Medicine พี่หมอปากร้ายกับยัยน้องสาวตัวแสบ

ตอนที่ 1 : บทนำ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,585
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    17 ก.ค. 60

เครคิตตามภาพเลยค่ะ

ทิว
--------------------------------------------------------------------------


   บทนำ

 

“วันนี้ทิวจะมากินข้าวที่บ้านเรานะลูก” เสียงของแม่ฉันเอ่ยขึ้นขณะที่ฉันกำลังหั่นผักคะน้าเพื่อนำไปทำผัดคะน้ากุ้งสด 

“ที่บ้านเขาไม่มีข้าวกินหรือไง ทำไมต้องมากินบ้านเราด้วย”

“เอ๊ะ! ยัยเด็กนี่ แม่ไม่เคยสอนให้พูดแบบนี้นะ” แม่หันมาหยิกต้นแขนฉันพร้อมกับทำเสียงดุ

“โอ๊ย! แม่ เบา ๆ ออมล้อเล่น แซวนิดแซวหน่อยก็ไม่ได้”

“แล้วไป” แม่เลิกหยิกแขนฉันแล้วหันไปหั่นเนื้อหมูต่อ “แล้วทำไมไม่ชวนเพื่อนมากินข้าวที่บ้านเราบ้างล่ะ ไม่ได้เจอกันนานมากเลยตั้งแต่เราเข้ามหาวิทยาลัย”

“แม่คะ ออมเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยได้สองเดือนเองนะ ไม่นานขนาดนั้นหรอก”

ฉันบอกกับแม่ไปตามความจริง นี่เพิ่งเปิดเทอมปีหนึ่งได้แค่สองเดือนเอง   แต่เป็นสองเดือนที่โคตรทรมานมาก นั่นก็เพราะว่าเด็กปีหนึ่งจะต้องเข้าเชียร์เพื่อพิสูจน์รุ่นของตัวเอง ประเด็นมันอยู่ตรงที่เลิกเรียนปุ๊บก็ต้องไปรวมตัวกันที่ลานหน้าคณะฯ เลย กว่าจะได้เลิกกิจกรรมก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม แล้วก็ต้องกลับมา      ทำการบ้าน อ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวเรียนในวันถัดไปอีก มันก็เป็นอยู่แบบนี้แหละ ชีวิตเฟรชชี่ที่ไม่ค่อยเฟรชเท่าไหร่ แต่เชียร์ของคณะฯ ฉันไม่หนักเท่าคณะฯ ของพี่ชายฉันหรอก พวกนั้นเขาขึ้นชื่อเรื่องนี้เลยล่ะ

“สองเดือนก็นานย่ะ แม่ไม่ได้เจอน้ำหวานนานมาก อยากชวนมาทำอาหารด้วยกันอีก”

น้ำหวาน คือเพื่อนในกลุ่มของฉันเอง เธอทำอาหารเก่งมากและอร่อยด้วย อร่อยกว่าแม่ฉันทำอีก =_= แม่ออกจะเป็นปลื้มน้ำหวานเพราะกิริยามารยาทของเธอนั้นเรียบร้อย จะเดิน จะนั่งก็ดูเป็นกุลสตรี แถมพูดจายังไพเราะมีคำลงท้ายตลอด ซึ่งแตกต่างกันกับฉันราวฟ้ากับเหว

“หาเวลาว่างตรงกันยากอ่ะแม่ โดยเฉพาะยัยมะนาว ทำงานตัวเป็นเกลียว ทั้งเรียนทั้งทำงาน ไม่รู้ว่าเอาเวลาไหนไปนอนพัก”

เพราะเรียนคนละสาขาทำให้ช่วงแรก ๆ ที่เข้าเรียนต้องปรับตัวให้เข้ากับสาขาวิชาของตัวเองก่อน พวกเราไม่ได้เรียนวิชาเดียวกันเลย ต่างคนต่างเรียนวิชาตามสาขาของตัวเอง ไม่ได้เรียนรวมกันเหมือนคณะฯ ของพี่ชายฉัน เลยไม่ค่อย    ได้เจอกันเท่าไหร่

ความจริงพวกเราก็เจอกันบ้างนะ แต่ส่วนมากจะเจอกันเฉพาะตอนเช้าเชียร์คณะฯ ก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเลยส่วนมากจะคุยในไลน์กลุ่มมากกว่า

“เพิ่งจะอยู่ปีหนึ่งเอง ทำไมทำงานหนักขนาดนั้นล่ะ เงินไม่พอใช้หรอ”

“ได้ยินว่าจะเก็บเงินเอาไว้ใช้ตอนน้องสาวเข้าปีหนึ่งค่ะ เพราะช่วงนั้นอาจใช้เงินเยอะ”

มะนาว เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของฉัน เธอเป็นคนที่ขยันมาก ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเพราะไม่อยากให้ลำบากพ่อและแม่ อยากให้ท่านทั้งสองหาเงินส่งเสียน้องที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อน เธอเคยบอกฉันว่าจะตั้งใจเก็บเงินไว้เผื่อตอนที่มะปรางเข้าเรียนปีหนึ่งจะได้ไม่ลำบาก เพราะช่วงเข้าเรียนใหม่ ๆ เป็นช่วงที่มีค่าใช่จ่ายเยอะพอสมควร

“เป็นเด็กดีจังเลยนะมะนาวเนี่ย หัดทำตัวเหมือนเพื่อนบ้างสิเราน่ะ”

“โหยแม่ ออมไม่ใช่ลูกคนโตสักหน่อย ถ้าจะทำงานคงเป็นพี่ไผ่นั่นแหละที่ต้องทำ”

พี่ไผ่คือพี่ชายแท้ ๆ ของฉันเองตอนนี้เขาเรียนอยู่ปีสองคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับฉัน ชื่อเล่นของเราสองคนไม่มีความสอดคล้องกัน       แต่อย่างใด

...ฉันชื่อออม พี่ชายฉันชื่อไผ่

เคยสงสัยนะว่าทำไมไม่ตั้งชื่อให้ฉันขึ้นต้นด้วย ผ ผึ้ง เหมือนพี่ไผ่ และฉันก็ได้คำตอบว่าตอนพี่ไผ่เกิดพ่อและแม่ทะเลาะกันเรื่องตั้งชื่อลูก สุดท้ายพ่อเลยขอตั้งชื่อเองเพราะลูกเป็นผู้ชาย ตอนนั้นแม่เลยบอกพ่อว่าถ้ามีลูกคนที่สองขอเป็นคนตั้งชื่อบ้าง เลยตกลงกันได้ พวกเขานี่ช่างคาดการณ์ได้ดี เพราะห่างกันแค่ปีเดียวท่านก็คลอดฉัน พอรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงแม่ก็ดีใจมากเพราะอยากได้ลูกสาวเลยทำการตั้งชื่อให้ว่า ออม เพราะไม่อยากให้เหมือนกับชื่อที่พ่อตั้งให้พี่ไผ่

นี่แม่ยังโกรธพ่ออยู่สินะ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวแก้แค้นพ่อเรื่องชื่อยังไงไม่รู้ =_=

ถึงแม้ชื่อเล่นเราจะไม่คล้ายกันแต่อย่างน้อยชื่อจริงเราก็คล้ายกันอยู่นะ

“อะไร ๆ นินทาอะไรพี่” พูดถึงก็โผล่หน้ามาทันทีเลยนะ

“มาก็ดีแล้ว มาช่วยออมแกะเปลือกกุ้งหน่อย”

“ทำเองไม่เป็น?

“ทำเป็น แต่ต้องการคนช่วย จะกินมั้ยผัดคะน้ากุ้งสดน่ะ ไม่ช่วยก็ไม่ต้องกิน”

“แม่...ออมมันขู่ผมอ่ะ” พี่ไผ่หันไปฟ้องแม่พร้อมกับเข้าไปออดอ้อนด้วยการเอาหน้าไปถูไถตรงหัวไหล่ของท่าน

เดี๋ยวเถอะไอ้พี่ไผ่ คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะน่ารักหรอ ฝันไปเถอะ แม่น่ะไม่รักเราสองคนหรอก โน่น! เขารักลูกชายข้างบ้านโน่น

“ไปช่วยน้อง” นั่นไง เป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ พี่ไผ่หันมองฉันแว๊บนึงก่อนจะทำหน้างอใส่แม่

ตัวโตเท่าควายแล้วยังจะทำท่าแอ๊บแบ๊วอีก

“เออ ๆ”

“ก็แค่เนี้ย” ฉันหันไปยักคิ้วให้พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากเป็นการเย้ยหยัน พี่ไผ่หันมามองด้วยสายตาอาฆาตแล้วยกมือขึ้นมาทำท่าปาดคอตัวเองเพื่อข่มขู่ฉัน ก่อนจะเดินไปเปิดเอากุ้งในตู้เย็นแล้วเดินที่อ่างล้างจาน

เชอะ! กลัวตายล่ะ เห็นไหมว่าในมือฉันมีอะไรอยู่ นี่มีดตราใบพัดยักษ์เลยนะ เดี๋ยวสวนกลับด้วยท่าหั่นคะน้าสะท้านโลกาหรอก

“เออแม่ พรุ่งนี้ไอ้เซนจะมาทำรายงานที่บ้านนะ” พี่ไผ่พูดขณะที่กำลังล้างกุ้งอยู่ นี่ล้างหรืออะไรทำไม่มันน่ากลัวอย่างนั้นล่ะ ให้ล้างกุ้งนะไม่ใช่ซักกุ้ง นี่เล่นขยี้ ซะขนาดนั้น คงไม่ต้องแกะเปลือกออกให้ยากหรอก เปลือกหลุดตั้งแต่ล้างแล้ว =_=

“ตายจริง ทำไมเพิ่งมาบอกแม่เอาป่านนี้ สงสัยต้องออกไปซื้อขนมมาไว้ซะแล้ว”

“แม่ก็เวอร์ไป แค่เพื่อนพี่ไผ่จะมาบ้าน ไม่เห็นต้องไปอะไรขนาดนั้น”

“เอ๊ะ ยัยเด็กนี่ แขกมาบ้านทั้งทีก็ต้องต้อนรับให้ดีสิ เดี๋ยวเขาจะว่าเอาได้    ว่ามาบ้านเราทั้งทีแต่ไม่มีอะไรให้กิน”

“ไอ้เซนมันไม่คิดมากหรอกแม่”

“ไม่ได้!

“ค่า/คร้าบ” ฉันกับพี่ไผ่ขานรับผู้เป็นแม่อย่างเอือม ๆ ท่านก็เป็นแบบนี้แหละ มักจะตื่นเต้นดีใจเสมอเวลามีแขกจะมาที่บ้าน

“ทำอะไรกันอยู่ครับ เสียงดังไปถึงหน้าบ้านเลย” ขณะที่พวกเรากำลังทำอาหารกันอยู่ในครัว จู่ ๆ ก็มีแขกที่ได้รับเชิญไว้แล้วปรากฏกายขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือทิว พี่ชายข้างบ้านของฉันที่แม่บอกว่าจะมาทานข้าวเย็นที่บ้านของเรานั่นแหละ

“อ้าว...ทิว ทำไมมาไวจังล่ะลูก”

ฉันแอบเบ้ปากไม่ให้ใครเห็น ทีลูกคนอื่นนี่แม่พูดเพราะด้วยจัง เห็นแล้วหมั่นไส้

“พอดีวันนี้อาจารย์ปล่อยเร็วน่ะครับ เลยได้กลับเร็ว” กลับเร็วก็กลับไปบ้านตัวเองสิ มาบ้านคนอื่นเขาทำไม “อ้าวไผ่ ทำอะไรน่ะ”

พูดกับแม่ฉันเสร็จทิวหันไปทักพี่ไผ่ที่กำลังล้างกุ้งอย่างขะมักเขม้น

“ล้างกุ้ง สนใจมาทำด้วยกันมะ” พี่ไผ่กล่าวเชิญชวนทิวให้เข้าไปช่วยล้างกุ้งด้วย จะอู้งานก็บอก อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ความคิดแก ไอ้พี่ไผ่

“พี่ทิว...สวัสดีค่ะ” ฉันเอ่ยทักเขาพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ ความจริงไม่อยากทำเลยสักนิด แต่ก็ต้องจำใจทำเพราะแม่อยู่ด้วย เดี๋ยวจะหาว่าฉันเป็นเด็กไม่มีมารยาท

“สวัสดีครับน้องออม” เขากล่าวตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร แต่สำหรับฉันมันคือรอยยิ้มที่เสแสร้ง

“สนใจทำอาหารด้วยกันมั้ยคะ” ฉันถามเขาพร้อมกับยกยิ้มอันชั่วร้าย หึหึ

“อะไรกัน พี่เขาเพิ่งเรียนกลับมาเหนื่อย ๆ จะให้มาทำอาหารได้ไง” ประโยคแรกแม่หันมาเอ็ดฉัน ประโยคหลังหันกลับไปคุยกับทิว “ไปนั่งพักรอที่โซฟาก่อนนะลูก เดี๋ยวน้ายกน้ำผลไม้ไปให้”

ว่าแล้วแม่ก็วางมือจากเนื้อหมูแล้วล้างมือจากนั้นก็เดินไปที่ตู้เย็นเพื่อเอาน้ำผลไม้ไปให้เขา

“พี่คงช่วยทำอะไรไม่ได้นะครับ คุณน้าให้พี่ไปพักน่ะ น้องออมก็ได้ยินใช่ไหม เอาไว้วันหลังแล้วกันเนอะ” เขาหันมายักคิ้วให้ฉันสองทีแล้วเดินหน้าระรื่นไปที่โซฟาทันที

มือฉันกำมีดไว้แน่นด้วยความแค้น อยากจะเอามีดไปกระซวกไส้มันจริง ๆ ให้ตายเถอะ ฉันล่ะไม่ชอบหน้าเขาจริง ๆ เลย ฉันก็เพิ่งเลิกเรียนมาเหมือนกันนะ เหนื่อยด้วย โชคดีหน่อยที่วันนี้ไม่มีเชียร์เลยได้กลับบ้านเร็ว ทำไมแม่ต้องไปเอาอกเอาใจเขาด้วยเนี่ย

ทิว คือพี่ชายข้างบ้านที่รู้จักกันมาตั้งแต่ฉันและพี่ไผ่ยังเด็ก เราเล่นด้วยกัน ไม่สิ น่าจะเป็นเขากับพี่ไผ่มากกว่า เพราะเขาแทบไม่เข้าใกล้ฉันเลย ทำเหมือนรังเกียจ เออ ฉันเองก็รังเกียจเขาเหมือนกันนั่นแหละ แต่เขาจะทำแบบนี้เฉพาะตอนที่ไม่มีใครเห็น เราไม่ชอบกัน แบบไม่ชอบกันมาก ๆ เลยล่ะ เหตุผลน่ะมันมีอยู่แล้ว หลายอย่างด้วย ฉันไม่รู้ว่าใครเริ่มไม่ชอบใครก่อน แต่ที่แน่ ๆ เราสองคนน่ะแทบจะคุยกันดี ๆ ไม่ได้เลยสักครั้งที่อยู่กันเพียงลำพัง

“แม่ เดี๋ยวออมยกน้ำไปให้พี่ทิวเอง” เมื่อคิดได้ว่าอยู่เฉย ๆ ก็ไม่เกิดผลอะไร ฉันต้องเอาคืนเขาบ้าง

“ได้สิ อย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อย ทำตัวน่ารัก ๆ กับพี่เขาแบบนั้นล่ะดีแล้ว” แม่หันมายิ้มให้ฉันแล้วยื่นแก้วที่มีน้ำผลไม้มาให้ มือเล็กยื่นไปรับมาแล้วยิ้มให้บาง ๆ

ฉันเดินถือแก้วน้ำผลไม้ไปหาเขาที่นั่งอ่านนิตยสารอยู่ที่โซฟา เมื่อไปถึงฉันก็หยุดอยู่ที่ข้างหน้าเขา

ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับส่งสายตาเรียบนิ่งไม่แสดงอาการใด ๆ ทั้งสิ้นมาให้เห็น ถ้าไม่อคติจนเกินไปเขาก็จัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีมากคนหนึ่ง แน่ล่ะ เพราะเขาน่ะเคยเป็นเดือนมหาวิทยาลัยด้วย

ผมที่ถูกย้อมให้เป็นสีดำตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ปีหนึ่งซอยสไลด์ลงมาตามกรอบหน้า เขาตัดผมสั้นแต่ไม่สั้นมากจนแต่งทรงไม่ได้ สายตาคมเข้มของเขาเวลามองมาที่ฉันมันทำให้ฉันไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จมูกโด่งเชิดขึ้นยามที่เขาต้องการอะไรสักอย่าง มันบ่งบอกถึงความเอาแต่ใจที่มีอยู่ในตัวเขา ริมฝีปากหยักลึกที่พร้อมจะขยับและเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดที่ไม่น่าฟังตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

ทุกอย่างที่เป็นเขามันทำให้ฉัน...ไม่ชอบใจเอาซะเลย

“กลับไป” นี่เป็นประโยคแรกของวันนี้ที่ฉันเอ่ยกับเขาแบบไม่ต้องเสแสร้ง

“ทำไมฉันต้องกลับ” นี่ก็เป็นประโยคแรกของวันนี้ที่เขาเอ่ยกับฉันแบบไม่ต้องเสแสร้งเหมือนกัน

“ก็รู้ว่าเจ้าของบ้านเขาไม่ต้อนรับ ยังจะเสนอหน้ามาอีกนะ”

“ไม่ต้อนรับ?” เขาทำสีหน้างุนงง “แต่แม่เธอเป็นคนชวนฉันมาเองนะ เมื่อกี้ก็เห็นแล้วนิ ว่าคุณน้าน่ะ อยากให้มา”

ฉันบีบแก้วในมือแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอารมณ์โกรธ

“กลับบ้านนายไปซะ ฉันไม่อยากเจอ เห็นหน้าแล้วป่วยจิต”

“นั่นมันเรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน”

“นี่นาย...”

“คิดว่าฉันอยากเจอหน้าเธอนักนิ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเหมือนกันนั่นแหละ”

“งั้นก็กลับบ้านนายไปสิ ข้าวที่บ้านไม่มีกินหรือไง มาเที่ยวขอข้าวบ้านอื่นกินอยู่ได้”

“นี่เธอ!” เขากระชากฉันเข้าไปหาพร้อมกับออกแรงบีบที่ต้นแขนของฉัน   แรง ๆ

“โอ๊ย!” ฉันแกล้งร้องเสียงดัง ๆ เพื่อให้คนอื่นได้ยิน

“เป็นอะไรหรือเปล่าออม ร้องซะดังลั่นเลย...แล้วนั่นทำอะไรกันน่ะ” ได้ผล แม่เดินออกมาจากครัวเพื่อมาดูฉันด้วยล่ะ เสร็จฉันแน่ไอ้หมอหน้าหมา

“ออม...”

“น้องออมบอกกับผมว่าไม่ค่อยสบายน่ะครับคุณน้า ผมเลยว่าจะดูให้สักหน่อยว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า” ยังไม่ทันที่ฉันจะฟ้องแม่ เขาก็ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยฉันพร้อมกับเอามืออีกข้างที่ไม่ได้จับแขนฉันขึ้นมาอังหน้าผากของฉันไว้อีกด้วย

แสดงละครได้ดีนักนะ!

“นี่เราไม่สบายหรอ ทำไมไม่บอกแม่ล่ะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย” แม่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลระคนเป็นห่วง

ที่สีหน้าฉันดูไม่ค่อยดีก็เพราะไอ้คนตรงหน้ามันบีบแขนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนี่ยแหละ

แม่เดินมาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้ามาเร็ว ๆ หน่อยแม่ กระดูกหนูจะหักอยู่แล้ว

ฉันอยากจะขัดขืนเขาแต่กลัวแม่หาว่าฉันทำตัวไม่น่ารักเลยได้แต่ยืนนิ่ง ๆ

“ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคุณน้า สงสัยมีไข้อ่อน ๆ น้องออมเลยเพลีย ๆ”

“ไหวมั้ยลูก” แม่ถามฉันด้วยสีหน้าห่วงใย นี่แม่เชื่อเขาเหรอเนี่ย “ไปพักมั้ย”

หึ ดีล่ะ ฉันต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ขอบคุณที่เปิดทางให้ฉันนะ      ไอ้หมอ

“ออมรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยน่ะแม่” ฉันพูดแล้วโยนตัวทำท่าจะเป็นลมล้มไปข้างหน้า น้ำผลไม้ที่อยู่ในแก้วที่ฉันถืออยู่เลยกระเซ็นไปโดนเสื้อนักศึกษาของทิวเข้าอย่างจังด้วยความตั้งใจของฉันเอง

“ว้าย ตายแล้ว”

“อุ้ย! ออมขอโทษนะคะพี่ทิว” ฉันกล่าวขอโทษเขาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดแบบที่ฉันพยายามทำให้เหมือนที่สุด   

แม่ตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านรีบวิ่งเข้ามาดูเราทั้งสองคนทันที

“ไม่เป็นไรครับ น้องออมเป็นอะไรเหรอเปล่า ดูท่าจะไม่ไหวนะ”

จากตอนแรกที่มองฉันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ กลายเป็นมองด้วยสีหน้าเป็นห่วงทันทีที่แม่ฉันมาถึง เขาเข้ามาประคองฉันไว้ไม่ให้ล้มลงไปโดยการโอบไหล่ฉันไว้ จากนั้นก็ออกแรงบีบไหล่ฉันแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่เขาเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรงหรอ

ฉันรู้สึกเจ็บขึ้นมาทันที เขากะจะให้กระดูกฉันแหลกคามือไปเลยใช่ไหม

“ทิวเป็นอะไรมั้ยลูก” ทันทีที่แม่มาถึงก็ถามเขาก่อนที่จะถามฉันซะอีก แม่ควรเป็นห่วงฉันนะ ไม่ใช่ไปห่วงเขา นี่ลูกแม่ (แกล้ง) ไม่สบายอยู่นะ

“ไม่เป็นไรครับ แต่เหมือนออมจะไม่ไหว ยังไงพาออมไปพักก่อนดีกว่าครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนน่าหลงใหล เฮอะ! เสแสร้ง!

“งั้นน้าฝากพาน้องขึ้นไปพักหน่อยนะ”

“ได้ครับ” เขาตอบรับคำขอของแม่ฉันด้วยความยินดี

“ไม่ได้นะแม่” ฉันประท้วงขึ้นมาทันที

“อะไรอีกออม” แม่หันหน้ามาทางฉันแล้วถามขึ้น ไม่ได้หงุดหงิดแต่เป็นการถามด้วยน้ำเสียงปกติ

“แม่จะให้ผู้ชายขึ้นห้องลูกสาวแม่ได้ไงอ่ะ” ฉันตอบไปตามความจริง นี่ฉันเป็นลูกสาวนะ แม่ควรหวงฉันบ้างสิ ให้ผู้ชายพาฉันขึ้นห้องได้ยังไง

“ไผ่มันก็เคยเข้าห้องเราเถอะ”

“ก็พี่ไผ่เป็นพี่ชายออมอ่ะ”

“แล้วทิวไม่ใช่หรือไง เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แม่ไม่ถือหรอก”

“แม่ไม่ถือแต่ออมถือ”

“นี่เถียงแม่ได้ขนาดนี้แสดงว่าหายแล้วใช่ไหม”

“แม่...”

“ผมว่าหยุดเถียงกันเถอะครับ” เขาหันไปคุยกับแม่ฉันก่อนจะหันหน้ามา ทางฉัน “เดี๋ยวพี่พาขึ้นไปพักนะ”

“งั้นน้าฝากน้องด้วยนะทิว”

“ครับ” เขาพยักหน้ารับคำแม่ฉันอีกครั้งก่อนจะออกแรงบังคับให้ฉันเดินตามเขาไปด้วยการกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ฉันรู้สึกเจ็บไหล่จนแทบทนไม่ไหวแล้ว เขาหันมามองหน้าฉันนิดนึงก่อนจะพูดกับฉันอย่างสุภาพ

“ไหวหรือเปล่า ให้พี่อุ้มมั้ย” นี่เขาจะเสแสร้งแกล้งทำแบบนี้ไปถึงไหน

ฉันเงยหน้าไปมองเขาด้วยสายตาชิงชังก่อนจะพูดกับเขาเบา ๆ เพราะไม่อยากให้ใครได้ยิน

“ไม่ต้อง! เลิกแสดงเถอะ จะอ้วก”

“อีกนิดเดียว”

“อีกนิดเดียวอะไร”

“อีกนิดเดียวฉันก็จะทนไม่ไหวแล้ว คิดว่าอยากโดนตัวเธอนักหรอ ขยะแขยงจะตายอยู่แล้ว ถ้าไม่รีบไปให้พ้นจากตรงนี้ล่ะก็ ฉันจะทุ่มเธอลงพื้นจริง ๆ ด้วย”

“ก็เอาสิ คิดว่ากลัวเหรอ ฉันยอมเจ็บตัวเพื่อให้แม่ได้เห็นธาตุแท้ของนาย”

“อย่าท้าฉันนะ”

“ไม่ได้ท้า ถ้าแน่จริงก็ทำเลย” เขาบีบไหล่ฉันแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้พวกเรากำลังขึ้นบันไดมาด้วยความทุลักทุเล เพราะฉันขัดขืนไม่อยากจะขึ้นไปกับเขา

“ดี เธอจะได้รู้สักทีว่าไม่ควรปากดีกับฉัน” พูดจบเขาก็ปล่อยมือออกจากฉันทันที

ร่างของฉันที่ไม่ได้ยึดเกาะอะไรไว้เริ่มทรงตัวไม่ได้และกำลังจะหงายหลังตกบันไดในไม่ช้า

ตัวฉันเริ่มเอนไปข้างหลัง รู้สึกว่าแรงโน้มถ่วงมันจะทำให้ฉันล้มลงไปในไม่กี่วินาทีข้างหน้า

หมับ!

แต่ไม่ทันที่ร่างของฉันจะสัมผัสกับพื้น อยู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงท่อนแขนอันแข็งแกร่งที่มาคว้าร่างของฉันไว้

“เล่นแรงไปนะไอ้ทิว” เป็นพี่ไผ่นั่นเองที่เข้ามารับร่างของฉันไว้ทันเวลาพอดี

“ว่าน้องมึงดีกว่ามั้ย เอาน้ำผลไม้มาเทราดกู”

“ก็มันเป็นอุบัติเหตุนี่” ฉันเถียงขึ้นทันทีด้วยสีหน้ายียวน ก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวออกจากพี่ไผ่

“นี่ก็อีกคน เมื่อไหร่จะเลิกทะเลาะกันสักทีวะ” เขาหันมาทำหน้าดุใส่ฉัน ก่อนจะค่อย ๆ คลายวงแขนออกเมื่อเห็นว่าฉันทรงตัวได้แล้ว

“ก็น้องมึงเริ่มก่อน กูอยู่ของกูดี ๆ ก็เข้ามาหาเรื่อง”

“นี่นาย!

“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว รำคาญ โต ๆ กันแล้วนะเว้ย” พี่ไผ่ตวาดลั่นบ้านจนฉันกลัวว่าแม่จะได้ยินเข้า ตอนนี้เขาเริ่มเข้าโหมดนิ่งซะแล้วและมันก็น่ากลัวมาก ๆ สำหรับฉัน

ในบ้านของฉันมีเพียงพี่ไผ่คนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับทิวเป็นยังไง เพราะเขาอยู่ด้วยกันกับฉันตลอดตอนเด็ก ๆ ฉันค่อนข้างไม่โอเคเวลาที่แม่ชอบพูดว่าเขาดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ไม่รู้สิ ลึก ๆ อ่ะ แม่คงอยากให้ฉันเป็นแบบเขา ทั้ง ๆ ที่แม่ก็มีพี่ไผ่ที่พอสู้กับเขาได้บ้าง แต่ทำไมแม่ต้องเอาเรื่องของเขามาพูดกรอกหูให้ฉันฟังทุกวันก็ไม่รู้

พี่ไผ่เรียนเก่งมาก เขาเรียนที่เดียวกันกับทิว ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียงเรื่องผลการเรียนดีเด่นของนักเรียน ตอนมัธยมก็สอบได้ได้ลำดับที่ 1 และ 2 สลับกันกับทิวทุกปี แต่ฉันเรียนโรงเรียนหญิงล้วนตรงข้ามกับโรงเรียนของเขาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมาย

ฉันรู้ว่าพ่อแม่ทุกคนก็มักจะเอาลูกของตัวเองไปเทียบกับคนอื่นอยู่แล้ว แม้จะไม่พูด ไม่แสดงออก แต่หลาย ๆ อย่างมันทำให้เห็นชัดว่าพวกท่านกำลังเปรียบเทียบเราสองคนอยู่

เขาทั้งสองคนเรียนสายวิทย์ฯ ส่วนฉันเลือกเรียนสายศิลป์ฯ

ตอนทิวเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง นั่นยิ่งทำให้แม่ชื่นชมเขาเข้าไปอีก ส่วนพี่ไผ่ก็เลือกเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับทิวตามความต้องการของพ่อ แต่พอฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพวกเขาแต่ฉันเลือกเรียนคณะฯ ที่สอนภาษา คือคณะมนุษย์ฯ และภาษาที่ฉันเรียนก็คือภาษาจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อและแม่ไม่อยากให้เรียนเท่าไหร่เพราะอยากให้เรียนอังกฤษมากกว่า

เพราะเหตุนี้ไงแม่ดูจะเอ็นดูน้ำหวานกับฟ้าเป็นพิเศษ

แม่จะชอบพูดถึงทิวบ่อยมาก มากจนฉันรำคาญ ทำไมไม่เอาเขามาเป็นลูกซะเลยล่ะ

แต่ที่ทำให้ฉันยังทนอยู่แบบนี้ได้ไม่โวยวายเพราะว่าพ่อแม่ของทิวรักและเอ็นดูฉันมากเช่นกัน มากจนเรียกฉันว่าลูก เพราะท่านทั้งสองอยากได้ลูกสาวไม่ได้อยากได้ลูกชาย

และนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทิวไม่ชอบฉัน

เราไม่ชอบกันเพราะความรักจากคนที่เราควรจะได้ เขากลับเอาไปให้คนอื่น และคนอื่นคนนั้นมักจะเป็นคนที่เราเกลียด มันอาจดูงี่เง่าที่พวกเราทำตัวแบบนั้น ตอนเรายังเด็กเราแค่คิดอะไรไม่ได้ ถ้ารู้สึกว่าคนนั้นได้ความรักมากกว่าเราเราก็ต้องอิจฉาเป็นธรรมดา เริ่มต้นจากอิจฉาแล้วแปรเปลี่ยนเป็นริษยาแทน

ทั้งสองบ้านไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับทิวเป็นยังไง เพราะเวลาอยู่ต่อหน้าพวกท่าน ฉันและเขามักจะแสดงละครออกไปให้พวกเขาเห็นว่ารักและห่วงใยกันดี พี่ไผ่ที่รู้เรื่องก็ไม่พูดอะไรเพราะเข้าใจดีว่าถ้าพูดออกไปเรื่องมันจะแย่ไปกว่านี้ เลยช่วยปิดเรื่องนี้ไว้ด้วย เราก็แค่ดำเนินชีวิตตามวิถีที่มันควรจะเป็นไป ไม่ได้แย่ ไม่ได้ดี เวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันก็แสดงออกว่ารักกันดี

“บอกน้องมึงเถอะ”

“บอกเพื่อนพี่เถอะพี่ไผ่”

“โอ๊ย เมื่อไหร่จะเลิกเล่นเป็นเด็ก ๆ สักทีวะ”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องนี้เค้ารีอัปนะคะ เคยอัปไปเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้กลับมารีให้อ่านกันอีกรอบจ้าาาา


หนึ่งคอมเมนต์หนึ่งกำลังใจจ้าา ไม่สะดวกเมนต์ก็กดโหวตให้เค้าได้เล้ยยยยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1448 paw-paw (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 00:07
    เค้ารอน้าาาา
    #1,448
    0
  2. #1213 bubbleeer (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 11:06
    สงสารทั้งคู่เลยค่ะ
    #1,213
    1
  3. #1208 tbuykeid37 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 17:22
    ทิวเล่นแรงไปนะ
    #1,208
    1
  4. #1038 TamThongsamrit (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 17:57
    พี่ทิว หึงแรง
    #1,038
    1
    • #1038-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      15 พฤศจิกายน 2559 / 16:09
      หึงแรงมากกก
      #1038-1
  5. #855 Kanompie ขนมพาย (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 14:14
    คู่กัดกันของแท้เลยนะเนี่ย
    #855
    1
    • #855-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      1 พฤศจิกายน 2559 / 15:05
      กัดแบบเลือดสาด ฮ่าๆๆ
      #855-1
  6. #545 bornhaterzzz (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 20:54
    พ่อแม่เหมือนทำร้ายจิตใจลูกทางอ้อมเลยอะ
    #545
    1
    • #545-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      21 ตุลาคม 2559 / 22:37
      ใช่ ๆ ทุกคนล้วนมีเหตุผลเนอะ
      #545-1
  7. #423 YulSica (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 22:31
    ไม่ดีเลยอ่ะ น่าสงสารมากกว่าที่โดนแบบนี่
    #423
    1
    • #423-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      16 ตุลาคม 2559 / 09:34
      ใช่ค่ะ TT
      #423-1
  8. #180 mtpply (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 19:44
    สงสารอะ เอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบนี่ก็ไม่ใช่แม้ะะะ;_____;
    #180
    1
    • #180-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      5 ตุลาคม 2559 / 19:45
      เป็นโมเมนท์ที่หลาย ๆ คนเคยเจอค่ะ 55555
      #180-1
  9. #54 IKEBANA AIYATO (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กันยายน 2559 / 20:53
    ทะเลาะกันสุดท้ายก็ได้กันเอง555
    #54
    1
    • #54-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 1)
      14 กันยายน 2559 / 21:19
      แอร๊ยยยยยยย
      #54-1
  10. #7 TeddyBear_AB (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 23:49
    อยากอ่านตอนต่อล่ะอ่ะ
    #7
    1
  11. #6 somsomjirapapa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 22:35
    มีความแสบทั้งคู่พอๆๆๆๆกัน55555
    #6
    1
  12. #3 BarBaek1 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2559 / 20:22
    สนุกมากกอ่าาาา
    #3
    1