Senior's Section Love

ตอนที่ 5 : [Part เซนน้ำหวาน] ป่วย (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 718
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    18 ส.ค. 63

บทที่ 1

ป่วย

 

“ทำไมล่ะ”

อ่า...คำถามแบบนี้มันก็ตอบยากแฮะ ฉันเคยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาออมที่ทำงานในสายงานเดียวกันแล้วยัยนั่นบอกฉันว่ามันค่อนข้างยากที่พวกเขาจะตอบรับอย่างเข้าใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอีเมลจากต่างประเทศจะเข้ามาช่วงไหน แล้วงานของบริษัทมันรันงานกันทุกวันไม่มีวันหยุดอยู่แล้ว

“หวานแค่อยากได้ช่วงวันหยุดเป็นวันพักผ่อนน่ะค่ะ พอมีงานเข้าแล้วมันเหมือนต้องทำงานตลอดเวลาเลย” ฉันบอกไปและมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลิฟต์มาพอดี

พอเข้ามาอยู่ในลิฟต์แล้วก็ไม่มีคำพูดอะไรตอบรับจากหัวหน้าของฉันเลยสักนิด

“คนอื่นเขาก็ทำกัน” จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นมา นั่นยิ่งทำให้ฉันเกร็งและรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่ “เรื่องแบบนี้มันก็ถือว่าเป็นจิตพิสัยของพนักงาน เอาไปประเมินการขึ้นเงินเดือนและโบนัสได้ ถ้าเราไม่รับเลยมันจะกลายเป็นว่าเราไม่มีจิตอาสาจะช่วยงานบริษัท แบบนี้บริษัทจะไม่อยากจ้างพนักงานที่ไม่พร้อมทำงานให้หรอกนะ”

“...”

“จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นวันหยุด แต่ทุกคนก็ทำ ไม่ใช่แค่เรา เรื่องแบบนี้ก็ต้องคิดเผื่อไว้แล้ว”

ฉันเข้าใจในสิ่งที่พี่พลพูดเป็นอย่างดีเลยเพราะออมเองก็พูดไว้เหมมือนกัน มันเหมือนเป็นข้อตกลงของเรากับที่ทำงานไปแล้ว ถ้ารับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ก็แค่ลาออกแล้วหางานใหม่ เพราะมันไม่มีทางที่บริษัทจะยอมปรับมันเพื่อเราหรอก เขามองว่านั่นคือการเสียผลประโยชน์และยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่แทนในตำแหน่งของเรา

ฉันเงียบไปเลยเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี ตัวมาชาและในหัวก็หนักอึ้ง ค่อนข้างกังวลว่าจะโดนหาว่าขี้เกียจและอยากโยนงานหรือเปล่า

“ไม่ต้องคิดมากไปหรอก เราไม่ได้ทำงานแค่คนเดียวหรอกน่า” พี่พลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่นคล้ายอยากจะปลอบใจฉัน

แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นหัวหน้าที่ดุมากในสายตาฉันอยู่ดี

“ขอบคุณค่ะ” ฉันหันไปบอกและเป็นจังหวะที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่างพอดี “หวานไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”

พูดจบฉันก็ยกมือไหว้แล้วรีบเดินตรงไปยังหน้าบริษัททันทีเพราะกลัวว่าพี่เซนจะมาถึงก่อน

พอมาถึงก็เห็นว่าเขามาถึงก่อนฉันจริง ๆ ร่างสูงกำลังยืนสะพายกระเป๋ารอฉันอยู่ด้วยท่าทางปกติแต่ดูสง่ามากจนเป็นที่ต้องตาของใครหลาย ๆ คนที่กำลังเดินผ่านไปมา

“มาแล้วค่ะ รอนานไหมคะ” ฉันรีบทักเขาทันทีที่ไปถึงตัว

“ไม่นาน พี่เพิ่งมาถึง”

“จะกลับเลยไหมคะ หรือจะแวะที่ไหนก่อน” ฉันถามพร้อมกับเอื้อมมือไปคล้องแขนเขาไว้

“หวานอยากแวะที่ไหนไหมล่ะ”

“ไม่เลยค่ะ วันนี้เหมือนจะไม่สบายด้วย”

“งั้นหรอ” พี่เซนพึมพำก่อนจะยื่นมืออีกข้างมาอังหน้าผากของฉันเพื่อเช็กอุณหภูมิก่อนจะเคลื่อนเอาหลังมือมาแตะตรงลำคอด้วย “ตัวรุม ๆ นะ งั้นกลับกันเลยแล้วกัน”

พูดจบเขาก็พาฉันเดินออกจากบริษัทเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้า วันนี้เราทั้งคู่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเพราะพี่เซนเองก็ขี้เกียจขับรถด้วยเป็นบางวัน

“รู้งี้เอารถมาซะก็ดี” เขาบ่นในตอนที่เรากำลังเดินกันอยู่

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าเอารถมายังไงรถก็ติดอีกอยู่ดี กว่าจะถึงอาจจะช้ากว่ารถไฟฟ้าก็ได้นะคะ”

“เราเดินไหวไหม” เขาหันมาถามอย่างเป็นห่วง

“ไหวค่ะ หวานไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกไม่สบายเฉย ๆ”

พอเห็นท่าทางที่ดูกังวลของพี่เซนแล้วฉันก็อดที่จะขำออกมาไม่ได้ เราผ่านช่วงเวลาที่คบหาดูใจกันมา 6 ปี แต่ทุกครั้งที่ฉันลำบากหรือไม่สบายพี่เซนจะยังคอยเป็นห่วงและเฝ้าดูแลฉันอยู่เสมอ

“งั้นก็ดีแล้ว”

ถึงจะพูดไม่ค่อยเก่งว่าเป็นห่วงนะ แต่การกระทำของเขามันทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นได้ตลอดเลย

ฉันรัก รักผู้ชายคนนี้มากจริง ๆ

 

“พี่ว่าแล้วว่ามันต้องหนักมาก” พี่เซนเอ่ยขึ้นในตอนที่หยิบเอาปรอทวัดไข้ของฉันไปดู “ถ้าพรุ่งนี้ไม่หายพี่จะพาไปหาหมอ”

“หวานไหวค่ะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“แค่เสียงยังไม่ไหวเลย” เขาหลุบตาลงมองฉันพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบผมเบา ๆ “วันนี้ก็นอนพักไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพี่ทำเรื่องส่งอีเมลลางานให้”

ร่างสูงบอกแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องนอนไป

พอกลับมาถึงห้องเหมือนอาการของฉันจะทรุดหนักลงกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาที่เดินทางกลับมาด้วยล่ะมั้ง พออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จฉันก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาทันที ทั้งตามเนื้อตัวก็ร้อน ๆ หนาว ๆ และปวดตัวอยู่ตลอดเลยด้วย

พี่เซนเห็นท่าไม่ดีเลยให้ฉันมานอนพักแล้วดูอาการ ดีนะที่วันนี้เดินทางกลับคอนโดพร้อมกับเขา ไม่อย่างนั้นฉันคงได้สลบเหมือดอยู่ที่ไหนสักที่แล้วล่ะ

ฉันนอนอยู่ในห้องอยู่นานจนเกือบจะหลับแล้วก็เห็นว่าเขากลับเข้ามาพร้อมกับถาดอาหาร

“หลับหรือยัง” เขาถามหลังจากเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง

“กำลังจะหลับแล้วค่ะ” ฉันบอกอย่างอ่อนล้า

“งั้นลุกมากินข้าวกินยาก่อน พี่สั่งข้าวต้มมาให้” พี่เซนบอกแล้วนั่งลงตรงปลายเตียงพร้อมกับจัดแจงอาหารให้กับฉัน

คนตัวโตช่วยพยุงฉันให้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะตักข้าวต้มเพื่อป้อนเข้าปากให้อย่างเอาใจใส่

“วันนี้พี่เซนไปนอนข้างนอกได้ไหมคะ” ฉันบอกไปด้วยพลางกินไปด้วย “เดี๋ยวจะติดไข้”

“...” พอฉันบอกแบบนั้นมือที่กำลังตักข้าวต้มให้ฉันก็ชะงักกึกไปอย่างเห็นได้ชัด

“อ่า...มันคงไม่สบายตัวสินะคะ หวานไปนอนข้างนอกแล้วพี่เซน...”

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” เขาเอ่ยขัดขึ้นมาก่อนที่ฉันจะได้ยื่นข้อเสนอให้กับเขา

พี่เซนเองก็ทำงานมาเหนื่อย ๆ คงอยากนอนเตียงนุ่ม ๆ มากกว่า

“แต่ว่า...”

“พี่จะไปนอนข้างนอก เราไม่ต้องห่วงหรอก”

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ท่าทางของเขามันไม่ใช่เลย มันทำให้ฉันเป็นกังวลและคิดมากจริง ๆ

“แต่ดูเหมือนพี่เซนไปอยากออกไปนอนข้างนอกเลยนะคะ” สุดท้ายแล้วฉันก็ไม่อยากทนสงสัยจึงได้พูดมันออกไป

“ก็นอนด้วยกันตลอด เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกแปลกถ้าต้องแยกห้องนอนกัน” เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา และนั่นก็ทำให้ใบหน้าของฉันเห่อร้อนขึ้นมามากกว่าปกติ ไม่รู้ว่าเพราะพิษไข้ที่เพิ่มขึ้นหรือเพราะความเขินอายจากคำพูดของเขากันแน่

เกือบหกปีที่คบเป็นแฟนกันมามันไม่ได้ทำให้ฉันรักเขาน้อยลงเลย กลับกัน...ฉันรู้สึกว่าเราได้เรียนรู้กันเพิ่มมากยิ่งขึ้น ได้รู้จักในหลาย ๆ มุมของเขามากยิ่งขึ้นด้วย และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้คุยกับเขาในทุก ๆ วันเหมือนตอนที่คบกันใหม่ ๆ เลย

“หวานจะรีบหายไว ๆ แล้วเราจะได้กลับมานอนด้วยกันเหมือนเดิมเร็ว ๆ นะคะ” ฉันบอกพร้อมกับส่งยิ้มไปให้เขา

ถ้ามีพี่เซนอยู่ด้วยฉันต้องหายป่วยเร็ว ๆ อย่างแน่นอน

 

เช้าวันต่อมา

ราวกับความดูแลเอาใจใส่ของพี่เซนในเมื่อวานมันส่งผลให้ฉันหายป่วยขึ้นมาซะอย่างนั้น

วันนี้ตื่นเช้ามาฉันรู้สึกดีขึ้นมากเลยล่ะ อาจจะเพราะยาที่กินไปเมื่อคืนนี้ด้วย

แม้จะมีอาการปวดหัวและอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่บ้างแต่ฉันก็ยังพอไปทำงานไหว

“จะไปจริงหรอ” พี่เซนถามอย่างเป็นห่วงในตอนที่นั่งรอฉันแต่งตัวอยู่ “พี่ว่าเราลางานก็ดีนะ”

เนื่องจากเมื่อวานเขายุ่งอยู่กับฉันเลยยังไม่ทันได้ส่งเมลลางานไปให้หัวหน้า วันนี้ฉันเลยยังต้องไปทำงานเพราะมันดูเป็นการลากะทันหันเกินไปถึงแม้เรื่องป่วยจะเป็นเหตุสุดวิสัยก็เถอะ แต่ฉันไม่อยากจะลาเพราะเมื่อวานเพิ่งจะโดนตำหนิมานิดหน่อยเรื่องการขอไม่รับงานในช่วงวันหยุด

พี่พลที่เป็นหัวหน้าเองก็เดาใจยากซะด้วยว่าคิดกับเรื่องของฉันยังไงกันแน่ ถ้าเกิดเขาไม่พอใจขึ้นมาฉันอาจจะกำลังโดนเพ่งเล็งอยู่ก็ได้

“หวานเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วค่ะ แล้วหวานก็มีงานที่ทำค้างไว้ที่บริษัทด้วย อยากเคลียร์งานตรงนี้ให้เสร็จเหมือนกันค่ะ” ฉันหันไปบอกเขาที่นั่งทำถามบึ้งตึงอยู่

“ตามใจ” คำตอบนั้นบอกออกมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก

“พี่เซนไม่โกรธหวานใช่ไหมคะ”

“พี่จะโกรธเราทำไม”

“ก็...” ก็บรรยากาศรอบตัวของเขามันบอกแบบนั้นนี่นา

“เอาเถอะ พี่ก็แค่เป็นห่วงอยากให้พักบ้าง แต่ถ้าหวานยืนยันว่าจะไปพี่ก็คงห้ามไม่ได้”

นั่นไง เขาโกรธอยู่จริง ๆ ด้วย

“ขอบคุณนะคะที่เมื่อคืนดูแลหวานเป็นอย่างดีเลย ที่หวานหายเร็วขนาดนี้เพราะพี่เซนเลยน้า” ฉันอยากจะเอาใจเขาหน่อยด้วยการเอ่ยขอบคุณและไม่ลืมที่จะเอ่ยชมเขาด้วย

เขาไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่มองฉันเท่านั้นเอง

ที่จริงฉันอยากจะเคลียร์งานให้เสร็จเพราะอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันหยุดแล้ว ฉันไม่อยากจะต้องเข้าไปบริษัทในช่วงวันหยุดเนื่องจากต้องเคลียร์งานที่เหลือของตัวเองหรอกนะ แค่มีงานเด้งเข้ามาให้ทำบ้างเล็กน้อยฉันก็ยังรู้สึกว่ามันมากพอแล้วสำหรับวันหยุดของฉัน

หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกันไปทำงาน พี่เซนบอกว่าเขาอาจจะเลิกดึกหน่อย ดังนั้นวันนี้จึงให้ฉันกลับก่อนได้เลย ไม่ต้องรอเขา

พอมาถึงบริษัทคนแรกที่ฉันเจอเลยก็คือหัวหน้าของฉันเอง เขาปรายตามามองฉันเล็กน้อยก่อนที่ฉันจะได้เอ่ยทักทาย

“สวัสดีค่ะพี่พล”

“มาเช้าจังเลยนะวันนี้” เขาเอ่ยถาม

“พอดีหวานรีบมาเคลียร์งานที่เหลือด้วยค่ะเพราะเมื่อวานรีบกลับไปหน่อย”

“เพราะมีคนมารับหรือเปล่า เลยกลับเร็ว” เขาเอ่ยแซวฉันได้หน้าตายมาก

แซวแบบที่ฉันไม่คิดว่ามันคือการแซวด้วยซ้ำ เพราะพี่พลดูนิ่ง ๆ ด้วยแหละมั้งมันเลยทำให้ฉันไม่คุ้นชินเวลาที่เขาแซวแบบนี้

ฉันไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไป ทำเพียงแค่ยิ้มให้เท่านั้น

ฉันนั่งเคลียร์งานของตัวเองให้เสร็จ ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเสร็จจนมันเลยมากินเวลาเข้างานด้วยซะแล้ว แต่ดูเหมือนพี่พลจะไม่ได้ว่าอะไร เขาทำเพียงแค่ส่งไฟล์อีเมลที่ต้องแปลมาให้ไม่กี่ฉบับเท่านั้น

“น้ำหวาน” ขณะที่กำลังจะเริ่มแปลอีเมลฉบับแรกพี่พลก็เดินเข้ามาหา “บ่ายวันนี้มีประชุม ไปกับพี่หน่อยนะ พอดีคุณพรลา”

“หวานกลัวว่างานจะเสร็จไม่ทันค่ะ” ฉันบอกแล้วชี้ไปยังอีเมลที่เขาส่งมาให้

“ทำได้เท่าที่ไหว ไม่ทันก็มาทำต่อพรุ่งนี้”

“แต่ว่า...”

อีกแล้วหรอ งานเมื่อวานฉันก็เอามาเคลียร์วันนี้นะ แบบนี้มันก็เหมือนเป็นการพอกงานไปเรื่อย ๆ สิ

แล้วฉันเองก็ไม่อยากจะเข้าประชุมด้วย เพราะประชุมทีก็ใช้เวลานานมาก แถมยังเกร็ง ๆ เวลาเจอพวกระดับหัวหน้าของแผนกอื่นอีก อีกอย่าง...กลับมาก็ต้องมานั่งสรุปให้อีก

“วันเดียว” เขาบอกแค่นั้นแล้วเดินกลับโต๊ะไปเลย

อ่า...ถ้าหัวหน้าสั่งยังไงก็ต้องทำอยู่ดีนั่นแหละนะ

 

เมื่อยากที่จะปฏิเสธฉันก็ต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฉันรีบทานข้าวในช่วงเที่ยงเพื่อที่จะได้ไปเตรียมตัวเข้าประชุมร่วมกับพี่พล

พอมีเรื่องให้คิดเยอะฉันก็เริ่มจะปวดหัวขึ้นมาแล้วล่ะ คงไม่ใช่ว่าพิษไข้จะกำเริบหรอกนะ

ฮือ...ฉันน่าจะลางานวันนี้ซะก็ดีหรอก รู้งี้เชื่อที่พี่เซนพูดดีกว่า

“กินข้าวมาหรือยัง” พี่พลถามในตอนที่เราเดินออกมาด้วยกันแล้ว

“กินมาแล้วค่ะ”

“กินแล้ว? แต่ทำไมเหมือนคนไม่มีแรงเลย”

คงเพราะความเหนื่อยล้าที่มีมันแสดงออกมาจนพี่พลสังเกตได้

“น่าจะเป็นเพราะไม่สบายด้วยมั้งคะ”

“ไม่สบาย?”

“เมื่อวานหวานมีไข้ค่ะ แต่ตื่นเช้ามาแล้วดีขึ้นเลยมาทำงานได้ แต่ตกบ่ายมาเหมือนจะแย่ลงเลยค่ะ” ฉันบอกไปตามความเป็นจริง ไม่ได้ต้องการความเห็นใจจากหัวหน้าหรอกนะ

“ถ้าไม่ไหวก็บอกพี่แล้วกัน ถ้ามันแย่พรุ่งนี้ค่อยลางาน”

ฉันเองก็คิดแบบนั้นแหละ แต่หากลางานก็จะกองท่วมหัวขึ้นไปอีกนี่สิ

“ขอบคุณค่ะ” ฉันบอกในตอนที่เราเดินมาถึงห้องประชุมด้วยกันแล้ว

แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปฉันก็ต้องตกใจเพราะในห้องนั้นมีพี่เซนอยู่ด้วย เขาเองก็หันมามองฉันกับพี่พลที่เพิ่งเข้ามาใหม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น

ดูจากป้ายที่ห้อยอยู่ที่คอนั้นน่าจะมีคนจากบริษัทเดียวกันกับเขามาประมาณ 5 คน และฉันเองก็ไม่คุ้นหน้าใครเลย

“พวกเรา Translator ครับ” พี่พลเอ่ยแนะนำตัวง่าย ๆ ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งที่อยู่ไม่ไกลจากพวกบริษัทของพี่เซน

จากที่ดูหัวข้อในการประชุมวันนี้เหมือนกับว่าทางบริษัทของฉันมีแพลนจะทำโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นโดยต้องจ้างบริษัทข้างนอกมาทำ แต่ด้วยความที่ฉันไม่ได้ดูละเอียดเท่าไหร่เลยไม่ทันสังเกตว่ามันเป็นบริษัทของพี่เซน

ฉันกับพี่เซนไม่ได้พูดคุยอะไรกันเพราะเกรงใจคนอื่น ๆ จนกระทั่งประชุมกันเสร็จ

“วันนี้สรุปประชุมมาให้พี่ด้วยนะ” พี่พลเอ่ยบอกก่อนจะลุกขึ้น “พี่จะออกไปคุยกับพี่วรรณสักหน่อย เก็บของแล้วก็กลับไปแผนกได้เลย”

พี่วรรณที่เขาเอ่ยถึงคือเมนเนอเจอร์ของพวกเราอีกที

“ค่ะ” ฉันขานรับแล้วเก็บของอย่างรวดเร็ว

ส่วนคนจากบริษัทของพี่เซนก็เหมือนจะมีเรื่องคุยกันต่อ พอฉันนั่งอยู่คนเดียวแล้วมันกลายเป็นว่าคนพวกนั้นหันมามองแล้วส่งยิ้มมาให้

“น่ารักจัง” ฉันได้ยินพวกเขาคุยกันเบา ๆ แต่ดูเหมือนพี่เซนเองจะไม่เห็นด้วย เพราะเจ้าตัวทำหน้าบึ้งตลอดเวลา

พอโดนสนใจมาก ๆ ฉันก็เริ่มทำตัวไม่ถูกและคิดว่าต้องรีบเก็บของแล้วกลับให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ

“หวาน” ขณะที่ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารอยู่นั้นพี่เซนก็เดินเข้ามาหา

“คะ” ฉันหันไปคุยกับเขาอย่างแปลกใจที่จู่ ๆ ก็เข้ามาทัก

“วันนี้พี่เลิกเร็ว กลับด้วยกันไหม”

“กลับด้วยกัน?” ฉันทวนคำถามของเขาอย่างแปลกใจเล็กน้อยเพราะเมื่อเช้าพี่เซนยังบอกอยู่เลยว่าจะเลิกดึกหน่อย

“ทำไม ไม่อยากกลับ?”

“ไม่ใช่ค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธทันที “หวานแค่แปลกใจเฉย ๆ เพราะเมื่อเช้ายังบอกว่าเลิกดึกอยู่เลย”

“ก็ตอนนี้งานมันเสร็จแล้ว เลยได้กลับเร็ว”

“อ๋อ...” ฉันอึกอักเล็กน้อยเพราะวันนี้งานมันเยอะมากจนคิดว่าไม่น่าจะได้กลับพร้อมเขา

“ทำไมหรอ หรือเรามีโอที”

“อ่า...ใช่ค่ะ” ฉันบอกไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากให้พี่เซนกังวลเกี่ยวกับเรื่องทำงานเกินเวลาของฉัน

ช่วงนี้เขายิ่งดูไม่พอใจมาก ๆ อยู่

“งั้นหรอ ให้พี่รอไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ทำโอไม่ถึงทุ่มนึงก็ได้กลับแล้ว พี่เซนกลับไปพักผ่อนเถอะ เมื่อวานก็ดูแลหวานทั้งคืนเลย”

“แล้วอาการไข้เราเป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม”

“ดีขึ้นค่ะ”

ฟึ่บ!

เหมือนเขาจะไม่เชื่อที่พูดจึงเอื้อมมือมาอังหน้าผากของฉันเพื่อเช็กอุณหภูมิ

“เฮ้ย ๆ นั่นใครวะเซน” พอเพื่อนเขาเห็นว่าพี่เซนถึงเนื้อถึงตัวเลยรีบเอ่ยถามกันยกใหญ่ “แฟนหรอ ใช่แฟนหรือเปล่า เห็นเคยบอกว่าแฟนทำงานที่นี่”

ฉันรู้สึกเขินจนไม่กล้าสบตาใครเลยเพราะพี่เซนดูดีซะจนหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเขาน่าจะคบผู้หญิงที่สวยกว่าฉันซะอีก

“อือ” เขาหันไปตอบเพื่อนร่วมงานก่อนจะหันมาทางฉัน “ดีขึ้นแล้วทำไมตัวยังร้อนอยู่เลย”

“แต่หวานดีขึ้นแล้วจริง ๆ นะคะ” ฉันยืนยันหนักแน่น

“...” เจ้าตัวนิ่งเงียบไปคล้ายไม่เชื่อที่ฉันพูด

“ก็มีปวดหัวนิดหน่อยค่ะ แต่หวานยังไหว”

“พี่บอกแล้วไงว่าให้ลางาน”

“เมื่อกี้หัวหน้าพูดอยู่ค่ะว่าถ้าไม่ไหวให้ลาพรุ่งนี้” ฉันบอกไปเพื่ออยากจะให้เขาสบายใจ

“หัวหน้า? คนเมื่อกี้อะหรอ” พี่เซนถามแล้วมองออกไปยังด้านนอก

“ใช่ค่ะ”

ตอนแรกก็กังวลอยู่หรอก กลัวว่าเขาจะพูดหรือแสดงท่าทีไม่พอใจออกไปแต่พอมาคิดดูอีกทีแล้วพี่เซนไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลขนาดนั้น และเขาก็เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่ทำเรื่องแบบนั้นออกไปแน่

แต่ดูเหมือนฉันจะคิดผิด เพราะคนตรงหน้ากลับจับจ้องไปที่ด้านนอกไม่วางตาเลย

มันคงเป็นความคิดมากของฉันเองนั่นแหละมั้ง แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกใจไม่ดีเอาซะเลย

 

[Zen Talk]

“เป็นไรไปวะ ตั้งแต่กลับจากประชุมก็เห็นหน้าบึ้งตลอดเลย” เพื่อนร่วมงานของผมเอ่ยถามอย่างสงสัยในตอนที่เรากำลังเดินออกจากบริษัทในเวลาเลิกงาน

“เปล่า” ผมบอกไปแบบนั้นทั้งที่ในใจมันไม่ใช่เลย

ผมคิดเรื่องของน้ำหวานมาตลอดตั้งแต่ตอนเริ่มประชุมแล้ว ไม่รู้ทำไมผมถึงได้คาใจกับหัวหน้างานของเธอนักทั้งที่เจ้าตัวเองก็บอกแล้วว่ามันไม่มีอะไร

หรือมันจะเรียกว่าเซ้นส์ที่พวกผู้หญิงเขาชอบใช้จับผิดแฟนกัน

นี่ผมกำลังจับผิดแฟนตัวเองอยู่อย่างนั้นหรอ?

“ไว้เจอกันพรุ่งนี้” เพื่อนร่วมงานของผมแยกทางออกไปหลังจากที่เราเดินมาถึงทางแยกพอดี

ผมพยักหน้าให้แล้วเดินออกมายังทางที่ตัวเองจะกลับ แต่เมื่อเดินผ่านตึกของบริษัทที่น้ำหวานทำงานอยู่ผมก็อดที่จะหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้

ผมรู้ดีว่าเธอกำลังทำงานอยู่แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี น้ำหวานมีไข้และตอนที่เอามือไปแตะหน้าผากก็รับรู้ได้เลยว่าเธอตัวร้อนขึ้นกว่าเมื่อเช้า

ทั้งที่น้ำหวานบอกว่าไม่ต้องรอแต่ผมก็ยังอยากจะรออยู่ดี ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงน่าจะถึงเวลาเลิกงานของเธอแล้วล่ะ เอาเป็นว่าผมนั่งรอแถวคาเฟ่ใกล้ ๆ นี้ก็แล้วกัน ไม่อยากให้เธอเดินทางกลับคนเดียวด้วยนั่นแหละ

ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าอยากจะเอาใจเธอให้มากหน่อยเพราะน้ำหวานเหมือนมีเรื่องคิดอะไรในใจตลอดเวลาเลย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ...เพื่อนในกลุ่มนั้นเริ่มแต่งงานกันไปหมดแล้วหรือเปล่า

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยคิดเรื่องนี้นะ และปัจจุบันที่เป็นอยู่มันก็ดีมาก ๆ ด้วย บ้านของผมเองก็ใช่ว่าจะมีธุรกิจให้สานต่อหรือดูแลกันต่อ แม้พ่อจะมีตำแหน่งข้าราชการใหญ่โตแต่ผมเองไม่ได้มีแบบนั้น และเรื่องชีวิตคู่ของเราผมอยากจะให้ตัวเองเติบโตและรับผิดชอบชีวิตของน้ำหวานได้ สามารถดูแลเธอได้ไปตลอดชีวิตโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาบุญบารมีเก่าของพ่อแม่

เงินทุกบาทที่จะใช้สู่ขอและใช้ดูแลจัดการทั้งหมดมันจะมาจากหงาดเหงื่อและแรงกายของผมคนเดียว

ถ้าผมทำไม่ได้ นั่นหมายความว่าผมไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะดูแลเธอให้ดีได้ไปตลอดชีวิต

ที่ยังไม่ยอมพูดเรื่องนี้เพราะไม่อยากให้เธอคาดหวัง และผมเป็นพวกชอบแสดงให้เห็นทางการกระทำมากกว่าคำพูด แม้ว่าบางครั้งมันจะทำให้น้ำหวานคิดมากก็เถอะ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะพูดกับเธอเมื่อพร้อมจริง ๆ

แต่นั่นเหมือนจะทำให้ผมคิดผิด เพราะในตอนที่กำลังนั่งรอเธออยู่ในคาเฟ่ตรงข้ามกับตึกทำงานของน้ำหวานนั้นจู่ ๆ ผมก็เห็นเธอเดินออกมาจากตึกพร้อมกับ...คนที่เธอเรียกว่าหัวหน้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาเดินออกมาด้วยกัน แต่มันนับครั้งไม่ถ้วน ครั้งก่อนก็ด้วย แต่ผมแค่ไม่อยากจะพูดให้เธอไม่สบายใจ

ผมจับจ้องไปที่ทั้งคู่ด้วยอารมณ์คุกรุ่นเล็กน้อยก่อนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อจู่ ๆ ไอ้หมอนั่นมันก็เข้ามาโอบไหล่แฟนของผมเอาไว้

ปึก!

ผมกำหมัดแล้วทุบลงบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะลุกขึ้นไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้วเดินออกไปหาทั้งคู่

เมื่อเดินมาถึงผมก็เห็นว่าน้ำหวานนั้นเหมือนจะกึ่งหลับกึ่งตื่นคล้ายคนไม่สบายจนต้องไปด้รับการประคองจากอีกฝ่าย

“หวาน!” ผมเรียกเธอเสียงแข็งแต่ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นอีก ทำเพียงแค่ยืนมองนิ่ง ๆ

หัวหน้าของเธอมองผมด้วยสายตานิ่งเรียบก่อนจะก้มลงมองแฟนของผมอีกครั้ง

“พี่เซน” เธอเอ่ยเรียกผมอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วพยายามดันตัวออกจากอ้อมแขนของเขาเพื่อที่จะพุ่งเข้ามาหาผม “ยังไม่กลับหรอคะ”

“พี่รอกลับพร้อมเรา” ผมบอกแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือเข้าไปรับคนตัวเล็กมาพิงที่ไหล่เอาไว้

“น้ำหวานเหมือนจะไม่สบาย ผมเลยจะพาไปส่งที่คอนโด” เขาอธิบายหลังจากที่โดนผมจ้องอยู่นาน

“ขอบคุณที่ช่วยดูแล แฟน ผมให้นะครับ” ผมบอกพร้อมกับกระชับอ้อนแขนที่โอบไหล่ของน้ำหวานไว้แน่น

หัวหน้าของเธอมองผมด้วยสายตาที่ดูออกว่าไม่พอใจแต่เจ้าตัวทำอะไรไม่ได้ ก็ลองดูสิ ถ้าทำหรือพูดอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมาผมไม่ยอมแน่ ๆ แม้ว่ามันอาจจะทำให้น้ำหวานลำบากได้หลังจากนี้ก็เถอะ

น้ำหวานบอกว่าหัวหน้าเป็นคนดุและน่ากลัวมาก แต่สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้ามันกลับไม่ใช่เลย ถ้าคิดจะมาเคลมยัยนี่ลับหลังผมละก็...ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่

“พี่เซน...” เธอเอ่ยเรียกพร้อมกับยกมือขึ้นจับเสื้อของผม

“ผมว่าควรพาน้ำหวานไปหาหมอหน่อยก็ดีนะ ดูเหมือนอาการจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ” หัวหน้าของเธอเอ่ยขึ้นก่อนจะมองมายังร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนของผมอย่างเป็นห่วง

ผมไม่ตอบอะไรกลับไปทำเพียงแค่ยกมือขึ้นเช็กอุณหภูมิจากเธอเท่านั้น วันนี้ผมไม่ได้เอารถมา การจะพาเธอไปหาหมอน่าจะลำบากและทำให้น้ำหวานอาการทรุดหนักลงไปอีก

“ไปรถผมก็ได้นะ ผมผ่านทางนั้นพอดี” เขาเสนอขึ้นมา “น้ำหวานน่าจะไม่ไหว”

“หวานไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ ถ้าได้นอนพักน่าจะหาย” เธอพยายามบอกผมก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือของผมไว้

ไม่รู้ว่าเธอสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวของผมหรือเปล่าถึงได้ทำแบบนี้ แต่พอเจ้าตัวแสดงออกแบบนั้นหัวหน้าของเธอก็นิ่งไปแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก” ผมเป็นฝ่ายเอ่ยกับเขาแทนก่อนจะพาน้ำหวานเดินออกมา

แม้ดูเหมือนจะไม่มีแรงแต่ร่างเล็กก็ยังพอเดินได้

“เป็นหนักขนาดนี้พี่ว่าไปหาหมอหน่อยดีไหม”

“หวานไม่ไป” คนตัวเล็กงอแงเพราะเธอไม่ค่อยชอบไปโรงพยาบาลเท่าไหร่ “เดี๋ยวก็หายแล้ว”

“คำว่าเดี๋ยวนี่คือตอนไหน”

“ไม่รู้”

“ไม่รู้แล้วจะบอกได้ว่ายังไงว่าจะหาย”

“หายค่ะ หายแน่นอน” เธอยังยืนยันคำเดิมเหมือนเด็ก ๆ นั่นทำให้ผมอดนึกขำไม่ได้

ต่อให้ตัวต้องตายก็ไม่อยากไปโรงพยาบาลสินะ

“โอเค งั้นเดี๋ยวพี่แวะซื้อยากลับไปให้กินแล้วกัน” ในเมื่อเธอไม่อยากไปผมจะทำอะไรได้ “ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่หายต้องไปนะ เข้าใจไหม”

ไม่ว่ายังไงการที่เธอไม่สบายมันก็ใช่เรื่องน่ายินดีอยู่ดี ต่อให้เธอไม่ชอบแต่ถ้ามันไม่ยอมหายป่วยสักทีก็ต้องไปอยู่ดีนั่นแหละ

“เข้าใจไหม” ผมทวนคำถามเธออีกรอบ

“เข้าใจค่า”

--------------------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

มาแล้วค่าาา

ทุกคนนน เนื่องจากเค้าปิดต้นฉบับช้ามันเลยทำให้บรู๊ปงานเลื่อนออกไปด้วย ดังนั้นเค้าจึงเลื่อนส่งไฟล์กับทางโรงพิมพ์ไปเป็นวันศุกร์นี้แทนนะคะ (จากกำหนดเดิมคือวันนี้) ไว้ส่งไฟล์แล้วได้วันแจ้งส่งหนังสือจากทางโรงพิมพ์แน่นอนแล้วเค้าจะมาแจ้งอีกทีน้า ขอโทษที่ทำให้คนรอหนังสือรอนานค่า TT

- (ทอล์ก 80%)

มาแย้ววววว เดี๋ยวอีกสองวันเค้าจะมาแจ้งเรื่องความคืบหน้าหนังสือน้าาา

- (ทอล์ก 60%)

ทุกคนนน คือลืมไปเลยค่ะว่ายังไม่ได้อัปอีกรอบให้อ่าน มาอัปตอนนี้ทันไหม 55555

เค้าขอโทษจริง ๆ ค้าบบบบ

- (ทอล์ก 40%)

เมื่อวานลืมมาอัปเลย เดี๋ยววนนี้จะไถ่โทษด้วยการอัปสองรอบนะคะ ^^

- (ทอล์ก 20%)

เค้าขยายเวลาให้พรีนิยายถึงวันที่ 16 นะคะ นัดส่งไฟล์โรงพิมพ์เป็นวันที่ 18 ค้าบ หนังสือจะได้ไม่เกินสิ้นเดือนนี้น้า ส่วนสายอีบุ๊กรอหลังส่งหนังสือเสร็จเค้าจะอัปลงเว็บเลยเน้อ คิดว่าน่าจะรอไม่นานพี่ MEB ก็น่าจะอนุมัติแล้วค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

131 ความคิดเห็น

  1. #73 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 21:32
    หึงๆๆๆ
    #73
    0
  2. #72 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 20:28
    เซ้นแรงมาก
    #72
    0
  3. #71 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 09:09
    พี่พลนี่ยังไง
    #71
    0
  4. #70 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 23:02
    พี่เซนแสนดี
    #70
    0
  5. #69 TonYah (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 15:02
    ลาออกเลยค่ะ
    #69
    0
  6. #68 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 19:18
    ลาออกเลย
    #68
    0
  7. #67 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 20:42
    เจิมมมม
    #67
    0