Senior's Section Love

ตอนที่ 4 : [part เซนน้ำหวาน] บทนำ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 977
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    10 ส.ค. 63

วันนี้ปิดพรีนิยายเซตพิเศษนี้แล้วนะคะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ๅ

เซน X น้ำหวาน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 บทนำ


ก๊อกแก๊กๆๆๆ

ฉันรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์พร้อมกับเปิดดูไฟล์ต้นฉบับไปด้วย สายตาของฉันจ้องมองงานด้วยความคุ้นชินก่อนจะถอนหายใจออกมา

“วันหยุดทั้งทียังต้องทำงานอีกหรอเนี่ย”

นั่นไม่ใช่เสียงบ่นของฉันหรอก แต่เป็นเสียงบ่นของผู้ชายที่กำลังนอนหนุนตักฉันอยู่ต่างหาก

“พอดีเป็นงานเร่งน่ะค่ะ แต่ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ” ฉันก้มลงไปบอกกับเขาที่กำลังทำสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ “ขอโทษนะคะ”

“ช่วยไม่ได้นี่นา มันเป็นงาน” พี่เซนพูดแค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นนั่งชันเข่าข้างนึงขึ้น “แต่ถ้าช้าล่ะก็จะไม่ทันหนังรอบที่เราจองไว้นะ”

“หวานกำลังเร่งทำอยู่ค่ะ” ฉันบอกอย่างตั้งใจก่อนจะลงมือแปลอีเมลที่ทางหัวหน้าส่งมาให้

พี่เซนนั่งมองอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่ฉันจะเห็นทางหางตาว่าเขาก้มหน้าเอาคางเกยกับหัวเข่าข้างที่ชันขึ้น เอ่อ...คล้ายกับคนสิ้นหวังเลย

กว่าจะได้มีวันหยุดที่ได้หยุดจริง ๆ มันช่างลำบากเหลือเกิน ชีวิตวัยทำงานนี่มันเป็นแบบนี้เองสินะ

สามปีหลังจากเรียนจบแล้วชีวิตก็ผ่านอะไรมาเยอะเลย พอมองย้อนกลับไปก็เหมือนเวลาผ่านไปไม่นานเลยแท้ ๆ แต่เรื่องราวมากมายมันเกิดขึ้นเยอะแยะเต็มไปหมด ที่สำคัญคือ...เพื่อนของฉันทั้งสองคนนั้นแต่งงานแล้ว

ใช่! มะนาวกับฟ้านั้นแต่งงานแล้วล่ะ แต่งกับแฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ออมกับพี่ทิวเองก็เริ่มแพลนเรื่องงานแต่งงานกันไว้แล้วด้วย เนื่องจากเรื่องงานของพี่ทิวเองก็ยังดูไม่ลงตัวเท่าไหร่

ส่วนฉันกับพี่เซนนั้น...เราเริ่มต้นใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว

ตอนนี้ฉันย้ายมาอยู่คอนโดเดียวกันกับเขาเนื่องจากว่ามันก็ใกล้ที่ทำงานของฉันด้วย คือ...ที่ทำงานเราอยู่ตึกข้างกันพอดี เพื่อลดค่าใช้จ่ายของตัวเองบวกกับอยากอยู่กับเขาด้วยฉันเลยย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกันซะเลย

ตอนนั้นก็คิดหนักอยู่เหมือนกันเพราะเราเองก็เป็นแค่แฟน ฉันกลัวเรื่องความไม่เหมาะสมด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมย้ายเข้ามาอยู่ดี

พอได้อยู่ด้วยกันมันก็ทำให้ฉันแฮปปี้มากเลยล่ะ

“เสร็จหรือยางงงงง” เขาถามด้วยน้ำเสียงยานคางก่อนจะขยับเข้ามาใกล้แล้วเอาคางมาเกยที่ไหล่ของฉันแทน

“ทำแบบนี้หวานก็ทำงานไม่ได้กันพอดีสิคะ” ฉันบอกกับเขาไปเพราะพี่เซนกำลังทำให้ฉันทำงานลำบากอยู่

“รอนานแล้วนะ” คนข้างตัวเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ

“พี่เซน” พอเห็นว่าเขาเริ่มจะเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นก็ต้องหันไปบอกตรง ๆ “หวานต้องการสมาธินะคะ”

แม้จะเป็นงานแปลที่ทำอยู่เป็นประจำแต่ฉันเองก็ต้องการสมาธิเพื่อที่จะได้ทำงานออกมาอย่างเต็มที่

“เห้อ...ให้ตายสิ” แต่คำตอบรับของเขามันกลับทำให้ฉันเริ่มหนักใจมากขึ้นกว่าเดิม

ร่างสูงลุกขึ้นจากเบาะโซฟาก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องนอน

ฉันมองตามอย่างรู้สึกผิดแต่มันก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ฉันต้องรีบทำงานให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นล่ะก็...ถ้าเราไปไม่ทันหนังรอบที่จองไว้พี่เซนจะต้องโกรธมากขึ้นกว่านี้แน่

พอเขาไม่อยู่ด้วยฉันก็มีสมาธิทำงานมากขึ้น ใช้เวลาไม่นานมากนักก็จัดการเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อย

พอส่งอีเมลเสร็จแล้วฉันก็พับโน้ตบุ๊คแล้วเดินไปตามเขาที่อยู่ในห้องนอน

“งานเสร็จแล้วค่า” ฉันเห็นว่าเขากำลังอยู่ปลายเตียงอย่างห่อเหี่ยว “ไปดูหนังกัน”

ฉันรู้ดีว่าเขาเองก็น่าจะรอคอยเวลาที่ได้ไปเดทอยู่เหมือนกันนั่นแหละ พอมาเจอแบบนี้คงรู้สึกอารมณ์ไม่ดีอยู่บ้างล่ะมั้ง

“พี่เซน ถ้าไม่รีบไปจะไม่ทันนะคะ” ฉันเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ อย่างเข้าใจ “หวานเองก็รีบทำงานเพื่อที่เราจะไปทันรอบเหมือนกันนะคะ”

เขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลอะไรขนาดนั้น พี่เซนจะต้องเข้าใจเรื่องทุกอย่างดีอยู่แล้ว แต่เขาแค่ต้องการพื้นที่สงบสติอารมณ์เท่านั้นเอง

“พี่รู้สึกว่าช่วงนี้เราคุยกันน้อยลง” จู่ ๆ เขาก็พูดมันขึ้นมาราวกับน้อยอกน้อยใจ

“คงจะเป็นเพราะเรื่องงานด้วยมั้งคะ บางวันหวานก็ทำโอที บางวันพี่เซนก็นอนที่บริษัทเลยก็มี” ฉันบอกเหตุผลที่คิดว่ามันน่าจะเป็นคำตอบให้เขาได้

เราคุยกันน้อยลงจริง ๆ เพราะภาระทีเริ่มรัดตัวมากขึ้น หลัก ๆ ก็เรื่องงานนั่นแหละ

แต่ด้วยความที่เราเจอกันน้อยมันเลยทำให้ฉันต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกันกับเขาเพราะเรายังอยากจะเจอหน้ากันทุกวันอยู่

“เห้อ...” จู่ ๆพี่เซนก็ถอนหายใจออกมา

ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่เพราะบางครั้งพี่เซนก็ดูเงียบขรึมและเข้าถึงยากมาก ๆ เลยล่ะ

“แต่วันนี้วันหยุด เราควรจะออกไปใช้เวลาร่วมกันนะคะ อย่างน้อยก็ไปดูหนังกันเถอะ” ฉันถือโอกาสนี้ง้อเขาไปในตัวซะด้วยเลย

ร่างสูงหันกลับมามองครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะขยับเข้ามาใกล้แล้วเอียงหน้าเข้ามาหอมแก้มฉัน

“อือ” เขาตอบรับสั้น ๆ คล้ายกับว่าในตอนนี้ความโกรธที่มีมันจางลงไปแล้ว

ฉันยิ้มรับให้แล้วยื่นใบหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาด้วย เราสองคนมองหน้าแล้วยิ้มให้กันอย่างให้กำลังใจด้วยกันทั้งคู่

 

เวลาต่อมา

“พี่เซนว่าตอนจบมันโอเคไหมคะ” ฉันถามเขาในตอนที่เราเดินจับมือกันออกจากโรงหนัง

ตอนแรกฉันกลัวมากว่าเราจะมาทันรอบเวลาที่จองไว้ไหม แต่สุดท้ายก็มาทันแบบฉิวเฉียด

“มันจบปลายเปิดให้เราคิดต่อเอาเอง ก็คงโอเคล่ะมั้ง” เขาจับมือฉันด้วยความอ่อนโยนก่อนจะหยุดเดินอยู่ตรงด้านหน้าโรงหนังแล้วหันมาถามฉัน “จะกินอะไรกันดี”

“อะไรก็ได้ค่ะ วันนี้หวานตามใจพี่เซน”

“งั้น...” เขาอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหู “กิน น้ำหวาน จะได้ไหม”

“อ้าว ไม่กินข้าวหรอคะ เรายังไม่ได้กินข้าวกันเลยนะ” ฉันถามอย่างุนงงแต่ไม่ทันไรก็เข้าใจความหมายของเขาทันทีเพราะพี่เซนเป็นคนไม่กินของหวานเป็นปกติอยู่แล้ว

เขาเคยบอกว่าของหวานเพียงอย่างเดียวที่เขากินคือ...น้ำหวาน

ใช่...มันคือชื่อฉันเองแหละ

แม้ฉันจะเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อแล้วแต่ก็เงียบเอาไว้เพราะตอนนี้พี่เซนเหมือนจะถอนหายใจออกมากับความรู้ไม่เท่าทันเขา

“งั้นไปร้านอาหารเกาหลีก็ได้ หวานไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวพี่แวะไปเข้าห้องน้ำก่อน” พูดจบเขาก็ปล่อยมือฉัน

“โอเคค่ะ” ฉันขานรับแล้วเราก็แยกย้ายกัน

ฉันตรงมาที่ร้านอาหารเกาหลีที่กินเป็นประจำก่อนจะนั่งลงแล้วเล่นโทรศัพท์รอเขา

ช่วงที่นั่งรอนั้นฉันก็ไถหน้าไอจีแล้วดูสตอรี่ไปพลาง ๆ แต่แล้วก็ต้องมาสะดุดกับสตอรี่ของมะนาวที่แชร์รูปวันแต่งงานของตัวเอง

แต่งงาน...

เพื่อนในกลุ่มล้วนแต่งงานกันไปหมดแล้ว แม้ว่าออมจะยังไม่ได้แต่งอย่างเป็นทางการแต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็คงอีกไม่นานหรอก ส่วนฉัน...ยังไร้วี่แวว

พี่เซนไม่เคยพูดถึง ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง แต่เขาก็เคยพูดอยู่ว่าอยากจะมีฉันอยู่ร่วมกันกับเขาไปตลอดชีวิต

แล้วมันยังไงล่ะ...

การที่ฉันย้ายมาอยู่กับเขาแล้วมันก็คือการบรรลุเป้าหมายของเขาแล้วใช่ไหม แต่ฉันเอง...ก็ยังอยากแต่งงานเหมือนกันนะ

แต่พอลองมองย้อนถามตัวเองกลับว่าการมีชีวิตแบบนี้แล้วมีความสุขหรือเปล่า ฉันก็ตอบได้คำเดียวเลยว่า...มีความสุขมาก

การมีพี่เซนอยู่ด้วยมันคือความสุขที่สุดของฉันแล้ว

แต่ว่า...ในเมื่อยังไม่ได้แต่งงานกัน มันจะมีความเป็นไปได้ไหมว่าเขาเองก็อาจจะมีโอกาสจะไปมีผู้หญิงคนอื่นได้ง่านกว่า

ไม่ๆๆๆๆ ฉันต้องไม่คิดแบบนี้ คนเราต่อให้แต่งงานกันแล้ว ถ้าจะนอกใจก็ยังไงนอกใจอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

แม้แต่ก่อนพี่เซนจะเจ้าชู้ไปหน่อย แต่พอเราคบกันจริงจังเขาก็เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นมากเลยนะ เขามีแค่ฉันคนเดียวจริง ๆ

“หวาน!” มีเสียงเรียกฉันดังขึ้นทำให้ฉันสะดุ้งไปเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นพี่เซน “เป็นอะไรไป พี่เรียกตั้งนาน”

เขาถามพร้อมกับมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของฉันด้วย คงเป็นเพราะเห็นว่าฉันจ้องมองมันด้วยท่าทางเหม่อลอยหรือเปล่านะ

“เหม่ออะไรอยู่”

“เปล่าค่ะ” ฉันบอกก่อนจะส่งยิ้มไปให้เพื่อไม่ให้เขากังวลใจ

ฉันอาจจะต้องเก็บเรื่องที่อยากจะแต่งงานนี้ไว้ก่อนเพื่อรอดูท่าทีของพี่เซนอีกที แต่เอาเป็นว่าฉันจะไม่ให้เรื่องนี้มาเป็นตัวทำลายความรักของเขาหรอกนะ

หลังจากกินข้าวด้วยกันเสร็จพี่เซนก็พาฉันมาเดินเล่นเพื่อเลือกซื้อของ และแน่นอนว่า...สิ่งที่ผู้หญิงวัยทำงานอย่างเราต้องเลือกซื้อทุกครั้งนั่นก็คือ สกินแคร์และเครื่องสำอาง!

แม้พี่เซนจะดูเป็นผู้ชายห้าว ๆ และไม่ค่อยดูแลผิวเท่าไหร่แต่เขาก็มักจะเข้ามาเลือกซื้อของกับฉันด้วยเสมอ

“หวานว่าพี่เซนใช้ตัวนี้น่าจะดีนะ” ฉันลองแนะนำโฟ้มล้างหน้าสำหรับผู้ชายให้กับเขา

“ถ้าหวานว่าดีก็เอาเลย” เขาเห็นชอบและเออออกับฉันไปซะหมดเลย

พอเลือกโฟมล้างหน้าเสร็จฉันก็เดินมาลองลิปสติกที่อยู่ไม่ห่างกันมาก ฉันเทสสีลิปลงบนแขนจนมันแดงเถือกไปหมดแล้ว หลังออกจากร้านคงต้องตรงไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมันออกแล้วล่ะ

“ใช้แขนพี่ก็ได้นะ” คนข้างตัวบอกพร้อมกับยื่นแขนขาว ๆ นั่นของเขามาให้ “เห็นทำหน้าเหมือนไม่รู้จะลองขีดลงตรงไหนแล้ว”

“ได้หรอคะ” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา

“ได้สิ” เขายิ้มให้ฉันด้วยความอบอุ่นจนฉันรู้สึกชุ่มฉ่ำไปทั้งใจเลย

ฉันลองเทสสีลงบนแขนเขาก่อนจะจับแล้วจ้องอยู่นาน

“ถ้าชอบก็เอาเลย อย่าคิดนาน” พี่เซนเอ่ยบอกก่อนจะสมองไปยังชั้นวางลิปทั้งหมด “มันน่าจะเหมาะกับเรานะ แต่พี่เองก็เลือกไม่เป็นซะด้วยสิ”

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” ฉันเก็บลิปก่อนจะยิ้มแล้วเอานิ้มแตะเนื้อลิปที่อยู่บนแขนของเขา

“ยิ้มอะไร”

“ก็พี่เซนใจดี” ฉันบอกแล้วยืนยิ้มอยู่อย่างนั้น “หวานดีใจค่ะ”

เขายกมืออีกข้างขึ้นมาลูบผมฉันอย่างเอ็นดู

“อ้าว น้องน้ำหวาน” ขณะที่เรากำลังจู๋จี๋กันอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีคนเข้ามาทัก นั่นทำให้พี่เซนต้องลดมือลงอย่างรวดเร็วเลย

“พี่พร” ฉันเอ่ยชื่อทักทายเพื่อนร่วมงานในแผนกของฉัน “สวัสดีค่ะ”

พี่พรรับไหว้ทักทายก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพี่เซนที่ยืนอยู่ข้างฉัน

“พี่เซนคะ นี่พี่พร พี่ที่ทำงานของหวานเองค่ะ” ฉันแนะนำให้พี่เซนได้รู้จักก่อน

“สวัสดีครับ”

“พี่พรคะ นี่พี่เซน แฟนหวานเองค่ะ” ฉันกล่าวแนะนำพี่เซนบ้าง ตอนที่บอกว่าเขาเป็นแฟนฉันก็รู้สึกเขินนิดหน่อยด้วยแหละ

“ดูดีใช้ได้เลยนะ” พี่พรเอ่ยแซวก่อนจะมองมายังมือของฉันที่จับแขนพี่เซนไว้อยู่ “แต่คนสวยก็คู่กับคนหล่อนั่นแหละ”

“พี่พรก็ชมเกินไป”

“ไม่เกินไปหรอก พี่พูดจริง ๆ” เธอกล่าวย้ำอีกครั้งก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “งั้นเดี๋ยวพี่ไปก่อนนะ พอดีมีธุระต่อ”

“ไว้เจอกันที่บริษัทนะคะ” พูดจบฉันก็โบกมือบ๊ายบายพี่พร

หลังจากที่พี่พรเดินจากไปแล้วพี่เซนก็ก้มหน้าลงมองฉัน

“ใช่คนที่หวานบอกว่าดุ ๆ ไหม”

“ไม่ใช่ค่ะ” ฉันบอกก่อนจะมองไปรอบ ๆ แล้วเขย่งปลายเท้าเพื่อเอามือป้องปากกระซิบบริเวณหูของเขา “คนที่ดุ ๆ คือหัวหน้าหวานค่ะ คนนั้นเป็นผู้ชาย”

ฉันกลัวว่าจะมีเพื่อนที่ทำงานฉันโผล่มาอีกเลยต้องกระซิบบอกเขา

พี่เซนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“จนป่านนี้แล้วเขายังไม่เลิกดุเราอีกหรอ”

“ไม่ได้ดุแค่หวานหรอกค่ะ กับทุกคนพี่เขาก็ดุ”

“งั้นหรอ” พี่เซนเงียบไปก่อนที่ฉันจะสัมผัสได้ว่าเขาแปลก ๆ

“เป็นอะไรไปหรอคะ”

“เปล่าหรอก แค่รู้สึกว่าเราพูดถึงหัวหน้าคนนี้บ่อยเฉย ๆ” ร่างสูงเอ่ยขึ้นพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “อีกอย่าง...เขาชอบเอางานมาให้หวานทำในวันหยุด”

“มันก็งานเร่งจริง ๆ น่ะค่ะ”

“เร่งแค่ไหนก็ควรจะมีขอบเขตบ้าง”

“ไว้หวานจะลองคุยกับหัวหน้าดูนะคะว่าอาจจะไม่ขอรับงานช่วงวันหยุด”

“ถ้าคุยได้ก็ดีสิ”

“ได้แน่นอนค่ะ ถึงจะดูดุหน่อยแต่เขาเป็นคนมีเหตุผลนะคะ”

“รู้จักกันดีจังนะ” พี่เซนพูดขึ้นคล้ายกำลังหมั่นไส้

“ก็ทำงานด้วยกันมาตั้งสามปีนี่คะ” ฉันพูดไปแบบนั้นโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ทันทีที่เอ่ยออกไปพี่เซนก็มีออร่าบางอย่างออกมาจนฉันเริ่มกังวล “พี่เซน...หึงหรอคะ”

“หึง?” เขาขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะชักแขนที่ฉันเกาะไว้อยู่กลับไปแล้วถอนหายใจออกมา “ไปจ่ายเงินเถอะ”

พูดจบพี่เซนก็ชิงเดินออกจากร้านไปก่อนฉันเฉยเลย

ฉันยืนมืองเขาอย่างงง ๆ ก่อนจะรีบไปจ่ายเงินแล้ววิ่งตามพี่เซนออกไป

ร่างสูงไม่ได้เดินหนีหายไปไหน เขามายืนรอฉันอยู่หน้าร้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง

ไม่ให้คิดว่าหึงได้ยังไงล่ะ ก็แสดงออกซะขนาดนี้

“หวานก็แค่พูดตามที่คิดเฉย ๆ ค่ะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้พี่เซนโกรธนะคะ” ฉันบอกตอนที่เรากำลังเดินกลับไปยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า “ถ้ามันทำให้พี่เซนไม่พอใจ หวานไม่พูดก็ได้ค่ะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาผ่อนลมหายใจแรง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินช้าลง “มันเป็นความผิดของพี่เองแหละที่มากังวลอะไรแบบนี้”

“แต่มันไม่มีอะไรเลยนะคะ หวานมีแค่พี่เซนคนเดียว รักพี่เซนคนเดียวด้วย”

ฉันพูดออกไปเพราะต้องการจะให้เขารู้สึกดี แต่ทำไมมันกลายเป็นฉันที่ต้องมาเขินกับคำพูดของตัวเองด้วยเนี่ย

แต่พอหันไปหาคนข้างตัวฉันก็ถือว่าการเขินในวันนี้ถือว่าไม่เสียเปล่าเพราะพี่เซนนั้นเดินอมยิ้มราวกับพึงพอใจกับคำพูดของฉันมาก

“หวานพูดจริง ๆ นะ”

ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าพี่เซนนั้นมีเรื่องงอนฉันบ่อยมากกว่าปกติ ฉันเลยต้องทำการออดอ้อนมากกว่าปกติตามไปด้วย

แต่ทุกเรื่องที่เขาคิดฉันไม่ได้มองว่ามันงี่เง่าเลยนะ แถมเจ้าตัวก็พูดมันออกมาตริง ๆ ไม่ได้เก็บไปคิดเยอะคนเดียวแล้วไม่ยอมพูดกันทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดได้

ฉันชอบพี่เซนก็ตรงนี้แหละ

แต่ใช่ว่าฉันจะไม่มีเรื่องให้หึงพี่เซนเลยนะ ก่อนหน้านี้ที่เขาเริ่มทำงานใหม่ ๆ แล้วมีรุ่นพี่ที่ทำงานเป็นผู้หญิงอะ ฉันเองก็คิดมากและรู้สึกกังวลทุกครั้งที่เขาไปทำงานเลย แต่สุดท้ายความกังวลมันก็หายไปได้โดยที่พี่เซนยืนกรานชัดเจนว่ามีแค่ฉัน และพี่ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไรกับแฟนของฉันด้วย

ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ฉันจะทำให้พี่เซนเห็นเองว่าฉันรักและมีแค่เขาคนเดียวจริง ๆ

 

หลายวันต่อมา

“เลิกงานแล้วไปต่อกันไหมน้ำหวาน” พี่พรเดินเข้ามาหาฉันที่โต๊ะทำงานก่อนจะชูหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นให้ดู “มีร้านเปิดใหม่แถวนี้ด้วย”

“วันนี้หวานคงไม่ได้ไปด้วยนะคะ” ฉันบอกไปเพราะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบายเลย

“ทำไมล่ะ แฟนไม่ให้ไปหรอ”

“ไม่ใช่ค่ะ” ฉันรีบยกมือบอกปฏิเสธไป

“แฟน?” แต่ในตอนที่กำลังจะอธิบายต่อก็มีพี่อีกคนเดินเข้ามาหาฉันอย่างสนอกสนใจ “หวานมีแฟนด้วยหรอ”

“มีสิ วันนั้นพี่ไปเจออยู่ที่ร้านขายเครื่องสำอาง หล่อมาก ดูดีมาก” พี่พรเป็นคนตอบ

“จริงดิ ๆ ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย”

“หวานก็บอกอยู่นะคะว่ามีแฟนแล้ว” ฉันบอกไปตามความจริง

ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยพูดว่าฉันมีแฟนแล้ว แต่หลายคนคงดูไม่เชื่อเท่าไหร่เพราะไม่เคยเจอตัวเป็น ๆ แหละมั้ง

“ก็คิดอยู่แหละว่ามีจริง ๆ หรือเปล่า แต่พอเจอตัวจริงแล้วคิดแบบ...เหมือนพระเอกซีรีส์เลย”

“ขนาดนั้นเลยหรอคะ” เพื่อนร่วมงานของฉันอีกคนดินเข้ามาร่วมแจมด้วย

“พี่พรก็ชมเกินไป ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ” ฉันรีบเบรกไว้ก่อนที่พี่พรจะมโนความหล่อเหลาของพี่เซนไปมากกว่านี้

แม้จะทำงานด้วยกันมาสามปีแต่สำหรับฉันเพื่อนร่วมงานก็คือเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นฉันจึงมีขอบเขตเรื่องส่วนตัวสำหรับเพื่อนร่วมงานพอสมควร พูดง่าย ๆ คือฉันไม่ได้พาพี่เซนมาเจอเพื่อนร่วมงานเลยเพราะรู้สึกว่ามันยังไม่จำเป็นถึงขั้นนั้น

“ชักอยากจะเห็นซะแล้วสิ” พอพี่พรโฆษณาความหล่อของพี่เซนแบบนั้นเข้าเพ่อนร่วมงานฉันก็เริ่มอยากจะเห็นหน้าเขาขึ้นมา

“ขอดูหน่อย ๆ อย่าหวงไปเลย”

ฉันโดนเพื่อนร่วมงานคะยั้นคะยอในการดูรูปสุดฤทธิ์ จนสุดท้ายก็จำใจเปิดรูปพี่เซนให้พวกเขาดู

ขอโทษนะคะพี่เซน หวานไม่ได้ตั้งใจจะเอาพี่เซนมาขายนะ

“กรี๊ดดด หล่อมากกกก”

“หล่อโคตร ๆ”

“โหยยยย อิจฉาหวานอ่า”

ทันทีที่เอารูปเขาให้ดูทุกคนก็ยืนหวีดรูปพี่เซนอยู่นานสองนานเลย

“เขามีพี่น้องไหม” คำถามนี้ถูกถามมาจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานของฉันนั่นแหละ

“ไม่มี ๆ เขาเป็นลูกคนเดียว”

“ว้า เสียดายจัง”

ฉันหัวเราะกับคำพูดของเพื่อนร่วมงานก่อนที่พวกเขาจะคืนโทรศัพท์คืนมาให้

“มีอะไร ทำไมเสียงดัง” ในตอนนั้นเองที่พี่พล หัวหน้างานของฉันเดินกลับเข้ามายังแผนกด้วยท่าทางน่ากลัว

“อ้าว เลิกประชุมแล้วหรอคะพี่พล” พี่พรหันไปถาม

“อือ” เขาขานรับกันอย่างเป็นกันเองก่อนที่พี่พลจะมองมายังฉัน “มีอะไรกัน”

“พอดีพวกเราดูรูปแฟนน้องน้ำหวานน่ะค่ะ หล่อมาก ๆ เลย”

“แฟน?” พี่พลขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าปกติ

“ใช่ค่ะ ตอนที่รู้ก็ตื่นเต้นกันใหญ่เลยเพราะไม่เคยเห็นน้ำหวานพูดถึงแฟนเลย”

“หวานพูดบ่อยนะคะ” ฉันแก้ตัวไปแม้คำว่าบ่อยของฉันมันจะนับครั้งได้ก็เถอะ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องพูดตลอดเวลานี่นา

“เพิ่งคบหรือคบกันมานานแล้ว” พี่พลถามและนั่นก็ทำให้ทุกคนดูตกใจมากเพราะมันเหมือนกับเขาสนใจในเรื่องส่วนตัวของฉัน “ที่ต้องถามเพราะเกี่ยวกับเรื่องงานหรอกน่า ถ้าคบกันมานานแล้วแพลนจะแต่งงานก็สูง บางคนก็ลาออกไปเลยก็มี”

อา...จริงด้วยสินะ เมื่อปลายปีที่แล้วก็มีพี่ในแผนกลาออกเหมือนกันเนื่องจากต้องย้ายตามสามีไปอยู่อีกจังหวัดนึง

“ที่อยู่ ๆ กันเนี่ยก็โสดทั้งนั้นแหละ” คำพูดของพี่พลทำเอาทุกคนหน้ายู่กันไปเลย

“พี่พลก็โสดเหมือนกันนั่นแหละน่า อย่ามาทำเป็นพูดดีหน่อยเลย” พี่พรพูดประชดใส่ก่อนจะสะบัดตัวเดินหนีพี่พลไปอย่างงอน ๆ

ทุกคนดูงอนพี่พลกันมากแล้วสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันอยู่กับเขาเพียงลำพัง

“ว่าไง คบกันนานหรือยัง” พอทุกคนจากไปแล้วพี่พลก็หลุบตาลงมามองฉัน

“ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วค่ะ นับรวม ๆ ก็ประมาณหกปีได้แล้ว”

จะว่าไปแล้วฉันกับพี่เซนเราก็คบกันมานานแล้วนี่เนอะ แต่ไม่เห็นมีแพลนจะแต่งงานเหมือนคู่อื่น ๆ กันบ้างเลย

“งั้นหรอ” เขาพึมพำราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ “จะแต่งงานเร็ว ๆ นี้ไหมล่ะ”

“ยังไม่มีแพลนหรอกค่ะ ตั้งใจว่าจะทำงานกันไปก่อน” ฉันบอกไปอย่างอึดอัดใจก่อนจะก้มหน้างุดแล้วกำมือแน่น

“ก็ดีแล้ว ทำงานกันไปก่อน เรียนรู้กันไป การแต่งงานทั้งที่ยังไม่พร้อมมันไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ” พี่พลพูดแค่นั้นแล้วปลีกตัวเดินจากไป

เมื่อกี้...พี่เขาปลอบใจฉันหรือเปล่านะ

ฉันได้แต่มองตามหลังของเขาไปอย่างสงสัย แต่คำพูดของพี่พลมันก็ทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้หลายอย่างเลยล่ะ

ไม่แน่ว่าที่พี่เซนยังไม่ยอมพูดถึงเรื่องแต่งงานอาจจะเป็นเพราะเขายังไม่พร้อมก็เป็นได้ แต่จะเรื่องอะไรนั้นฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

ฉันเองก็ไม่ควรจะคิดมากกับเรื่องแบบนี้จนมันอาจจะทำให้พี่เซนไม่สบายใจก็ได้

ครืด...

จู่ ๆ โทรศัพท์ของฉันก็สั่นเตือนว่ามีสายเข้า เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าหน้าจอโชว์เบอร์ของพี่เซนอยู่

[เลิกงานยัง] เขาถามทันทีที่ฉันกดรับสาย

“เลิกแล้วค่ะ พี่เซนล่ะคะ”

[เพิ่งเลิกเหมือนกัน จะกลับด้วยกันไหม]

“กลับค่ะ” ฉันบอกอย่างดีใจ

[โอเค เดี๋ยวพี่เดินไปรอหน้าบริษัทเรา]

จากนั้นเขาก็วางสายไป ส่วนฉันก็รีบเก็บของเคลียร์โต๊ะให้เรียบร้อย

ปกติแล้วพี่เซนกับฉันนั้นจะเลิกงานไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่ ยิ่งของพี่เซนแล้วงานค่อนข้างเลิกดึกมาก มันเลยทำให้เวลาเรามาทำงานมักจะไม่ค่อยได้กลับด้วยกันเท่าไหร่นัก

แต่วันนี้คงเป็นวันดีสินะที่ได้กลับด้วยกัน แค่คิดฉันก็มีความสุขแล้วล่ะ

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะน้องน้ำหวาน” พี่พรเอ่ยแซวหลังจากเห็นฉันลุกขึ้นยืน “แล้วนี่จะกลับแล้วหรอ”

“ใช่ค่ะ หวานทำงานเสร็จแล้ว วันนี้ขอกลับก่อนนะคะ”

โชคดีที่แผนกของฉันไม่ได้มีวัฒนธรรมที่ว่าต้องเลิกงานพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางได้กลับพร้อมพี่เซนแน่ ๆ เลย

“โอเคจ้า” พี่พรบอกแล้วยิ้มให้

ฉันสวัสดีทุกคนก่อนจะรีบเดินออกมารอลิฟต์ที่หน้าแผนก แต่พอยืนรอได้สักพักก็พบว่าพี่พลเดินมาอยู่ข้าง ๆ ฉัน

“จะไปไหนหรอคะ” ฉันเอ่ยถามตามปกติ

“ลงไปซื้ออะไรกินสักหน่อย วันนี้ทำโอที”

“อ๋อ...” ฉันลากเสียงยาวพร้อมกยักหน้าอย่างเข้าใจ

ฉันเองก็เป็นพวกชวนคุยไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่บวกกับพี่พลเองก็ดูเป็นคนจริงจังเอามากเลยต่อประโยคกันได้แค่นั้นแหละ

แต่จังหวะที่ยืนรอลิฟต์ด้วยกันอยู่นั้นฉันก็นึกเรื่องที่จะคุยกับเขาขึ้นมาได้

“พี่พลคะ หวานมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อยค่ะ” ฉันเอ่ยอย่างยากลำบากเพราะมันเป็นเรื่องงานที่เกี่ยวโยงไปยังเรื่องส่วนตัวนี่แหละ

“ว่ามาสิ”

“คือ...ช่วงวันหยุด หวานขอไม่รับทำงานนอกเวลาได้ไหมคะ”

ฉันพูดออกไปแล้ว ฉันใจกล้าพูดออกไปแล้วจนได้หลังจากที่พยายามจะพูดอยู่ตั้งหลายครั้ง

------------------------------------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

วันนี้ปิดพรีแล้วน้าาาาาา

- (ทอล์ก 80%)

มาแล้วค่าาา พรุ่งนี้จะปิดพรีแล้วน้าา 

- (ทอล์ก 60%)

แงงง เมื่อวานลืมอัปไปเลย 555555555

สำหรับใครที่อ่านเรื่องมาร์คปอยด้วย ตอนนี้เค้างดอัปไปก่อนนะคะเพราะต้องเร่งทำงานหลายอย่างมากเบยยย บวกกับไม่สบาย เป็นไข้หวัดด้วย ขอโทษด้วยจริง ๆ ค่า

ปล.อีก 2 วันจะปิดพรีเล่มพิเศษแล้วน้าาาา ใครอยากได้เล่มแวะไปพรีที่เพจได้เลยค่า

- (ทอล์ก 40%)

อีก 4 วันปิดพรีแล้วนะคะ ขอโทษที่หายไปน้า พอดีเขายุ่งกับการปิดต้นฉบับอยู่ค่า

- (ทอล์ก 20%)

มาแล้วนะค้าทุกคนนนน

หายไปหลายวันเลย ขอบคุณที่ยังรอกันอยู่น้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

131 ความคิดเห็น

  1. #66 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 19:17
    แฟนหล่อบอกต่อด้วย 555
    #66
    0
  2. #65 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 02:31
    หึงแหละ
    #65
    0
  3. #64 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 16:09
    คิดมากละ
    #64
    0
  4. #62 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 22:19
    รอค่าาา
    #62
    0
  5. #61 SalinCH (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 07:36
    เจิมมมมมม
    #61
    0
  6. #60 kaekae2526 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 18:57
    เจิมมมม
    #60
    0
  7. #59 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 17:00
    เจิมมมม
    #59
    0