Medicine พี่หมอปากร้ายกับยัยน้องสาวตัวแสบ

ตอนที่ 3 : ดีกัน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,938
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    31 ก.ค. 60

เครดิต : FACEBOOK

--------------------------------------------------------------------------

บทที่ 2

ดีกัน



“ทำไมแกทำหน้าเซ็งทั้งวันเลยออม” มะนาวหันมายู่หน้าใส่ฉัน

ไม่ให้ฉันเซ็งได้ไงล่ะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่เจอแต่เรื่องที่ทำให้ไม่สบอารมณ์ โชคดีที่ฉันเอาเรื่องโดนรถเฉี่ยวมาพูดกับอาจารย์และฉันก็มีบาดแผลยืนยันเรื่องที่ฉันพูดด้วย อาจารย์จึงเชื่อสนิทใจ จากตอนแรกที่ดูไม่พอใจกลายเป็นว่าเป็นห่วงฉันมากกลัวฉันไม่มีสมาธิสอบเลยล่ะ

แต่ก็นะ...ฉันน่ะมันถึก แผลแค่นี้ทำอะไรไม่ได้หรอก

ตอนนี้พวกเรากำลังจะไปคาราโอเกะกัน ซึ่งเพื่อนทุกคนนั่งอยู่บนรถของฉันเอง มะนาวนั่งข้าง ๆ ฉัน ส่วนน้ำหวานและฟ้านั่งข้างหลัง

เชื่อสิว่าการไปคาราโอเกะครั้งนี้จะมีเพียงแค่ฉันกับมะนาวจับไมค์ น้ำหวานคงทำหน้าที่คีย์เพลงที่จะร้อง ส่วนฟ้าก็คงนั่งฟังเงียบ ๆ

ความจริงพวกเราไม่ค่อยไปสถานที่แบบนี้กันหรอก แต่วันนี้ฉันเซ็งจริง ๆ เลยได้ชวนพวกนี้มา ทุกคนเองก็เหมือนจะเข้าใจฉันเลยยอมมาด้วย

“เบื่อ” ฉันตอบมะนาวไปส่ง ๆ

“เฮ้อออ แกก็พยายามหาไรทำดิ”

“หาไร แค่นี้ยังมีเรื่องให้ปวดหัวไม่พอหรือไง”

“เอาน่า อย่าคิดมาก”

“อือ ๆ จะพยายาม” ฉันพูดแค่นั้นก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปยัง     ลานจอดรถของร้านคาราโอเกะ

พวกเราพากันลงจากรถแล้วตรงมายังเคาน์เตอร์ทันที เมื่อจองห้องและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วเพื่อน ๆ ก็เดินตามพนักงานไปยังห้องคาราโอเกะ ฉันจึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน

เมื่อเดินออกมาใกล้ถึงห้องน้ำฉันจึงยกข้อศอกขึ้นมาดูแผลเพราะรู้สึกแสบขึ้นมา

ปึก!

เพราะมัวแต่ดูข้อศอกเลยไม่ได้ดูทางทำให้ฉันเดินชนกับใครก็ไม่รู้ เขาคว้าแขนฉันไว้ไม่ให้ล้มลง

“ขอโทษครับ”

“เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันพูดและค่อย ๆ ชักมืออกอย่างสุภาพ “ฉันเองก็ต้องขอโทษเหมือนกัน”

ผู้ชายคนนั้นก้มหัวให้ฉันก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามอง ฉันจึงได้เห็นหน้าเขาชัดเจนขึ้น เขาเป็นผู้ชายที่ถือว่าหน้าตาดีมากคนหนึ่งเลยล่ะ

“เป็นไรมากหรือเปล่าครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เมื่อกี้ไม่ได้เป็นอะไรเลย”

“แล้ว...” สายตาเขาเบือนมาที่แขนของฉัน “ข้อศอกไปโดนอะไรมาครับ”

“...” ฉันไม่ตอบแต่จ้องหน้าเขานิ่ง

“ขอโทษครับ พอดีนึกว่าได้แผลจากผม”

“ไม่ใช่หรอก ขอตัวนะคะ” ฉันพูดตัดบทก่อนจะเดินเลี่ยงเขาไปอีกทาง

“เดี๋ยวก่อนครับ” แต่ผู้ชายคนนั้นเขากลับคว้าแขนฉันไว้

“...” ฉันหันไปมองเขาด้วยท่าทางนิ่ง ๆ อีกครั้งแต่แฝงด้วยความไม่พอใจ

“คือผมอยากรู้จักอ่ะ ผมชื่อดิวนะ อยู่คณะแพทย์ฯ ปีหนึ่ง” เขาแนะนำตัวกับฉันและสัมผัสได้ว่ามือของเขาที่จับแขนฉันไว้กำลังสั่น

“แต่ฉันไม่อยากรู้จักค่ะ ขอตัวนะ” ฉันบิดแขนออกจากมือเขาแล้วเดินเลยเขาไป

ปึก!

แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องชนเข้ากับอีกคนที่เดินสวนมา คราวนี้ฉันเกือบจะล้มอีกแล้วแต่ดีที่ผู้ชายที่ชื่อดิวเข้ามาประคองฉันไว้ได้ทัน

“เดินระวังหน่อยสิพี่ ชนผู้หญิงคนเดียวกันกับผมเลย” ฉันได้ยินเขาพูดกับคนที่มาเยือนใหม่

“โทษทีเมื่อกี้ไม่ทันระวัง เป็นไรหรือ...” เขาเสียงขาดห้วงไป “ทำไมวันนี้ฉันเจอเธออีกแล้ววะเนี่ย”

ฉันเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของดิวแล้วพยายามทรงตัวให้ได้ด้วยตัวเองก่อนจะเงยหน้าไปขึ้นไปมองเขาคนนั้น

“ทิว...” ฉันเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว

“อ้าว นี่รู้จักกันหรอ” ดิวถามขึ้น

“อือ เด็กข้างบ้าน” ฉันชักสีหน้าใส่เขาตอนที่เขาพูดว่าฉันเป็น เด็กข้างบ้าน

“อ้าว งี้ก็สนิทกันดิพี่” ดิวยังถามไม่เลิก

“ก็...มั้ง” เขาตอบแต่มองหน้าฉันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

“ขอตัวนะ” ฉันตัดสินใจแทรกประโยคสนทนาระหว่างสองคนนั้นก่อนจะเดินออกมาโดยไม่รอให้พวกเขาพูดอะไร

บ้าจริงเลย ฉันยิ่งไม่อยากเจอหน้าเขาอยู่ด้วย ทำไมวันนี้มันซวยอย่างนี้วะ

ฉันมักจะปะทะกับเขาในที่ที่ไม่มีคนรู้จักของเราอยู่ด้วย มันจะเป็นแบบนี้เสมอ เมื่อไหร่ที่เจอกันในสถานที่ที่คนพลุกพล่านเราพยายามจะเลี่ยงกัน เพราะไม่อยากมีเรื่องให้มันน่าอับอาย

“พี่แนะนำผมให้รู้จักกับเขาหน่อยสิ น่ารักดี” ฉันได้ยินเสียงดิวพูดอะไรสักอย่าง

“จะไปไหนล่ะออม พี่ยังไม่แนะนำน้องของพี่ให้รู้จักเลย เสียมารยาทจังเลยนะ” เสียงของทิวทำให้เท้าฉันหยุดชะงัก

เขาต้องการอะไรอีก?

“มีอะไรคะ” ฉันหันไปและเดินเข้าไปคุยกับเขา

“นี่ดิว น้องรหัสพี่ ทำความรู้จักกันไว้ก็ดี รุ่นเดียวกันนี่” เขาแนะนำดิวให้ฉันรู้จัก “นั่นออม น้องไอ้ไผ่ เพื่อนพี่ที่แกเคยเห็นวันนั้นอ่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ดิวพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะยื่นมือมาให้ฉัน

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะ” ฉันยื่นมือไปจับมือเขาบ้างแล้วพยายามส่งยิ้มให้ตามมารยาทที่ควรทำ ทั้ง ๆ ที่ในใจไม่ใช่เลย

“ออมนี่น่ารักดีเนอะ หน้าตาคล้าย ๆ พี่ไผ่เลย” คล้ายตรงไหน ฉันคิดว่าไม่น่าจะคล้ายนะ

“งั้นหรอ” ฉันตอบแค่นั้นเพราะไม่รู้จะพูดอะไร

“ว่าแต่ทำไมชื่อไม่เหมือนกันเลยอ่ะ พี่ชื่อไผ่ น้องชื่อออม” ดิวนี่ท่าทางจะพูดมากเกินไปแล้วนะ

“อ๋อ...ชื่อพี่ไผ่พ่อตั้งให้ แต่ชื่อเราแม่เป็นคนตั้งให้น่ะ” ฉันบอกไปแค่นั้นเพราะไม่อยากลงรายละเอียด

“อือ ๆ แต่ชื่อน่ารักดีนะ”

“ขอบคุณนะ”

“เออจริงสิ ออมเรียนที่นี่ป่ะ”

“ใช่”

“เรียนคณะฯ ไรอ่ะ”

“มนุษย์ฯ”

“อ๋อ เขาว่ากันว่าสาว ๆ คณะมนุษย์ฯ นี่สวย ๆ กันทั้งนั้น สงสัยจะจริง ว่าแต่ออมเรียนสาขาไรหรอ”

“ภาษาจีน” ฉันตอบห้วน ๆ

“ดีจัง เรียนภาษาต่างประเทศด้วย” ฉันคิดว่าดิวแค่พูดไปงั้น

“น่ารัก ๆ แบบนี้สงสัยจะมีแฟนแล้วใช่ไหมอ่ะ”

“...” ฉันเงียบเพราะรู้สึกว่าไม่อยากคุยกับคนแบบนี้แล้วอ่ะ อีกอย่างฉันก็ไม่อยากตอบคำถามนี้ต่อหน้าผู้ชายที่ฉันไม่ค่อยชอบขี้หน้าเลย

“ออมยังไม่มีแฟนหรอกดิว” ทิวพูดสวนขึ้นแทนฉัน เขาเงียบอยู่นานเหมือนหาจังหวะที่จะพูดมากกว่า “ไผ่มันหวงน้องมันจะตาย”

ฉันขมวดคิ้วทันทีที่เขาพูดแบบนั้น พี่ไผ่เนี่ยนะหวงฉัน เขาแทบไม่สนใจเลยเหอะว่าฉันจะคุย จะคบกับใคร

หรือที่ผ่านมาพี่ไผ่จะไม่เคยรู้เลยว่าฉันเคยคบกับใครกันแน่นะ

“งั้นหรอครับ” เสียงดิวดูหงอย ๆ ขึ้นมาทันที “งั้นผมก็มีสิทธิ์ใช่ไหม” เขาหันมาคุยกับฉัน

“คือ..” ฉันตั้งใจจะปฏิเสธและอยากบอกเขาว่าอย่ามาคุยกับฉันเลย แต่พอคิดได้ว่าไม่ควรพูดตอนนี้เลยเลือกที่จะไม่พูด

“แกไม่ใช่สเปคเขาหรอกดิวและอีกอย่างก็อย่างที่พี่บอก ไอ้ไผ่มันหวงน้องมันจะตาย” ทิวเหมือนช่วยพูดแก้ต่างให้ฉัน

วันนี้เขาช่วยฉันไว้หลายเรื่องมาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจก็เหอะ

ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะมาไม้ไหน คนอย่างเขาไม่เคยทำอะไรให้ใครฟรี ๆ อยู่แล้วล่ะ โดยเฉพาะฉันที่เขาเกลียดขนาดนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“พี่ทิวนี่ท่าทางจะรู้จักออมดีจังเลยนะครับ”

“ก็ตั้งแต่เด็กเลยอ่ะ”

“ขนาดนั้นเลยหรอพี่ งี้ก็รู้จักกันดีเลยดิ”

“อืม” เขาตอบสั้น ๆ

“พี่ทิวคะ พอดีออมมากับเพื่อน แล้วออมก็ออกมานานแล้วด้วย ต้องขอตัวก่อนนะคะ” ฉันตัดสินใจบอกเขาไปหลังจากที่หาจังหวะแทรกอยู่นาน

“ก็ไปสิ พี่ไม่ได้ห้ามนี่ครับ”

“...” ฉันแอบถลึงตาใส่เขาในจังหวะที่ดิวมองไม่เห็น

“ว้า แย่จัง อยากคุยด้วยนาน ๆ ซะหน่อย” ดิวพูดแทรกขึ้น

“ขอโทษน้า แต่ตอนนี้เราไม่สะดวกอ่ะ” ฉันตอบเขานิ่ง ๆ แต่น้ำเสียงแข็งกร้าว

“งั้นไว้วันหลังค่อยคุยกันก็ได้เนอะ”

นี่เขาไม่รู้หรือไงว่าฉันไม่อยากคุยด้วย รู้สึกรำคาญเขาเอามาก ๆ เลยล่ะ ผู้ชายอะไรพูดมากชะมัด ถามซักไซ้อะไรมากมายอยู่ได้

ฉันพยักหน้าให้เขาก่อนจะเดินเลี่ยงไปห้องน้ำแล้วจัดการทำธุระส่วนตัวให้เสร็จจะได้ไปหาพวกน้ำหวานสักที

“นี่มาร้องเกะหรือมาอ่อยผู้ชาย”

พอฉันเดินออกจากห้องน้ำมาได้หน่อยนึงก็เจอกับทิวที่ยืนดักรออยู่ที่หน้าห้องน้ำหญิงทันที

โรคจิตหรือไงวะ?

ฉันทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเขาแล้วเดินเลยผ่านเขาไปทันที

หมับ!

“อะไรอีกล่ะ” ฉันหันไปตามแรงดึงของอีกฝ่าย ทิวคว้าแขนฉันไว้แล้วกระชากให้หันไปหาเขา

“ฉันพูดกับเธออยู่นะ หูหนวกหรือไงวะ” เขาขึ้นเสียงเกรี้ยวกราด

“อ้าวหรอ นึกว่าเมื่อกี้เสียงหมาเห่าอ่ะ เลยไม่ได้สนใจ” ฉันพูดพร้อมกับยักไหล่กวน ๆ

“เธอนี่มันไม่สำนึกบุญคุณเลยนะ ฉันช่วยเธอเอาไว้แท้ ๆ ยังมีหน้ามาปากดีกับฉันอีก”

“ถ้าจะมาทวงบุญคุณฉัน เอาไว้วันหลังแล้วกัน วันนี้ไม่มีเวลาว่างมาคิด” ฉันสะบัดมือเขาออกทันทีแล้วรีบเดินออกให้ห่างจากเขา

“ถ้าฉันบอกแม่เธอว่าเธอมาอ่อยผู้ชายที่ร้านคาราโอเกะนี่จะเป็นยังไงบ้างนะ” เขาพูดลอย ๆ ขึ้นมาเหมือนจงใจให้ฉันได้ยิน

ฉันหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าเขาด้วยสายตานิ่ง ๆ

เวลาทะเลาะกันแล้วเขาเหมือนจะเป็นฝ่ายแพ้ฉัน เขามักจะเอาเรื่องแม่ฉันมาขู่เสมอ ทิวรู้ว่าฉันเป็นลูกที่แม่ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่เพราะฉันจะชอบขัดท่านทุกอย่าง อย่างที่เคยเล่าไว้แล้วว่าท่านไม่ได้อยากให้ฉันเรียนภาษาจีน แต่ฉันก็ยังดึงดันที่จะเรียน

ฉันเชื่อว่าถ้าทิวบอกแม่ฉันว่าฉันมาเที่ยวอ่อยผู้ชายที่ร้านคาราโอเกะ แม่ต้องเชื่อเขาแน่ ๆ เพราะเขามักจะมีวิธีการพูดให้คนฟังคล้อยตามเขาเสมอ และถ้าแม่เชื่อแม่จะไม่ว่าไม่ด่าฉันหรอก เพียงแต่ท่านจะจับตาดูฉันทุกฝีก้าวต่างหาก

แม่ไม่ได้ไม่ชอบหรือตีกรอบให้ฉันขนาดนั้น แต่แค่ฉันต้องเป็นเด็กดี และท่านเองก็จะคอยดูฉันอยู่ห่าง ๆ คงเพราะเป็นลูกสาวด้วยนั่นแหละ

“หมดทางสู้จนต้องใช้วิธีแบบนี้หรอ” 

“มันคือไม้ตายของฉันต่างหากล่ะ”

“ฉันไม่ได้อ่อย นายก็เห็นว่าฉันไม่ได้อยากคุยกับดิวเลย” ทำไมฉันต้องมาอธิบายเรื่องแบบนี้ให้เขาฟังด้วยเนี่ย

“เหรอ...” เขาเลิกคิ้วถามเหมือนไม่ค่อยเชื่อที่ฉันพูดเท่าไหร่

“....”

“....” เขาเงียบไม่ยอมพูดอะไร

เราตกอยู่ในสภาวะต่างคนต่างเงียบอยู่นานจนฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก เขาเอาแต่จ้องหน้าฉันแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาสักทีจนฉันเริ่มโมโห

“ฉันไปได้ยัง” ฉันถามเพราะเห็นเขาเงียบไม่พูดอะไร เสียเวลาฉันชะมัด     มายืนจ้องหน้ากันเฉย ๆ เนี่ยนะ

“ไปดิ” เขาตอบแบบนั้นฉันก็หมุนตัวแล้วเดินออกมาทันที “กลับกี่โมง” ฉันได้ยินเสียงเขาไล่หลังมา

“เรื่องของฉัน”

“แม่ฉันให้ชวนไปกินข้าวที่บ้านหรอกเลยถาม อย่าสำคัญตัว”

“เออ ๆ จะรีบกลับ” ฉันบอกแค่นั้นแล้วเดินจากเขาไป

นี่ฉันต้องไปเจอเขาที่บ้านอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย เฮ้อ...คงไม่ได้คลายเครียดหรอก เผลอ ๆ เครียดกว่าเดิมอีก

คงอยู่ที่ร้านคาราโอเกะได้ไม่นานเพราะบ้านทิวเขาตั้งโต๊ะอาหารตอน 6 โมงเย็น ความจริงฉันอยากปฏิเสธนะ แต่มันจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“นึกว่าจะตกส้วมตายไปแล้วซะอีก” ทันทีที่ฉันเปิดประตูเข้ามา มะนาว       ก็แขวะฉันทันที

“เออ อยากตายเหมือนกัน” ฉันตอบแบบขำ ๆ ทั้ง ๆ ที่ในใจไม่ขำเลย

“วันนี้เป็นอะไร เครียดทั้งวันเลย” ฟ้าถามด้วยความเป็นห่วง

“ประจำเดือนจะมาหรือเปล่า” น้ำหวานถามฉันด้วยอีกคน

“คงงั้นมั้ง” ฉันตอบแบบขอไปทีเพราะไม่อยากให้ยัยพวกนี้เครียดตามฉันไปด้วย

“มีไรก็เล่าได้นะ”

“ไม่มีไรหรอก” ฉันบอกเพื่อนไปแค่นั้นก่อนจะนั่งลงแล้วเลือกเพลงที่จะร้อง

ความจริงก็ใช่ว่าจะเล่าไม่ได้ แต่ฉันไม่อยากให้เพื่อนเครียดมากกว่า เอาจริง ๆ นี่ก็เพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัยกันด้วย งานเยอะ กิจกรรมก็เยอะ แล้วต้องมานั่งฟังเรื่องเครียดที่ไม่เป็นเรื่องของเพื่อนอีก เป็นฉันฉันก็คิดมากเหมือนกัน

   

“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” ฉันพูดตอนที่มาส่งเพื่อนที่คณะฯ

เราร้องคาราโอเกะกันไม่นานก็กลับเพราะฉันมีธุระต่อ ฟ้าเองก็ต้องรีบกลับบ้านไปอยู่กับน้องสาว เพราะอยู่บ้านด้วยกันแค่สองคน น้องสาวของฟ้าน่าตาน่ารักมากด้วย เธอชื่อฟาง เป็นเด็กเรียบร้อยมาก ฉันยังคิดเลยว่าเธอเหมาะที่จะเป็นน้องของน้ำหวานมากกว่าฟ้าซะอีก

“บ๊ายบาย” น้ำหวานโบกมือลาตอนที่ลงจากรถไปแล้ว

ฉันรีบขับรถออกจากคณะด้วยความรวดเร็วเพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันตั้งโต๊ะกินข้าว ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงบ้าน

ฉันจอดรถไว้ที่ลานจอดรถของบ้านฉันแล้วเดินไปยังประตูข้างบ้านที่อยู่ติดกำแพงเชื่อมระหว่างบ้านของฉันกับบ้านของทิว

ออม : วันนี้กินข้าวบ้านทิวนะ

ฉันส่งไลน์ไปบอกพี่ไผ่ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวบ้านของเขาเหมือนอย่างเคย ฉันมาบ้านของเขาบ่อยมากมันเลยชินเหมือนเป็นบ้านของตัวเองไปแล้ว

“มาแล้วเหรอครับน้องออม” ทิวทักฉันทันทีที่ฉันเดินเข้ามายังห้องรับแขก 

เขานั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาตัวใหญ่ด้วยท่าทีที่ดูสง่า ร่างสูงหันมาหาฉันพร้อมกับยิ้มให้

ทิวพูดกับฉันแบบนี้แสดงว่าพ่อกับแม่ของเขาต้องอยู่แถว ๆ นี้แหละ ไม่งั้นไม่ทางพูดดี ๆ กับฉันได้หรอก

“สวัสดีค่ะพี่ทิว” ฉันยกมือไหว้และกล่าวสวัสดีด้วยท่าทีเสแสร้ง

“หวัดดีครับ”

“คุณพ่อคุณแม่อยู่ไหนหรอคะ” เขาหุบยิ้มทันทีที่ฉันเรียกพ่อแม่ของเขาว่า คุณพ่อคุณแม่

แม่พี่อยู่ในครัวน่ะ” เขาจงใจเน้นความว่า แม่พี่เพื่อให้ฉันรู้ว่าฉันไม่มีทางที่จะได้เป็นลูกสาวของท่านแน่นอน

หึ! หวงสินะ

“งั้นออมขอเข้าไปหาคุณแม่นะคะ” ฉันพูดแล้วเดินเลยเขาไปโดยไม่รอให้เขาอนุญาต

หมับ!

“ไม่ต้องไปหรอก อาหารใกล้เสร็จแล้ว” เขาคว้าแขนฉันไว้แล้วออกแรงดึงให้ขยับเข้าไปใกล้เขา “แล้วนี่แขนไปโดนไรมา”

“...” ฉันไม่ตอบเพราะคิดว่าเขารู้อยู่แล้วเลยไม่อยากพูดต่อ

ความจริงที่จะเข้าไปในครัวคืออยากหนีเขานั่นแหละ ไม่อยากอยู่หายใจร่วมกัน ฉันอึดอัด มันเป็นความรู้สึกที่อึดอัดมากเวลาที่พวกเราอยู่ด้วยกันสองคน

“พี่ถามก็ตอบสิครับ เงียบทำไม หรือว่าเจ็บ” ไม่พูดเปล่า เขาออกแรงบีบแขนฉันให้ยอมปริปากพูดกับเขา

“จะถามทำไมคะในเมื่อพี่ทิวเองก็รู้ว่าทำไมออมถึงมีแผล” ฉันพูดแบบนั้นเพราะเห็นว่าพ่อของเขาเดินมาทางนี้

“เพราะพี่ไม่รู้ไงครับ...เลยถาม” เขาพูดพร้อมกับยกแขนฉันเข้าไปใกล้ใบหน้าของเขาเพื่อจ้องมองรอยแผลของฉัน

“...” ฉันพยายามนิ่งไว้ไม่ตอบโต้ อยากจะสะบัดออกแต่ก็ทำไม่ได้เพราะพ่อเขามองอยู่

“เจ็บหรือเปล่า” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม

“เคยเจ็บค่ะ แต่ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว” ฉันค่อย ๆ ดึงแขนตัวเองออกจากเขา   เบา ๆ

คำพูดเมื่อกี้ฉันตั้งใจพูดตอกหน้าเขาในหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านมาด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องที่เขาขับรถเฉี่ยวฉัน แต่มันหมายถึงอย่างอื่นด้วย ซึ่งฉันก็คิดว่าเขาพอจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร เพราะใบหน้าของคนตรงหน้าปรับเป็นเรียบตึงทันทีที่ฉันเอ่ยอย่างนั้นออกมา

“เดี๋ยวพี่ทำแผลให้”

“ไม่ค่ะ ออมไม่เป็นไรมากหรอก” ฉันปฏิเสธเพราะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“...” เขาจ้องหน้าฉันด้วยสายตานิ่ง ๆ ไม่โต้ตอบอะไร

ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่ฉันคิดว่าเขาน่าจะรู้นะว่าพ่อเขาอยู่ข้างหลังถึงได้ทำเป็นพูดดีกับฉัน

“ให้พี่เขาทำแผลให้เถอะลูก ดูท่าจะเจ็บน่าดู” พ่อของทิวเดินเข้ามาได้จังหวะที่พวกเราคุยกันจบพอดี

“น้องไม่ให้ผมทำให้ครับ เอาแต่บอกว่าไม่เป็นอะไร”

“ไม่ได้นะ แผลแค่นิดหน่อยมันอาจส่งผลร้ายต่อเราในระยะยาวได้นะลูกออม” ท่านพูดในฐานะที่เป็นหมอด้วย ครอบครัวเขาทำอาชีพสายการแพทย์กันเกือบทุกคน รวมถึงตัวทิวที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ด้วย

“ออมไม่เป็นไรมากหรอกค่ะคุณพ่อ” ฉันพูดยิ้ม ๆ พลางชายตาไปมองทิวที่ยืนนิ่งอยู่

ฉันรู้ว่าเขาไม่พอใจที่พ่อของเขาออกจะเป็นห่วงฉันมากขนาดนี้ แล้วไหนจะเป็นสรรพนามที่ฉันใช้เรียกพ่อของเขาอีก มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ฉันเหนือกว่าเขาแล้ว

การที่ฉันเรียกพ่อกับแม่เขาว่าคุณพ่อคุณแม่มันคงไปสะกิดอะไรบางอย่างในใจเขานั่นแหละ เขาไม่อยากให้ฉันพูดมันในเวลาแบบนี้แต่ฉันก็มักจะทำเพราะความเคยชิน

ฉันยกยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาเดินเลี่ยงออกไปทันที เขาเดินตรงมาทางฉันเพราะฉันยืนอยู่ตรงกับฝั่งประตู

“จะไปไหนน่ะทิว” พ่อเขาถามเสียงดุ

“ไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาทำแผลให้น้องครับ” เขาหันไปพูดกับพ่อเขาและเป็นจังหวะเดียวกับที่เดินมาใกล้ฉันพอดี “อยู่เฉย ๆ ถ้าไม่อยากให้ฉันเอาเรื่องที่เธออ่อยผู้ชายที่คาราโอเกะไปบอกแม่เธอ” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินเลยฉันไป

มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ๆ เลยที่ฉันต้องมาเจอคำขู่ปัญญาอ่อนของเขา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ฉันยอมอยู่นิ่ง ๆ ไม่พูดปฏิเสธอะไรต่อ

ฉันแค่ไม่อยากให้แม่มองฉันไม่ดีก็เท่านั้นเอง ทำไมเขาต้องเอาเรื่องแบบนี้มาขู่ฉันอยู่เรื่อยเลย

“เป็นอะไรลูก หน้าดูซีด ๆ” พ่อเขาถามด้วยความเป็นห่วง

ในหัวฉันตอนนี้พยายามหาเรื่องอะไรก็ได้ที่จะมาพูดให้เขาดูแย่ในสายตาพ่อแม่ของเขา

แต่ฉันก็นึกไม่ออก ถ้าจะบอกไม่มีก็คงไม่ใช่เพราะสำหรับฉัน...ทิวในตอนนี้น่ะดูแย่ไปซะทุกอย่างนั่นแหละ

“เปล่าค่ะ” ฉันตอบแบบยิ้ม ๆ แล้วพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติ

“คงจะหิวใช่ไหม มานั่งพักก่อนลูก เดี๋ยวจะเป็นลม” พ่อของทิวดูจะเป็นห่วงฉันมาก

“ค่ะ”

“ไหนให้พ่อดูแผลหน่อย” ท่านพูดในตอนที่ฉันนั่งลงที่โซฟาแล้ว

“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ”

“เจ้าทิวเป็นไงบ้าง อยู่ที่มอพี่ทำตัวยังไง” ในที่สุดพ่อของทิวก็เปิดโอกาสให้ฉันได้แก้แค้นกลับสักที

“ช่วงนี้เหมือนจะติดผู้หญิงค่ะ เห็นคนในมอเขาลือกัน” ฉันตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ “ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะคะ แต่ออมได้ยินว่าวันนี้เข้าเรียนสายเพราะมัวแต่ไปตามจีบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ค่ะ”

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครหรอลูก”

“ออมก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พี่ทิวไม่ได้เปิดตัวหรือออกตัวอะไร”

“มันน่านัก ส่งไปเรียนแต่กลับเที่ยวเตร่ติดหญิงแบบนี้ได้ไง” ท่านดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที

เอาจริง ๆ แล้วพ่อแม่ของฉันและพ่อแม่ของทิวน่ะมีนิสัยเหมือนกันหลายอย่างเลยล่ะ อย่างเช่นเรื่องนี้เป็นต้น

พวกท่านคาดหวังในตัวลูก ๆ มาก มักอยากให้ลูกทำตามที่ตัวเองต้องการเสมอเพราะมันคือความหวังดีของพวกท่านที่มีต่อลูก

ฉันนั่งคุยกับพ่อของเขาได้ไม่นานเขาก็โผล่มาพร้อมกับกล่องปฐมพยาบาลกล่องหนึ่ง

“พ่อเป็นไรครับ หน้าดูเครียด ๆ” เขาถามด้วยความสงสัยทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะโดนอะไร

“วันนี้แกเขาเรียนสายหรือเปล่า”

“ครับ?”

“ฉันถามว่าแกเข้าเรียนสายหรือเปล่า!

“ไม่นี่ครับ”

“ดี งั้นฉันจะโทรไปเช็คกับทางคณะฯ ของแกเลยดีมั้ย”

“พ่อ!

“ทำอะไรอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ”

“...” ทิวไม่ตอบพ่อเขาแต่หันมาจ้องหน้าฉันแทน

ฉันส่งยิ้มให้เขาแล้วลุกขึ้น “ออมขอตัวก่อนนะคะ คุณพ่อกับคุณลูกคงอยากคุยกันตามลำพังมากกว่า”

“เดี๋ยว” ทิวคว้ามือฉันไว้ไม่ให้เดินหนีไปไหน “อยู่คุยกับพ่อเป็นเพื่อนพี่หน่อย”

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เอาแล้ววววว

ฝากเรื่องของศิวาและมะนาวด้วยนะคะ 

ลิงค์ค่ะ ----> Agriculturl เพราะเธอต้องมีแค่ฉันคนเดียว



1 คอมเมนท์เท่ากับ 1 กำลังใจนะคะ ไม่สะดวกเมนท์กดแอดแฟนและกดโหวตได้เลยน้าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1027 Chalitaqwer (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 00:44
    สนุกมากเลยค่ะะ
    #1,027
    1
    • #1027-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      14 พฤศจิกายน 2559 / 09:04
      ขอบคุณค่าาา
      #1027-1
  2. #425 YulSica (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 22:52
    อิพี่ทิวจะไปฟ้องคืนเปล่า55555
    #425
    1
    • #425-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      16 ตุลาคม 2559 / 09:33
      กลัวใจพี่ทิวววว
      #425-1
  3. #181 mtpply (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 19:54
    ขำ555555
    #181
    1
  4. #33 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 12:13
    เอาแล้ว ออมเล่นพี่ทิวแล้ว 5555 คู่นี้หาเรื่องมากัดกันตลอดเนาะ 
    #33
    1
  5. #32 somsomjirapapa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 11:56
    อืมเรียกว่าดีกันเนอะ
    #32
    1
  6. #30 มูมู่และฮันนี่. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 16:38
    เดี๋ยวก็ตีกันค่ะ
    #30
    1
  7. #29 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 18:11
    งื้อออ ออ เป็นห่วงด้วย เขิลลลล
    #29
    1
  8. #28 arrival2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 10:15
    เด่วๆไรท์เค้าดีกันตรงไหนนน
    #28
    1
  9. #26 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 15:27
    พี่หมออย่ากั๊กค่ะ หวงก็บอกหวง ก็บอกห่วง 5555
    #26
    1
    • #26-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      10 สิงหาคม 2559 / 17:58
      นั่นเดะ ๆ
      #26-1
  10. #25 มานุดอิ้ง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2559 / 12:56
    เราชอบคู่นี้ ดุเดือดเผ็ดมัน สนุก
    #25
    4
    • #25-3 Peanut_Nai (จากตอนที่ 3)
      14 สิงหาคม 2559 / 18:47
      เหมือนกันเยย
      #25-3
    • #25-4 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      15 สิงหาคม 2559 / 00:00
      ขอบคุณค่าาา
      #25-4
  11. #24 somsomjirapapa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 21:49
    คือแบบจะพูดไรดีอ่ะว่าหมอทิวโคตรโดนโคตรอยากได้เลยอ่ะ55555555
    #24
    3
    • #24-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      8 สิงหาคม 2559 / 18:59
      ตัวลืมพี่เซนไปแล้วหรออออออ
      #24-1
  12. #23 arrival2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 20:48
    ดีกันมากกกก ทิวเหมือนกั๊กๆออมเลย
    #23
    1
    • #23-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      8 สิงหาคม 2559 / 18:58
      ดีกันสุด ๆ อิอิ
      #23-1
  13. #22 areenapd (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 19:21
    รักมากกก????????????????????
    #22
    1
    • #22-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      6 สิงหาคม 2559 / 23:09
      ต้องรอดูกันต่อไปค่ะ ฮ่าๆๆ
      #22-1
  14. #21 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 14:51
    ดิวรุกหนักจริง 5555
    #21
    1
  15. #20 SisCheurfang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2559 / 08:09
    เก็บไว้กินเองรึเปล่าทิว
    #20
    1
  16. #19 somsomjirapapa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 23:53
    หมอขี้หวง หมอหวงก้างงงงงง
    #19
    1
  17. #18 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 14:50
    พี่ทิวขี้หวง ต้องหวงน้องแน่ๆ
    #18
    1
    • #18-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 3)
      5 สิงหาคม 2559 / 15:10
      ต้องรอลู้นนนนน
      #18-1
  18. #17 somsomjirapapa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 00:55
    อ่อยๆๆๆๆๆๆๆมีแต่คนน่ารักอ่ะเจ้ใจละลายยยยยยยย......ทิวระวังไว้ให้ดีนะหมอนะ
    #17
    1