คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF/iKON] ที่ว่างข้างๆ #BOBJUN

โดย jirattmbye

ที่นั่งข้างๆมีไว้สำหรับคนที่จุนฮเวอยากให้นั่งเท่านั้นแหล่ะ

ยอดวิวรวม

762

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


762

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


38
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 ก.ค. 60 / 20:48 น.
นิยาย [SF/iKON] ҧҧ #BOBJUN [SF/iKON] ที่ว่างข้างๆ #BOBJUN | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้










When you feel true love...you follow the way of the heart.

"เมื่อมีรักแท้...คุณก็พร้อมที่จะไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ"

















SF/iKON  ที่ว่างข้างๆ  #BOBJUN






























ไปอ่านเถอะค่ะ5555555555555555
แต่งโคตรตามใจอ่ะ คือเห็นโมเม้นการนั่งข้างๆของเน่กับพี่บ๊อบในรายการ Cultwo Show แล้วอดไม่ได้
สงสารพี่บ๊อบเขานะคะน้องขยับหนีตลอดเลย5555555555555555
ไปค่ะไปให้พี่เขาได้นั่งใกล้ๆน้องจุนเน่กันเถอะ  #ยิ้มกริ่ม

มีแท็กด้วยก็ได้ ใช้อันนี้เนอะ  #ที่นั่งข้างเน่

ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ  เลิ้ปปป.
\
cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 ก.ค. 60 / 20:48














SF/iKON  ที่ว่างข้างๆ  #BOBJUN















 

ร่างสูงของนักเรียนชั้นมอปลายปีสองเดินเอามือล้วงกระเป๋าพร้อมฮัมเพลงโปรดที่ชอบฟังตลอดทางเดินเพื่อไปขึ้นรถเมล์สายประจำที่เขามักจะต้องใช้บริการเพื่อเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็กวัยรุ่นทั่วไปเช่นทุกวัน

 

ตึก!

 

หย่อนกายอันสูงโปร่งของตัวเองลงกับเบาะข้างหน้าต่างเพื่อรับลมชมวิวไปตลอดทางแม้มันจะเกือบสุดคันก็เถอะแต่ก็ยังดีที่เหลือที่นั่งไว้ให้สำหรับเขา ช่วงเวลาเลิกเรียนและเลิกงานแบบนี้เป็นธรรมดาที่รถสาธารณะจะไม่ค่อยมีที่ว่างแต่วันนี้ถือเป็นวันดีของเขาที่มันเหลือให้นั่ง

 

เสียงเอะอะโวยวายที่ดังตามมาพร้อมกับรถที่เคลื่อนล้อออกไปสักระยะไม่ได้ทำให้ กู จุนฮเว สนใจแม้แต่น้อย เขาไม่ชอบเสียงดังก็จริงแต่เขาก็ไม่ได้ไปจุ้นจ้านกับเรื่องของชาวบ้านเว้นแต่ชาวบ้านกลุ่มนั้นดันอยากมีปัญหากับเขาซะเอง

 

“เฮ้ย น้อง! ฝากเพื่อนพี่นั่งด้วยคนดิ”

 

 เสียงใครสักคนภายในกลุ่มรุ่นพี่มอปลายปีสุดท้ายที่ดังไล่หลังจนสร้างความรำคาญนิดหน่อยแต่ก็ไม่มีใครสามารถก่นด่าอะไรได้เพราะกลุ่มเขามีคนมากที่สุดในรถเลยก็ว่าได้ สังเกตได้จากแทบจะทั้งเบาะนั่งแถวหลังสุดเต็มขนัดไปด้วยกลุ่มรุ่นพี่พวกนั้น

 

“ไอ้บ๊อบมึงไปนั่งกับน้องเขานู่นที่เต็มแล้วมึงจะเบียดพวกกูทำมะเขืออะไร”   เสียงดังเอะอะโวยวายยังคงมีต่อเนื่องไม่รู้ว่าจะเกี่ยงอะไรกันนักหนา จุนฮเวคิดในใจว่าเขาก็ไม่ได้เป็นคนหวงที่นั่งอะไรแถมที่นั่งข้างๆเขาก็เป็นที่นั่งสาธารณะใครจะนั่งก็ได้เขาไม่มีสิทธิ์จะห้ามอยู่แล้วไหม

 

“เอ่อ”  หันขวับมองร่างสูงที่ยืนค้ำหัวอยู่ ร่างสูงเจ้าของฟันกระต่ายยิ้มตาหยีส่งมาให้เขาก่อนจะบิดตัวไปมาแขนขาขยับก้าวไปข้างหน้าทีถอยหลังทีเหมือนกำลังชั่งใจ

 

พรึ่บ!

 

จัดการโยนกระเป๋าที่วางไว้บนตักของตัวเองก่อนหน้านี้ลงที่เบาะว่างข้างๆ ไม่ได้สบตา ไม่ได้จ้องมองหรืออะไรกับรุ่นพี่คนนั้นสักนิด เบือนหน้าหนีคือสิ่งเดียวที่เขาทำมัน

 

“น้อง  พี่นั่งด้วยดิ”  เสียงรุ่นพี่คนนั้นเอ่ยขึ้น เขาได้ยินนะแต่แค่ไม่สนใจ

 

“เฮ้น้อง! พี่ขอนั่งด้วยดิ”  จากที่เห็นว่าพูดก็ดังชัดอยู่นะแต่ทำไมรุ่นน้องคนนี้ถึงไม่ยี่หระอะไรเลยกับคำเรียกร้องของเขา

 

มือหนาจัดการยกกระเป๋านักเรียนของรุ่นน้องหน้าดุคนนั้นขึ้นก่อนจะโยนลงพื้นใกล้ๆกับที่นั่งริมทางเดินนั้นพร้อมกับหย่อนก้นตัวเองลงบนเบาะแทนกระเป๋าทันที

 

“เฮ้ยพี่! กระเป๋า!”  ยอมพูดแล้วสินะ

 

เบิกตาโพลงเพราะได้ยินเสียงกระเป๋าของตัวเองหล่นลงพื้นดัง ตุบ!  ชิบหายของในนั้น

 

“อยากตาย?”  น้ำเสียงเย็นๆราวกับว่าคนถูกถามอาจจะกลายเป็นน้ำแข็งได้ในพริบตาหากพูดอะไรออกไปไม่ถูกใจคนถาม

 

บ๊อบบี้ กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เขาตกใจที่อยู่ๆรุ่นน้องคนนี้ก็โพลงถามเขาแบบนั้น ก็รู้ว่าผิดอยู่ที่นั่งโดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากคนที่นั่งอยู่ก่อนแต่ที่เขาโยนกระเป๋าใบนั้นลงไปก็เพื่อจะให้ตัวเองได้นั่ง กระเป๋ามันแม่งไม่มีสิทธิ์จะได้นั่งด้วยซ้ำ รุ่นน้องคนนี้จะใจจืดใจดำอะไรป่านนั้น

 

“ก็กระเป๋านายมันเกะกะ”  ตอบไปทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะโดนดีแน่ๆ

“น่ารำคาญ”  จุนฮเวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะข้ามขา พูดงั้นก็ไม่ถูกสักเท่าไรเรียกว่าข้ามไปทั้งตัวเลยดีกว่า

 

มือหนาคว้ากระเป๋านักเรียนตัวเองขึ้นมาเปิดเช็คของภายในกระเป๋า เมื่อพบว่ามีสิ่งผิดปกติกับของสิ่งนั้นดวงตาที่เคยเรียบเฉยกลับแสดงออกว่าโกรธแทบจะไฟลุกท่วมทั้งคันรถนี้ได้อย่างแน่นอน

 

“เชี่ย!”  กระชากคอเสื้อของรุ่นพี่ตัวต้นเหตุที่ทำให้ของสำคัญของเขาเสียหายให้ลุกขึ้นมาประจันหน้ากับตัวเอง

 

เพื่อนๆในกลุ่มของเขาต่างลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นว่าเพื่อนในกลุ่มอย่างบ๊อบบี้กำลังจะมีเรื่องในอีกไม่ช้าแน่ๆ  คนอื่นๆบนรถต่างฮือฮาเมื่อเห็นว่าเด็กนักเรียนกำลังจะมีเรื่อง บ้างก็ลุกหนีบ้างก็ยังนั่งอยู่กับที่แต่ทุกสายตากลับจับจ้องมาที่ตรงนั้น

 

มือข้างที่เหลือกำหมัดแน่นเขาอยากจะซัดหมัดออกไปฝากรอยไว้บนหน้ารุ่นพี่คนนี้แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ ไม่ใช่ว่าเขากลัวเพราะคนตรงหน้ามีพวกเยอะกว่าหรอก เขาแค่ไม่อยากทำอะไรลงไปจนทำให้คนตรงหน้าต้องเจ็บตัว

 

“ต่อยดิ”  เสียงท้าทายจากบ๊อบบี้ทำให้จุนฮเวขมวดคิ้วมุ่น มือหนากำหมัดแน่นกว่าเดิมจนปลายเล็บแทบจะจิกฝ่ามือจนเลือดซิบ

 

“ไม่กล้า?”  บ๊อบบี้ยกยิ้มก่อนจะดึงมือที่จุนฮเวใช้จับที่คอเสื้อของตัวเองออกไปให้พ้น

 

พรึ่บ!

 

คราวนี้เป็นตาของบ๊อบบี้บ้าง เขาคว้าคอเสื้อจุนฮเวเอาไว้ ร่างสูงเซเข้ามากระแทกเข้าใส่ตัวบ๊อบบี้เล็กน้อย มันไม่ได้แรงมากแต่เพราะบ๊อบบี้ออกแรงมากไปหน่อยเพราะถ้าไม่ออกแรงมากเขาก็คงทำให้เด็กมันกลัวไม่ได้

 

“ไหนเมื่อกี้ถามฉันว่า อยากตาย? ไม่ใช่รึไง หรือว่า”  บ๊อบบี้ใช้มือข้างที่เป็นอิสระยกขึ้นเสยผมที่หล่นมาปกคลุมใบหน้าเล็กน้อย  “ดีแต่ปาก”

 

จุนฮเวขบกรามแน่น เขาอยากจะซัดหมัดออกไปจริงๆ เหอะ!

 

“ปล่อย”  จุนฮเวมองบนไปพร้อมกับบอกให้คนที่ดึงคอเสื้อเขาไว้ให้ปล่อยจากมัน แต่มีหรือที่บ๊อบบี้จะทำตาม  เขาอุส่าพูดดีๆขอดีๆกับเด็กคนนี้ก่อนแล้วแต่มันก็ทำตัวแย่กับเขาก่อน

 

“ปล่อยก่อน ผมต้องลงแล้ว”  เมื่อบ๊อบบี้ไม่ยอมปล่อยเขาก็ต้องบอกความประสงค์ของตัวเองออกไป อันที่จริงมันเลยป้ายที่เขาจะต้องลงมาป้ายนึงแล้วด้วยซ้ำ

 

“หึ!”  บ๊อบบี้ยอมปล่อยจากเขาก่อนจะผลักร่างสูงนั้นให้เซเล็กน้อยเป็นค่าชดเชย บ๊อบบี้นั่งลงในที่เดิมที่เขานั่งแต่จุนฮเวยังยืนนิ่งอยู่แบบนั้นเขารอจะลงในป้ายข้างหน้า

 

ตึก ตึก!

 

เสียงฝีเท้าที่เดินไล่หลังมาทำให้จุนฮเวต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก ใครกันว่ะ! ช่วงนี้จะมีเรื่องมาใส่ตัวอะไรกับเขาอีกนักหนา เมื่อกี้ก็เกือบจะโดยรุ่นพี่ที่โรงเรียนฟาดปากเข้าให้ ไหงตอนนี้ยังจะโดนโรคจิตหรือพวกโจรมาชิงทรัพย์อีกหรือไง อีกนิดก็จะถึงบ้านอยู่แล้วรีบวิ่งเลยแล้วกัน

 

นึกได้ดังนั้นจึงใส่เกียร์หมาวิ่งแทบจะไม่หยุดมองอะไรทั้งนั้น ขายาวก้าว ฉับๆ ไปตามทางที่คุ้นเคยก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในซอยบ้านของตัวเอง ผ่อนแรงลงเมื่อเห็นว่าไม่มีใครไล่หลังมาแล้ว หยุดเดินช้าๆพลางผ่อนลมหายใจไปด้วย

 

เฮือก!

 

แทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะเมื่อหันกลับมาก็ต้องเจอกับรุ่นพี่ที่เพิ่งจะมีเรื่องกันไป แต่มาคนเดียว?

 

“ตกใจอะไร ฉันไม่ใช่ผี”  อดแขวะคนตรงหน้าไม่ได้ แต่ก็น่าตลก บ๊อบบี้ก็ตั้งใจจะแกล้งนิดหน่อยเลยทำเหมือนว่าตัวเองเป็นโจรที่เดินตามรุ่นน้องคนนี้มา แต่เมื่อเห็นรุ่นน้องมันวิ่งเขาเลยอาศัยทักษะนักกีฑาของโรงเรียนใส่เกียร์สายฟ้าวิ่งลัดไปอีกซอยแล้วมาโผล่ตรงหน้าแทน

 

“ระ รุ่นพี่มาได้ไง”  เสียงตะกุกตะกักทำให้รู้เลยว่าทั้งเหนื่อยและรู้สึกกลัวหน่อยๆ

 

“เดินมา”  ยกขาขาหนึ่งให้ดูเป็นตัวอย่าง

 

“ไม่ใช่แบบนั้น”

“แล้วแบบไหน?”

 

จุนฮเวมองบนอีกครั้งก่อนจะพรูลมหายใจ  มือสองข้างเท้าสะเอวจ้องหน้ารุ่นพี่ตัวดีเขม็ง

 

“รุ่นพี่ต้องการอะไร แถวนี้คงไม่ใช่แถวบ้านรุ่นพี่หรอกเนอะเพราะผมไม่เคยเห็นรุ่นพี่เลยสักครั้ง”  จุนฮเวถามออกไป

 

บ๊อบบี้ยกยิ้มให้นิดหน่อยก่อนจะค่อยๆก้าวเข้าไปใกล้ๆ เขาแค่อยากแกล้งรุ่นน้องคนนี้เฉยๆ

 

ปลายจมูกโด่งนั้นแตะสัมผัสกับปลายจมูกโด่งของอีกคน จุนฮเวตกใจเตรียมจะผลักบ๊อบบี้ให้ออกห่างแต่เขาก็ต้องชะงักมือตัวเองค้างไว้กับหน้าอกแกร่งของบ๊อบบี้ เพราะช่วงเวลาที่เผลอไปแค่หนึ่งวินาทีริมฝีปากนุ่มของเขาก็ถูกรุ่นพี่ตัวดีฉกฉวยมันไป

 

สัมผัสแผ่วเบา  ไม่ได้หวือหวา เพียงแค่ริมฝีปากแตะกันแต่ใจแม่งโคตรเต้นแรง

 

ตึก ตัก…  ตึก  ตัก

 

ไม่รู้ว่าเสียงหัวใจของใครกันแน่แต่ที่แน่ๆของจุนฮเวเองก็เต้นแรงจนเขาแทบจะทุบมันให้หยุดเต้นสักที  มือหนาที่แตะอกแกร่งอยู่ผลักเจ้าของริมฝีปากที่ฉวยโอกาสเขาให้ถอยห่างออกไปพลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองแรงๆจนมันขึ้นสี

 

“ไหน มีอะไรในกระเป๋าเสียหายตอนฉันโยนมันทิ้ง”  บ๊อบบี้เดินตรงเข้ามาหาจุนฮเวแทบจะชนกับจุนฮเวอยู่แล้วถ้าไม่มีมือทั้งสองข้างของจุนฮเวยกขึ้นห้ามไว้

 

“หยุด หยุดอยู่ตรงนั้น”  น้ำเสียงขึงขัง แต่ดวงตากลับมองแต่เท้าของบ๊อบบี้ทำให้บ๊อบบี้แอบยิ้มให้กับท่าทางเก้ๆกังๆของคนตรงหน้าไม่ได้ เขาหยุดยืนทิ้งระยะห่างจากจุนฮเวพอสมควรตามที่รุ่นน้องของเขาสั่ง

 

“ผมจะกลับบ้านแล้ว รุ่นพี่ก็กลับบ้านเถอะ”  จุนฮเวแทบจะเดินเข้าไปสิงรวมตัวกับกำแพงอยู่แล้ว บ๊อบบี้มองตามท่าทางของจุนฮเวจนเขาต้องรั้งข้อมือนั้นไว้ก่อนที่จุนฮเวจะเดินพ้นผ่านเขาไปได้

 

“ฮะ เฮ้ย! ปล่อย ปล่อยผม”  จุนฮเวสะบัดข้อมือตัวเองแรงๆหวังจะให้หลุดจากมือปลาหมึกของบ๊อบบี้แต่มันก็ไม่สำเร็จ

 

มือหนาอีกข้างของบ๊อบบี้ดึงกระเป๋านักเรียนของจุนฮเวที่สะพายหลังไว้ออกมาถือก่อนจะปล่อยข้อมือของเจ้าของกระเป๋าออกแล้วใช้มือข้างหนึ่งของตัวเองรูดซิปเพื่อเปิดดูของด้านใน  จุนฮเวเบิกตาโตเมื่อเห็นว่าบ๊อบบี้กำลังจะได้เห็นของที่อยู่ในกระเป๋าของเขา สองมือก็คว้า หมับ! ยื้อแย่งกระเป๋าใบนั้นแต่มีหรือที่บ๊อบบี้จะยอมปล่อยไปง่ายๆเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือเช่นกัน

 

“มันกระเป๋าผมนะ รุ่นพี่ปล่อยดิ!”  สงครามแย่งกระเป๋าของจุนฮเวกับบ๊อบบี้ยังคงระอุอยู่ อีกฝ่ายก็ลนลานที่จะอยากได้มันคืน อีกฝ่ายก็ทำเพียงยืนนิ่งๆแต่ออกแรงฉุดรั้งกระเป๋านั้นไว้ไม่ให้มันคืนไปกับเจ้าของ

 

“ขอดูหน่อย” สิ้นคำพูดแค่นั้นบ๊อบบี้ก็ใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงกระเป๋ากลับมาอย่างว่าง่ายก่อนจะไม่รอช้ารีบเปิดมันออกแล้วหยิบสิ่งที่คาดว่าเป็นของที่รุ่นน้องตรงหน้าหวงนักหวงหนาออกมาดู

 

แก้ว?  แก้วเซรามิกที่ปากแก้วแตกและมีรอยร้าวอยู่รอบๆนั้น ทำให้บ๊อบบี้เลิกคิ้วขึ้น เขาจำแก้วใบนี้ได้ดี

 

ก็มันเป็นของเขา

 

“แก้วฉันหนิ?”  บ๊อบบี้เอ่ยออกไป เขาหวังคำตอบจากเด็กตรงหน้าแต่ถึงแม้ไม่ถามแต่คำตอบมันก็คือ ใช่ นั่นแหล่ะเพราะใครกันจะจำแก้วของตัวเองไม่ได้แล้วยิ่งเขาเพิ่งจะทำมันกับมือสดๆร้อนๆวันนี้ในวิชาศิลปะ

 

“เอ่อ

“นายขโมยมันมาจากล็อคเกอร์ฉันหรอ?”

“ป่าว!”  จุนฮเวยกมือขึ้นปฎิเสธจ้าละหวั่น  ภายในใจก็แทบจะแหลกสลายเขาโดนจับได้เสียแล้ว

 

“งัดล็อคเกอร์ฉันสินะ”  บ๊อบบี้บ่นพึมพำ  ตาคมจ้องหน้าใบหน้าของรุ่นน้องขี้ขโมยที่ยืนยิ้มแห้งๆให้

 

“ผมไม่ได้ขโมยนะ”  จุนฮเวยังคงปฎิเสธ แม้มันจะฟังไม่ขึ้นแต่เขาก็ไม่ยอมรับหรอกว่าขโมยมาจริงๆ

 

“จะอยากได้ไปทำไม? กากจะตายฉันทำผ่านๆแค่ให้มีส่งแค่นั้น ไม่เห็นสวย”  บ๊อบบี้เอ่ย ไม่รู้เขาบ่นกับตัวเองหรือจุนฮเวกันแน่ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าจะขโมยมันมาทำไมแค่แก้วเซรามิกเปล่าๆที่ทำแค่ให้รู้ว่าทำแค่นั้น

 

“ใช่! มันไม่สวยเลยสักนิด”  จุนฮเวย้ำคำสำคัญที่บ๊อบบี้โพล่งออกมาก่อนหน้า บ๊อบบี้มองหน้าจุนฮเวนิ่งเหมือนรอฟังว่าจะแก้ตัวยังไงต่อ

 

“แต่มันก็หล่อนะ”  ประโยคนี้จุนฮเวพูดเบาๆ แต่เขาคงลืมไปว่าตรงนี้มันเงียบและเขายืนกันอยู่สองคน ฉะนั้นแล้ว บ๊อบบี้ได้ยิน

 

“อะไรหล่อ”  บ๊อบบี้หรี่ตามองคนตรงหน้า  จุนฮเวเสมองไปทางอื่น เขาเลือกมองกำแพงข้างๆตัวเขาไม่กล้ามองตาหรือมองส่วนไหนของคนตรงหน้าหรอก เขินว่ะ

 

“ฉันถามว่าอะไรหล่อ”  จุนฮเวกล้าๆกลัวๆ บ๊อบบี้เริ่มพรูลมหายใจออกมาหนักๆ

“กู จุนฮเว”  ไม่รู้ว่ารุ่นพี่คนนี้รู้จักชื่อเขาได้ยังไง แต่ก็ทำให้จุนฮเวยอมสบตากับบ๊อบบี้ได้แล้ว จุนฮเวมองบ๊อบบี้ตาปริบๆเขาเหมือนกลายเป็นเด็กเอ๋อไปชั่วขณะ

 

“ชอบฉันหรอ”  ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องน่าอายแบบนี้ขึ้นในวันนี้ จุนฮเวอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำถามนั้นชัดๆเต็มสองหู เขายิ่งเอ๋อหนักกว่าเดิม

 

บ๊อบบี้ยังคงถือแก้วไม่สมประกอบใบนั้นอยู่ก่อนจะค่อยๆพาร่างของตัวเองเขยิบเข้ามาใกล้จุนฮเวมากขึ้นจนใบหน้าแทบจะชิด ลมหายใจเป่ารดใบหน้าของจุนฮเวแต่เขาก็ทำได้แค่ยืนนิ่งๆจ้องหน้าบ๊อบบี้อยู่แบบนั้น

 

“ไม่ตอบ?”  จุนฮเวยังนิ่งเหมือนเดิม เขาแค่อึ้ง เขาไม่รู้จะพูดอะไร เขากลั้นลมหายใจไว้ตั้งแต่ตอนไหนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดออกมาจนใบหน้าชื้นๆ

 

“ถ้าไม่ตอบฉันตอบเอง”  บ๊อบบี้ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง จุนฮเวขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาไม่เข้าใจว่าบ๊อบบี้จะตอบอะไร เขายังไม่ได้พูดหรือถามอะไรบ๊อบบี้สักนิด

 

“นายชอบฉัน” 

 

บ๊อบบี้ยิ้มร่าจนตาปิด จุนฮเวเหวอหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก ถ้าจะให้ยอมรับแมนๆตรงนี้เลยก็คือ ใช่! เขาแอบชอบรุ่นพี่คนนี้มานานและถ้าจะให้ตอบว่าเขาแอบขโมยแก้วนั้นมาใช่ไหม ก็ต้องตอบว่า ใช่! เขาขโมยมาและไม่ใช่แค่แก้วใบนั้นอย่างเดียว ของแทบจะทุกอย่างที่บ๊อบบี้ทิ้งไว้ในล็อคเกอร์เขาก็ขโมยมันมาแต่เขาก็เลือกเอาเฉพาะของที่คิดว่าบ๊อบบี้ไม่เอาแล้ว อาจจะดูเหมือนพวกโรคจิตแต่เขาก็ยอมให้พูดว่างั้นก็ได้ เขาไม่เถียง

 

“ผมป่าว”  จุนฮเวยังคงโกหก

“จริงหรอ”  เลี่ยงการใช้คำพูดตอบโดยการพยักหน้าให้แทน

“เสียดาย”  บ๊อบบี้ถอยห่างออกจากจุนฮเวก่อนจะยื่นแก้วนั้นคืนให้ จุนฮเวรับมันมาถือเอาไว้แน่นอย่างงงๆเขาเงยหน้าไปมองบ๊อบบี้อีกครั้ง

 

“ฉันชอบนายว่ะ แต่นายไม่ชอบฉัน ก็ไม่เป็นไร”  บ๊อบบี้เตรียมจะหันหลังเพื่อเดินกลับ  จุนฮเวนิ่งไปเพื่อประมวลผลอยู่สักครู่ก่อนจะดึงสติกลับมาได้บ๊อบบี้ก็เดินไปไกลแล้ว

 

สองขายาวรีบสาวเท้าตามร่างสูงเบื้องหน้าไป เหมือนยิ่งวิ่งยิ่งห่างเลยเว้ย ทำไมไม่ถึงสักที จนกระทั่ง

 

หมับ!

 

จับได้แล้ว!!

 

จุนฮเวคว้าแขนของบ๊อบบี้เอาไว้ เจ้าของแขนแกร่งนั้นหันกลับมามองจุนฮเวพร้อมกับใบหน้าสงสัยเหมือนจะถามว่า อะไร แต่ก็เลือกที่จะเงียบแทนคำถาม

 

“จริงๆแล้วผมชอบพี่ ชอบมานานแล้วแค่ไม่กล้าบอก คือของในล็อคเกอร์ผมขโมยมาเองแหล่ะมันอยู่ที่บ้านถ้าพี่อยากได้คืนผมจะไปเอามาคืนให้ ผมขอโทษ”  ขณะที่พูดไปก็มองพื้นไปเขาไม่กล้าสบตากับร่างสูงตรงหน้าหรอกแม่งเขินพูดไม่ออก ขืนได้เห็นแววตาคมนั้นนะ มีหวังยืนเอ๋อแดกอีกแน่

 

“หึ! ในที่สุดก็ยอมพูด”  บ๊อบบี้เอื้อมมือหนานั้นมายีหัวคนข้างๆที่เกาะแขนเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยก่อนจะจับไหล่เชยคางจุนฮเวให้ดวงตาสบกับเขา

 

“รู้ตัวรึป่าวว่าพี่ตามมาตั้งแต่นายออกจากห้องเรียน”  จุนฮเวส่ายหน้าช้าๆ

“แล้วรู้รึป่าวว่าทุกวันพี่จะขึ้นรถเมล์คันเดียวกับนาย”  เขาส่ายหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง

Smooth criminal ของ ไมเคิล แจ็คสัน นายชอบฮัมเพลงนี้ทุกครั้งก่อนกลับบ้านและวันนี้ก็ด้วย”  จุนฮเวกระพริบตาปริบๆ เขาได้แต่ฟังบ๊อบบี้พูดอยู่แบบนั้นไม่รู้จะพูดอะไร  “นายรู้ไหมกว่าพี่จะไปแหวกทะเลหาในอากู๋พี่ใช้เวลาตั้งหลายเดือนเลยนะกว่าจะเจอเพลงที่นายฮึมฮัม”

 

จุนฮเวอ้าปากค้าง เขาอึ้งในความพยายามของผู้ชายคนนี้จริงๆ นี่เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบ๊อบบี้ด้วยซ้ำ เขาไม่ได้พยายามจะตามติดชีวิตบ๊อบบี้เหมือนพวกแฟนพันธุ์แท้อะไรทำนองนั้น เขาแค่ปลื้มรุ่นพี่คนนี้ จากแค่ปลื้มก็กลายมาเป็นชอบและก็ชอบมาเรื่อยๆแต่ก็แค่ชอบห่างๆไม่ได้หวือหวาเพราะเขาคิดว่ารุ่นพี่บ๊อบบี้คนนี้คงจะมีแฟนแล้วหรือไม่ก็คงไม่ได้ชอบผู้ชายแบบเขา

 

“ฟังนะจุนฮเว ถ้านายบอกว่านายชอบพี่มานานแล้วและคำว่านานของนายหมายถึงกี่ปีอะไรก็ช่างแต่อยากให้รู้ไว้”  บ๊อบบี้มองหน้าจุนฮเวนิ่งแต่ในใจแทบจะระเบิดออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

 

ถึงแม้พี่จะเพิ่งมาชอบนายแค่เกือบปีหรือไม่ถึงด้วยซ้ำแต่พี่ตามติดชีวิตนายยิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวรอีกนะจะบอกให้”  บ๊อบบี้ยิ้มให้ มือหนาก็ลูบหัวทุยนั้นไปด้วยแก้เขิน

 

“จริงอ่ะ”  จุนฮเวแทบไม่อยากจะเชื่อ นี่เขาโดนคนที่แอบชอบ ชอบกลับมาตั้งปีนึงเลยนะ เขามันโง่จริงๆ

“โม้มั้ง นี่”  บ๊อบบี้บีบไหล่ของจุนฮเวเบาๆเหมือนต้องการจะพูดอะไรแบบจริงจัง จุนฮเวมองนิ่งหวังในคำพูดนั้น

 

“ต่อไปที่นั่งข้างๆนายบนรถเมล์ทุกสายต้องเป็นของพี่นะ”  จุนฮเวยกยิ้มตาหยีเขาพยักหน้าหงึกงักไม่รอให้คิดอะไรนานๆหรอกแค่นี้เขาก็มีความสุขจะแย่อยู่แล้ว   “ไม่ใช่แค่รถเมล์แต่ที่นั่งทุกที่ข้างๆนายต้องเป็นของพี่”

 

ริมฝีปากร้อนมอบจุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากของจุนฮเว คนถูกจูบถึงกับมือไม้อ่อนตัวสั่นเทิ้มเพราะไม่ทันตั้งตัว มือหนาของบ๊อบบี้ยกประคองใบหน้าคมนั้นไว้ สัมผัสอุ่นแทรกสอดเข้ามาในโพรงปากของกันและกัน ลิ้นอุ่นไล่ล่าหากันอย่างโหยหาสัมผัสความหวานภายใน จุนฮเวตอบรับสัมผัสนั้นช้าๆ ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นตัวนำทาง บ๊อบบี้ดูดดุ่นความหวานนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะจบลงที่ริมฝีปากแดงช้ำของจุนฮเวหลังจากถอดถอนริมฝีปากออกจากกันเพื่อควานหาอากาศเข้าสู่ปอด

 

“เป็นแฟนกันนะ/เป็นแฟนกันนะ”  สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกัน  ทั้งคู่หัวเราะใส่กันราวกับคนบ้า เสียงหัวเราะแห่งความสุขนั้นแทบจะไม่มีวันจบเขาอยากหยุดช่วงเวลานี้ไว้แค่ตรงนี้ อยากอยู่แบบนี้ตลอดไปและมันจะเป็นแบบนั้น เขาทั้งคู่เชื่อแบบนั้น






.

.

.

.


EP 2



3 เดือนกับคำว่า แฟน

.

..

 

“ไอ้บ๊อบ! แฟนมาตามกลับบ้านว่ะ” 

 

ผมได้ยินเสียงรุ่นพี่คนหนึ่งในกลุ่มของพี่บ๊อบบี้ตะโกนลั่นห้องสมุดหลังจากที่ผมก้าวเข้ามาภายในห้องที่อัดแน่นไปด้วยมวลหนังสือหลากหลายประเภท ผมถอดกระเป๋าของตัวเองออกวางไว้ที่เก้าอี้ข้างๆตัวของพี่บ๊อบบี้ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวถัดออกมา พี่บ๊อบบี้ละใบหน้าจากการหันไปก่นด่าเพื่อนตัวเองที่ทำเสียงดังรวมถึงต้องหันไปขอโทษขอโพยคนอื่นๆที่เงยหน้าจากหนังสือเล่มโตของตัวเองขึ้นมาจ้องด่าพี่บ๊อบบี้ในใจ

 

“มานั่งนี้ดิ เว้นที่ทำไม”  พี่บ๊อบบี้ลากเก้าอี้เข้าไปใกล้ตัว จัดการยกกระเป๋าของผมไปวางทับกับกระเป๋าของตัวเองทำให้ผมได้แต่กระพริบตาปริบๆจึงลุกขึ้นเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวข้างๆเขา

 

“กินไรมายัง เดี๋ยวขออีกสิบนาทีนะจะจบแล้ว”  ผมพยักหน้าให้

 

อันที่จริงใกล้ช่วงจะสอบเข้ามหาลัยของพวกรุ่นพี่ปีสุดท้ายของโรงเรียนแล้วล่ะ ผมรู้ข้อนี้ดีว่าทุกๆคนก็อยากจะมีมหาลัยดีๆให้ได้ไปเรียนกันเพราะฉะนั้นช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือและเรียนกันมากๆ ผมได้แต่มองใบหน้าด้านข้างของแฟนตัวเองก่อนจะเผยยิ้มออกมาอยู่คนเดียว นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมกับเขาคบกันมาหลังจากวันนั้นที่ผมคิดว่าจะมีเรื่องกับเขาจนกระทั่งได้สารภาพรักกัน ผมยังจำมันได้ดีเลยแหล่ะ แต่เขาล่ะเขาจำมันได้ไหม

 

“จุนฮเวอา”  แรงสะกิดบริเวณหัวไหล่ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ ผมหันไปมองรอบตัวสองสามครั้งก่อนจะมาจบลงตรงใบหน้าขาวของผู้ชายตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนตัวเอง

 

พี่บ๊อบบี้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเราแทบจะสัมผัสกัน ใบหน้าผมร้อนผ่าว มันยังไม่ชินสักทีที่ถูกเขาทำแบบนี้ ผมเบือนหน้าหนีทำเอาพี่บ๊อบบี้ต้องยื่นมือมาจับหน้าผมให้หันไปสบตากับเขาแทน

 

“อ่านจบแล้ว ไปหาไรกินกัน” 

 

จุ๊บ!

 

และปิดท้ายด้วยการขโมยจุ๊บเบาๆที่ริมฝีปากผมไปหนึ่งที ผมกำลังจะเอ็ดเขาแต่ก็ได้แต่อ้าปากพะงาบๆแบบไร้เสียงเพราะพี่บ๊อบบี้ที่กำลังเก็บของลงกระเป๋าหันมาชี้นิ้วเตือนผมว่า นี่ห้องสมุด ห้ามส่งเสียงดัง  ผมจึงได้แต่มองเขาตาขวางคาดโทษไว้ก่อน

 

“เหนื่อยไหม”  ผมถามขณะที่เรากำลังเดินออกจากประตูโรงเรียนเผื่อไปหาอะไรกินตามที่เขาบอก

 

พี่บ๊อบบี้หันมามองผมขณะเดียวกันก็กระชับมือของผมแน่นขึ้นก่อนจะระบายยิ้มน่ารักๆที่เขาชอบทำจนตาปิดส่งมาให้ ไม่มีใครในโรงเรียนไม่รู้ความสัมพันธ์ของเรา แน่ล่ะ พี่บ๊อบบี้เขาฮอตมากในหมู่หนุ่มสาวของโรงเรียนเราและผมเด็กผู้ชายธรรมดาที่วันๆเอาแต่เดินก้มหน้างุดๆ มองคนอื่นตาขวางๆเหมือนจะหาเรื่องแต่จริงๆป๊อดซะไม่มี ผมถือว่าเป็นผู้ชายแบบที่พี่บ๊อบบี้ไม่น่าจะควงด้วยซ้ำแต่เราก็ผ่านคำพูดแบบนั้นมาได้ตั้ง 3 เดือนเพราะการกระทำของเขาที่แสดงให้เห็นว่า เขารักผมที่สุด

 

“เหนื่อยมากเลยล่ะพี่จะหายเหนื่อยนะถ้านายจูบพี่ทั้งคืน”  ผมชกเข้าที่ต้นแขนของคนข้างๆ ทำเอาเจ้าตัวร้องโอดโอยด้วยอาการสำออยออกมา

 

“โอยยยย จุนฮเว แขนพี่ช้ำแน่ๆเลย นายต้องดูแลพี่แล้วล่ะ โอยยยย” 

 

ผมส่ายหน้าให้กับอาการสำออยปัญญาอ่อนของแฟนตัวเองก่อนจะที่คนที่ร้องโอดโอยจะเปลี่ยนมายืนดักตรงหน้าผม มืออีกข้างก็จับกับมือผมเช่นกัน

 

“อะไร จะให้ขอโทษเหรอ”  ผมถาม

 

ผมยังคงสไตล์หน้านิ่งของตัวเองอยู่ ถึงแม้จะคบกันแล้วผมก็แก้ไอ้นิสัยแบบนี้ของตัวเองไม่หาย จนคนอื่นเขาคิดว่าผมเป็นผัวมากกว่าเป็นเมียเสียอีก

 

“เปล่าน่ะ”  พี่บ๊อบบี้ฉีกยิ้มกว้างจนผมต้องยิ้มตาม

 

“แล้วมีอะไร ผมหิวแล้วนะ”

 

“หิวก็กินพี่ก่อนก็ได้นี่ อ่ะ!”  ผมตบเบาๆที่ข้างแก้มขาวของเขาเพราะไอ้ตัวฉวยโอกาสมักจะชอบออกมาจากร่างของพี่บ๊อบบี้เป็นประจำ

 

“ตบพี่เหรอ?”  อยู่ดีๆเสียงพี่บ๊อบบี้ก็เปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันทีจนผมเริ่มจะกลัว และเหมือนเขาจะรู้

 

“ไม่ตอบ?”  ผมยังนิ่ง ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ รุ่นพี่บ๊อบบี้โหมดที่คนอื่นเห็นน่ะเป็นยังไง

 

“คือข ขอโทษ”  ผมเสียงสั่น แรงบีบจากมือหนาของเขาทำให้มือของผมเริ่มชาไปทีละนิด

 

“จูบก่อนแล้วจะยกโทษให้” 

 

หน้าที่ดูจริงจังจนผมกลัวทำให้ผมต้องลอบกลืนน้ำลายอย่างลำบาก ผมไม่กล้าสบตากับเขาถึงแม้จะรู้ว่าเขาไม่ต่อยหรือตบตีผมคืนหรอกเพราะเขาไม่ใช่คนแบบนั้นแต่ก็อดกลัวไม่ได้ ผมขี้กลัวจะตายไปเหมือนมันจะเป็นจุดอ่อนของผม

 

“ทำไมต้องจูบล่ะ”  ผมย้อน แอบลืมไปชั่วครู่ว่าทำเขาโมโห  “เอ่อทำอย่างอื่นได้ไหม”  ผมต่อรอง

 

พี่บ๊อบบี้เหมือนคิดอะไรอยู่ก่อนจะเดินนำผมแต่ก็ไม่ปล่อยมือข้างที่จับมือผมอยู่ออก กลายเป็นว่าผมต้องพาตัวเองเดินตามหลังเขาต้อยๆเพราะพี่เขาก้าวเร็วมากๆจรพาผมมาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านเนื้อย่างร้านหนึ่ง ผมจำได้ว่ามันเป็นร้านของคุณน้าของพี่บ๊อบบี้

 

“อ้าว มากันแล้วเหรอเข้ามานั่งก่อน”  ผมโค้งให้กับคุณน้าพร้อมกับที่เธอเดินเข้ามาลูบหัวผมแล้วพาผมกับพี่บ๊อบบี้ไปนั่งที่โต๊ะ

 

“เพิ่งจะเคลียร์ลูกค้าออกไปให้เมื่อกี้เอง ตามสบายนะเจ้าหลานรัก”  คุณน้าขยิบตาให้กับพี่บ๊อบบี้จนผมเริ่มงุนงง

 

“ขอบคุณครับน้า”  พี่บ๊อบบี้หันไปยิ้มให้กับเธอก่อนจะเดินกลับเข้าไปหลังร้านเพื่อเตรียมเนื้อมาให้เราสองคน

 

“ทำไมต้องเคลียร์ลูกค้าด้วยครับ แปลกนะ”  ผมถามยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร ผมว่ามันแปลก แปลกมากผมสัมผัสได้

 

“ไม่รู้สิ”  คนตรงหน้ายิ้มมาให้ผม ส่วนผมเหรอ ไม่มีรอยยิ้มหรอก บนหน้ามีแต่คำว่า งง เต็มไปหมดเดาได้เลยว่าตอนนี้คิ้วของตัวเองต้องขมวดจนกลายเป็นโบว์ไปแล้วแน่ๆ

 

“พี่คิดจะทำอะไรอีกเนี่ย ไม่เอาแบบครบรอบสองเดือนแล้วนะ ผมไม่ชอบเลย”  ผมนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนที่แล้ว ในวันครบรอบสองเดือนของเรา

 

พี่บ๊อบบี้ก็พาผมมาที่นี้เหมือนวันนี้เนี่ยแหล่ะ เขาพาผมมากินข้าว เราคุยกันในหลายๆเรื่อง ก็มีบ้างที่ทะเลาะแต่ก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรมากมาย หนักสุดก็แค่เขางอนผมที่ผมยัดเยียดให้เขากินปลาหมึกเพราะผมอิ่ม เขาบอกว่าไม่ชอบแต่ผมก็ไม่ได้สนใจกะแกล้งขำๆแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะโกรธจริงจังจนผมต้องง้อ แต่ที่ไหนได้แกล้งโกรธกลบเกลื่อนผม จนเขาไปส่งผมที่บ้านแล้วขโมยจูบผมก่อนจะยื่นกล่องของขวัญเล็กๆมาให้ผม ซึ่งเจ้าตัวของขวัญตอนนี้ก็ถูกสวมอยู่ในนิ้วนางข้างซ้ายของผมเนี่ยแหล่ะ

 

“ฮึ? อะไร ยังไม่ครบรอบเลย นายจำวันครบรอบเราไม่ได้เหรอจุนฮเว” 

 

จากที่เขาเริ่มจะหายโกรธผมไปในตอนก่อนหน้า ผมก็กลับไปจุดไฟความโกรธของเขาให้กลับมาอีกครั้งอีกแล้วสิ ผมอยากจะทุบหัวตัวเองแรงๆเสียจริง

 

“ไม่ได้ลืมนะ!”  ผมตอบออกไปเสียงดัง

 

“งั้นวันครบรอบของเราวันไหน”  พี่บ๊อบบี้เอ่ยถามกลับมา ผมจ้องหน้าเขาแค่แวบเดียวก่อนจะเสมองไปทางอื่น

 

เอาจริงๆนะ ผมจำไม่ได้ ผมจำวันสำคัญอะไรของใครไม่ได้หรอก แม้แต่วันเกิดคนในครอบครัว วันเกิดเพื่อนหรือแม้กระทั่งวันเกิดตัวเองผมยังจำไม่ได้เลย จะเอาอะไรกับวันครบรอบของผมกับพี่บ๊อบบี้กันล่ะ ผมก็ปากดีไปงั้นแหล่ะ ไม่คิดว่าเขาจะจริงจังแบบนี้นิโว้ย!

 

“เงียบ เงียบเลยจำไม่ได้สินะ”  เสียงตัดพ้อทำเอาผมต้องหันกลับมามอง พี่บ๊อบบี้คอตกไปแล้ว ผมเบะปากเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ผมควรทำไงดีวะเนี่ย

 

“พพ พี่บ๊อบบี้”   ผมลองเชิงเรียกเขา แต่เขาก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองผมเลย ผมจึงกลั้นใจยื่นมือไปสะกิดมือเขาที่วางไว้บนโต๊ะแทน

 

“บ๊อบบี้

 

หมับ!

 

มือหนาคว้ามือของผมไว้ทันที ใบหน้านิ่งๆของพี่บ๊อบบี้จ้องมองผม เขาเหมือนสะกดสายตาของผมเอาไว้ ผมไม่อาจจะเสมองไปทางไหนได้เลย มือของเขาบีบแน่นอยู่ที่มือของผม มีแค่เสียง เอ่อ อ่า ในลำคอของผมเท่านั้นที่ทำได้ ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไป หัวสมองมันตันไปหมด

 

“ที่สระว่ายน้ำเมื่อตอนบ่าย”  เขาเกริ่นเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมา ผมเห็นเขาขมวดคิ้วจนสังเกตได้ว่าเขากำลังคิดหนักอะไรบางอย่างอยู่  “นายจูบกับใคร” 

 

เหมือนมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบหัวผม หัวสมองผมโล่งไปหมด จับคำพูดของพี่บ๊อบบี้ได้ไม่กี่คำ ผมนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่พี่เขาพูดถึง เมื่อบ่ายวันนี้ที่สระว่ายน้ำ

 

“ผมไม่ได้ไปที่สระว่ายน้ำนะวันนี้”  เมื่อนึกได้ผมจึงตอบ

 

วันนี้ทั้งวันผมไม่ได้ย่างกรายหรือเดินเฉียดไปที่สระว่ายน้ำของโรงเรียนเลยแม้แต่เมตรเดียว ผมลงมาจากห้องเรียนเดินไปกินข้าวตอนพักเที่ยงก่อนจะเดินกลับขึ้นไปที่ห้อง อ่า ผมไม่ได้กลับห้องผมหรอกผมเดินไปหาดงฮยอกที่อยู่อีกห้องหนึ่งของอีกตึกอีกฟาก ผมไปนั่งคุยเล่นกับดงฮยอกก่อนจะหมดเวลาพักเที่ยงใช่ ผมมีคาบว่างตอนบ่ายสอง อาจารย์ให้ห้องของผมไปบำเพ็ญประโยชน์ที่สระว่ายน้ำ ผมลืมไปเลย

 

จริงด้วยผมไปสระว่ายน้ำนี่หน่า

 

“อ่าผมไปสระว่ายน้ำ ใช่ อาจารย์ให้ห้องผมไปบำเพ็ญประโยชน์โดยการล้างสระ แต่”  ผมบอกคนตรงหน้าที่เอาแต่จ้องหน้าผมเขม็งจนผมกลัว  “ผมไม่ได้จูบกับใครนะ”  ผมตอบด้วยความสัตย์จริง

 

พี่บ๊อบบี้ถอนหายใจช้าๆ เหมือนกำลังชั่งใจกับอะไรบางอย่างอยู่ เขาก็ยังไม่ปล่อยมือผม แม้ว่าผมอยากจะดึงมันออกเพราะความประหม่าของตัวเองตอนนี้ก็เถอะ ผมกลัวจนลืมไปหมดว่าควรทำตัวยังไง

 

“จริงเหรอ” 

 

เขาเงยหน้ามามองผม ผมพยักหน้าตอบพร้อมกับจ้องตาเขานิ่ง ผมอยากให้เขาเชื่อแล้วเขาไปรู้อะไรมาเนี่ย ผมไปจูบกับใคร? ได้ยังไง? ผมว่าเขาต้องโดนใครสักคนหลอกมาแน่ๆ

 

“งั้นจูบพี่หน่อย พี่จะเชื่อ”  ผมเหวอ

 

“ฮ ฮะ? อะไรอ่ะ เกี่ยวอะไรกัน”  ผมโวยวายทันที อะไรของเขาเนี่ย

 

“ก็นายไม่ยอมจูบพี่ก่อนสักที งั้นที่นายไปจูบกับคนอื่นอย่างที่ไอ้ยุนฮยองมันบอกก็จริงสินะ ใช่สิ เบื่อกันแล้วจะทิ้งกันแล้วไง” 

 

คนตัดพ้อเปลี่ยนเป็นนั่งกอดอกหันไปมองทางอื่นแทนที่จะมองผม ผมเหวออีกรอบเพราะทำอะไรไม่ถูก

 

“อะไรอ่ะผมงง พี่เป็นอะไรเนี่ย”  ผมจ้องหน้าเขานิ่ง อยากจะโกรธซะให้เข็ดแต่ก็ทำไม่ได้ ผมโกรธเขาไม่ลงอ่ะ

 

“งอน   แฟนไม่ยอมจูบ” 

 

ผมพูดกับตัวเองในใจ สบถด่าเขาไปหลายคำเหมือนกันแต่ก็ต้องข่มใจตัวเองไว้ว่าอย่าพรั่งพรูประโยคพวกนั้นออกมาเดี๋ยวจะยิ่งไปกันใหญ่ ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะย้ายตัวเองไปนั่งแหมะลงกับตักของคนที่กำลังทำหน้างอนเหมือนเด็กๆ

 

“ทำอะไร”  เขาตกใจ เมื่อเห็นว่าผมนั่งอยู่บนตักเขาแต่ก็ไม่ได้ดันตัวผมออกแต่กลับรั้งเอวผมไว้อีกต่างหาก

 

“น่ารัก”  เขายิ้มก่อนจะยื่นหน้ามาใกล้กับอกผม ผมใช้มือดันหน้าผากเขาเอาไว้ก่อนที่มันจะใกล้ผมมากกว่านี้

 

“ถ้าผมจูบแล้วจะหายงอนใช่ไหม”

“อื้อ!

“แล้วจะเชื่อผมใช่ไหมว่าผมไม่ได้จูบกับใคร”

“อื้อ!

 

คนขี้งอนพยักหน้าหงึกงักส่งเสียงตอบเหมือนกับเด็กออกมาให้ผม ผมกรอกตามองบนนิดหน่อยก่อนจะค่อยๆโน้มหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้กับใบหน้าขาวของใครอีกคน ผมยังไม่ทันจะได้รุกอะไรมากมาย มือหนาของอีกฝ่ายก็รั้งท้ายทอยของผมอย่างจังจนทำให้ริมฝีปากของผมกับเขาแตะกันอย่างแรง พี่บ๊อบบี้เริ่มพรมจูบลงมาจนผมแทบจะผลักเขาออกแต่ก็สู้แรงเขาไม่ได้มาก ผมพยายามระบายความตกใจลงบนเสื้อนักเรียนของเขาจนมันยับ ลิ้นร้อนสอดเข้ามายังภายในโพรงปาก ผมยอมเป็นผู้ตามที่ดี ยอมรับว่าผิดคาดไปหน่อยผมคิดว่าเขาจะเป็นผู้ตามให้ผมซะอีกแต่ก็ไม่เป็นไร ผมยอมเป็นผู้ตามดีกว่าเป็นผู้นำแบบเงอะงะเพราะผมไม่เคยรุกเขามาก่อน

 

“น่ารักจัง”  เมื่อถอนจูบได้เขาก็ยิงคำชมชวนเลี่ยนมาให้ทันที

 

“รู้อยู่แล้วน่า”  ผมเขิน ยอมรับว่าหน้านี่ร้อนผ่าวไปถึงหู   “แล้วหายโกรธยัง เชื่อผมยัง”  ผมรัวคำถามไปให้

 

“ไม่ได้โกรธแล้วก็ไม่ได้ไม่เชื่อ” ผมนิ่ง

 

“ว่าไงนะ!”  ผมลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยิน ผมพอจะรู้ว่าต่อไปสถานการณ์มันจะเป็นยังไง

 

“แค่แกล้งน่ะ พี่เห็นตอนนายเดินไปสระว่ายน้ำแต่เรื่องจูบกับใครอันนั้นแกล้งเฉยๆ”  ผมจ้องเขาเขม็ง รู้เลยว่าตอนนี้ผมต้องทำหน้าแบบโกรธสุดๆและอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าระเบิดผมจะลงแน่ๆ

 

“ขอโทษ ก็อยากลองแกล้งดู”  พี่บ๊อบบี้ยืนขึ้นก่อนดึงมือผมไปกุมเอาไว้ ผมไม่ได้สะบัดออกแต่ปล่อยให้เขาจับอยู่แบบนั้น

 

“แล้วเป็นไงสนุกไหม”  ผมถามกลับเสียงเรียบ

 

“เฮ้ จุนเน่ ไม่โกรธนะ ขอโทษ” 

 

“ผมจะโกรธ”  ผมตอบ ก่อนจะหันกลับไปหยิบกระเป๋าของตัวเองแล้วเตรียมจะเดินออกไปทั้งๆที่ยังไม่ได้กินอะไรสักอย่าง

 

“เฮ้ย! จะไปไหน รอก่อนสิ”  พี่บ๊อบบี้ตะโกนไล่หลังมา ผมได้ยินเสียงพี่เขาตะโกนไปให้คุณน้าที่หลังร้านว่าขอตัวกลับก่อน ก่อนที่เขาจะวิ่งตามผมออกมา

 

“จุนเน่!”  ผมไม่ได้หันไปหาเขา แต่เขาก็วิ่งมาดักหน้าผมอยู่ดี การมีแฟนเป็นนักวิ่งนี่ผมก็แย่เหมือนกันนะ

 

“จะโกรธก็ได้แต่อย่าเดินออกมาคนเดียวดิ จะกลับบ้านคนเดียวได้ไงเดี๋ยวพี่ไปส่ง”  ผมมองเขานิ่ง ก็รู้หรอกว่าเขาเป็นห่วงแต่ก็ไม่ใจอ่อนหรอกนะผมน่ะได้โกรธแล้วจะโกรธแบบสุดๆ

 

เราสองคนเดินมาด้วยกันแต่ก็ไม่มีแม้แต่เสียงอะไรเลย เขาก็คงยังไม่อยากพูดกับผม ส่วนผม ไม่อยากพูดกับเขาหรอกผมโกรธเขาอยู่และไม่หายง่ายๆแน่ ขอดูความประพฤติเขาไปก่อนละกัน เดี๋ยวหายโกรธง่ายแล้วจะได้ใจอีก

 

“ถึงบ้านแล้ว กลับไปได้ละ”  ผมไล่ อันที่จริงก็อยากจะขอบคุณอยู่หรอกนะแต่ติดตรงที่สมองช้าลืมพูด

 

“ไล่กันเลยเหรอ เสียใจนะ”  ผมมองหน้าเขานิ่ง กรอกตาสองสามทีแบบที่ชอบทำ  “ข้าวก็ยังไม่ได้กินเลยเนี่ย ท้องมันร้องบอกว่า หิ๊วหิว” ผมมองคนตรงหน้าที่แสดงบทบาทได้น่าตบมากที่สุดในเวลานี้น่ะนะ

 

“ที่บ้านผมไม่มีอะไรให้กินหรอก นอกจากผมอ่ะนะ”  ไม่รู้ว่าผีตนไหนมันมาเข้าสิงผม ให้ผมพูดคำนั้นออกไป  คิดได้อีกทีก็เจอสายตาหื่นๆของไอ้พี่ตรงหน้าที่ยิ้มหวานส่งมาให้  “ไม่ต้องเลย! ผมพูดผิดหรอก กลับไปได้ละ”  ผมทำทีเฉไฉ

 

“โถ่ไม่ใจเลยนะน้อง”  เขาแซวผม

 

“อะไร อยากโดน?”  ผมชูกำปั้นขึ้นเชิงขู่ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นยอมแพ้กับผม

 

“พี่กลับก็ได้ แต่พรุ่งนี้ห้ามไปโรงเรียนคนเดียวนะรอพี่มารับด้วย เข้าใจไหม”  เขาสั่ง

 

อันที่จริงผมกะจะหนีไปคนเดียวด้วยซ้ำ เขาแม่งดักทางผมอ่ะ ผมเบื่อมากที่เขารู้ทันผมไปซะทุกอย่างแต่ก็ดี ผมชอบที่เขาให้ความสำคัญกับผมถึงแม้ในขณะที่เราโกรธกันเขาก็ยังไม่ทิ้งผมหรือทำเหมือนเรามีปัญหากันเราไม่ควรยุ่งกันอะไรแบบนั้น

 

“เรื่องมากจริง ผมโกรธพี่อยู่นะ”  ผมเตือนความจำเขา พี่บ๊อบบี้ขยิบตามาให้จนผมต้องโบกมือไล่เขาปรอยๆ

 

“ก็รีบหายโกรธซะสิ”  ผมแทบจะหยุดหายใจ อยู่ดีๆพี่บ๊อบบี้ก็ขยับเข้ามาใกล้จนผมแทบจะหงายหลังถ้าไม่ได้เขารั้งเอวของผมไว้ผมต้องหงายหลังลงไปนอนกับพื้นถนนแน่ๆ   “สุขสันต์วันครบรอบนะ” 

 

ผมแทบจะเป็นบ้าเมื่อได้ยินประโยคนั้น ประโยคนี้ที่เหมือนกับเดือนก่อนๆ ประโยคนี้ที่ผมไม่มีวันลืมประโยคนี้เมื่อเดือนที่แล้ว ในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกันและคนคนเดียวกัน

 

ผมเอาแต่มองหน้าของพี่บ๊อบบี้ที่ยิ้มให้กับผมจนผมไม่ทันได้สังเกตว่าในมือของผมมีอะไรอยู่ ผมดึงมันมาดูก่อนจะพบว่าเป็นแหวน? อีกแล้วเหรอ? เดือนก่อนผมก็ได้มันนะ นี่ผมก็ใส่อยู่เขาลืมหรือไงเนี่ย

 

“แหวนเนี่ยนะ?”  ผมถามก่อนจะชูแหวนวงใหม่ที่เขาให้กับผมไปให้เขาดู

 

“ก็แหวนไง”  เขาตอบหน้าตาเฉย

 

“พี่ลืมเหรอว่าเดือนที่แล้ว---

 

“วงใหม่ไง วงเก่ามันเก่าแล้ว”  พี่บ๊อบบี้ยอมปล่อยให้ผมยืนด้วยตัวเองก่อนจะดึงมือผมไปแล้วถอดแหวนที่ผมใส่อยู่ออก

 

“เนี่ย มันเก่าแล้ว”  เขาพลิกมันไปมาก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าผม จนเกือบจะทิ่มตา

 

“เก่ายังไง มันก็ยังสวยอยู่”  ผมมองมันนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยถาม ในมือตัวเองก็ยังกำแหวนวงใหม่นั้นแน่น

 

“เด็กตาถั่วเอ้ย!”  พี่บ๊อบบี้พ่นลมหายใจออกมาจนผมต้องมองหน้าเขาแบบงงๆ  “เห็นวันเดือนปีข้างในตรงนี้ไหม”

 

เขายื่นมันมาตรงหน้าผมอีกที ผมจ้องมันอีกครั้งก่อนจะสะดุดกับตัวเลขที่สลักไว้วงด้านในของแหวน ผมไม่ได้สังเกตมันเลยนะ ทำไมเขาทำแบบนั้นไว้อ่ะ ตั้งเดือนนึงแหน่ะ ผมใส่ๆถอดๆอยู่ตลอดแต่ผมไม่รู้เลยงั้นสินะ ผมมันโง่จริงๆ

 

“อย่าบอกว่าใส่มาตั้งเดือนแล้วเพิ่งจะรู้น่ะฮะ!?”  เหมือนผมโดนพ่อดุเลยอ่ะ เตรียมเบะปากจะร้องไห้แล้วนะครับ

 

“จริงๆเลย นายนี่”  พี่บ๊อบบี้บ่นอุบอิบอะไรบางอย่างแต่เขาก็ดึงมือผมไปพร้อมกับแหวนวงใหม่อีกวงก่อนจะยื่นให้ผมดูวันและปีที่เหมือนกันกับวงก่อนหน้าแต่เดือนนั้นต่างกัน   “ต่อไปก็หัดดูไว้ด้วยนะเวลาพี่ซื้ออะไรให้ มันมีความหมายทุกชิ้น”

 

ผมได้แต่พยักหน้าหงึกงักรับฟังในสิ่งที่เขาบอก ยอมรับว่าหุบยิ้มไม่ลงเลยตั้งแต่เขาบอกเรื่องแหวน ผมมองหน้าเขาเหมือนจะร้องไห้เลยอ่ะ ผมไม่ได้เสียใจนะผมดีใจมากกว่า

 

“เพราะนายสำคัญ พี่ถึงให้ความสำคัญกับของทุกชิ้นที่จะให้ เข้าใจไหม”  ผมได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ

 

“พี่รู้ว่านายจำวันสำคัญอะไรของใครไม่ได้หรอก พี่ถึงไม่โกรธนายไงเด็กบ๊อง”  ผมถูกเขาดีดหน้าผากเบาๆจนผมต้องยู่หน้าให้

 

“ผมไม่ได้บ๊องนะ!”  ผมแก้ตัว ทำเอาคนตรงหน้าหัวเราะร่า

 

“แต่น่ารัก”  เขายังทำให้ผมเขินอีกครั้ง

 

“ไม่หายโกรธหรอกนะ”  ผมพูดขึ้น ทำเอาเขาต้องจ้องหน้าผมนิ่ง

 

“อะไรวะ หายได้แล้วเถอะ”  เขาอ้อน แต่ผมน่ะกำลัง ยิ้ม

 

“ไม่ได้โกรธตั้งแต่แรกต่างหาก แบร่!” 

 

ผมกระโดดจุ๊บแก้มเขาหนึ่งทีก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านแทบจะทันที ได้ยินเสียงไล่โหวกเหวกไล่หลังมาจนผมเอาแต่ยิ้มกับตัวเองจนแก้มจะปริ ผมมีความสุขมากนะ อยากจะขอบคุณเขาด้วย

 

ผมคิดได้ดังนั้นจึงรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องของตัวเองเดินออกมายืนตรงระเบียงของบ้านที่มองเห็นหน้าบ้าน ผมเห็นเขายืนเท้าเอวอยู่กับสีหน้าหงุดหงิด

 

“บ๊อบบี้!” ผมตะโกนเรียกเขา เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามองผมก่อนจะชี้หน้าคาดโทษ

 

“ขอบคุณนะครับ แล้วก็”  ผมยิ้ม เขาลดมือลงก่อนจะมองผมรอฟังว่าผมจะพูดอะไรต่อ

 

“ผมรักพี่นะ!” 

 

แหน่ะผมแอบเห็นเขายิ้มด้วย แอร่ยย ผมก็เขินนะ



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ jirattmbye จากทั้งหมด 9 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 19:54

    บ๊อบบี้! ผมรักพี่นะ แงงงงเขินนไรท์เขียนได้น่ารักมากงือออ

    #6
    0
  2. #5 JUNE짯시ㅣ (@JUNEhayizuaf) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 17:27
    น่ารักมากเลยย แง้~
    #5
    0
  3. #4 uuuuuuuunla (@uuuuuuuunla) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 23:22
    งือ น่ารักจังเลยค่ะ บ๊อบบี้นี่ก็นะ หวังจะขโมยจุ๊บน้องอย่างเดียวเลย555455555 ขอบคุณสำหรับฟิคค่า
    #4
    0
  4. #3 pufflyfluffy (@gbabyza) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 23:08
    น่ารักมากแงงง เป็นฟีลที่แอบชอบกันได้น่ารักมากกกกกก
    #3
    0
  5. #2 llllll
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 22:07
    ฮือ พี่บ๊อบบี้โคตรเท่เลยค่ะ > < ตอนแรกนึกว่าจะเป็นแนวที่บ๊อบบี้กากๆตามจีบจุนฮเว55555555555 มาเจอแบบนี้กร๊าวใจมากเว่อ จุนฮเวซึนมาก ชอบเขาแต่ไม่เคยรู้เลยว่าเขาสะกดรอยตามตัวมาทุกวัน เจ้าโง่เอ๊ย ชอบประโยค 'ต่อไปนี้ที่นั่งข้างๆนายบนรถเมล์ทุกสายต้องเป็นของพี่นะ' มากกกกก แง
    #2
    0
  6. วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 09:58
    น่ารักจังเลยค่ะ ไม่ได้หวือหวามากแต่น่ารักจริงๆ ยัยเน้งนุ่มนิ่มจังเลยน้า ขโมยของที่พี่เขาไม่เอามาเก็บที่บ้านอีก ชอบเขาขนาดไหนเนี่ย พี่จีวอนก็ใขจร้ายแกล้งน้องมันแต่สุดท้ายก็คบกันแหละนะ ><
    ปล.มีคำผิดและรอตอนต่อไปค่ะ✌
    #1
    0