Your Boyfriend ผมเป็นแฟนคุณนะครับ

ตอนที่ 4 : [บทที่ 3] ทักทาย (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,517
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 190 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

-----------------------------------------

บทที่ 3

ทักทาย

 

พี่ทอมพาฉันมากินข้าวที่โรงอาหารคณะของเขาอย่างที่พูดไว้ แล้วก็พบว่าคนเยอะมาก มากถึงขั้นว่าเดินไปร่างกายเราต้องเผลอไปสัมผัสส่วนไหนของคนอื่นเข้าอย่างแน่นอน

นี่เขาจะพาฉันเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปกินข้าวที่นี่จริง ๆ หรอ?

ถึงจะไม่ค่อยชอบความวุ่นวายเท่าไหร่แต่ในเมื่อพี่ทอมเป็นคนพามาก็คงยากที่จะปฏิเสธ

แต่เมื่อหันไปมองคนด้านข้างก็ถึงกับแปลกใจเพราะเจ้าตัวดูไม่ค่อยพึงพอใจที่นี่เท่าไหร่นัก

แม้พี่ทอมจะไม่ได้พูดออกมาแต่สีหน้าของเขามันบ่งบอกชัดเจนเลย

“หรือว่า...เราจะไปกินที่อื่นกันดีคะ” ฉันลองเกริ่นถามดูก่อนเพราะเอาจริง ๆ ก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่สักเท่าไหร่

“ที่ไหนก็เต็มทั้งนั้นแหละตอนนี้”

จะว่าไปมันก็จริง ขนาดเมื่อเช้าคนยังเยอะมาก ๆ เลย นี่เป็นเวลาพักเที่ยงด้วยแล้วฉันว่าคนจะต้องเยอะกว่าตอนเช้าแน่ ๆ

“หรือจะซื้อข้าวที่นี่แล้วไปหาที่นั่งตรงอื่นคะ” ฉันลองเสนอดูเพราะที่นี่มันคงไม่มีที่นั่งเพียงพอให้พวกเราสองคนแน่ ๆ

ฉันเองก็เริ่มหิวแล้วด้วย ถ้าพี่ทอมไม่ตัดสินใจสักทีฉันว่าตัวเองจะต้องเริ่มหิวและจะมีอาการโมโหหิวตามมาอย่างแน่นอน

“งั้นรออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวกลับมา” พูดจบเขาก็แทรกตัวเข้าไปในฝูงชนที่กำลังเดินขวักไขว่กันอยู่

พี่ทอมนี่มีความมุ่งมั่นที่จะกินข้าวที่นี่จริง ๆ เลยนะ แต่ยังไงฉันก็ต้องรอเขาอยู่ดีนั่นแหละ

ฉันยืนรอพี่ทอมอยู่นานมากจนเริ่มจะเมื่อยขาเลยตั้งใจว่าจะหาที่ที่สามารถนั่งรอได้แล้วก็หันไปเห็นว่าใต้พุ่มไม้มันมีพื้นปูนยื่นออกมาเล็กน้อย

ฉันเตรียมจะพุ่งไปยังตรงนั้นแต่ก็ถูกใครบางคนเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเสียก่อน

เป็นผู้หญิงคนนึงที่หน้าตาสะสวยจนฉันเองยังตกตะลึงแล้วมองตาค้าง

“ขอโทษนะคะ พอดีอยากถามว่าอาคารนี้ไปทางไหน” เธอถามพร้อมกับยื่นกระดาษที่ระบุสถานที่ออกมาให้ฉันดู

ง่า...ฉันไม่รู้จักเลยสักนิดเดียว

“คือ...ฉันเพิ่งมาที่นี่วันแรก ไม่รู้เรื่องสถานที่เลยค่ะ” ฉันตอบไปอย่างเสียใจที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้

“อ่า...งั้นหรอคะ” เธอแสดงอาการผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัดเลย

“แต่รอแป๊บนึงได้ไหมคะ พอดีพี่ชายของเราเข้าไปซื้อข้าวอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว จะให้เขาช่วยดูให้ค่ะ”

ไม่รู้ว่าพี่ทอมจะยอมช่วยหรือเปล่า แต่เรื่องแค่นี้เขาไม่น่าจะว่าอะไรฉันนะ

คนตรงหน้าฉันแสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของฉัน แต่ไม่นานก็แปรเปลี่ยนมาเป็นปกติ

“เธอมากับพี่ชายหรอ”

“ใช่ค่ะ วันนี้พี่ของเราเป็นคนพามา”

“อ๋อ งั้น...ไม่เป็นไรค่ะ เราไม่อยากรอ เดี๋ยวไปถามคนแถวนี้ดู ขอบคุณมากนะคะ” พูดจบเธอก็โค้งให้เล็กน้อยแล้วปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

ฉันยืนมองอย่างงง ๆ ก่อนจะเห็นทางหางตาว่าพี่ทอมเดินกลับมาแล้วพร้อมกับข้าวกล่องที่ดั้นด้นไปซื้อมาด้วยตัวเอง

“มีอะไร” เขาถามเมื่อเห็นว่าฉันยืนจ้องไปยังจุดหนึ่งอย่างตั้งใจ

“เปล่าค่ะ” ฉันหันไปบอกแค่นั้นก่อนจะก้มลงมองข้าวกล่องของเขา “เราจะไปกินข้าวที่ไหนดีคะ”

“แถวนี้แหละ” พูดจบร่างสูงก็เดินนำฉันออกไป

พี่ทอมพาฉันมายังม้านั่งที่ตั้งอยู่ในป่าแถว ๆ คณะสถาปัตย์ฯ ที่รู้เพราะฉันเห็นป้ายคณะอันเบ้อเร่อเลย

ที่นี่แม้จะมีคนมากแต่ก็ไม่เยอะเท่าที่คณะแพทย์ของพี่ทอมหรอกนะ

“เมื่อกี้ตอนเดินออกมาฉันเห็นเหมือนเธอคุยกับใครอยู่” เขาเปิดประเด็นถามทันทีที่เรานั่งลง

“พอดีมีคนมาถามทางหนูค่ะ แต่หนูไม่รู้ เขาเลยไปถามคนอื่นแล้ว”

พอได้คำตอบเขาก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจ

จากนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารของพวกเราก็เงียบเชียบกันเหลือเกิน เพราะฉันไม่รู้จะคุยอะไรกับเขาบวกกับคนตรงข้ามก็ดูไม่อยากคุยเท่าไหร่ด้วย

“ช่วงนี้มีพกต้มตุ๋นมาหลอกเด็กแถวนี้บ่อย คราวหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน อย่าคุยกับคนแปลกหน้าในที่ที่ลับตาคน” เขาพูดมันขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมมาสักพักใหญ่ ๆ

อ่า...ทำเหมือนฉันเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

แต่ไหน ๆ เขาก็เอ่ยเตือนด้วยความหวังดีแล้ว ฉันก็ควรจะขอบคุณสักหน่อย

“เข้าใจแล้วค่ะ คราวหลังหนูจะระวังตัว”

 

ช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเสร็จฉันก็ไปปฐมนิเทศต่ออีกที่อาคารหนึ่งโดยมีพี่ทอมไปส่งตามที่เขาบอกไว้

ถึงปากจะพูดว่าไม่อยากช่วยหรือตอนอยู่บ้านทำตัวเหมือนรังเกียจฉันมากแต่พอให้ช่วยเหลือจริง ๆ เขาก็ทำให้อย่างเต็มที่

หลังจากที่อยู่ด้วยกันในช่วงเวลาที่ฉันมาปฐมนิเทศนั้นสิ่งที่ทำให้ฉันได้รับรู้เกี่ยวกับเขาเพิ่มคือพี่ทอมเป็นพวกเย็นนอกแต่ร้อนใน

ภายนอกดูเงียบ ๆ ไม่ค่อยคุยแต่เขาเป็นคนค่อนข้างใจร้อนทีเดียว

ถึงจะไม่ได้พูดหรือแสดงอาการออกมาแต่ฉันจะเห็นได้จากการหัวเสียเวลาที่ต้องรออะไรนาน ๆ หรือมีเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจของตัวเอง

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงเงียบ ไม่เอ่ยปากบ่นสักคำ

ฮือ...ฉันรู้สึกผิดจังเลยที่ทำให้เขาต้องมาลำบากแบบนี้

พอเอาเข้าจริงแล้วมันก็ลำบากมากจนฉันคิดว่าถ้าตัวเองต้องมาอยู่ในจุดที่พี่ทอมอยู่ก็คงหงุดหงิดเหมือนกัน

ไหนจะหาที่จอดรถไม่ได้ ต้องจอดไกล ๆ แล้วต้องเดินเท้าไปยังอาคารที่อยู่ห่างไปหลายร้อยเมตร บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว ผู้คนก็เยอะและแออัด รถก็ติดอีก

“ขอบคุณนะคะ ที่พาหนูไปมอวันนี้” ฉันพูดหลังจากที่เขาขับรถมาถึงบ้านแล้ว “ถ้าไม่ได้พี่ทอม วันนี้หนูต้องแย่แน่ ๆ เลย”

เขาไม่ตอบรับคำขอบคุณของฉัน ทำเพียงแค่นิ่ง ๆ แล้วถอนหายใจออกมา

อ่า...คงจะยังหงุดหงิดอยู่สินะ

ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจเขาอย่างดีเลยล่ะ

พอลงจากรถมาก็เจอกับน้ามะปรางที่ออกมายืนรออยู่หน้าประตูบ้านอย่างยินดี

“เป็นไงบ้าง” ท่านเอ่ยถามอย่างใคร่รู้

“เหนื่อยมากเลยค่ะ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี” ฉันตอบแล้วยิ้มให้ท่าน “โชคดีที่พี่ทอมไปด้วย ไม่งั้นหนูแย่แน่ ๆ เลย”

“ดีจังเลย น้าคิดไว้แล้วว่าถ้าทอมไปด้วยน่าจะมีปัญหา” น้ามะปรางพูดก่อนจะเงยหน้ามองพี่ทอมที่หยุดยืนอยู่ข้างฉัน “เหนื่อยไหมทอม น้าทำของว่างไว้ให้ จะกินตอนนี้เลยไหม”

ฮือ...น้ามะปรางทำขนมไว้รอเขาเพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยเหลือฉันอย่างนั้นสินะ

“ยังก่อนดีกว่าครับ พอดีผมเหนื่อย ๆ ขอไปนอนเอนหลังสักครู่ได้ไหมครับ” เขาบอกกับน้ามะปรางด้วยท่าทางอ่อนเพลีย

พอได้ยินแบบนี้แล้วมันก็ทำให้ฉันกับคุณน้ารู้สึกผิดนิดหน่อย

“ได้จ้ะ” ท่านยิ้มให้ก่อนจะหลบเพื่อให้พี่ทอมแทรกตัวเข้าไปในบ้าน

ฉันเดินตามเข้ามาก่อนจะเอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องของตัวเองแล้วเปลี่ยนเป็นชุดลำลองสำหรับอยู่บ้าน

“น้ามะปรางมีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ” ฉันเดินลงมายังด้านล่างแล้วเอ่ยถามท่าน

“ไม่มีหรอก เราเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ มานั่งกินขนมก่อนมา” ท่านบอกฉันพลางยกเอาจานใส่คุกกี้มาให้

พอเห็นคุกกี้ฉันก็ดันนึกถึงน้ำผลไม้ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวานทันที จะว่าไปแล้วพี่ทอมก็เหมือนจะยังไม่กินมันเลยนี่นา

เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็เดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อเอาน้ำผลไม้ออกมากินกับคุกกี้ที่น้ามะปรางทำให้ แต่เมื่อเปิดดูก็พบว่าน้ำผลไม้ที่เอามาเรียงใส่เมื่อวานนั้นมันหายไปแล้ว

“น้ามะปรางได้กินน้ำผลไม้ที่อยู่ในตู้เย็นไหมคะ” ฉันเดินออกมาถามท่านที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่

“เปล่านี่” ท่านหันมาตอบก่อนจะมองฉันอย่างงุนงง “ถ้าเราอยากกินเดี๋ยวไปซื้อใหม่ก็ได้นะ หรือถ้าเราซื้อมาแล้วไม่อยากให้คนอื่นกินก็แปะชื่อไว้ได้”

“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ” ฉันรีบปฏิเสธทันทีเพราะกลัวว่าคุณน้าจะเข้าใจผิดไป “หนูแค่ถามเฉย ๆ อันที่จริงใครจะกินก็ได้ค่ะ ยังไงก็อยู่บ้านเดียวกันอยู่แล้ว”

“น้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่บอกเพราะเจ้าปุณก็ทำ ชอบแย่งของกินกับพ่ออยู่เรื่อย ๆ จนต้องแปะชื่อเอาไว้” ท่านพูดไปขำไปให้กับความบ้าบอของลูกชายตัวเอง

อ่า...พี่ปุณนี่ก็ทำแบบนั้นด้วยหรอ

“อ๋อ...” ฉันยิ้มรับอย่างเข้าใจก่อนจะเดินกลับมานั่งยังโซฟาตามเดิมพร้อมกับน้ำเปล่าแทน

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง น้ายังไม่ได้ถามรายละเอียดจากเราเลย” คุณน้าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ทอมเขาดูโอเคไหมที่พาเราไปมอวันนี้”

ฉันคิดไว้แล้วว่าน้ามะปรางจะต้องกังวลเรื่องของพี่ทอม แต่ไม่คิดว่าท่านจะพูดเรื่องนี้กับฉันเร็วขนาดนี้

“คุณน้าคะ อันที่จริงหนูค่อนข้างเกรงใจพี่ทอมมากเลยล่ะค่ะ แต่เพราะหนูไม่มีทางเลือกเลยต้องให้เขาช่วยพาไป” ฉันติดสินใจพูดกับน้ามะปรางตรง ๆ “ถึงพี่ทอมจะไม่ได้เอ่ยปากบ่นออกมาให้ได้ยิน แต่หนูสัมผัสได้ว่าเขาหงุดหงิดค่ะ”

ถึงจะกังวลว่าถ้าพูดออกไปแล้วมันจะส่งผลอะไรหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องพูดมันอยู่ดี คุณน้าเองก็จะได้สบายใจด้วย

“น้าก็คิดเหมือนเรานั่นแหละ แต่เจ้าปุณก็ดันไม่ว่างซะนี่”

“งานนี้คงเป็นงานสุดท้ายที่หนูจะขอความช่วยเหลือจากพี่ทอมค่ะ ต่อจากนี้หนูจะพยายามดูแลตัวเอง น้ามะปรางก็ช่วยพูดกับน้าไผ่ให้หน่อยนะคะ”

“...”

“หนูเกรงใจน้าไผ่มากเลยค่ะ ด้วยความที่น้าไผ่เหมือนจะเอ็นดูหนูด้วยมันเลยทำให้เหมือนไปบังคับพี่ทอมให้มาดูแลหนูอีกที แบบนี้พี่ทอมน่าจะไม่พอใจเท่าไหร่ น้ามะปรางคิดเห็นเหมือนหนูไหมคะ”

เพราะเป็นน้าหลานกันทางสายเลือดโดยตรงมันเลยทำให้ฉันกล้าพูดและเปิดใจคุยกับน้ามะปราง

ยังไงซะ พี่ทอมกับน้าไผ่ก็เหมือนเป็นคนอื่นสำหรับฉันอยู่ดี ถึงเราจะเป็นญาติกันก็เถอะ

“โอเค ถ้าเราต้องการแบบนั้นน้าก็ไม่ขัดหรอก” ท่านพูดราวกับโล่งใจขึ้นมา

คงกลัวว่าฉันจะดูไม่ออกและจะทำให้น้ามะปรางลำบากสินะ

แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้คุยกันแบบนี้แล้วฉันก็โอเคมากเลยล่ะ

ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะไม่เต็มใจพาฉันไปเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ได้เขาฉันก็คงแย่น่าดู เอาเป็นว่าในส่วนของวันนี้ฉันก็ต้องตอบแทนพี่ทอมอย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน

ถ้าจะตอบแทนพี่ทอมล่ะก็...ฉันจะทำอะไรให้ดีนะ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่อยากให้ทำอะไรให้ซะด้วยสิ ครั้งจะทำขนมให้ก็กลัวว่าเขาจะไม่กิน งั้น...ฉันซื้อเครื่องเขียนให้เขาดีกว่า

พวกหมอจะต้องเรียนแล้วจดงานกันอย่างหนักหน่วง ถ้าเป็นพวกปากกาสี ๆ น่าจะพอได้

อ่า...จะว่าไปแล้วฉันก็อยากไปเดินร้านเครื่องเขียนเหมือนกันเพราะอยากซื้ออุปกรณ์สำหรับไว้ใช้เรียนตอนเปิดเทอม

“น้ามะปรางคะ พรุ่งนี้หนูขอไปห้างได้ไหม พอดีอยากไปซื้อเครื่องเขียนค่ะ” ฉันเอ่ยขออนุญาตหลังจากที่เรานั่งกินคุกกี้มาด้วยกันสักพักแล้ว

“หืม? สมัยนี้ยังมีคนใช้เครื่องเขียนกันอยู่หรอ น้าเห็นหลาย ๆ คนเขาใช้ไอแพดกันหมดแล้วนะ”

“เอ๋?” ฉันหันไปมองอย่างแปลกใจ

“ตอนมัธยมอาจจะไม่ค่อยได้ใช้มั้ง แต่พอขึ้นมหาลัยมาน้าก็เห็นเขาใช้กันเยอะมาก ปุณยังมีเลย”

“อย่างนั้นหรอคะ” ฉันพึมพำอย่างผิดหวัง

อันที่จริงก็พอได้ยินมาบ้างว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะใช้ไอแพดในการเรียนกัน แต่ไม่คิดว่ามันจะต้องได้ใช้เร็วขนาดนี้

งั้นพี่ทอมก็ไม่จำเป็นต้องใช้พวกเครื่องเขียนอย่างนั้นน่ะสิ

“แต่มันก็มีคนที่ใช้เครื่องเขียนกับกระดาษอยู่ล่ะนะ ถ้าเราอยากไปเลือกซื้อก็ไปได้ แต่เจ้าปุณไม่ว่างนะ เห็นบอกว่าไปทำงานที่มอยังไม่กลับ”

“หนูไปเองค่ะ หนูว่าจะไปกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันวันนี้” ฉันบอกอย่างดีใจ

“หืม? สาขาเดียวกันกับเราหรอ”

“ใช่ค่ะ”

“ดีแล้วล่ะ หาเพื่อนไว้ เผื่อเวลาไปไหนมาไหนจะได้ช่วยเหลือกัน”

“ขอบคุณค่า”

ฉันบอกก่อนจะขอปลีกตัวออกมาโทรหานุ่มนิ่มเป็นคนแรกเพื่อเอ่ยชวนไปเลือกซื้อเครื่องเขียนด้วยกัน

เนื่องจากพรุ่งนี้พวกฉันไม่มีกิจกรรมต้องเข้าเลยว่างทั้งวันเลย บวกกับอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์จึงจะเปิดเทอมอย่างเป็นทางการด้วย

พอคุยโทรศัพท์และนัดกันกับเพื่อนเรียบร้อยแล้วฉันก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน แต่ไม่ทันไรก็พบเข้ากับร่างสูงโปร่งของพี่ทอมที่เดินมายังหลังบ้านพอดี

ฉันยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตรแต่เจ้าตัวกลับมองเลยฉันไปราวกับอากาศธาตุ

คงจะยังหงุดหงิดอยู่สินะเนี่ย

ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะไม่คิดมากกับการกระทำของเขา

ฮึบไว้!

ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่พอเอาเข้าจริงฉันก็ดันเก็บมาคิดตลอดจนมันทำให้เดินสมุดกับทางต่างระดับเข้าให้

“อ๊ะ!” ฉันอุทานออกมาอย่างตกใจแล้วก็พบว่าร่างของตัวเองล้มฟุบลงกับพื้นปูนด้วยความแรง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ฉันก็พยายามจะปกป้องร่างกายของตัวเองให้มากที่สุด

“ทำอะไร” เสียงของพี่ทอมเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง เขาคงเดินกลับเข้ามาในบ้านแล้ว “อย่ามานั่งขวางทางแบบนี้ มันเกะกะทางคนจะเดิน”

นี่เขาดูไม่ออกหรอว่าฉันหกล้มอะ

ฉันหันไปมองเขาตาเขียวอย่างลืมตัวก่อนจะยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก ดีนะที่ตอนล้มฉันกำโทรศัพท์ไว้แน่น ไม่อย่างนั้นคงพังแล้วแน่ ๆ เลย

พี่ทอมมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะหยุดนิ่งไปสักพักแล้วเอ่ยถามออกมา

“เมื่อกี้เธอหกล้มหรอ” เขาถามแล้วมองไปรอบ ๆ

ฮึ่ย! เพิ่งจะรู้รู้หรอ

“ค่ะ...” ฉันตอบเสียงอ่อยเพราะยังเจ็บอยู่นิดหน่อย

“บ้านก็ไม่มีอะไรนะ ล้มได้ไง” เขาถามเหมือนหาเรื่องฉันเลย

“หนูสะดุดตรงนี้” ฉันพูดพร้อมกับชี้ไปยังพื้นต่างระดับที่ฉันเพิ่งสะดุดไป

“ไม่เคยเห็นใครสะดุด มีแต่เธอนี่แหละมั้ง”

ไอ้เราก็นึกว่าที่ถามก่อนหน้านี้เพราะยังเป็นห่วงกันอยู่บ้าง แต่ที่ไหนได้เหมือนจะซ้ำเติมกันชัด ๆ เลยนี่นา

“คราวหลังก็ระวังแล้วกัน” เขาเอ่ยเตือนก่อนจะเดินเลยฉันไปโดยไม่ใยดี

บ้าน่า! ฉันจะไปอยากได้ความห่วงใยจากเขาทำไมกัน ถ้าจากพี่ทอมล่ะก็...บันไดคนนี้ไม่ต้องการหรอกนะ

ฉันพยายามหอบสังขารอันบอบช้ำของตัวเองกลับมาหาน้ามะปรางที่ห้องนั่งเล่นตามเดิม แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ท่านจะไม่อยู่แล้ว มีแต่พี่ทอมที่นั่งอยู่แทนพร้อมกับคุกกี้จานใหม่

“คุณน้าล่ะคะ” ฉันเอ่ยถามพรางมองไปรอบ ๆ

“ออกไปซื้อของ”

อ่า...น้ามะปรางไม่เห็นชวนเราบ้างเลย ปล่อยให้ฉันอยู่บ้านกับพี่ทอมแบบนี้มีหวังได้อกแตกตายกันพอดี

อึดอัดเว้ยยยยย

เนื่องจากพี่ทอมนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นฉันเลยพาตัวเองขึ้นมายังชั้นสองแล้วเข้าห้องนอนของตัวเองไป

เวลาแบบนี้อะ...ฉันคิดถึงแม่จังเลย

อันที่จริงฉันก็เพิ่งจะเคยจากบ้านเป็นครั้งแรกมันต้องมีความรู้สึกคิดถึงครอบครัวอยู่แล้วล่ะ ยิ่งมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยแล้วฉันก็ยิ่งคิดถึงเข้าไปใหญ่เลย

ถ้าโทรไปตอนนี้จะยุ่งกันอยู่ไหมนะ อยากได้ยินเสียงคุณพ่อด้วยจังเลย ถ้าท่านรู้ว่าฉันหกล้มแบบนี้นะต้องรีบพุ่งจากไร่กลับมาดูฉันแล้ว

คิดถึงจัง...

แหมะ!

น้ำใส ๆ หยดลงบนขาของฉันอย่างไม่รู้ตัว

ไม่ได้นะ ฉันจะมาร้องไห้เพราะคิดถึงบ้านไม่ได้นะ อุตส่าห์เข้มแข็งมาตลอดแล้วแท้ ๆ เลย

ฉันรีบยกมือปาดน้ำตาของตัวเองอย่างลวก ๆ แต่ยิ่งทำแบบนั้นน้ำตามันก็ยิ่งไหลออกมามากยิ่งขึ้น

ครืด...

ในตอนนั้นเองที่มีสายเรียกเข้ามาในโทรศัพท์ พอฉันหยิบมันขึ้นมาดูก็ทำให้ทุกอย่างที่พยายามอดกลั้นไว้มันพรุ่งพรูออกมา

ฉันกดรับสายในทันที...

“ฮือ...แม่คะ...” หลังจากนั้นฉันก็คร่ำครวญกับคุณแม่ไปมากมาย

ฉันคิดถึงบ้าน ต่อให้ฉันไม่ได้มาอยู่ที่นี่แล้วไปอยู่ที่หอแทนฉันก็ยังคงคิดถึงบ้านอยู่ดี ฉันเพิ่งจะอายุ 19 ปีเองนะ ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อ แม่ และพี่ชายเลี้ยงดูมาอย่างไข่ในหิน แต่พอจากบ้านมาวันเดียวก็ดันเดินสะดุดล้มซะได้ ลางไม่ดีเอาซะเลย

นี่ฉันเริ่มคิดฟุ้งซ่านไปแล้วสินะ ไม่ ๆ มันต้องไม่เป็นแบบนี้

[ถ้าหนูคิดถึงบ้าน วันหยุดก็กลับมาเยี่ยมบ้านก็ได้ แม่จะให้พี่โซฟาไปรับถึงสนามบินเลย] แม่ฉันเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น

“อื้อ...หนูจะหาเวลากลับบ้านนะคะ” ฉันสูดน้ำมูกแรง ๆ หนึ่งทีก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แม่อย่าบอกเรื่องนี้กับน้ามะปรางนะ หนูไม่อยากให้น้าเป็นห่วง เรื่องมันก็แค่หนูงอแงคิดถึงบ้าน”

[โอเค แม่ไม่บอกหรอก]

“ห้ามบอกพ่อด้วยนะคะ หนูกลัวพ่อจะเข้าใจผิดคิดว่าหนูโดนคนอื่นรังแก”

ถ้าพ่อรู้ว่าฉันร้องไห้หลังจากมาอยู่ได้ไม่กี่วันล่ะก็...ท่านต้องโมโหแล้วบอกให้ฉันย้ายออกจากที่นี่แน่ ๆ เลย

แม่รับปากฉันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่น้ำเสียงของท่านก็ยังคงความเป็นกังวลเกี่ยวกับฉันอยู่

รู้สึกผิดจริง ๆ ที่ทำให้ที่บ้านเป็นห่วงแบบนี้ มันก็แค่อาการคิดถึงบ้านของเด็กขี้แยเท่านั้นเอง

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองคุยกับแม่นานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่น้ำตาที่ไหลอาบแก้มในคราแรกมันได้เหือดแห้งหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงคราบเจือจางที่ทำรู้สึกได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงแค่ไหน

ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นทันทีที่ฉันวางสายของคุณแม่ไป

เมื่อกี้ตอนคุยกับแม่แทบจะไม่ได้เล่าเรื่องงานปฐมนิเทศให้ฟังเลย แม่คงอยากได้ยินเรื่องน่ายินดีแบบนั้นมากกว่าเรื่องที่ฉันทุกข์ใจ ไว้หลังมื้อเย็นค่อยโทรหาอีกทีก็แล้วกัน

แอด...

ฉันเดินไปเปิดประตูโดยไม่ลืมเช็ดน้ำตาของตัวเองออกให้ดี

แต่ดูเหมือนว่ามันจะยังหลงเหลืออยู่หรือไม่ก็เพราะดวงตาของฉันยังคงแดงก่ำพี่ทอมที่ยืนอยู่ตรงหน้าห้องถึงกับขมวดคิ้วทันทีที่เห็นหน้าฉัน

“มีอะไรหรอคะ” สุ้มเสียงของฉันติดขึ้นจมูกเล็กน้อยเพราะรู้สึกเหมือนมีน้ำมูกหลงเหลืออยู่

“ป้าให้มาตาม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ค่ะ เดี๋ยวหนูลงไป” ฉันบอกแค่นั้นแล้วเตรียมจะปิดประตู

ปึก!

แต่พี่ทอมกลับใช้มือข้างหนึ่งยกมาดันประตูของฉันไว้ไม่ให้ปิดสนิท

“มีอะไรหรอคะ” ฉันถามเพราะไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้ทำไมกัน

เขายืนนิ่งจ้องมองฉันอยู่อย่างนั้นคล้ายต้องการพูดแต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกมา เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าทำตัวเงอะงะแบบนั้นฉันก็รู้สึกรำคาญใจนิดหน่อย ถ้าไม่ได้สนใจกันตั้งแต่รแกก็ไม่ควรจะมาทำแบบนี้นะ

“ถ้าไม่มีอะไร รบกวนพี่ทอมปล่อยมือออกจากประตูห้องหนูด้วยค่ะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

อา...นี่ฉันยังโกรธเขาเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้อยู่สินะ ก็แน่ล่ะสิ รู้ว่าฉันสะดุดล้มขนาดนั้นยังทำเฉย แถมยังตำหนิฉันต่อด้วย เป็นใครก็ต้องโกรธอยู่แล้วล่ะ

“เธอร้องไห้หรอ”

ในตอนที่ฉันตั้งใจจะออกแรงดันประตูพี่ทอมก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรเลย

“เปล่านี่คะ”

“แล้วเป็นไร ทำไมตาแดง” เขาถามจี้ซ้ำด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกได้ว่ากำลังขัดใจอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ต้องบอกว่าฝุ่นเข้าตานะ เพราะฉันไม่ใช่เด็กอมมือ”

“ไม่บอกแบบนั้นหรอกค่ะ เพราะหนูไม่คิดจะตอบคำถามของพี่ทอมอยู่แล้ว”

เห้อ...เวลาฉันโกรธนี่มันก็งี่เง่าใช้ได้เลยล่ะ

คำตอบของฉันเมื่อจะยั่วยุให้อารมณ์ของเขาทวีคูณขึ้น เพราะทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นพี่ทอมก็ออกแรงดันประตูให้เปิดอ้าออกจนฉันต้านไว้ไม่ไหวเป็นเหตุให้ร่างของฉันถอยหลังไปหลายก้าว

“พี่ทอม ถ้าประตูพังขึ้นมาจะทำยังไงคะ” ฉันเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะรับรู้ได้ว่าเขาเริ่มจะโมโหแล้ว

“ก็แค่ซ่อม” เขาตอบกลับอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องที่เพิ่งทำลงไป

ถึงจะเปิดประตูได้แต่เขาก็ไม่ได้ย่างกรายเข้ามาในห้องของฉันแม้แต่ก้าวเดียว ร่างสูงโปร่งยังคงยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับจ้องมองใบหน้าของฉันด้วยสายตาวาวโรจน์

“เธอร้องไห้เพราะเจ็บหรอ”

“หนูยังไม่ได้บอกเลยค่ะว่าร้องไห้”

“เด็กอมมือยังดูออก”

“ดูท่าเด็กอมมือของพี่ทอมจะเก่งจังเลยนะคะ”

เมื่อกี้ยังพูดอยู่เลยว่าอย่าโกหกเพราะเขาไม่ใช่เด็กอมมือ พอมาคราวนี้กับพูดแบบนี้ซะได้ มันน่าหงุดหงิดจริง ๆ

“ต่อปากต่อคำเก่ง”

เขาพูดกับฉันเหมือนคนที่ไม่ต้องการเป็นฝ่ายยอมแพ้ ฉันว่าตอนนี้ที่เขาซักไซ้ถามให้รู้ความจริงเพราะต้องการเอาชนะฉันมากกว่า ถ้าไม่รู้อะไรกลับไปเลยคงรู้สึกเสียหน้าสินะ

“หรือเธอโกรธที่ฉันดูไม่ใยดีเธอเลย” จู่ ๆ เขาก็พูดจี้ใจดำฉันออกมาด้วยท่าทางนิ่งเฉย

พอโดนคำถามที่ตรงไปตรงมาแบบนั้นฉันก็ชะงักไปแต่เพียงไม่นานก็ปรับให้มาเป็นปกติ

“หนูไม่ได้ต้องการความสนใจใยดีจากพี่ทอมหรอกค่ะ ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น” ฉันตอบไปอย่างไม่ยี่หระ

“พอโกรธแล้วเปลี่ยนไปเป็นคนละคนไม่เหมือนกับตอนปกติเลย” เขาพูดมันออกมาอย่างไม่สนใจว่าฉันจะรู้สึกยังไงกับคำพูดนั้น

ใช่...ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วมันจะทำไม!

-------------------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

น้องบันไดโกรธล้าวววววว

เค้ามีเรื่องสอบถามค่ะ ถ้าหลังจากนี้จะเปิดตอนใหม่เรื่อย ๆ อัปแต่ละพาร์ทใส่กับตอนใหม่เลยทุกคนจะโอเคไหมคะ ปกติเค้าอัปแต่ละทีคือการเพิ่มเนื้อหาในแต่ละตอนค่ะ ช่วงนี้เค้าอยากจะอัปนิยายให้เป็นเวลาด้วยเลยคิดว่าอยากจะตั้งเวลาอัปเอาไว้แต่มันสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อเค้าเปิดตอนใหม่เท่านั้น ทุกคนคิดเห็นยังไงกันคะ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่มีการเจิมตอนค่ะ จะอัปต่อเนื่องกันไปเลยยยย

- (ทอล์ก 80%)

บันไดของป้าาา ไม่ร้องนะลูกน้า

- (ทอล์ก 60%)

ทำเป็นเมินน้องไปเถอะ พอหลงรักเขาแล้วจะไม่มีทางทำแบบนี้แน่นอน!

- (ทอล์ก 40%)

มาแน้วววว ยังคงคอนเซปต์มาดึกเหมือนเดิม แต่เค้าจะพยายามปรับเวลานะคะทุกคน 5555

- (ทอล์ก 20%)

เค้ากลับมาแล้วค่าา มีเปลี่ยนเนื้อหาตรงบทนี้ทั้งหมดนะคะ อ่านใหม่ได้เลย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 190 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

658 ความคิดเห็น

  1. #61 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 22:19
    เปิดเป็นตอนก็ได้ค่า
    #61
    0
  2. #60 TonYah (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 21:19
    เปิดเป็นตอนๆเลยค่าาา
    #60
    0
  3. #59 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 19:05
    เข้าใจเลยคิดถึงบ้านเนี่ย
    #59
    0
  4. #58 WYB_19970805 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 17:38

    พี่ทอมใจร้ายกับน้องมากกกกก
    #58
    0
  5. #57 TonYah (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 15:42
    พี่ทอมอ่ะ ิย่าได้มาหลงรักน้องเชียว ฮึ้ยยย
    #57
    0
  6. #56 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 21:15
    มาแล้วววว รอค่า
    #56
    0
  7. #55 kaekae2526 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 18:59
    มาต่อแล้วว

    ขอบคุณค่า😀
    #55
    0
  8. #54 หม่อน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 09:49

    เรื่องนี้ไม่เทแค่นี้ใช่มั้ยคะไรท์.. ชอบมาก มาอัพอีกนะคะ

    #54
    1
    • #54-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 4)
      9 กรกฎาคม 2563 / 18:57
      ไม่เทค่าา จะกลับมาอัปอีกแน่นอนนน
      #54-1
  9. #53 พราวแสงดาว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 01:42
    มารออ่านเก้ออีกแร้นชิมิๆ..... โดนเท อีกแว้ว.. เศร้า
    #53
    0
  10. #52 พราวแสงดาว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 18:04
    กลับถูกมะ..
    #52
    0
  11. #51 tphee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 17:56
    แล้วจำทางกลับได้ป่ะ
    #51
    0
  12. #50 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 13:35
    เย็นชากับน้องมาก
    #50
    0
  13. #49 ดาวที่หายไป (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 13:12
    จะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงนิ

    แค่ในมหาลัยก็กลัวจะหลงทาง
    #49
    0
  14. #48 firstzy93 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 16:21
    เจิมมมท
    #48
    0
  15. #47 พราวแสงดาว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 14:37
    เจิมค้าๆๆๆๆๆ พรุ่งนี้มาไวๆน้าาาา
    #47
    0
  16. #46 ดาวที่หายไป (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 13:38
    เจิมมม
    #46
    0
  17. #45 tphee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 12:54
    เจิมมมม ชอบคู่นี้ น่ารัก
    #45
    0