Your Boyfriend ผมเป็นแฟนคุณนะครับ

ตอนที่ 1 : บทนำ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,609
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 183 ครั้ง
    12 ก.ย. 63

---------------------------------------------------------------

บทนำ

 

“ถ้าต้องไปฝากลูกเราให้ไอ้ไผ่ดูแล ผมยอมตายดีกว่า” คุณพ่อลุกขึ้นพูดเสียงดังด้วยความเกรี้ยวกราด

“แต่ที่นั่นเรารู้จักแค่มะปรางกับน้ำหวานนะคะ ฉันเองก็เกรงใจน้ำหวานถ้าจะต้องฝากลูกเราให้ดูแล” แม่ฉันพูดขึ้นอย่างต้องการจะอธิบาย

“ลูกเราโตแล้วนะ ผมจะซื้อคอนโดให้เองถ้าลูกต้องย้ายไปเรียนที่นั่น”

“แต่ฉันไม่อยากให้ลูกไปอยู่ที่นั่นคนเดียวนี่ ถึงจะโตแล้วแต่บันไดก็เป็นผู้หญิง มันอันตรายนะถ้าต้องอยู่คนเดียว” แม่ฉันเริ่มโต้เถียงกับพ่ออย่างไม่ยอมแพ้

เรื่องมันเกิดจากฉันสอบติดมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่บ้านฉันดันอยู่ที่เชียงใหม่ แม่เลยเสนอความคิดเห็นกับพ่อว่าให้ฉันไปอยู่บ้านของน้ามะปราง น้องสาวของแม่ ที่อยู่ที่นั่นพอดี แต่พ่อฉันดันไม่ยอมเพราะท่านไม่ค่อยจะลงรอยกับน้าไผ่ สามีของน้ามะปราง

ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ที่กลับไปเยี่ยมคุณตาคุณยาย พ่อกับน้าไผ่ก็ดูไม่เหมือนคนทะเลาะกันเลยอะ

จะทำยังไงดี ฉันอยากเรียนที่นั่นมากเลย แต่เหมือนพ่อกับแม่จะยังตกลงกันไม่ได้

“นี่คุณจะอะไรนักหนา เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว ยังถือทิฐินักเลย พี่ไผ่เองก็คงไม่ได้ว่าอะไรหรอก”

“ไม่ว่า แต่มันจะหัวเราะเยาะทีหลังน่ะสิว่าผมไม่มีปัญญาเลี้ยงดูลูกถึงขนาดต้องไปฝากมันดูแล”

“คุณน่ะคิดมาก พี่ไผ่ไม่คิดหรอก อีกอย่าง...ฉันฝากให้มะปรางดูแลลูกเราต่างหาก”

“ยังไงก็บ้านเดียวกันไหมล่ะ”

“อย่าทะเลาะกันเลยค่ะ” ฉันรีบร้องท้วงเมื่อเห็นว่าไม่มีทีท่าจะจบลงง่าย ๆ “เดี๋ยวหนูสละสิทธิ์แล้วยื่นใหม่ก็ได้ค่ะ”

“อ้าว ทำไมล่ะลูก” แม่ฉันหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “หนูอยากเรียนที่นี่มากไม่ใช่หรอ”

“ใช่ค่ะ แต่ถ้ามันทำให้พ่อกับแม่ไม่สบายใจ หนูไม่เรียนที่นี่ก็ได้ หนูจะยื่นมหาลัยเก่าของพ่อกับแม่ค่ะ ถ้าติดอาจจะไปอยู่กับคุณปู่ คุณพ่อจะได้สบายใจด้วย”

บ้านเกิดของคุณพ่ออยู่ที่นั่น คุณปู่ก็คงเหงาที่ต้องอยู่คนเดียว ถ้าฉันไปอยู่ด้วยคงจะดีกับทุกฝ่าย

คำพูดของฉันมันทำให้ท่าทั้งสองเงียบไป ฉันลอบมองหน้าคุณพ่อที่ตอนนี้เริ่มถอนหายใจออกมา

“หรือไม่ก็ยื่นที่เดียวกับพวกพี่ ๆ จะได้ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ให้คุณแม่ต้องเป็นห่วงค่ะ”

ฉันพูดถึงพี่ชายทั้งสองคนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว นั่นคือพี่คาร์กับพี่โซฟา ทั้งคู่เรียนมอเดียวกัน คุณพ่อเลยซื้อคอนโดแถมมหาวิทยาลัยให้อยู่ด้วยกันซะเลย ถ้ามีฉันไปอยู่ด้วยอีกคนคงไม่เป็นไร แถมพ่อกับแม่จะได้สบายใจมากขึ้นไป

แม่หันมามองฉันด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“ถ้าหนูทำแบบนั้น หนูมีความสุขหรอลูก”

“...”

“ไม่เป็นไรนะ แม่จะพูดกับพ่อเอง หนูไม่ต้องสละสิทธิ์หรอก ไม่ว่ายังไงหนูก็ต้องได้เรียนที่ที่หนูอยากเรียนแน่ ๆ”

คุณแม่ใจดีกับฉันเสมอ แม้บางครั้งแม่ฉันจะดูเหมือนคนทำอะไรไม่เก่งมากแต่เรื่องความเป็นแม่ ฉันยกให้ท่านคือเดอะเบส

ส่วนคุณพ่อ แม้จะดูดุหน่อย แต่ฉันรับรู้ได้ว่าท่านรักและหวงแหนฉันมาก ด้วยความที่เป็นลูกคนเล็กด้วยนั่นแหละ

พอพูดกับฉันเสร็จแม่ก็หันไปมองพ่อตาขวางเหมือนจะไม่ยอมแพ้ แม้ในบ้านหลังนี้คุณพ่อจะเป็นหัวหน้าครอบครัวและดูเหมือนจะควบคุมทุกอย่างแต่เอาเข้าจริงเวลาที่คุณแม่โกรธ คุณพ่อก็หงอไปเลยเหมือนกัน

“ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังยืนยันว่าจะให้บันไดไปอยู่กับมะปราง” แม่เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ถ้าคุณไม่เห็นด้วย ฉันจะย้ายไปนอนกับลูก”

“ฮะ?” พ่อฉันขมวดคิ้วมุ่น “นี่คุณกำลังขู่ผมหรอ”

“เปล่า แต่ฉันจะไปนอนกับลูกจนกว่าคุณจะยอม”

“มะนาว อย่าทำตัวเอาแต่ใจแบบนี้ คุณเป็นแม่คนแล้วนะ”

“ก็เพราะว่าฉันเป็นแม่คนแล้วนี่แหละ ฉันเลยต้องทำทุกอย่างเพื่อความสุขของลูก” แม่ฉันอธิบาย “คุณเองก็ถือแต่ทิฐิของตัวเองจนลืมนึกถึงความสุขของลูกไปแล้ว”

“ผมไม่ได้ลืม ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไม่ให้ไปเรียนที่นั่น จะซื้อคอนโดให้ด้วยซ้ำ ทำไมคุณถึงไม่ฟังผมบ้าง”

“คุณจะให้ลูกไปอยู่กรุงเทพตัวคนเดียวหรอ ลูกไม่รู้จักใคร แถมเพื่อนที่โรงเรียนก็ไม่ได้ไปด้วย ให้ไปอยู่กับมะปรางก่อน ไว้ลูกอยู่ได้ด้วยตัวเองค่อยให้ย้ายออกมา แบบนี้ไม่ดีกว่าหรอ”

“ที่จริงมหาวิทยาลัยก็มีหอในให้อยู่นะ ถ้าคุณไม่กล้าปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว”

“คุณจะกล้าปล่อยให้ลูกอยู่หอในไหมล่ะ อันที่จริงคุณก็ห่วงลูกไม่ต่างจากฉันหรอก เพียงแค่มีทิฐิไม่อยากให้บันไดไปอยู่บ้านพี่ไผ่เท่านั้นเอง”

“...” พอโดนพูดแบบนั้นคุณพ่อก็เงียบไป ท่านถอนหายใจออกมาอีกครั้งเหมือนกำลังข่มอารมณ์โกรธเอาไว้

ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยอะ ปกติพ่อแม่ฉันดูรักกันดีจะตายไป

“มะนาว คุณฟังผมนะ ผมเองก็ห่วงลูก ได้ยินมาว่าบ้านนั้นมีหลานอีกคนมาขออาศัยอยู่ด้วยเหมือนกัน แถมเป็นผู้ชายอีกต่างหาก ลูกเราก็เป็นผู้หญิง มันดูไม่ดี”

“มะปรางก็อยู่ แถมยังเป็นแม่บ้านเต็มตัวด้วย อีกอย่าง...ก็ญาติกันเองทั้งนั้น ไปป์กับปุณเองก็เห็นบันไดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย สองคนนั้นก็รักและเอ็นดูลูกของเราเหมือนน้องสาวของตัวเอง” แม่พูดถึงพี่ไปป์และพี่ปุณลูกชายของน้ามะปราง

ตอนนี้พี่ไปป์มาเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ แต่ไม่ได้มาอยู่กับพวกพี่ชายฉันหรอกนะ รายนั้นค่อนข้างสันโดษ ชอบอยู่คนเดียวมากกว่า อีกอย่าง...เขาเป็นผู้ชายเลยไม่ต้องระวังอะไรมาก แถมก็ยังมีญาติ ๆ อย่างพวกเราอยู่ที่นี่ด้วยคุณน้าเลยหายห่วงให้อยู่หอคนเดียวได้

ณ ตอนนี้ที่บ้านของคุณน้าเลยเหลือแค่พี่ปุณที่อยู่ที่นั่นเพราะเขาสอบได้มหาวิทยาลัยแถวบ้าน และเหมือนจะมีหลานของน้าไผ่มาอาศัยอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน

“แต่ทอมมันไม่ใช่ญาติเราสักหน่อย ผมไม่ไว้ใจ” โห...พ่อพูดเหมือนฉันสวยมากถึงขนาดที่ผู้ชายต้องมาตกหลุมรักทันทีที่เห็นอย่างนั้นแหละ

“ไม่ใช่ญาติ แต่ยังไงก็เป็นลูกของเพื่อนฉันนะ”

ทอมที่พ่อกับแม่ฉันพูดถึงคือลูกชายของเพื่อนแม่ฉันเองแหละ จะว่าไม่ใช่ญาติโดยตรงก็คงใช่เพราะน้าออมแม่ของพี่ทอม เป็นน้องสาวของน้าไผ่สามีน้ามะปราง และน้าออมกับแม่ของฉันก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมด้วย จริง ๆ ก็เหมือนญาติห่าง ๆ กันล่ะนะ เพราะหลานของน้าไผ่ก็เหมือนหลานของน้ามะปรางด้วยเหมือนกัน

แม่เคยบอกว่าสมัยฉันยังเด็กน้าออมเคยมาพี่ทอมมาเยี่ยมด้วย เราอายุห่างกันหนึ่งปี แม่เลยให้ฉันเรียกเขาว่าพี่มาตลอดทั้งที่ตอนนี้ก็จำหน้าไม่ได้แล้ว

“เจ้าทอมน่ะเป็นเด็กดี คุณเองก็เคยเห็นหลานมาแล้วนี่”

“เด็กดี? เจ้าเล่ห์เหมือนพ่อมันล่ะสิไม่ว่า”

อา...หลังจากนี้คงต้องแอบถามแม่แล้วล่ะว่าพ่อฉันเคยมีปัญหากับพวกน้าไผ่และสามีของน้าออมหรือเปล่า

“เอ๊ะ! คุณนี่ยังไง” แม่ฉันเอ็ดขึ้นอย่างเหลืออดเหลือทน

“งั้นถามลูกเลยไหมล่ะว่าอยากจะไปอยู่คอนโดหรืออยากจะอยู่กับมะปราง” พ่อฉันถามขึ้นทันทีที่แม่พูดจบ

ทันใดนั้นสายตาทั้งสองคู่กต่างก็จับจ้องมาที่ฉันอย่างรวดเร็ว ฉันนั่งนิ่งๆ เพราะรับรู้ได้ถึงแรงกดดันของทั้งสอง

“ว่าไงบันได อยากอยู่กับน้ามะปรางหรือเปล่า” พ่อฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “ถ้าไม่อยากอยู่พ่อจะซื้อคอนโดให้เราเลย”

พ่อของฉันนี่ช่างรู้วิธีหลอกล่อเก่งซะจริง เอาคอนโดมาล่อฉันเลยหรอ แต่ว่าฉัน...

“หนูอยากอยู่กับน้ามะปรางค่ะ” ฉันบอกไปตามความจริง แม้จะเกรงใจคุณพ่ออยู่บ้างแต่ฉันก็อยากทำตามความต้องการของตัวเอง “หนูไม่เคยอยู่กรุงเทพมาก่อน ไปอยู่กับคุณน้าน่าจะอุ่นใจกว่าค่ะ”

“ตามนี้นะ ลูกบอกแล้วว่าอยากอยู่กับคุณน้า” แม่ฉันเอ่ยขึ้นอย่างคนมีชัย

“ก็ได้ ๆ แต่เรามีเรื่องต้องตกลงกัน ถ้าทำไม่ได้ พ่อจะไม่ให้ไป”

 

[Tom TalK]

“ทอม พรุ่งนี้เราย้ายไปนอนห้องเดียวกันกับเจ้าปุณนะ” คุณลุงเอ่ยขึ้นหลังจากที่เราทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว “พอดีหลานของป้ามะปรางจะมาอยู่ด้วย”

ย้ายไปนอนห้องเดียวกับปุณหรอ?

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยถามอะไร ถ้าคุณลุลบอกแบบนั้นผมก็ต้องทำตามเพราะตัวเองมาอาศัยอยู่ในบ้านของท่าน

ตอนนี้ผมมาอาศัยบ้านคุณลุงอยู่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยเพราะบ้านของผมอยู่ต่างจังหวัด ตอนแรกคุณพ่อตั้งใจจะให้ไปอยู่หอแต่คุณแม่ค่อนข้างเป็นห่วงเลยให้มาอาศัยอยู่กับคุณลุงแทน พอดีกับพี่ไปป์ลูกชายคนโตของคุณลุงไปเรียนที่เชียงใหม่ ห้องพี่เขาเลยว่างให้ผมมาอยู่แทนไปก่อน ผมเองก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิด ๆ เพราะมาอยู่บ้านญาติด้วย

ตอนนี้กำลังจะมีหลานอีกคนมาอยู่อย่างนั้นสินะ

“ใครครับพ่อ พี่คาร์ พี่โซฟา หรือว่ายัยบันได” ปุณเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นและดีใจ “ผมเดาว่าต้องเป็นยัยบันไดแน่ ๆ”

เราสองคนอายุเท่ากัน มันเคยเล่าให้ผมฟังว่ามีน้องสาวที่เป็นลูกสาวของป้ามันอยู่คนนึงน่ารักมาก มันทั้งรักและหวงลูกพี่ลูกน้องของมันยิ่งกว่าอะไร ขอดูรูปหน่อยก็ไม่ให้ดู เหมือนจะเป็นพวกซิสค่อน แต่ก็ไม่แปลกหรอก ครอบครัวนี้มีแต่ลูกชาย ก็คงอยากได้น้องสาวเป็นธรรมดา

“บันไดน่ะ พอดีน้องสอบได้ที่เดียวกันกับพวกแกนี่แหละ”

“จริงหรอพ่อ” ไอ้ปุณอุทานออกมาอย่างดีใจ “น้องจะมาอยู่กับเราหรอ”

“ใช่ แต่คงมาอยู่สักพักให้คุ้นชินสถานที่แล้วค่อยย้ายออกไป”

“อ๋อ...” มันลากเสียงยาวอย่างเสียดาย

“ป้าขอโทษด้วยนะทอม บ้านป้าเองก็มีแค่ 3 ห้องนอน เราอยู่ได้ใช่ไหม” คุณป้าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ท่านคงเกรงใจเพราะตอนแรกพูดไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะยกห้องพี่ไปป์ให้ผมอยู่จนกว่าจะเรียนจบ

แต่เอาจริง ๆ ผมก็คิดว่าไม่ได้จะอยู่ที่นี่จนเรียนจบหรอก ผมเรียนหมอ ใช้เวลาเรียนตั้ง 6 ปี ตอนนั้นพอพี่ไปป์เรียนจบแล้วถ้าไม่ได้ไปทำงานต่อก็คงกลับมาที่บ้าน ยังไงผมก็ต้องย้ายออกอยู่ดี เพียงแค่ตอนนี้ผมยังต้องอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ต่อไปเท่านั้นเอง

“อยู่ได้น่าแม่ ห้องผมก็ออกจะกว้าง” ไอ้ปุณเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีภูมิอกภูมิใจ “อยู่ด้วยกันสบาย”

ผมหันไปมองมันก่อนจะถอนหายใจออกมา ก่อนพูดอะไรช่วยปรึกษากันด้วยเว้ย ไม่ได้อยากอยู่กับผู้ชายอย่างมึงสักหน่อย

สำหรับผมปุณมันเป็นคนพูดมาก น่ารำคาญ ไม่เหมือนกับพี่ไปป์ รายนั้นจะเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด ผมเลยรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับพี่ไปป์มากกว่าไอ้ปุณซะอีก

ถ้าต้องให้อยู่ห้องกับมัน ผมย้ายออกไปเลยดีกว่า

“ได้ใช่ไหมทอม” คุณลุงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผมเงียบไป “ถ้าไม่สะดวกอะไรบอกลุงได้เลยนะ เดี๋ยวลุงจะลองคุยกับแม่เราให้เอง”

เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่ทั้งสองท่านดูเป็นกังวลมาก ผมเองก็เกรงใจ ท่านรักและดูแลผมเหมือนลูกคนนึงเลย อีกอย่าง...คุณป้าเองก็ดูแลผมเป็นอย่างดี ถ้าจู่ ๆ ผมย้ายออกไปตอนที่หลานของท่านย้ายมาอยู่ ป้าคงรู้สึกแย่ไม่น้อยเลย

“อยู่ได้ครับ ห้องไอ้ปุณก็ออกจะกว้าง” สุดท้ายแล้วผมก็ต้องเอาคำพูดของมันมาใช้อยู่ดี

ให้มันได้อย่างนี้สิ

“งั้นก็ดีแล้วล่ะ อีกสองสามวันน้องจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราเองก็ย้ายของออกมาเลยนะ เดี๋ยวป้าจะได้ไปทำความสะอาด” คุณป้าบอกอย่างดีใจ ดูเหมือนว่าทุกคนจะดีใจที่มีหลานสาวเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย

ที่จริงก็เหมือนจะเคยไปเจอกันกับหลานของป้าเหมือนกัน เพราะแม่ของผมกับแม่ยัยเด็กที่ชื่อบันไดเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ผมดันจำใบหน้าของเธอไม่ได้แล้วเพราะเคยเจอกันเมื่อตอนเป็นเด็ก

ผมเองก็ชักอยากจะรู้ซะแล้วสิ ว่ายัยบันไดนั่นจะน่ารักสมกับที่ไอ้ปุณมันคุยไว้หรือเปล่า

[End Tom Talk]

 

หลายวันต่อมา

ฉันหอบเอาของพร้อมกับสะพายกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ด้านหลังอย่างมุ่งมั่นโดยมีคุณแม่และคุณพี่ชายสุดที่รักคอยช่วยถือ

“มา เดี๋ยวพี่ถือกล่องกระดาษให้เราเอง” พี่โซฟาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือมาหวังจะแย่งกล่องเอกสารของฉันไปถือ

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูถือได้ แค่ของที่พี่ฟาแบกอยู่ก็เยอะแล้ว”

“พี่เป็นผู้ชาย แรงเยอะกว่าเราตั้งเท่าไหร่ แค่นี้ไม่หนักหรอก”

ตอนนี้เราออกมายืนรอรถของบ้านคุณน้าตรงทางออกของสนามบิน วันนี้เป็นวันที่ฉันต้องย้ายมาอยู่บ้านของคุณน้าแล้วโดยมีแม่กับพี่โซฟามาส่งเนื่องจากคุณพ่อของฉันไม่ว่างมาด้วยเพราะต้องทำงาน ส่วนพี่คาร์เองก็ยุ่งอยู่กับการหาที่ฝึกงานเทอมต้นของปีสี่ แต่พี่คาร์สัญญากับฉันแล้วว่าถ้าว่างจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ

ที่จริงฉันมีของที่ต้องเอามาด้วยเยอะมากแต่คงขนขึ้นเครื่องไม่ไหวคุณพ่อเลยจะส่งมาให้ในภายหลัง

“แล้วนี่รถของน้าจะมาตอนไหนเนี่ยแม่” พี่โซฟาถามพลางมองไปยังถนน

“เห็นว่าอีกสักพักนะ น้าบอกแม่ว่าจะให้หลานที่บ้านมารับแทนเพราะน้าไผ่ไปทำงาน น่าจะเป็นเจ้าทอม”

“ทอมลูกน้าออมหรอแม่” พี่โซฟาเอ่ยถาม

“พี่ฟารู้จักหรอคะ” ฉันหันไปถามเขา

“เคยเจอกันตอนเด็ก ๆ แต่จำหน้าไม่ได้ละ พี่คาร์เองก็เคยพูดถึงทอมอยู่นะ” เขาบอกพลางทำหน้าเหมือนกำลังนึก “ใช่คนที่พ่อเรากังวลหรือเปล่า”

“ใช่ค่ะ” ฉันตอบก่อนจะถอนหายใจออกมา

ห้ามสุงสิงหรือยุ่งเกี่ยวกับทอมหลานน้าไผ่ของเราเด็ดขาด สัญญากับพ่อได้ไหม?

นั่นคือข้อตกลงที่บอกฉันพูดถึง ถ้าทำไม่ได้ ฉันจะไม่ได้มาอยู่กับน้าที่นี่

“ทอมอายุเท่าไหร่อะแม่ รุ่นเดียวกันกับผมหรือเปล่า” พี่โซฟาหันไปถามแม่อย่างใครรู้

“เหมือนจะเป็นน้องเราปีนึงนะ” แม่ตอบก่อนจะทำสีหน้าครุ่นคิด “ถ้าให้เรียงเปิดเทอมปีนี้ก็...บันไดอยู่ปีหนึ่ง ทอมกับปุณอยู่ปีสอง โซฟากับไปป์อยู่ปีสาม ส่วนเจ้าคาร์ก็อยู่ปีสี่”

“อ๋อ...อายุเท่าไอ้ปุณ”

พี่โซฟาพึมพำและในขณะเดียวกันนั้นก็มีรถยนต์เคลื่อนตัวมาจอดตรงหน้าของเราสามคนพอดี

คนที่ลงจากรถฝั่งข้างคนขับคือคุณน้ามะปรางเอง

“สวัสดีค่า” ฉันรีบยกมือไหว้ทักทาย พี่โซฟาเองก็เช่นกัน

“มารอกันนานหรือยัง โทษทีนะ รถติดมากเลย” คุณน้าเอ่ยอย่างรู้สึกผิดก่อนจะเดินเข้ามารับของจากแม่ฉันไปถือ

คือแม่ฉันอะหอบหิ้วของฝากจากเหนือมาเพื่อน้าโดยเฉพาะเลย

“ไม่นาน ๆ เพิ่งมาถึง” แม่ฉันตอบและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คนขับเปิดประตูลงจากรถมา

เขายกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อมก่อนจะเคลื่อนสายตามามองฉันนิ่ง ๆ

“สะ...สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ทักทายเขาอย่างกดดัน ก็เขาอายุมากกว่าฉันปึนึงนี่เยอะ

“นี่ทอมนะ หลานน้าไผ่ รู้จักกันและสนิทกันไว้นะ จะได้ไม่อึดอัด” น้ามะปรางแนะนำอย่างเป็นทางการก่อนจะบอกให้ทุกคนขึ้นรถไปโดยพี่ทอมเดินมาช่วยฉันถือกล่องเอกสารไปไว้ท้ายรถ

ครั้นจะปฏิเสธก็ดูไม่ดีฉันเลยปล่อยให้เขาถือไปแต่โดยง่าย

“แหม...ตอนพี่บอกจะถือให้ไม่ยอม พอเขามาถือช่วยเรานี่ให้ง่ายเลยนะ” พี่โซฟากระซิบแซวฉัน “ระวังไว้เถอะ ถ้าพ่อรู้เข้า เราโดนดีแน่”

“พี่ฟาก็รู้ว่ามันคือมารยาท” ฉันหันไปยู่ปากใส่เขา รู้ทั้งรู้ว่าว่าอะไรเป็นอะไรแต่ดันมาแกล้งแซวซะได้

พี่ชายฉันหัวเราะออกมาอย่างพอใจก่อนจะเดินเอาของไปใส่ไว้ท้ายรถด้วย

จากนั้นเราก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปบ้านของคุณน้าโดยมีพี่ทอมเป็นคนขับ ตอนนี้ในรถมีแค่แม่กับน้าที่คุยกันอย่างออกรส คงเพราะไม่ได้เจอกันนานด้วยแหละมั้งเลยมีเรื่องให้คุยเยอะแยะเลย

ใจความหลัก ๆ คือการออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ฟังผู้ใหญ่พูดเรื่องครอบครัวแล้วฉันก็ปวดหัว ตอนนี้ฉันคิดแค่ว่าตัวเองจะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพรอดไหม แค่นั้นเอง

“สรุปแล้ววันนี้จะนอนกับลูกไหมอะ” คุณน้าถามแม่ฉันก่อนจะหันกลับมามองด้วย “ถ้านอนจะได้เตรียมของไว้ให้ เผื่ออาหารเย็นด้วย”

“แม่จะนอนอยู่ครับน้า แต่ผมต้องกลับบ้านไปช่วยงานพ่อที่บ้านก่อน” พี่โซฟาตอบ

“อย่างนั้นหรอกหรอ” คุณน้าพึมพำ “เสียดายจัง เจ้าปุณมันบ่นว่าอยากเจอฟามากเลย แต่ดันติดงานที่มหาวิทยาลัยเลยมาไม่ได้”

“ปิดเทอมอยู่ก็ยังต้องไปมหาลัยหรอครับ”

“ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมแล้ว เขาเรียกตัวปีสองไปช่วยงานที่คณะกันน่ะจ้ะ”

“อ๋อ...แล้วทอมไม่ได้ไปช่วยงานกับเขาบ้างหรอ” พี่โซฟาเอ่ยถามคนขับรถที่นั่งเงียบมาตลอดทาง

“รายนี้น่ะไม่ไปหรอก พอเข้ากิจกรรมครบแล้วก็ไม่ได้ทำกิจกรรมกับเขาอีกเลย” คุณน้าเอ่ยขำขันอย่างเอ็นดูพี่ทอม “มานึก ๆ ดูแล้วทอมนี่ก็เหมือนไปป์เหมือนกันนะ เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา”

“น่าจะสไตล์หมอมั้ง” แม่ฉันเอ่ยแซว “พ่อก็เป็นหมอ ลูกก็ยังเรียนหมออีก ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ”

แม้จะโดนเอ่ยถึงอยู่ในบทสนทนาแต่คนที่ถูกพูดถึงนั้นกลับไม่โต้ตอบอะไรกลับมาเลยสักนิด

“ผมเล่าให้แม่ฟังว่าน้ามะนาวจะมาที่บ้านลุง แม่ผมฝากความคิดถึงมาให้ครับ” เขาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบอึดใจเดียว ที่จริงพี่ทอมเองก็คงเป็นคนพูดไม่เก่งล่ะมั้ง

“งั้นหรอ แล้วแม่เราเป็นไงบ้าง สบายดีไหม” แม่ฉันเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นดีใจ “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเลย ต่างคนต่างยุ่ง”

“สบายดีครับ บ่นพ่อทุกวันเหมือนเดิม” พี่ทอมพูดแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ไม่น่าเชื่อว่าแก่ตัวมาออมจะเป็นคนขี้บ่นขนาดนี้ แต่สมัยเรียนก็เอาแต่วีนและเหวี่ยงล่ะน้า”

“แม่ผมเป็นคนขี้วีนหรอครับ” เขาถามอย่างใคร่รู้เมื่อได้ฟังเรื่องสมัยเด็กของคุณแม่ตัวเอง

“ก็นิดหน่อยจ้ะ” แม่ฉันตอบแล้วหัวเราะออกมาอย่างขำขัน “เรียกว่าเป็นคนไม่ยอมใครดีกว่า”

“เรื่องไม่ยอมใครนี่น่าจะจริงครับ”

“น่าแปลกเนอะมะนาว พ่อกับแม่เจ้าทอมเป็นคนอารมณ์ร้อนทั้งคู่ แต่พอมีลูก ลูกกลับใจเย็นซะอย่างนั้น” คุณน้าพูดอย่างเฮฮา

“ลบกับลบมาเจอกันเลยเป็นบวกมั้งครับ” เขาตอบกลับด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์

บรรยากาศในรถตอนนี้ดูไม่ตึงเครียดเท่าตอนแรกแล้วเพราะพี่ทอมได้เอ่ยปากพูดคุยกับทุกคน ยกเว้นฉันกับพี่โซฟา เขาน่าจะยังเกร็ง ๆ เพราะฉันเองก็รู้สึกแบบนั้น

สายตาที่เขามองมาเมื่อตอนที่อยู่สนามบินมันทำให้ฉันนึกกลัวเขาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

เวลาต่อมา

พวกเราใช้เวลาพอสมควรจึงเดินทางมาถึงบ้านพอดี ทุกคนช่วยฉันขนของขึ้นไปยังห้องที่จะอยู่ คุณน้าบอกว่านี่เป็นห้องของพี่ไปป์ที่ตอนนี้ได้ยกให้ฉันอาศัยอยู่ชั่วคราว

พอเก็บของเสร็จแล้วเราก็มานั่งพูดคุยกันพร้อมกับกินขนมและน้ำหวานตรงโซฟาหน้าทีวี นั่งเล่นกันได้ไม่นานพี่ทอมขอตัวขึ้นไปบนห้องเพราะมีเนื้อหาที่ต้องทบทวนให้เสร็จก่อนจะเปิดเทอม

ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนขยันเอาการเลย แต่เรียนหมอนี่เนอะ ต้องขยันมาก ๆ อยู่แล้วล่ะ

อื้ม! ฉันเองก็ต้องขยันให้เหมือนกับพี่ทอม ฉันจะได้เก่ง ๆ และทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจ!

 

เวลาต่อมา

“หนูอยู่ได้นะลูก” แม่ถามฉันก่อนจะหันไปมองน้ามะปราง “ปราง ฝากลูกฉันด้วยนะ”

“อื้อ” คุณน้าพยักหน้าตอบ

“หนูอยู่ได้ค่ะ สบายมาก”

ตอนแรกแม่กะจะนอนกับฉันคืนนึงแล้วค่อยกลับบ้าน แต่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาคุณพ่อโทรมาหาว่าให้แม่กลับบ้านด่วนเพราะที่ไร่มีปัญหานิดหน่อย ดังนั้นท่านเลยต้องกลับไปอย่างเร็วที่สุด พี่โซฟาเองก็กลับไปพร้อมกับแม่ทีเดียวเลยจะได้ไม่เสียเวลาไปส่งที่สนามบินหลายรอบ

“ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันเลยก็กลับซะแล้ว” พี่ปุณที่เพิ่งกลับมาไม่นานบ่นอุบเพราะยังไม่ทันได้พูดจากับใครก็ต้องโดนสั่งให้พี่ส่งแม่กับพี่โซฟาซะแล้ว

“ค่อยแชทคุยกันทีหลังก็ได้ ทำเหมือนกับจะไม่มีทางติดต่อกันอย่างนั้นแหละ” พี่โซฟาหัวเราะออกมาให้กับความงอแงของพี่ปุณ

“เอาล่ะ ๆ อย่าคุยกันมาก เดี๋ยวป้าเขาจะกลับไปทัน” น้ามะปรางเอ่ยขึ้น

หลังจากนั้นพวกเราก็ร่ำลากันแล้วพี่ปุณก็ขับรถไปส่งพี่โซฟากับแม่ที่สนามบิน

ทันทีที่รถยนต์เคลื่อนตัวลับตาไปฉันก็ได้แต่ยืนมองอย่างว้าเหว่

“น้ารู้นะว่าเราคิดถึงบ้าน ถ้ามีอะไรให้น้าช่วยก็บอกได้เลย” คุณน้าบอกแล้วลูบหัวฉันอย่างเอ็นดู

“ขอบคุณค่า” ฉันหันไปส่งยิ้มให้เพื่อไม่ให้คุณน้าเป็นห่วง

“งั้นก็เข้าบ้านกัน” คุณน้าเอ่ยชักชวนก่อนจะหันไปมองพี่ทอมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ทอมก็ไปอ่านหนังสือต่อเถอะ”

“ครับป้า” เขาพยักหน้ารับอย่างเนือย ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านก่อนใครเพื่อน

เมื่อกี้พี่ทอมมายืนส่งแม่กับพี่โซฟาด้วยนะ แต่เขาแทบไม่พูดอะไรนอกจาก เดินทางปลอดภัยครับ

ไม่คิดว่าจะเป็นคนเงียบ ๆ ขนาดนี้ หรือเขาไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับญาติฝั่งทางน้ามะปรางเลยเงียบหรือเปล่า

ฉันเข้าบ้านมาพร้อมกับน้ามะปรางก่อนที่ท่านจะแยกตัวไปทำกับข้าวรอน้าไผ่และพี่ปุณกลับมา

“น้ามีไรให้หนูช่วยไหมคะ” ฉันเดินตามเข้าไปในครัวเพราะรู้สึกเหงา ๆ อยากหาอะไรทำ อีกอย่าง...ฉันไม่อยากอาศัยอยู่บ้านท่านเฉย ๆ ด้วย

“บันไดทำอาหารเป็นด้วยหรอ”

“พอทำได้ค่ะ” ฉันบอกอย่างภาคภูมิใจ

“งั้นดีเลย วันนี้น้าจะหมูหมักซอสให้น้าไผ่กิน เราช่วยหมักหมูให้น้าหน่อยนะ” น้ามะปรางเอ่ยอย่างดีใจก่อนจะรีบอาอุปกรณ์มาให้ฉัน

ท่านก้มหาอะไรสักอย่างก่อนจะหันมามองไปรอบ ๆ ห้อง

“ซอสน่าจะหมด” น้ามะปรางบ่นพึมพำ “เดี๋ยวเราไปซื้อซอสให้น้าหน่อยนะ ไปซื้อของที่เราอยากซื้อด้วย”

“ได้ค่ะ” ฉันรับคำอย่างกระตือรือร้นก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แล้ว...ร้านค้ามันอยู่ตรงไหนหรือคะ”

“จริงสิ น้าลืมไปเลยว่าเราเพิ่งมาอยู่ที่นี่” ท่านทำหน้าเหมือนกำลังนึก “งั้นรอแป๊บนึงนะ”

พูดจบคุณน้าก็เดินออกจากครัวไป ฉันแอบส่องดูก็พบว่าท่านเดินขึ้นไปยังชั้นสอง คงไม่ใช่ว่าไปตามพี่ทอมลงมาหรอกนะ

แต่สิ่งที่ฉันคิดก็เป็นจริงเพราะคุณน้าเดินกลับลงมาพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่ทำสีหน้านิ่งเรียบเฉยราวกับไม่ได้สนใจอะไร แต่บรรยากาศรอบตัวเขามันมาคุซะจนฉันคิดว่าพี่ทอมกำลังโกรธที่โดนเรียกลงมา

ฮือ...ถึงแม้ฉันจะไม่มาอยู่วันนี้แต่ยังไงเขาก็ต้องเป็นคนไปซื้อให้คุณน้าอยู่ดีนี่นา จะมาทำเป็นหงุดหงิดแบบนี้ไม่ได้นะ

มันไม่ใช่ความผิดของฉันที่ไม่รู้เส้นทางนะ

-----------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

มันไม่ใช่ความผิดของน้องนะพี่ทอมมมมม

- (ทอล์ก 80%)

มาแย้วววววววววว

- (ทอล์ก 60%)

ช่วงนี้คึกมาก แต่งเรื่องนี้ได้เยอะเวอร์ ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะแต่งแบบนี้ไปได้ถึงตอนไหนเพราะตอนนี้ต้องเร่งปิดต้นฉบับเรื่องวายุกับอินท์ด้วย ไว้วันไหนเค้าไม่ได้อัปเค้าจะแจ้งที่หน้าเพจนะคะ แต่เท่าที่เห็นต้นฉบับที่ปั่นเอาไว้ น่าจะพอถึงตอนหน้าอยู่ค่ะ 5555 

- (ทอล์ก 40%)

แวะเอาผังตัวละครมาแปะให้ก่อนค่ะ มันจะมีการนับญาติกัน เดี๋ยวคนอ่านงงว่าทำไมคนนั้นเรียกอีกคนไม่เหมือนกัน 5555


- (ทอล์ก 20%)

เรื่องนี้เป็นเรื่องของลูก ๆ ศิวามะนาวนะคะ แถมพระเอกของเรายังเป็นลูกของทิวกับออมด้วย ใครที่ชอบแนวศิวามะนาวรับรองว่าเรื่องนี้ก็น่ารักไม่แพ้กันค่ะ 555


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 183 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

658 ความคิดเห็น

  1. #11 แตงโม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 20:28

    รอเลยค่าาาา

    #11
    0
  2. #10 ดาวที่หายไป (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 14:39
    โกดดิ เป็นเราๆก็เคือง ต้องเอาคืน 55
    #10
    0
  3. #9 พราวแสงดาว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 14:36

    ทอมมมมมม
    #9
    0
  4. #8 พราวแสงดาว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 17:51
    ทอมจะย้ายออกจริงๆหราาาา
    #8
    0
  5. #7 พราวแสงดาว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 15:17
    มะนาวน่ารักเหมือนเดิม 555
    #7
    0
  6. #6 ดาวที่หายไป (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 14:54
    ศิวานี่ฝังใจไม่เปลี่ยน 555
    #6
    0
  7. #5 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 22:16

    มะนาวชนะแน่นอน

    #5
    0
  8. #4 ดาวที่หายไป (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 16:06
    ยกนี้ มะนาวชนะแน่ๆ 555
    #4
    0