Medicine พี่หมอปากร้ายกับยัยน้องสาวตัวแสบ

ตอนที่ 2 : ปะทะ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    30 ต.ค. 63


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 1

ปะทะ



“ทำไมทำหน้าเบื่อโลกขนาดนั้นล่ะ” มะนาวถามขึ้นทันทีที่ฉันนั่งลงข้าง ๆ เธอ

“ไม่มีไร แค่รู้สึกว่าโลกไม่น่าอยู่”

เรื่องเมื่อวานนี้ทำให้ฉันแทบอยากจะเข้าไปหักคอไอ้บ้าทิวนั่นให้ได้เลย หลังจากทะเลาะกันจนพี่ไผ่ได้เข้ามาช่วยฉันไว้ แม่ก็เข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทิวก็ตีหน้าซื่อบอกว่าฉันดื้อไม่ยอมขึ้นไปนอนพัก พี่ไผ่ก็เงียบไม่ยอมพูดอะไร แม่ก็บ่นฉันจนหูชาเลยต้องหนีขึ้นไปบนห้องเพราะไม่อยากเห็นว่าทิวจะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอะไรให้แม่ฉันฟังอีก

เบื่อ ฉันเบื่อหมอนั่น เบื่อบ้าน อยากย้ายไปอยู่หอพัก จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก

เขาก็มีคอนโดฯ ของเขานะ ทำไมไม่ไปอยู่ มาอยู่บ้านให้ขวางหูขวางตาฉันทำไมก็ไม่รู้

“ไม่น่าอยู่อะไร โลกออกจะสดใจ ^^” น้ำหวานโลกสวยมาอีกแล้ว

“ไม่ต้องมายิ้มเลย อารมณ์ไม่ดี”

“อ้าว...นี่ฉันผิดหรอ”

“น้ำหวานไม่ผิด” ฟ้าพูดแทรกขึ้นมาทันที

“โอ้ววว ฟ้าพูดได้” มะนาวแซวด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้

“ฉันไม่ได้เป็นใบ้นะ” ฟ้าพูดเหมือนไม่พอใจแต่สีหน้าก็ยังคงเรียบนิ่งเหมือนเดิม

ฉันมีเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่มัธยมอยู่สามคน คือ มะนาว น้ำหวาน และฟ้า เราเรียนโรงเรียนเดียวกัน ตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็เข้าที่เดียวกันแถมยังเรียนคณะฯ เดียวกันอีก แต่พวกเราเรียนคนละสาขา ฉันเรียนภาษาจีน มะนาวเรียนภาษาไทย น้ำหวานเรียนภาษาอังกฤษ ส่วนฟ้าเรียนภาษาอังกฤษธุรกิจ

ฉันและมะนาวชอบพูดแซวเพื่อนเป็นประจำและเป็นปกติอยู่แล้วที่เวลาฟ้าพูดแล้วพวกเราจะชอบแซวเล่นกัน เพราะปกติฟ้าจะเงียบ ๆ ไม่ค่อยปริปากเอ่ยอะไรออกมาง่าย ๆ

“เอาน่า ๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” ฉันบอกอย่างหงุดหงิดเพราะตอนนี้แทบไม่มีอารมณ์มาเฮฮาเลย

“แปลกแฮะ ทำไมวันนี้ไม่พูดอะไรเลย แถมยังห้ามเพื่อนอีกต่างหาก” มะนาวแซะขึ้น

“นี่ ตอนเย็นไปคาราโอเกะกันป่ะ” ฉันไม่สนใจคำพูดล้อเลียนของมะนาวแต่กลับหันไปชวนเพื่อน

“เฮ้ยย นี่เพื่อนพูดอยู่นะ ฟังกันบ้างสิ” มะนาวโวยวาย

“ทำไมอยู่ ๆ ถึงอยากไป” ฟ้าถาม

“นี่ไม่มีใครสนใจฉันเลยสินะ” ฉันได้ยินมะนาวพูดเสียงแผ่ว

“เบื่ออ่ะ อยากปลดปล่อย” ฉันบอกฟ้าและหันไปดูมะนาว ยัยนั่นทำหน้าหงิกหน้างอเหมือนน้อยใจ “เป็นไร เดะเลี้ยงเกะ ไปป่าว”

“เออ ไปก็ได้ นี่เห็นว่าเพื่อนเครียดนะไม่ใช่เพราะของฟรีเลย”

“แล้ววันนี้ไม่ได้ทำงานหรอมะนาว” น้ำหวานหันไปถามมะนาว

“ไม่อ่ะ วันนี้ร้านหยุด”

“งั้นก็ดีเลย เจอกันตอนเย็นนะ” ฉันพูดแล้วลุกขึ้น

“แล้วนี่จะไปไหน ยังไม่ถึงบ่ายโมงเลยนะ” น้ำหวานเงยหน้าขึ้นมาถาม

“พอดีคาบเรียนบ่ายต้องใช้หนังสืออ่ะ ฉันไม่มีเลยกะว่าจะไปยืมที่หอสมุด” ฉันพูดแค่นั้นเพื่อน ๆ ก็พยักหน้า “ไปนะ แล้วเจอกัน”

ฉันเดินออกมาจากโรงอาหารก่อนจะตรงดิ่งไปยังหอสมุดของมหาวิทยาลัย คณะฯ ของฉันอยู่ใกล้กับหอสมุด ฉันเลยเลือกที่จะเดินแทนการขับรถไป เพราะถ้าขับรถยนต์ไปมันมักจะหาที่จอดรถยากมากเพราะไม่อยากวุ่นวาย ยิ่งเป็นคนขี้โมโหอยู่แล้วด้วย กลัวว่าตัวเองจะโมโหแล้วพาลทำลายข้าวของ

ฉันเดินตรงทางเดินเชื่อมระหว่างคณะวิทยาศาสตร์ไปยังหอสมุด ความจริงมันคือทางลัดนั่นแหละและมันก็ต้องผ่านคณะวิทย์ฯ นี้ด้วย เมื่อผ่านคณะวิทย์ฯ มาแล้วก็จะเจอถนนที่อยู่ข้าง ๆ หอสมุด เมื่อข้ามไปก็จะถึงตัวอาคารและบันไดทางเข้า

ฉันมองซ้ายมองขวาเพื่อเช็คดูว่ามีรถวิ่งผ่านหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าไม่มีฉันก็รีบเดินอย่างรวดเร็วเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่ง แต่โชคไม่ดีตรงที่ฉันดันเผลอทำโทรศัพท์มือถือหล่นกลางทางซะได้

ฉันรีบก้มลงเก็บโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบเดินข้ามให้พ้นถนน แต่พอฉันหันไปดูอีกฝั่งก็เห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วและตรงมาทางฉัน

บ้าน่า! ไม่เห็นหรือไงวะว่ามีคนอยู่กลางถนน

แทนที่ฉันจะรีบวิ่งแต่ขาฉันกลับไปขยับไปไหน บ้าจริง เคยเห็นแต่ในละครที่เป็นฉากคนจะถูกรถชนแล้วกลับไม่ยอมวิ่งออกไปให้พ้นทาง ฉันเข้าใจแล้วว่าคนเราเวลาตกใจมักจะไม่มีสติคิดอะไรเลย

รถคันนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วเลยสักนิด ฉันยืนมองรถคันนั้นนิ่ง ๆ ไม่ขยับไปไหน

ฉัน...กำลังจะถูกรถชนหรอเนี่ย!

เอี๊ยดดดดดดด

วินาทีต่อมาฉันล้มลงไปกองกับพื้นทันที รู้สึกเจ็บที่หัวเข่า แสบบริเวณข้อศอก ร่างกายฉันสั่นสะท้านเพราะตกใจมาก หัวใจเต้นถี่รัวราวกับจะกระเด็นออกมาข้างนอก

เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองรถคันนั้นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีคนเปิดประตูรถออกมาพอดี

“ขับรถประสาไรวะ ไม่เห็นหรือไงว่ามีคนข้ามถนนอยู่” ฉันโวยวายทันทีที่เขาก้าวออกมาจากรถ

“เธอนั่นแหละ เดินข้ามถนนประสาอะไร ก็เห็นอยู่ว่ามีรถมายังจะยืนเซ่อให้รถชนอีก” น้ำเสียงของเขาก็แข็งกร้าวไม่แพ้ฉัน

“ก็เห็นอยู่ว่ามีคนข้าม ทำไมไม่ชะลอฮะ ไอ้หมอหน้าหมา!” ฉันด่าเขา ไม่รู้ว่าเพราะโมโหเรื่องวันนี้หรือเรื่องเมื่อวานกันแน่

ที่กล้าขึ้นเสียงใส่ขนาดนี้เพราะฉันรู้ว่าเขาเป็นใคร

ฉันจำได้...ว่ามันเป็นรถของทิวและฉันก็รู้ด้วยว่าทิวเห็นฉันแต่ไม่คิดจะหยุดรถ

ไอ้บ้านี่ กะเอาให้ตายเลยหรือไงวะ

“หมอหน้าหมา? มันจะมากเป็นแล้วนะยัยเตี้ย ฉันยังไม่ได้ชนเธอเลยนะ เธอล้มลงไปเองต่างหาก”

ใช่! เขาไม่ได้ชนฉันเพราะเขาหยุดรถได้ทันก่อนที่จะถึงตัวฉันเพียงนิดเดียวเท่านั้น

แต่มันก็ทำให้ฉันตกใจมากจนเข่าอ่อน คนตรงหน้าเองก็รู้ว่าฉันกลัวอะไรแบบนี้

เขา..ตั้งใจที่จะทำแบบนี้สินะ

“ไม่ได้เตี้ยโว้ย สูงกว่าไม่เท่าไหร่ทำเป็นพูดดี ไอ้! หมอ! หน้า! หมา!” ฉันตะโกนด่าเขาและมันทำให้คนที่อยู่แถว ๆ นี้เริ่มหันมามอง

“ลุกเองได้ป่ะ เอาความจริง อย่าสำออย” เขาพูดเหมือนพยายามสะกดความกรุ่นโกรธเอาไว้

“ไม่ต้องเสนอหน้ามาช่วย” ฉันพูดก่อนค่อย ๆ ยันตัวเองขึ้น เพราะเข่ามันกระแทกพื้นเต็มแรงจึงทำให้ฉันทรงตัวไม่ค่อยได้จนเซและจะล้มลงไปนั่งบนพื้นอีกรอบ

หมับ!

ทิวเข้ามาประคองฉันไว้ได้ทันพอดี ไม่งั้นคงได้หน้าแหกอยู่กลางถนน

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาช่วย” ฉันบอกเขาก่อนจะพยายามเบี่ยงตัวให้ออกห่างจากเขา

“อยู่นิ่ง ๆ จะได้ป่ะ คิดว่าอยากช่วยนักหรอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งรำคาญ ฉันพอเข้าใจแล้วว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงเข้ามาช่วยฉัน

“อ๋อ...กลัวคนเอาไปพูดใช่มะว่าเดือนมหาลัย ปีที่แล้วมารยาททรามขับรถเฉี่ยวคนอื่นแล้วยังไม่มีน้ำใจช่วยเขาอีก” ฉันตั้งใจพูดดัง ๆ ให้คนแถวนั้นได้ยิน

“เก็บปากไว้กินข้าวเถอะออม”

“ไม่ต้องห่วงนะฉันไม่แจ้งความหรอก สบายใจได้” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม

“จะหยุดสร้างเรื่องได้ยัง?” เขาถามพร้อมกับบีบแขนฉันแรงขึ้น

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่แจ้งความหรอกค่ะ ทำไมต้องขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายกันด้วย” ฉันนิ่วหน้าเพราะรู้สึกเจ็บ เจ็บจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้ง

“อย่าให้ฉันโมโหนะออม” เขาหันไปมองรอบ ๆ แน่นอนว่ามีคนจับจ้องมา    ที่เราทั้งคู่

“ยอมแล้วค่ะ ยอมแล้ว ไม่แจ้งความแน่นอนค่ะ” ฉันยังคงแสดงละครต่อไป

“เอาล่ะ มันหมดละ” เขาพูดอะไรสักอย่างก่อนจะเอื้อมมือมาโอบไหล่ฉันไว้แล้วก้มหน้าลงมาคุยด้วย “เดี๋ยวพี่พาไปโรงพยาบาลนะ ท่าทางจะเจ็บน่าดู”

“...” ฉันขมวดคิ้วเพราะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนโหมดได้ไวขนาดนี้

“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้ทำอะไรต่อก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

อ๋อ...ฉันเข้าใจแล้ว กลัวว่าคนจะมองตัวเองไม่ดีสินะ

“ช่วยฉัน...” พอกำลังจะเอ่ยปากสร้างเรื่องขอความช่วยเหลือเธอคนนั้นก็มีเสียงมารผจญขัดขึ้นมาซะก่อน

“ไม่เป็นไรครับ พอดีน้องเขาบอกให้ผมช่วยพาเขาไปโรงพยาบาล” เขาพูดอย่างยิ้มแย้มระคนรู้สึกผิด “ไม่งั้นเขาจะแจ้งตำรวจน่ะครับ”

“ห๊ะ?” ฉันหันไปมองเขาด้วยความงุนงง ฉันพูดตอนไหนวะว่าให้เขาพาไปโรงพยาบาล

“เอ่อ..อ๋อ ค่ะ” เธอคนนั้นมองฉันพร้อมทำหน้าเหลอหลา ก่อนจะหันไปคุยกับเขา “เอ่อ พี่ทิว คณะแพทย์ฯ ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ” เขาตอบยิ้ม ๆ

ไม่นะ!

“นอกจากจะหล่อแล้วยังใจดีอีกนะคะเนี่ย” บ้าจริง เข้าทางเขาจนได้

“ขอบคุณครับ พี่ต้องขอตัวไปส่งน้องคนนี้ก่อนนะ” เขาบอกลาเธอด้วยท่าทางสุภาพ ต่างจากตอนที่คุยกับฉัน

“ให้แคทช่วยมั้ยคะ” เธอเสนอ แต่ฉันรู้เจตนาเธอดีว่าต้องการอะไรกันแน่

“ไม่เป็นไรครับ น้องเขาคงอยากให้พี่ไปส่งคนเดียวมากกว่า” เป็นการปฏิเสธที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ฉันมาก

“...” ฉันได้แต่เงียบเพราะถ้าพูดอะไรไปก็เหมือนแก้ตัว อีกอย่างผู้หญิงคนนี้น่าจะเอนเอียงไปทางทิวมากกว่า

“อ๋อ...” เธอลากเสียงยาวพร้อมกับปรายตามามองฉัน

“ไม่รู้ว่าคิดอะไร อยู่ ๆ ก็วิ่งมาตัดหน้ารถ ทีหลังก็เดินระวังหน่อยนะครับ” เขาหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงนัยบางอย่าง

“...” ฉันกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะพยายามผลักเขาออก

“เป็นอะไรครับ จะเป็นลมหรอ” คนตัวสูงพูดพร้อมกับโน้มใบหน้ามาใกล้ ๆ

“สงสัยจะดีใจมั้งคะที่พี่ทิวใจดีด้วยขนาดนี้” เธอคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมประชดประชัน

“ฮ่าๆๆ” ทิวหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่สีหน้าเขาไม่ใช่แบบนั้น “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

เพราะเขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ทำให้ฉันเห็นได้ชัดเจนว่าเขากำลังยิ้มเยาะฉันอยู่ ฉันจึงถลึงตาใส่คนตรงหน้าและพยายามขืนตัวออกจากวงแขนของเขาให้ได้

“น่าอิจฉาเธอจังเลยนะ พี่ทิวใจดีด้วยขนาดนั้น” เธอพูดเสียงเรียบแต่แฝงด้วยน้ำเสียงริษยา

เออ มาเป็นฉันมั้ยล่ะ เธอจะไม่อิจฉาเลย

“งั้นพี่ไปก่อนนะ เหมือนน้องเขาจะไม่ไหวแล้ว” ทิวพูดก่อนจะพยายามยัดตัวฉันเข้าไปในรถของเขา

“ดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นอะไรมากนะคะ” เธอคนนั้นยังไม่หยุดพูดกระแทกแดกดันฉัน

“แต่น้องเขาบอกพี่ว่าเจ็บมากเลยนะครับ” ทิวตั้งใจไม่ปิดประตูรถเพราะอยากให้ฉันได้ยินที่พวกเขาคุยกัน

หมอนี่มันน่านัก

ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากเลย แค่ตอนแรกทรงตัวไม่ได้เฉย ๆ หรอก เลยเสียหลัก ตอนนี้น่ะเดินไปเตะก้านคอไอ้คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังได้เลย

“ให้แคทไปด้วยมั้ยล่ะคะ จะได้ช่วยพยุงด้วย” เธอยังเสนอตัวอีกครั้ง

“เอ่อ...พี่ว่า ไม่ดีกว่าครับ” ทิวอึกอักเล็กน้อย

หึ...ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเขารำคาญ เขาไม่ชอบให้คนมาจู้จี้เขามาก ๆ หรอก

“ไปด้วยก็ดีค่ะ ฉันกลัว” ฉันชะโงกหน้าไปคุยกับเธอ ก่อนจะหันไปคุยกับทิว “ว่าไงคะพี่ทิว ให้เธอไปด้วยได้มั้ยคะ ถ้าไปกันสองคนมันดูไม่ดีนะคะ”

เข้าทางฉันล่ะ!

“เอ่อ...”

กริ้งงงงงง

เสียงโทรศัพท์ดังขั้นขัดจังหวะการสนทนาของพวกเรา

มันเป็นเสียงโทรศัพท์ของเธอคนนั้นนั่นเอง ทิวอาศัยจังหวะนั้นหันมามองหน้าฉันอย่างคาดโทษ ฉันไหวไหล่อย่างไม่แคร์ว่าเขาจะทำหน้าโหดแค่ไหน ถ้ามีผู้หญิงคนนี้ไปด้วย รับรองเขาไม่ทำอะไรฉันหรอก นอกจากจะพูด dog dog ใส่ฉัน

“ว่าไงยัยหนึ่ง...อือ ๆ...จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” เธอวางสายก่อนจะหันไปคุยกับทิว “แคทคงไม่ได้ไปด้วยนะคะ พอดีเพื่อนโทรมาตามให้ไปช่วยงานน่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็ขอบคุณน้องมากเลยนะ” เขายิ้มให้เธอจนตาหยี เห็นแล้วหมั่นไส้

“ค่ะ” เธอพูดแค่นั้นก่อนจะเดินจากไปด้วยท่าทางเสียดายอะไรบางอย่าง ฉันดูออกนะ ขอบอก

“ป่ะ เราไปโรงพยาบาลกันเถอะครับ” ทิวชะโงกหน้าเข้ามาพูดกับฉันแล้วยืดตัวขึ้นก่อนจะปิดประตูรถเสียงดังลั่น ร่างสูงเดินอ้อมมาที่ฝั่งคนขับก่อนจะเข้ามานั่งในรถ

“ตอแหล” ฉันพูดทันทีที่เขาปิดประตูรถ

“ก็ไม่ต่างกันนิ” เขาพูดแล้วเลื่อนสายตาลงมามองที่หัวเข่าของฉัน “เจ็บจริงป่ะเนี่ย”

“ก็เห็นอยู่ ยังจะถามอีก”

“เอาดี ๆ ดิ ใครมันจะไปรู้วะ” ฉันเบะปากทันทีที่เขาพูดแบบนั้น อยากให้ผู้หญิงคนนั้นมาเห็นเขาตอนนี้จัง ยังจะชื่นชมอยู่อีกมั้ย

“นี่เรียนหมอจริงป่ะเนี่ย” ฉันพูดเพื่อยั่วโมโหเขา

“...” คนข้าง ๆ เงยหน้าจากหัวเข่าแล้วมามองหน้าฉันแทน สายตาของเขามันทำให้ฉันหวั่น ๆ ยังไงไม่รู้

อยู่ในรถกันสองคนด้วย เกิดมันคึกเอามีดมาจิ้มคอ ฉันจะทำไงล่ะทีนี้

ถึงทิวจะไม่ใช่คนโหดร้ายขนาดนั้นแต่ถ้าเขาโมโหขึ้นมาอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์เมื่อวานและหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมามันทำให้ฉันตระหนักได้ว่าไม่ควรมีเรื่องกับเขาในที่ลับตาคน

“เจ็บ แต่ก็ไม่ได้มาก” ในที่สุดฉันก็ต้องยอมบอกเขาไป

“ดี ขี้เกียจอ้อมกลับไปคณะฯ อีก”

คณะแพทยศาสตร์ที่เขาเรียนอยู่นั้นมันเป็นที่เดียวกันกับโรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย ที่เขาพูดแบบนั้นคงเพราะเพิ่งออกจากคณะฯ ของเขามานั่นแหละ

ไอ้หมอหน้าหมาพูดแค่นั้นก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไปทันที

“อ้าว ไหนบอกไม่ไปไง ขับออกมาทำไม” ฉันรีบหันขวับไปถามเขาทันที

“เออน่า ขับอ้อมมอแป๊บเดียว เดี๋ยวกลับมาส่ง” เขาบอกปัด

“นี่ ฉันไม่ได้ว่างมานั่งรถเล่นกับนายนะ ต้องไปยืมหนังสือด้วย คนยิ่งรีบ ๆ”

“คิดว่าอยากทำแบบนี้หรือไง ฉันก็รีบเหมือนกันนั่นแหละน่า” เขาพูดโดยไม่หันมามองหน้าฉันเพราะสายตาของเขาจับจ้องไปที่ถนนข้างหน้า

“ก็ถ้ารีบจะขับออกมาให้เสียเวลาทำไมวะ” ฉันเริ่มขึ้นเสียง

“หุบปากซะ ไม่งั้นฉันจะทิ้งเธอไว้กลางทางเนี่ยแหละ”

“เออ จอดเลย จอดตรงนี้เลย คิดว่ากลัวหรอ”

“อย่าท้าฉันนะออม” เขาพูดแล้วเบนสายตามองไปยังนาฬิกาดิจิตอลบนรถ “ได้ข่าวว่ามีเรียนบ่าย”

บ้าจริง พอเขาพูดฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ฉันหันไปมองนาฬิกาบ้าง เหลืออีกแค่ 15 นาที จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้วด้วย

“นายก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรอ” ฉันหันไปตอกย้ำเขาบ้าง

เคยได้ยินไหมว่าคนที่เราเกลียดมาก ๆ เราจะรู้เรื่องของตัวเขาดีเลยล่ะ ทิวกับฉันก็เหมือนกัน เขารู้ตารางเรียนฉัน ฉันเองก็รู้ตารางเรียนเขาเหมือนกัน และถ้าจำไม่ผิด คาบบ่ายเขาน่าจะเรียนวิชาเสรีมั้ง ซึ่งฉันก็จำไม่ได้หรอกว่าเขาเรียนวิชาอะไร ของคณะฯ ไหน เพราะไม่ได้ใส่ใจอะไรขนาดนั้น

“บ้าเอ้ย! เธอนั่นแหละทำฉันสาย” เขาหันมาดุฉันแล้วหันไปสนใจถนนข้างหน้าต่อ

เขาเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ทันเวลา

“แล้วนายจะขับออกมาทำซากไรวะ ให้เรื่องมันจบตรงนั้นก็พอแล้วป่ะ”

“เธอไม่แหกตาดูหรือไงว่าน้องคนนั้นมองตามมาอยู่น่ะ ขับออกมานั่นแหละดีแล้ว”

“ที่แท้ก็กลัวตัวเองเสียภาพลักษณ์ เป็นไงล่ะ ได้เข้าเรียนสายก็คราวนี้แหละ”

“บอกให้เงียบไง พูดมากอยู่ได้ เดี๋ยวจอดให้ลงตรงนี้จริง ๆ หรอก”

“ไอ้...” ฉันอยากจะด่าเขานะ แต่สุดท้ายก็ต้องเงียบปากไว้เพราะกลัวเขาทำแบบนั้นจริง ๆ

ตอนนี้เขาก็ขับรถออกมาไกลจากหอสมุดพอสมควร วิชานี้ฉันสายไม่ได้ด้วยเพราะจะมีแบบทดสอบให้ทำ เป็นการสอบแบบ open book และมันก็ต้องใช้หนังสือที่ฉันกำลังจะไปยืมเนี่ยแหละ

ฮึ้ยยยย ยอมให้วันนึงก็แล้วกัน

ฉันนั่งกอดอกมองออกไปข้างนอกรถเพราะไม่อยากจะเห็นแม้แต่เสี้ยวหน้าของเขา

เขาขับรถเร็วมาก เร็วจนฉันคิดว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น พวกเราคงได้ตายคาที่กันในรถเนี่ยแหละ

“ให้รอไปส่งคณะฯ มั้ย” จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นขณะที่รอสัญญาณไฟ

“...” ฉันหันไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“เร็ว อย่าคิดนาน”

 “เออ ไปส่งด้วย” ความจริงอยากจะปฏิเสธนะ แต่กลัวไปสอบไม่ทันมากกว่า

“งั้นเดินไปแล้วกัน”

“จะเอาไงแน่” ฉันหันไปมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“เวลาขอร้องคน เธอพูดแบบนี้หรอ”

“ก็ไม่ได้ขอตั้งแต่แรกนิ เสนอมาเอง”

“เออ งั้นก็เดินไป ขอให้ไปสอบทันแล้วกัน” เขาพูดพอดีกับสัญญาณไฟเขียวขึ้นพอดี

นี่ทิวรู้ลึกถึงขนาดรู้ว่าวันนี้ฉันมีสอบด้วยหรอเนี่ย นี่มันวันซวยของฉันชัด ๆ

“ไปส่งหน่อยนะ” ฉันพยายามพูดให้เสียงดูนุ่มนวลที่สุด

“เดินไปเองเหอะ” แต่คงไม่เป็นที่พอใจของเขา โอเค ฉันพยายามอดทนสุด ๆ ละ นี่ถ้าไม่มีสอบนะ อย่าหวังว่าฉันจะพูดดีด้วย

“ไปส่งออมหน่อยนะคะ” ฉันชะโงกหน้าไปใกล้ ๆ เขาพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเว้าวอนสุด ๆ

“...” เขาหันมามองฉันแว๊บนึงก่อนจะหันไปมองถนนข้างหน้าต่อ

“นะคะ” นี่ถ้าไม่ได้ผลนะ ฉันจะเลิกทำแล้วนะ ฝืนตัวเองชัด ๆ

“...” เขาไม่ตอบอะไรฉัน ไม่หันมามองด้วย

“ไปส่งเค้าหน่อยนะคะพี่ทิว”

“...”

เอาวะ ไปสอบสายก็ช่าง ไม่สนแล้วโว้ย

ฉันดึงตัวเองกลับมานั่งแล้วได้แต่ถอนหายใจ ขี้เกียจมีปากมีเสียงกับเขาแล้วด้วย

พอมองดูเวลาเหลือแค่ 5 นาทีเองอ่ะ ยอมรับว่านอยด์นะ บอกให้เราขอร้องดี ๆ แต่พอทำแล้วไม่สนใจเลย นี่แกล้งกันชัด ๆ

ในที่สุดเขาก็ขับรถวนมาถึงหอสมุดอีกครั้ง ทิวจอดมันตรงข้าง ๆ หอสมุดก่อนที่ฉันปลดเข็มขัดนิรภัยและเตรียมเปิดประตูรถ

“ให้เวลา 3 นาที ถ้าสายฉันไม่รอนะ รีบเหมือนกัน เดี๋ยวกลับรถไปรออีกฝั่ง”

ฉันเปิดประตูรถออกไปแล้วรีบวิ่งทันที เจ็บเข่าก็เจ็บแต่กลัวไปสอบไม่ทันมากกว่า คะแนนแบบทดสอบครั้งนี้ไม่เยอะมากแต่มันก็คือคะแนน ฉันจะทำให้พ่อกับแม่เห็นให้ได้ว่าฉันสามารถเรียนได้ และเรียนได้ดีด้วย เกรดเทอมแรกของปีหนึ่งจะต้องออกมาดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้

ฉันรีบวิ่งเข้าไปกดลิฟต์ทันที โชคไม่ดีเลยที่หนังสือที่ฉันต้องใช้มันดันอยู่ชั้น 5 กว่าลิฟต์จะมาก็เสียเวลาไปมาก

ความจริงมันก็ไม่ได้นานหรอก แต่อาจเป็นเพราะฉันรีบมากกว่ามันเลยเหมือนว่าทุกอย่างช้าไปหมด

ดีที่ฉันเช็คในเว็บหอสมุดไว้แล้วว่าหนังสือมันอยู่ชั้นไหน ตู้ไหน เลยทำให้ไม่เสียเวลามาก ฉันรีบหยิบหนังสือแล้วรีบกดลิฟต์ลงไปยังชั้น 2 เพื่อยืมหนังสือ เมื่อยืมเสร็จแล้วฉันก็รีบวิ่งออกมาจากหอสมุดทันทีพร้อมกับยกนาฬิกาขึ้นมาดู

แย่แล้ว! เลยเวลาไป 2 นาที ทิวต้องไม่รอฉันแน่ ๆ เลย

ตอนนั้นฉันรู้สึกไม่มีแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่เมื่อวิ่งออกมาตรงบันไดหน้าหอสมุดฉันก็เห็นว่ารถของทิวยังจอดรออยู่

เขายังรอฉันอยู่หรอ ฉันไม่คิดอะไรต่อทั้งนั้นเพราะในหัวมีแต่เรื่องสอบก่อนจะรีบวิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่งแล้วรีบเปิดประตูก้าวเข้าไปในรถเขาอย่างรวดเร็ว

“ช้าชะมัด” เขาบ่นแต่ก็รีบบึ่งรถออกไปทันที

ฉันได้แต่หอบหายใจหนัก ๆ เพราะเหนื่อยมาก เจ็บเข่าด้วย ปวดร้าวตรงข้อศอกอีกต่างหาก ซวยอะไรขนาดนี้เนี่ย

ไม่นานเขาก็ขับมาถึงคณะฯ ของฉัน มันเลยเวลาสอบมาแล้วด้วย ตอนนี้ทำได้แค่ลุ้นว่าอาจารย์จะให้เข้าห้องไหม

ฉันเปิดประตูก่อนจะก้าวลงจากรถ

“ขอบใจนะ” ฉันชะโงกหน้าไปขอบคุณเขาแล้วปิดประตูรถทันทีก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปยังตัวอาคารโดยไม่หันไปมองอีกว่าเขายังอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า

ฉันรีบวิ่งขึ้นไปยังห้องเรียน เพราะขี้เกียจรอลิฟต์และอีกอย่างห้องเรียนฉันมันอยู่ชั้น 3 เอง ฉันเลยเลือกที่จะวิ่ง แต่ทุกครั้งที่ก้าวเท้าขึ้นบันได้ฉันรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวเข่า

ฉันนิ่วหน้าเพราะความเจ็บแต่ก็ต้องวิ่งต่อไปและมันทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างได้

เมื่อถึงหน้าห้องฉันก็เคาะประตูก่อนแล้วค่อย ๆ เปิดออกเบา ๆ

“ทำไมมาสาย!” อาจารย์ถามเสียงเข้มทันทีที่ฉันโผล่หน้าเข้าไป เพื่อน ๆ ทุกคนหันมามองที่ฉันทันที

“หนูโดนรถเฉี่ยวค่ะเหล่าซือ”

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ฉันก็มีเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างอยู่เหมือนกัน

แม้จะเจ็บตัวเพราะเขาแต่ก็ยังดีที่มีแผลมาเป็นหลักฐาน ฝากไว้ก่อนเถอะ ไอ้หมอหน้าหมา!

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


มาแล้วววววว


ฝากเพจหน่อยน้าาา จิ้มเลย ----> Maanyee


1 เมนท์เท่ากับ 1 กำลังใจนะคะ ไม่สะดวกเมนท์กดโหวตและแอดแฟนได้เลยค่าาาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1418 BunnyPK (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 15:36
    ทำไมนางเอกต้องแพ้ตลอด เราไม่ชอบอ่ะ อยากให้นางเอกชนะบ้าง
    #1,418
    1
  2. #1209 tbuykeid37 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 19:44
    ปากไม่ตรงกับใจนะ
    #1,209
    1
  3. #424 YulSica (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 22:42
    พี่หมอทิวปากร้ายมากกกก
    #424
    1
    • #424-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 2)
      16 ตุลาคม 2559 / 09:33
      สุดด ๆ อ่ะคนนี้
      #424-1
  4. #16 somsomjirapapa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 07:07
    คือคู่นี้น่าจะมันอ่ะออกแนวไม่ยอมใครแต่พี่หมอนี้คงจะห่วงน้องน่าดูเหมือนกันเนาะ
    #16
    2
  5. #15 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 23:07
    ยอมใจนังแคท คันมือมากค่ะบอกเลย
    #15
    1
  6. #14 somsomjirapapa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 20:36
    แคทแคทแคทแคทอีกแล้ว
    #14
    1
    • #14-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 2)
      1 สิงหาคม 2559 / 20:55
      แคทโผล่มาแล้ววววววว
      #14-1
  7. #12 SILVER CLOVER (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 23:54
    มีความร้ายกาจค่ะคุณแม่~
    #12
    1
  8. #11 somsomjirapapa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 22:32
    ในที่สุดหมอทิวของอิเจ้ก้อคลอดแล้วชอบอ่ะพระนางปากร้ายทั้งคู่#มีความจิตอ่อนๆ
    #11
    1
  9. #10 Maypst (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 21:45
    เย้!! มาแล้ววววว ลงเรื่อยๆ บ่อยๆ นะคะ ไรท์ #รักไรท์นะ จุ๊บๆๆ
    #10
    1