่ฉันต้องได้เหมือนกัน ดังนั้นฉันจะไม่ยอมสูญเสียวันหยุดที่จะได้ใช้กับพี่เซนเพราะเห็นใจพี่พลหรอกนะ

พอส่งไฟล์ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วคนอื่น ๆ ก็เดินเข้ามาหาและรวมตัวเพื่อที่จะไปร้านดังกล่าว

พวกเราจะไปร้านโดยอาศัยรถของพี่พลไปด้วยกันทั้งหมดห้าคนพอดี ช่วงที่ลงมายังด้านล่างฉันก็คอยเช็กโทรศัพท์ตลอดเผื่อว่าพี่เซนจะตอบกลับมา แต่ก็ไร้วี่แวว

ฉันไม่ได้ซีเรียสเรื่องที่เขาไปดื่มกับเพื่อนแล้วไม่ติดต่อฉันหรอกนะ แต่ฉันกังวลว่าเขาจะมาเห็นข้อความทีหลังแล้วมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

ติ๊ง!

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นจู่ ๆ พี่เซนก็ตอบข้อความกลับมา

 

พี่เซน :: หายดีแล้วหรอ

 

เขาตอบมาแล้ว ฉันยิ้มแบบดีใจสุด ๆ เพราะจะได้เลิกกังวลเรื่องนี้สักที

 

น้ำหวาน :: หายแล้วค่ะ ถึงจะยังไม่หายดีแต่ก็หายเป็นไข้แล้วล่ะ

พี่เซน :: แล้วไปกับใครบ้าง

 

“น้ำหวานคุยกับใครอะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลย” เพื่อนที่จะไปด้วยกันเอ่ยแซวเมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่ยืนกดโทรศัพท์

“จะใครล่ะ ถ้าไม่ใช่แฟน”

“นั่นน่ะสิเน้อออ มีแฟนแล้วก็เงี้ย”

ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไปทำเพียงแค่ยิ้มให้เท่านั้นก่อนจะกดโทรศัพท์ตอบพี่เซน

 

น้ำหวาน :: ไปกับเพื่อน ๆ ในแผนกค่ะ

พี่เซน :: ทุกคน?

น้ำหวาน :: ใช่ค่ะ ทุกคนเลย

 

พอฉันตอบแบบนั้นไปจู่ ๆ ก็มีสายโทรเข้ามา ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก เป็นพี่เซนเองนั่นแหละ

ฉันเดินช้าลงเพื่อที่จะได้อยู่ห่างจากเพื่อนร่วมงานสักหน่อยเพราะไม่อยากคุยโทรศัพท์ท่ามกลางผู้คนเท่าไหร่

[แล้วจะกลับกี่โมง] ทันทีที่ฉันกดรับสายเขาก็ยิงคำถามอย่างรวดเร็ว [กลับยังไง]

“คิดว่าไม่น่าจะดึกมากค่ะ เพราะหวานกลัวไม่ทันรถไฟฟ้า”

[ถ้าไม่ทันให้บอกพี่ อย่าให้ใครไปส่งเด็ดขาด]

“ทำไมหรอคะ” ฉันถามเพราะคิดว่าเขาน่าจะยุ่งอยู่กับฝั่งเพื่อนร่วมงานด้วย ฉันเองก็เกรงใจเหมือนกัน

[ต้องมีเหตุผลด้วยหรอ]

“หวานไม่อยากรบกวนพี่เซนเลย”

[รบกวนอะไร เราเป็นอะไรกัน ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงคิดว่ารบกวน] เขาถามกลับยาวเหยียดราวกับไม่พอใจที่ฉันพูดไปแบบนั้น

“หวานแค่เกรงใจค่ะ พี่เซนเองก็คงจะยุ่ง”

[ถ้าเป็นเรื่องของหวาน ยุ่งแค่ไหนพี่ก็ว่างได้ทั้งนั้นแหละ]

คำพูดของพี่เซนทำเอาฉันใจเต้นแรงอีกครั้ง เป็นคำพูดที่แสนธรรมดาแต่มันกลับพิเศษสำหรับฉันอยู่ทุกครั้งเลย

[เข้าใจที่พูดใช่ไหม] เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุ ๆ

“เข้าใจค่ะ”

[งั้นตอบมา เราเป็นอะไรกัน] เขาถามคำถามเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คะ?” ฉันทำเป็นถามย้ำเพราะไม่ค่อยกล้าที่จะพูดเท่าไหร่

แม้ว่าจะเดินตามหลังคนอื่น ๆ แต่มันก็ไม่ได้ไกลกันมากขนาดนั้น แน่นอนว่าทุกคนก็ต้องได้ยินแน่ ๆ 

[เราสองคนเป็นอะไรกันงั้นหรอ] ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ต้องการคำตอบที่พึงพอใจ

“ฟะ...แฟนค่ะ” ฉันบอกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพราะรู้สึกเขินอายเป็นอย่างมาก

[ไม่ได้ยิน]

“แฟนค่ะ...” ฉันพูดให้ดังขึ้นมาอีกนิดหน่อย

[...]

“แฟนค่ะ เราสองคนกันเป็นแฟนกัน” ฉันรีบบอกไปก่อนที่พี่เซนจะรู้สึกโกรธไปมากกว่านี้ ถ้าเกิดเขาไม่พอใจขึ้นมาล่ะก็...ฉันโดนทำโทษหนักแน่

[อืม ใช่ เราสองคนเป็นแฟนกัน เพราะฉะนั้นไม่มีเรื่องอะไรที่หวานจะต้องเกรงใจพี่ มีปัญหาอะไรก็โทรมาได้เลย เข้าใจไหม]

“เข้าใจค่ะ” ฉันตอบไปแบบหงอย ๆ เพราะเมื่อกี้โดนพี่เซนดุกลับมาด้วย

[ก็ดีแล้ว จะได้คิดอยู่เสมอว่าเราเป็นแฟนของพี่]

“พี่เซนพูดเหมือนหวานไม่คิดว่าตัวเองเป็นแฟนกับพี่เซนอย่างนั้นแหละค่ะ”

[แล้วมันใช่ไหมล่ะ]

“นี่พี่เซน...กำลังหึงหรอคะ” ฉันลองถามเขาตรง ๆ ดูอีกครั้งเพราะอยากรู้คำตอบจากปากของเขาด้วยเหมือนกัน

พี่เซนแทบจะไม่พูดว่าหึงฉันออกมาตรง ๆ เลย แต่เขาจะแสดงอาการบางอย่างที่ทำให้ฉันสัมผัสมันได้

แต่ฉันเองก็ยังอยากได้ยินคำว่าหึงหวงจากเขาด้วยนี่นา

[เอาเป็นว่าเราคุยกันเข้าใจแล้วนะ ถ้ามีอะไรก็โทรมา] ปลายสายชิงพูดตัดบทขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

“ยังไม่เข้าใจเลยค่ะ พี่เซนยังไม่ตอบคำถามหวานเลยนะ” ฉันรีบแย้งขึ้นมาก่อนที่เขาจะกดวางสายไป

[แค่นี้ก่อนละกัน พี่ต้องไปแล้ว] พูดจบเขาก็วางสายฉันไปเฉยเลย

ฉันอยากจะโทรกลับไปหาเขาอีกแต่พวกพี่พลหลับยืนจ้องมองฉันอยู่เพราะตอนนี้เราเดินมาถึงตรงหน้าทางเข้าบริษัทแล้ว

“คุยเสร็จหรือยัง” พี่พลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุ ๆ

“เสร็จแล้วค่ะ” ฉันรีบเก็บโทรศัพท์ทันทีเพราะเมื่อกี้เหมือนเป็นการเสียมารยาทมาก ๆ เลย

“รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปเอารถมารับ” เขาหันไปบอกกับทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะเดินออกไปเลยทันที

พอพี่พลไปแล้วฉันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยนึง

“เมื่อกี้คุยกับแฟนหรอ” เพื่อนที่ยืนรอด้วยกันเอ่ยถาม “งุ้งงิ้ง มุ้งมิ้งเชียว”

ฉันไปทำงุ้งงิ้ง มุ้งมิ้งตอนไหนกัน

“แต่น่ารักมากเลย หวานคุยกับแฟนเพราะมาก ๆ” เพื่อนร่วมงานของฉันเอ่ยชมพร้อมกับทำท่าทางเพ้อฝัน “ฉันล่ะอยากมีโมเมนต์แบบนี้บ้างจัง”

“ก็หาแฟนสักทีสิยะ”

หลังจากนั้นกลุ่มเพื่อน ๆ ก็คุยเรื่องแฟนกันอย่างสนุกสนาน พอดีกับโทรศัพท์ของฉันมีแจ้งเตือนเข้ามาพอดี เมื่อกดเข้าไปดูก็พบว่ามันเป็นข้อความจากพี่เซน

 

พี่เซน :: ดูแลตัวเองด้วย

 

ฉันยิ้มให้กับข้อความของเขาก่อนจะตอบกลับไปเป็นสติกเกอร์ว่ารับทราบ

ถึงจะคบกันมานานแล้วแต่ความรักและห่วงใยที่พวกเรามีต่อกันมันยังคงเหมือนเดิมทุกอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลง

วันแรกเขาดูแลฉันดียังไง วันนี้ก็ยังดูแลฉันดีเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยน้า” เพื่อนฉันเอ่ยแซวอีกแล้ว

นึกว่าจะเลิกสนใจฉันไปแล้วซะอีก ที่ไหนได้ก็คงหาจังหวะแซวอยู่เหมือนเดิม

“แล้วนี่หวานมีแพลนจะแต่งงานไหม”

คำถามนั้นจากเพื่อนร่วมงานทำเอาฉันชะงักกึกไปเลย

“เห็นคบกันมานานแล้วนี่”

นั่นน่ะสินะ คบกันมานานแล้ว แต่แพลนแต่งงานหรือวางอนาคตไปด้วยกันยังไม่มีเลย พี่เซนไม่เคยพูดอะไรทำนองนี้ออกมาซะด้วย

แม้จะเคยคิดน้อยใจอยู่บ้างแต่มันก็ถูกกลบด้วยความรักและความเอาใจใส่จากเขาไปทั้งหมดจนฉันแทบลืมเรื่องที่อยากจะแต่งงานไปแล้ว

พอโดนถามแบบนี้มันก็เหมือนโดนขุดความรู้สึกนั้นขึ้นมาอีกครั้ง

ฉัน...ไม่รู้จะตอบยังไงดี

“ก็มีคุยกันไว้บ้างแล้วล่ะ ตอนนี้ก็เก็บเงินด้วยกันอยู่” ฉันโกหกไปคำโตเพราะไม่อยากโดนเพื่อนร่วมงานดูถูกเอาได้ว่าคบกับแฟนมาตั้งนานแต่ฝั่งผู้ชายไม่ได้วางแพลนเรื่องนี้ไว้บ้างเลย

“ว้า...ดีจัง อีกสักหน่อยคงได้การ์ดงานแต่งแล้วใช่ไหมเนี่ย”

“ก็คงอีกนานอยู่แหละ” ฉันบอกไปแล้วหัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง

มันเป็นเรื่องที่พูดยากจริง ๆ นะ

โชคดีที่ไม่ทันได้พูดเรื่องนี้มากพี่พลก็ขับรถมารับพอดี ฉันเลยถือโอกาสเงียบไว้และไม่พูดถึงมันอีก

--------------------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

มาแล้วค่าาา เรื่องของเซนกับน้ำหวานอัปถึงตรงนี้น้าาา ติดตามต่อในเล่มได้เบยยย 

เรื่องหนังสือเค้าคอนเฟิร์มพิมพ์หลังจากได้เล่มตัวอย่างแล้วนะคะ เดี๋ยวหนังสือมาแล้วจะมาแจ้งน้าา

เล่มพิเศานี้จะมีฉากคัทให้อ่าน 1 ฉากนะคะ นั่นก็คือฉากของเรื่องพี่หมอทิวกับออมค่า ส่วนเรื่องอื่นไปตามฉากคัทต่อได้ในเล่มน้า

- (ทอล์ก 90%)

หึงแน้วน้าาาา

เล่มตัวอย่างมาแล้วนะคะ สีสวยมากเลยยยย เค้าโพสต์รูปลงเพจแล้วค่าา

- (ทอล์ก 80%)

เพิ่มาอ่านคอมเมนต์เห็นว่าอัปซ้ำ เค้าแก้ไขให้แล้วนะคะ พร้อมกับอัปตอนใหม่เบยยยย ขอโทษจริง ๆ น้าาาา

ปล.เล่มตัวอย่างกำลังเดินทางมาถึงเค้านะคะ คิดว่าพรุ่งนี้คงได้เห็นหรือช้ากว่านั้นอาจจะเป็นวัน พฤ ค่าา

- (ทอล์ก 60%)

แงงงงงงง มีคนบอกว่าเค้าอัปเนื้อหาซ้ำ พอมาอ่านดูคือซ้ำจริง ต้องขออภัยด้วยค่าา แต่มาอีปใหม่ให้แล้วน้าาา ไปอ่านกันได้เบยยย

- (ทอล์ก 40%)

ไม่กลัวเลยค่าาา ไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยย

- (ทอล์ก 20%)

มาแย้วววทุกคนนน

มาแจ้งข่าวหนังสือค่า โรงพิมพ์แจ้งว่าจะจัดส่งหนังสือออกจากโรงพิมพ์ประมาณวันที่ 4 นะคะ หรือถ้าเร็วกว่านั้นเค้าจะมาแจ้งเรื่อย ๆ น้าาา ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่เพจ maanyee เลยค่าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

131 ความคิดเห็น

  1. #84 firstzy93 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 20:52
    น้องอยากแต่งแล้วนะ
    #84
    0
  2. #83 firstzy93 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 21:43
    หึงงงงง
    #83
    0
  3. #82 TonYah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 15:35
    พี่เชนหึงละนะ หวานรีบตอบเลยยย
    #82
    0
  4. #81 firstzy93 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 00:07
    จะมีปัญหามั้ย
    #81
    0
  5. #80 TonYah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 06:00
    เหมือนจะลงเนื้อหาซ้ำนะคะไร้ท์
    #80
    1
    • #80-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 6)
      26 สิงหาคม 2563 / 00:02
      เค้าแก้ไขให้แล้วนะค้าา แงงง ขอโทษด้วยค่าา
      #80-1
  6. #78 TonYah (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 23:11
    จ้าาาาาาา
    #78
    0
  7. #77 firstzy93 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 00:31
    ไม่กลัวเลย
    #77
    0
  8. #76 SalinCH (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 22:15
    คนเดียวทั้งใจเลยงี้ หวานมากกก
    #76
    0
  9. #75 firstzy93 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 15:18
    แฟนที่ดี
    #75
    0
  10. #74 firstzy93 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 20:38
    เจิมมมม
    #74
    0