คัดลอกลิงก์เเล้ว

Still on my mind ในดวงใจนิรันดร์. (แต้วมิว)

สิ่งที่ไม่มีใครพรากไปจากเราได้คือ ความทรงจำ คำว่านิรันดร์ไม่มีจริงในกาลเวลาแต่มีจริงในหัวใจ...

ยอดวิวรวม

1,801

ยอดวิวเดือนนี้

6

ยอดวิวรวม


1,801

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


59
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 พ.ย. 60 / 19:37 น.
นิยาย Still on my mind 㹴ǧ㨹ѹ. () Still on my mind ในดวงใจนิรันดร์. (แต้วมิว) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



ฉัน.. 'เกลียดหิมะและคริสต์มาส' ทุกครั้งที่ได้เห็นหิมะร่วงโรยผ่านหน้าต่างบานเล็ก อกด้านซ้ายมักจะมีอาการเจ็บจี๊ดเสมอ ทำให้นึกถึงปีนั้น วันนั้น และเขาคนนั้น คนที่เธอไม่เคยลืม... 




สองนางเอกสาวแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง 'แต้วและมิว' กับเรื่องราวของอดีตในต่างแดนที่ไม่เคยมีใครรับรู้มาก่อน แม้เวลาผ่านไปความรู้สึกที่มีให้กันจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง คนที่เคยปล่อยมือ กับคนที่ถูกปล่อยมือ ในวันหนึ่งที่ได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง ความรัก ความเจ็บปวด ความทรงจำของคนทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหนทุกสิ่งจะอยู่ในใจคุณตลอดไป เช่นเดียวกันกับเขาและเธอ... 


บทอธิบายนักเขียน

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นโดยผู้เขียนที่มีความชื่นชมในตัวนักแสดงทั้สองท่าน ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆอันมีอยู่จริง ส่วนตัวได้รับแรงบันดาลใจจากเมือง Otaru ประเทศญี่ปุ่นที่มิว เคยไปถ่ายภาพยนตร์ และเห็นว่ามีความโรแมนติคอย่างมากจนอยากจะแต่งแต้มเรื่องราวขึ้นมาสักเรื่องประกอบกับความประทับใจในบทเพลง Still on my mind ที่มิวได้มีโอกาสเล่นเปียโนด้วย จึงกลายมาเป็นผลงานชิ้นนี้ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวเอาไว้ด้วยนะคะ 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 พ.ย. 60 / 19:37




 -2010 –

 24 ธันวาคม


“SAPPORO WHITE ILLUMINATION” ป้ายไฟสีฟ้าท่ามกลางหิมะสีขาวที่ถูกประดับประดาด้วยไฟหลากสีสัน บรรยากาศโรแมนติคที่ใครๆฝันถึงในช่วงคริสต์มาส ในบรรยากาศหนาวเหน็บ ห้อมล้อมด้วยสีขาวโพลน แลเกร็ดหิมะแสนนุ่มนวลที่ตกลงมาบนใบหน้าให้รู้สึกถึงความเย็นและความอบอุ่นจากคนข้างกาย หากไม่ใช่วันที่ราวกับฟ้าฝ่าลงกลางหัวใจจากคนที่คิดว่า รัก

 

            “มิว ถ้ายังเป็นอย่างนี้ เราก็เลิกกันเถอะ” น้ำเสียงหวานที่ฉันชื่นชอบนักเมื่อได้ยินกลับเอ่ยประโยคนั้นออกมาในวันที่ควรจะเป็นวันที่โรแมนติคอย่างช่วงคริสต์มาส

             “พี่แต้วพูดเล่นใช่มั้ย...”มิวเอ่ยออกมาได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะอื้ออึงไปในหัวหล่อนได้ยินเพียงลางๆว่าเขาจะหาโรงแรมใหม่แล้วปล่อยให้เธอพักอยู่ที่โรงแรมเดิม และในวันที่ 24 ธันวาคม 2010 ก็เป็นวันแรกที่เธอได้เห็นหิมะ และได้เรียนรู้ถึงความเหยียบเย็นอันโหดร้ายของหิมะในคืนคริสต์มาสอีฟ

 

 

 

-2015 –

 กุมภาพันธ์

 

วันเวลาผ่านไป ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างที่เป็นมามิวกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติโดยไม่มีใครล่วงรู้เบื้องหลังมาก่อน การที่ดาราสาวอย่างนิษฐาจะถูกบอกเลิกจาก ดาราสาวรุ่นพี่อย่างณฐพร ต้องไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอนว่าเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ความโชคดีอย่างหนึ่งของวงการบันเทิงคือการที่งานยุ่งจนไม่มีเวลาว่างไปกับเรื่องราวต่างๆมากนัก อีกทั้งการจะโคจรมาพบกันในงานเดียวกันนั้นก็มีน้อย เรียกว่า อยู่ใกล้กันแต่ทำตัวราวกับตายจากกันไปเสียตั้งแต่วันนั้น

 

มือทางด้านการแสดงที่ช่วยให้นิษฐาปกปิดเรื่องราวในต่างแดนได้ดี แม้แต่คนในครอบครัวเธอก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปกปิดได้ เธอเกลียด...วันคริสต์มาสและหิมะ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับสถานที่ที่เธออยู่ในวันนี้เป็นการถ่ายภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ถ่ายทำในจังหวัดฮอกไกโดของประเทศญี่ปุ่น การถ่ายทำท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยหิมะ และความโรแมนติคมันทำให้หล่อนแทบคุมสติในแต่ละวันไม่อยู่

 

 

ทุกคืนก่อนนอนหิมะที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปหลั่งไหลไม่ขาดสาย มันมักจะมาพร้อมกับอาการเจ็บจี๊ดที่อกข้างซ้าย ความเจ็บปวดที่เคยมีเมื่อ ปีก่อนนั้นกลับมาราวกับพึ่งเกิดเมื่อวานนี้ ภายในห้องโรมแรมชั้นธุรกิจที่มีดีไซน์แทบจะไม่ต่างกัน หิมะหลังบานหน้าต่าง และตัวหล่อนที่กำลังนั่งร้องให้อยู่บนเตียง... หล่อนไม่เคยก้าวออกจากความทรงจำเมื่อ ปีก่อนได้เลย

นิษฐาดึงสติให้กลับมายังปัจจุบัน หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวบนจุดชมวิวของ “ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์” ช่วงเวลาเพียง 30 นาทีที่จะเหมาชั้นอาคารแห่งนี้เพื่อชมทิวทัศน์ได้ทั่วบริเวณที่สุด มุมที่สามารถชมบรรยากาศงานเทศกาลหิมะของทั้งเมืองได้ และอีกเหตุผลหนึ่ง หล่อนสามารถร้องไห้ได้โดยไม่มีใครเห็นหรือได้ยิน

 

เสียงเพลงคลาสสิคอันโรแมนติกยังคงถูกบรรเลงต่อไป ในขณะที่หล่อนจิบไวน์อย่างซึมซับความทรงจำอันเจ็บปวดไว้อย่างสงบ เพียง 30 นาทีเท่านั้นที่เธอจะขอใช้เวลาอยู่กับความทรงจำกับคนที่เธอรัก ความทรงจำสุดท้ายที่มีร่วมกัน... ไวน์ที่ถูกยกขึ้นดื่มสวนทางกับน้ำในตาที่ไหลรินอาบแก้ม นิษฐาไม่เคยลืมเขา และเธอก็เกลียดตัวเองเหลือเกินที่ยังรอเขาในทุกๆที่ที่เคยมีเวลาร่วมกัน

 

            “พรุ่งนี้มีถ่ายที่เมืองโอตารุก็เสร็จแล้ว มีเวลาเที่ยวอีกหนึ่งวันมิวอยากไปไหนมั้ยเดี๋ยวแม่จะบอกทีมงานให้” คุณแม่ปูผู้เป็นทั้งบุพการีและผู้จัดการส่วนตัวที่เธอแสนรัก มิวไม่ตอบคำถามหล่อนเข้าไปสวมกอดคนเป็นแม่อย่างขอความอบอุ่นแล้วส่ายหน้าเบาๆ

 

            “มิวขอเดินเที่ยวในเมืองนี้แหละค่ะ แม่ไปเที่ยวกับพี่ๆเขาเถอะค่ะ ไม่ต้องดูแลมิวหนึ่งวัน ถ้ามิวอยู่แม่ก็ไม่ยอมเที่ยว”ลูกสาวตัวน้อยกล่าวเช่นนั้นอย่างเอาใจ เมื่อหล่อนรู้มาว่าทีมงานจะรวมตัวกันไปเที่ยวอีกเมืองแทนที่จะเที่ยวในเมืองนี้ เหตุเพราะถ่ายงานกันมาทั้งวันคงจะเบื่อกันบ้าง

           

 

“งั้นต้องติดต่อแม่ตลอดนะ อย่าหายต๋อม”

“ค่ะแม่” นิษฐาปิดบทสนทนาเพียงเท่านั้นแล้วเข้านอน หล่อนทนเสแสร้งว่ามีความสุขต่อไปไม่ได้แม้แต่อีกวินาทีเดียว

 

การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น ตลอดเวลาการถ่ายทำด้วยความเป็นมืออาชีพกับหนุ่มรุ่นพี่ทำให้หล่อนหัวเราะได้ตลอดทั้งวัน หัวเราะมากจนคนอื่นอดแซวไม่ได้ว่า ติงต๊อง หรือไม่ก็ คนบ้า ไปเสียอย่างนั้น แต่ใครเล่าจะรู้ถึงหัวใจของมิว นิษฐา นางเอกสาวที่หัวเราะแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ นั้น หล่อนกำลังประชดความเศร้าของตนเองอยู่ หัวเราะเยาะตัวเองราวกับคนบ้า ไม่ให้น้ำตาไหลออกมาในเวลาและสถานที่ที่ไม่ควร

 

 

และเมื่อการถ่ายทำจบสิ้นวันต่อมาก็เป็นเวลาส่วนตัวที่นางเอกสาวร่างเล็กคะนึงหา มิวหันไปมองเตียงข้างๆ มารดาหายไปแล้ว เพียงเท่านั้นก็ให้ถอนหายใจ ได้อยุ่คนเดียวเสียที’ ใช่ว่าหล่อนจะไม่ชอบใจ แต่หล่อนไม่อยากให้บุพการีมารับรู้ความทุกข์ในหัวใจหล่อนจนเป็นกังวล อย่างไรณฐพรก็เป็นคนในวงการเดียวกัน การที่มีเรื่องคลางแคลงใจกันไม่ใช่เรื่องดี

 

นิษฐาลุกจากเตียงอย่างเชื่องช้า เช้าในวันที่ได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวนั้นหายาก หล่อนไม่อยากให้เวลานี้เสียไป การออกไปเจออะไรภายนอกอาจจะช่วยให้ความหนักอึ้งในหัวใจนี้เบาบางลงบ้าง และที่ที่หล่อนไปก็คือ Otaru Music Box Museum ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้ บริเวณนั้นมีอยู่หลายอาคารที่ได้รับความนิยม แต่ด้วยฐานะและหน้าตาอย่างมิวไม่เหมาะกับสถานที่คนพลุกพล่าน เธอจึงสวมผ้าปิดปากและเดินเข้าไปยังอาคารหนึ่งที่ปิดป้ายว่าจะมีการแสดงในอีก 30 นาที และด้านในมีผู้คนไม่มากนัก


 

ด้านในมีบรรยากาศคล้ายกับทางยุโรป เฟอร์นิเจอร์ประดับทำด้วยไม้เนื้อดี แล้วเต็มไปกล่องดนตรีเก่าๆหลายขนาดๆ หลายชิ้นเป็นของที่มีอายุเก่าแก่สมกับชื่อ Music Box Museum ดังนั้นภายในจึงมีเสียงเพลงแบบ Music box ไม่ขนาดสาย

 

            “การแสดงจะเริ่มต้นในอีก 10 นาที เชิญทุกท่านที่สนใจรับชมได้ที่โซนเปียโนหลักค่ะ” เสียงประกาศเป็นภาษาญี่ปุ่นตามด้วยภาษาอังกฤษดังขึ้น เมื่อนิษฐายกนาฬิกาขึ้นมอง ก็พบว่าได้เพลิดเพลินกับการนำชมเครื่องมือการเล่นดนตรีเก่าแก่เสียจนลืมเวลา

 

คิดได้ดังนั้นจึงเดินย้อนกลับมาโซนเปียโนเก่าแก่หลังใหญ่ เห็นพนักงานเตรียมการอยู่พักใหญ่และเมื่อถึงเวลาพนักงานสาวชาวญี่ปุ่นก็โชว์ให้ดูม้วนกระดาษที่จะทำการแสดงในวันนี้ หญิงสาวคนเดิมใส่ใส่ม้วนนั้นเข้าไปที่จุดเหนือคีย์บอร์ดขอวเปียโนเก่าแก่นั้น ไม่นานก็มีเสียงเพลงดังขึ้นจากท่อออแกน ขนาดใหญ่ที่สูงเกือบจรดเพดาน เสียงอันดังก้องนั้นทำให้นิษฐาตกตะลึงตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วครู่ ผู้คนเริ่มเข้ามาจับจองที่นั่งหน้าเครื่องดนตรีมหึมาจนเต็ม เงี่ยหูฟังอย่างสงบเสงี่ยมจนกระทั่งโน็ตตัวสุดท้ายเล่นจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้น คนอื่นลุกออกไปหมดแล้วแต่นิษฐายังคงพอใจที่จะอยู่อย่างนั้นมองดูเครื่องดนตรีเก่าแก่ด้วยแววตาเหม่อลอย จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของใครบางคน

 

            “มิว มิวคะ”คนที่นั่งอยู่ข้างๆเรียกนิษฐาอย่างไม่มั่นใจนัก

เป็นไปไม่ได้ เขาไม่ควรจะอยู่ที่นี่ เวลานี้ มิวที่ได้ยินเสียงเรียกเกร็งคอขึ้นตกใจ น้ำตาหล่อนไหลก่อนที่จะสมองจะคิดอะไรได้เสียอีก และเมื่อเธอหันไปก็พบเข้ากับในหน้าที่เธอเห็นเพียงแค่ในโทรทัศน์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และพยายามหลบเลี่ยงกันและกันเสมอมา จู่ๆ นางเอกสาวรุ่นพี่ก็มานั่งอยู่ข้างๆเธอ เรียกเธออย่างสนิทสนมอย่างที่เคยเรียกเมื่อนานมาแล้ว

 

            “พี่แต้วมาได้ยังไงคะ...”นางเอกสาวรุ่นน้องพยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนใบหน้าที่เปียกชื้นภายใต้มาร์กปิดปากสีขาวสะอาด ดวงตากระพริบถี่ๆไม่ให้หยดน้ำกักขังในดวงตาให้เขาได้เห็น

            “พี่ไม่รู้...พี่แค่...”ณฐพรตอบได้เพียงเท่านั้นเมื่อเห็นใบหน้าสวยที่หล่อนเคยมีสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยมที่จะเช็ดน้ำตา แต่เวลานี้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องหล่อนเพียงปลายนิ้ว

 

 

กลับเป็นคนตัวเล็กที่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับไปมองเครื่องดนตรีโบราณตรงหน้าอีกครั้ง และนิ่งเงียบไปราวกับจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

            “มิวสบายดีมั้ย”ร่างสมส่วนข้างกายหันข้างให้เด็กสาวแล้วเหม่อมองไปยังจุดเดียวกัน เอ่ยถามน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

            “สบายดีค่ะ พี่แต้วมาทำงานเหรอคะ” เสียงเธอสะดุดเล็กน้อยกลางประโยคเพื่อกลืนก้อนแข็งๆลงลำคอ เสียงนั้นสั่นไหวจนแต้วรู้สึกได้

 

 

            “พี่มาเที่ยวงานเทศกาลหิมะค่ะ” แต้วตอบเสียงหวานอยากให้คนข้างกายหายจากโศกเศร้า ด้วยการโอบรอบกายเธอให้หายหนาวและมอบความอบอุ่นให้แทน

            “งั้นมิวพาเที่ยวนะคะ...”เจ้าของประโยคพูดแล้วหันมายิ้มให้ณฐพรเบาๆ

กลับกลายเป็นคนฟังเสียอีกที่งงงวยกับสาวรุ่นน้อง ทั้งที่ดวงตาหล่อนจะเคลือบด้วยน้ำตา แต่กลับพูดประโยคนั้นออกมาด้วยรอยยิ้มแสนเศร้า... ทั้งที่หล่อนควรจะเป็นคนที่หนีห่างจากเขา แต่กลับยิ้มรับณฐพรที่อยู่ตรงนี้ด้วยความเจ็บปวดโดยไม่มีคำต่อว่าใดๆทั้งสิ้น หัวใจของคนถูกชักชวนรู้สึกปวดหนึบไปทั้งร่าง เมื่อเห็นความเจ็บปวดที่ไม่ต่างไปจากเมื่อ ปีก่อนเลยสักนิด

 

ใช่ว่าเขาเองไม่เจ็บแต่ในเวลานั้นทั้งสองคนยังเด็กเกินกว่าจะประคองความสัมพันธ์เอาไว้ให้มั่นคงได้ และมิวก็ไม่พร้อมที่จะปรับตัวใดๆ ใช่ว่าเธอจะไม่รักหญิงสาวตรงหน้า เธอรักมิว รักมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน และแอบตามความเคลื่อนไหวในวงการของอีกฝ่ายไม่เคยขาด ได้เห็นการเติบโตทั้งในฐานะนักแสดง รวมถึงการเติบโตเป็นหญิงสาวที่สวยสะพรั่งด้วยเช่นกัน

 

 

แต่ที่ณฐพรคิดผิดคือการที่นางเอกสาวรุ่นน้องไม่เคยลืมเรื่องราวของทั้งสองคน จากรอยยิ้มที่เธอได้เห็นมาตลอดห้าปี วินาทีนี้เขาได้ตระหนักแล้วว่า มิวมิว’ ตรงหน้านี่ต่างหากตัวจริง หญิงสาวที่ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้า แม้ว่าริมฝีปากจะยิ้มให้เขาก็ตามที และในวินาทีที่หล่อนลุกขึ้นยืนจับมือณฐพรเอาไว้ ก็ทำให้เขารู้สึกว่าจริงๆแล้วคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่กันแน่

 

            “เริ่มจากตึกฝั่งตรงข้ามกันดีกว่าค่ะ ฝั่งนั้นมีของฝากหลายอย่างเลย พี่แต้วซื้อไปฝากที่บ้านด้วยก็ได้นะคะ” มิวจูงมือคนที่เธอเคยรักไปยังอาคารฝั่งตรงข้าม

 

ด้านในเป็นตีสองชั้นแต่ตัวอาคารตรงกลางทำเป็นเพดานทะลุสองชั้นตรงกลางประดับด้วยโคมไฟระย้าอย่างในยุโรป ด้านล่างประกอบด้วยขอบฝากที่เป็นกล่องดนตรีหลากหลายรูปแบบ ด้านในสุดยังถูกประดับประดาด้วยไปสีเหลืองอ่อนทั่วบริเวณ ลูกแก้วสีใสที่ถูกแสงสะท้อนส่งประกายระยิบระยับสวยงาม ตรงกลางมีตุ๊กตาหมีในชุดซานต้าตัวใหญ่โดดเด่นเห็นชัด ร่างเล็กด้านหน้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหยิบจับบรรดากล่องดนตรีน้อยใหญ่ฟังเสียงเพลงอย่างสนใจ

 

ณฐพรยืนมองนางเอกสาวรุ่นน้องอยู่อย่างนั้นแล้วหันไปสนใจหาซื้อของฝากตามที่อีกฝากแนะนำ เขาไม่อยากกดดันคนตัวเล็กมากเกินไป การที่เขาไม่สามารถมองความคิดและการกระทำของร่างเล็กออกนั้นถือเป็นความสงสัยอย่างหนึ่ง แต่ในเมื่อมีโอกาสที่จะมีความสุขด้วยกันแล้วก็ไม่มีทางที่จะปล่อยโอกาสนี้ไปได้

 

 

“ต่อไปจะพาพี่แต้วไปร้านเด็ดของที่นี่ค่ะ เพลงเขาเพราะมาก” หล่อนแนะนำด้วยน้ำเสียงร่าเริงจนณฐพรอยากเห็นด้วยตาของตนเองเสียแล้วสิ เมื่อจ่ายเงินและรอพนักงานห่อของขวัญเสร็จแล้วนิษฐาก็พาเดินเรียบตามทางหิมะไปอย่างเชื่องช้าเนื่องด้วยเพราะความลื่นและไม่คุ้นเคย

 

ณฐพรเห็นเช่นนั้นจึงทำจับมือเล็กให้คล้องแขนตนเองแล้วค่อยๆก้าวเดินไปด้วยกัน อยากให้ถนนหิมะสายนี้ไม่มีวันที่สิ้นสุด เพื่อที่จะได้หาข้ออ้างจับจูงมิวมิวของเขาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

            “แบบนี้มิวจะได้ไม่ลื่น”แต้วบอกกับคนข้างกายเบาๆ ลูบมือเล็กไร้ถุงมือนั้นแผ่วเบาก่อนจะถอดถุงมือข้างหนึ่งให้สวมให้คนที่ห่วงแสนห่วง

            “พี่แต้วจะหนาวนะคะ”คนตัวเล็กว่าพลางขัดขืนเล็กน้อย แต่เมื่อโดนคนที่แรงเยอะกว่าบังคับให้สวมจนได้หล่อนจึงยินยอม แต่ก็จับมือที่ไม่ได้สวมถุงข้างที่ยกให้หล่อนคล้องแขนเอาแน่นไม่ให้อีกคนหนาว

            “พี่อุ่นแล้ว”คนตัวสูงกว่าตอบรับการจับมือของหล่อนด้วยการกระชับตอบและเดินเคียงกันไปเช่นนั้น

 


 ‘Otaru Kitaichi Hall’

ร้านที่นิษฐาแนะนำ เป็นร้านที่ต้องเดินเข้าไปในซอยมืดๆของฮอลล์เก่า ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เมื่อไปถึงแล้วก็ณฐพรก้ต้องตกตะลึงกับความสวยงามและบรรยากาศโรแมนติคของร้าน แม้จะคล้ายกับโรงนาไม้ธรรมดาในแถบยุโรป แต่เมื่อถูกประดับด้วยตะเกียงไฟอย่างโบราณนับร้อยนับพันดวงแล้ว ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ทำให้คนทั้งคู่อบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด

 

 

นิษฐาเลือกเค้าเตอร์ที่นั่งใกล้กับเวทีเปียโนที่นักดนตรีกำลังเตรียมการแสดง สองสาวนั่งอยู่ข้างกายกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ และไม่ยอมปล่อยมือจากกันแม้อากาศด้านในจะถูกทำให้อบอุ่นด้วยฮีตเตอร์แล้วก็ตาม คนพี่ลูบไล้มือเล็กผ่านถุงมือด้วยนิ้วโป้งแผ่วเบาอย่างรักใคร่เอ็นดู และเมื่อเสียงเปียโนเริ่มขึ้น แก้วเบียร์สองแก้วก็ถูกชนกันเบาๆให้ได้ยินกันเพียงสองคน เบียร์โอตารุ’ ที่พนักงงานแนะนำ ณฐพรรู้ดีว่าปกตินิษฐาไม่ดื่มแอลกอฮอล์ถ้าไม่ใช่งานที่ต้องดื่ม การที่หล่อนนั่งดื่มกับเขาในวันนี้ย่อมต้องซ่อนบางอย่างเอาไว้ในหัวใจอย่างที่เขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้

 

 

            “มิวก็แค่อยากดื่มกับพี่แต้วสักครั้ง ได้มั้ยคะ?” นิษฐาว่าอย่างรู้ทันในสายตาที่มองมายังตนเองแล้วแอบอิงซบไหล่คนพี่แล้วหลับตาฟังเสียงเพลงเปียโนซึมซับกลิ่นที่หล่อนคิดถึง กลิ่นกายที่หล่อนเคยแอบอิงเมื่อนานมาแล้ว...

            “พี่ให้มิวดื่มได้แค่ครึ่งแก้วนะคะ เดี๋ยวพี่จะดื่มเอง”ณฐพรยังคงเป็นณฐพรที่ไม่เคยปล่อยให้หล่อนทำตัวเหลวไหลแม้แต่กระทั่งการดื่ม แม้นิษฐาจะเถียงขาดใจว่าหล่อนโตมากแล้วก็ตาม

 

           

            “พี่ยังไม่อยากอุ้มมิวขึ้นห้องตอนนี้หรอก”ณฐพรบอกตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เดิมทีเขาจะใช้ปะรโยคที่สมเหตุผลแก่การอ้างอย่าง พี่ยังต้องพึ่งมิวเป็นไกด์’ อะไรก็ตามที่ดลใจให้เขาเผยสิ่งที่อยู่ในหัวใจจริงออกไปเขาต้องขอบคุณเจ้าสิ่งนั้นกระมัง

 

            “พี่แต้วน่ะ เอาแต่ดุมิวตลอด” หล่อนว่าแล้วหัวเราะในลำคอทั้งที่ยังซบไหล่เขา คนอย่างณฐพรไม่เคยพูดคำหวาน หรือพูดจาเชิงหยอกล้อในที่แบบนี้มาก่อน ด้วยความเป็นผู้ใหญ่กว่าหล่อนจึงโดนเขาดุอย่างมีเหตุผลเสมอ แต่หล่อนก็ไม่เคยที่จะฟังเขา เพราะอยากต่อต้านไม่ให้เขารู้ว่าดุหล่อนแล้วได้ผล จริง ๆแล้วมิวอยากให้เขาพูดจากับเธออย่างคนรักไม่ใช่เอาแต่ดุ

 

            “มิวก็ดื้อกับพี่ตลอด”ณฐพรเอาคืนอย่างติดตลก เด็กสาวไม่เคยเลยที่จะยอมเชื่อฟังเขาเลยสักครั้ง ดื้อจนถึงที่สุดเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เมื่อมิวรู้ดีว่าสามารถดื้อกับเขาได้ก็คอยแต่จะดื้อแพ่งใส่เอาแต่ใจจนเขารู้สึกเหนื่อยที่จะดัดนิสัยหล่อนเสียแล้ว แต่ยอมรับจากหัวใจว่าเด็กแสนดื้อคนนี้ก็เป็นเพียงคนเดียวที่ครอบครองหัวใจณฐพรตลอดมา

 

            “ฟังเพลงเถอะค่ะ มิวไม่อยากทะเลาะกับพี่”เป็นมิวเองที่ตัดบทสนทนาหล่อนยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ก่อนจะเลื่อนแก้วของหล่อนให้กับคนข้างกาย และกลับมาซบไหบ่เขาโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย ณฐพรเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ลุกขึ้นมางัดข้อเหมือนทุกที เขาจึงจัดการดื่มน้ำสีเหลืองทองทั้งสองแก้วอย่างอย่างรวดเร็วและใช้เวลาที่เหลือก่อนการแสดงจะจบลงแอบอิงข้างแก้มกับศีรษะของคนตัวเล็กโดยไม่พูดอะไรอีก

 


กว่าจะออกจาก  ‘Otaru Kitaichi Hall’ ก็ล่วงเลยมาจนถึงบ่ายสี่โมง แต่ในช่วงหน้าหนาวเช่นนี้ท้องฟ้าด้านนอกก็ถูกฉาบด้วยสีดำเป็นที่เรียบร้อย ทำให้บรรยากาศของเทศกาลหิมะเริ่มต้นเร็วขึ้นทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินเล่นไปตามแต่แสงเทียนในหิมะจะนำพาไป ในค่ำคืนที่หิมะปกคลุมทั่วบริเวณ แสงเทียนเล็กๆตามรายทางเป็นสิ่งเดียวที่นำทางคนทั้งคู่ไปเรื่อยๆ สองแขนที่เกาะกุมกันแน่นขึ้น ค่อยๆเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่อาจจะไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง ณฐพรคอยกระชับแขนทุกครั้งที่ร่างเล็กข้างๆลื่นหรือซุ่มซ่ามอย่างที่หล่อนเป็นมาเสมอ หรือล้มไปด้วยกันเมื่อต้องเดินลงเนินสูงๆที่หน้าหิมะกำลังรวมตัวเป็นน้ำแข็งลื่นๆ แต่ก็ไม่มีครั้งใดที่คนพี่จะปล่อยให้คนน้องห่างกาย คอยปกป้องเสมอ ความอบอุ่นที่หล่อนแสนคิดถึง และเมื่อพบว่ามือเขาเป็นแผลถลอกน้ำตาหยดใสๆก็ร่วงเผาะ รีบคว้าผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเลือดให้

 

            “ไม่ต้องร้องนะ มิวมิวพี่แต้วไม่เป็นไร ยิ่งหนาวๆไม่รู้สึกเจ็บสักนิด”ณฐพรว่าพลางลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ เมื่อเห็นร่างเล็กน้ำตาร่วงน่าเอ็นดูให้กับความน่ารักและอ่อนไหวของสาวรุ่นน้อง

ฝ่ายมิวส่ายหน้าปฎิเสธ หล่อนไม่ได้ร้องไห้เพียงเพราะกลัวเขาเจ็บ แต่เพราะหากในวันนั้นเขาไม่ปล่อยมือหล่อนเช่นเดียวกับในวันนี้ ทุกอย่างอาจจะไม่ต้องจบด้วยการจากลา แต่ณฐพรก็เลือกที่จะปล่อยมือไปก่อนในวันนั้น...

 

 

“ไปค่ะเดินไปที่คลองใหญ่กันดีกว่าอีกนิดเดี๋ยวก็ถึงแล้ว” เป็นแต้วเองที่ยันกายลุกขึ้นก่อนแล้วฉุดสาวน้อยขี้แยลุกขึ้นตาม มือที่ถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าถูกสวมทับด้วยถุงมือข้างเดิมที่เคยอยู่บนมือของมิว ในขณะนี้รุ่นน้องสาวจึงอยู่สภาพมือแดงเพราะอากาศที่เย็นเกินไป ณฐพรจับมือน้อย ๆนั่นซุกเข้ากับกระเป๋าเสื้อตนแล้วเดินเคียงกันไป นิษฐาเลือกที่จะเงียบไม่พูดถึงเรื่องเก่าๆให้เสียบรรยากาศและเดินตามการจับจูงของคนที่เธอรักไปเงียบๆ

 




Otaru Canal Area

บริเวณที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดในช่วงเทศกาลงานหิมะ การชมไฟนั้นเป็นไปอย่างเบียดเสียด และการเดินท่ามกลางผู้คนหลายเชื้อชาติก็ทำให้วุ่นวายไม่น้อย การสื่อสารก็เป็นเรื่องยาก และไม่ว่าจะจับมือกันแน่นแค่ไหนก็มีช่วงเวลาหนึ่งเพียงเสี้ยววินาทีที่มือหลุดออกจากกัน อีกคนก็หายข้าไปในฝูงชนทันที

            “มิว มิว..มิว” ณฐพรส่งเสียงเรียกหญิงสาวไม่ดังมากนักเกรงกว่าคนรอบตัวจะแตกตื่น แต่เริ่มออกเดินตามหาทั้งด้านหน้าและหลังบริเวณรอบตัวในรัศมีที่ร่างเล็กน่าจะหลุดออกไปได้ไม่ไกล แต่เมื่อไม่พบเจอ ความหวาดหวั่นในหัวใจเพิ่มเท่าทวีคูณ เสียงเรียกกลายเป็นเสียงตะโกนโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีก เท้าเรียวเริ่มก้าวเร็วขึ้น

            “มิว มิวอยู่ตรงไหนคะ ช่วยส่งเสียงให้พี่ได้ยินหน่อย” เสียงนั้นไม่ได้เบาเลย แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆกลับมาให้เขาได้ชื่นใจ ยิ่งเวลาผ่านไปหลายนาที หัวใจก็ยิ่งร้อนรนจนทนไม่ได้ความกลัวที่สอดแทรกเข้ามาในหัวใจ น้ำตาไหล แต่ณฐพรไม่รู้สึกสายตาคอยสอดส่ายไปทั่วแต่ก็ไม่พบร่างเล็กของคนที่เธอตามหาเลย...

 

            “พี่แต้วคะ” เสียงเจ้าของชื่อที่เขาตามหาร้องเรียกแต้วจากด้านหลังพร้อมกับมือเล็กๆที่แตะไหล่กว้างนั้นทำให้แต้วหันขวับมาทันที และรวบร่างเล็กนั้นมากอดโดยไม่มีคำพูดใดๆออกจากปาก

            “ใจเย็นๆนะคะ มิวอยู่นี่แล้ว” น้ำเสียงมิวไม่ได้มีแววตระหนกตื่นกลัวด้วยซ้ำ จริงๆแล้วหล่อนเดินตามเขามานั่นแหละแต่พยายามเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน เขาหรือก็เดินเร็วเสียเหลือเกิน และกว่าจะฝ่าฝูงชนมาถึงตัวเขาได้ก็ใช้เวลานานหลายนาที

 

            “มิวหายไปไหนมา...ทำพี่ตกใจ” น้ำเสียงเขาสั่นไหวเล็กน้อย เนื้อตัวนั้นสั่นน้อย ๆ นิษฐารู้สึกได้ว่าเขากำลังร้องไห้ แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น หลังจากคลายกอดเธอแล้วก็ไม่เห็นน้ำตาของอีกฝ่ายอีก

            “ไปที่อื่นกันเถอะค่ะ ตรงนี้คนเยอะ”นิษฐาเป็นคนจับจูงเขาไปบ้าง เดินเรียบเรื่อยไปยังโซนที่คนไม่พลุกพล่าน ซอกซอยเล็กๆที่เงียบสงบ มีเพียงแสงเทียนในโคมไฟหิมะเย็นๆ ในถนนมืดๆ

 

            

            “พี่แต้วคะ....เต้นรำกับมิวหน่อยนะคะ” มิวหันมาเชิญชวนเมื่อเดินเข้ามาลึกจนไม่มีใครเดินตามเข้ามาอีก             

          “คนที่ขอควรจะเป็นพี่แต้วมากกว่านะคะ”คนพูดว่าแล้วโค้งให้หญิงสาวแล้วรอให้อีกฝ่ายยื่นมาจับมือเขาที่รออยู่แล้ว

 

มิวยิ้มให้เขาอ่อนโยนแต่ไม่ตอบรับคำเชิญในทันที เธอควานหาของในกระเป๋าถือครู่หนึ่งแล้วหยิบบางสิ่งออกมา หมุนสลักเป็นเสียงออดเอียดแล้ววางมันลงบนเนินหิมะไม่ไกลนัก

            “ด้วยความยินดีค่ะ” หล่อนตอบรับคำเชิญด้วยความยินดีและหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรัก เสียงเพลง Still on my mind ขึ้นท่ามกลางความเงียบ เพลงถูกบรรเลงในรูปแบบของ Music Box ณฐพรไม่ทราบว่าหญิงสาวได้มาอย่างไรในเมื่อที่แห่งนี้ไม่มีใครรู้จักเพลงนี้ เพลงของพระราชาที่แต่งให้กับผู้หญิงที่พระองค์รัก แต่ที่เขารู้ในเวลานี้คือ หญิงสาวตรงหน้ากำลังบอกรักและบรรยายความรู้สึกทั้งหมดที่หล่อนมีให้เขาอย่างหวานซึ้งที่สุดโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆออกมาแม้แต่คำเดียว คำตอบตของการกระทำทั้งวันในวันนี้ได้ถูกบอกเล่าผ่านบทเพลงเพียงเพลงเดียวนี้ ณฐพรหลับตาลง สองมือที่กอบกุมเคลื่อนไหวไปตามจังหวะช้าๆนี้เปี่ยมไปด้วยความรัก ความหวานและความเศร้าสุดจะบรรยาย นิษฐาดึงคนตัวสูงกว่าเข้ากอดอย่างนุ่มนวลพักพิงใบหน้าบนไหล่กว้าง แล้วปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลซึมลงบนไหลเขาเงียบเชียบ ความรักและความเจ็บปวดที่เธอมีต่อคนคนนี้มากมายจนเธอแยกไม่ออกว่าความรักหรือความเจ็บปวดนั้นมีมากกว่ากัน การที่เลิกรากันไปยาวนานแต่เขายังคงทำราวกับรักเธอ ยิ่งทำให้หล่อนเจ็บปวด และในวันนี้ความตั้งใจสุดท้ายคือการเก็บเกี่ยวความสุขที่ไม่เคยนึกฝันนี้เอาไว้ และเลือกที่จะวางเขาลง ปล่อยเขาให้หายไปจากใจหล่อนตลอดกาล หล่อนไม่สามารถเก็บความรักที่เต็มไปด้วยทุกข์แสนสาหัสได้อีกต่อไป

 

วินาทีที่เจอเขาอีกครั้ง ทุกการกระทำ ทุกสัมผัส การพูดคุย ทุกสิ่งจะกลายเป็นความทรงจำของความรักที่สวยงามสำหรับเขาและเธอเป็นครั้งสุดท้าย..ความรักของเธอที่จะมอบให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย ทิ้งไว้แต่ความทรงจำในอนาคต

 

            “พี่แต้วขอโทษ พี่ทำให้มิวต้องเจ็บปวด” น้ำตาของณฐพรหลั่งไหลไม่ต่างกัน ไม่ว่าคนตัวเล็กที่กอดเขาอยู่นี้จะโกรธเกลียดเขามากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็อยากให้หล่อนได้รู้ว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอนั้นไม่ต่างกัน มีความรักและเจ็บปวดไม่ต่างกัน แต่หากย้อนเวลากลับไปเขาก็จะเลือกทำเช่นเดิม การคงความสัมพันธ์ที่ไม่พร้อมจะทำให้ทั้งสองฝ่ายไปกันในรอดในที่สุด ณฐพรเฝ้ารอมาเสมอ รอให้นิษฐาเติมโตกว่านี้ เติบโตพอที่จะใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกันชั่วชีวิต แต่ที่ณฐพรไม่รู้คือการกระทำเช่นนั้นได้สร้างบาดแผลที่ลึกและยาวนานให้กับร่างเล็กขนาดนี้

ทั้งที่ในวันนั้นเขาตัดสินใจแล้วว่า หากเป็นคู่กันจริงในสักวันเราจะกลับมาพบกันในเวลาที่เหมาะสมและทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะมีกันและกันอย่างแท้จริง แต่หากไม่ใช่คู่กันแล้ว หากอีกฝ่ายพบเจอคนใหม่ที่สามารถมีความสุขร่วมกันได้เขาก็ยินดี เขารักเธอมากพอที่จะยินดีในทุกๆความสุขของหญิงสาวตรงหน้า ไม่ว่าความรักนั้นจะเป็นของเขาหรือไม่ก็ตาม และจะขอเก็บความรักที่มีให้เธอนี้อยู่ในใจเขาตลอดไป

 

            “มิวรักพี่แต้วนะคะ รักมาตลอด และจะรักตลอดไป แต่วันนี้...มิวจะปล่อยพี่แต้วไป” นิษฐาเอ่ยไว้แค่นั้นพลางกลั้นสะอื้น ณฐพรที่ได้ยินเช่นนั้นทั้งดีใจและกลัวใจในประโยคสุดท้ายนั่น

            “มิวจะปล่อยพี่ไปจากใจมิว ขอให้ค่ำคืนนี้เป็นความทรงจำที่ดีของคนสองคน ความรักของพี่แต้วจะอยู่ในใจมิวเสมอ ไม่ว่าวันข้างหน้าพี่จะมีใครหรืออาจจะแต่งงานไปกับใครไปแล้วก็ตาม” คนพูดผละจากไหล่กว้างนั้นมองดวงตาคนที่เธอรัก ใบหน้าอีกฝ่ายเคลือบไปด้วยหยาดน้ำตาไม่แพ้กัน ศีรษะเล็กนั่นส่ายไปมาราวกับไม่ยอมรับการตัดสินใจของเธอ

 

            “พี่ไม่เคยมีใครและจะไม่มีใคร” เขาไม่ยอมให้หล่อนไปเด็ดขาดการที่เขาปล่อยให้อีกฝ่ายรอมานานเกินไปนั่นเป็นความผิดของเขาจริง แต่เขาก็ไม่อนุญาตให้หล่อนเลิกรักเขาเป็นอันขาด มิวเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาเคยรักและจะรักเสมอไป

 

            “ครั้งนี้มิวขอตัดสินใจและพี่แต้วต้องเคารพการตัดสินใจนี้ด้วยเช่นกัน” คนพูดไม่สามารถใจอ่อนกับคำพูดเพียงเท่านั้นได้ ความเจ็บปวดที่เธอได้รับมาตลอดห้าปีนี้มันมากเกินกว่าจะยอมรับให้ใครเข้ามาทำร้ายได้อีกเป็นครั้งที่สอง แม้ว่าเธอจะรักเขามากเพียงใดก็ตาม

 

            “พี่รักมิว รักตลอดมา และตลอดไป...”น้ำเสียงนั้นสั่นไหวไม่เทียบเท่ากับหัวใจคนพูดหน้าผากทุยนั่นแนบชิดเข้ากับหน้าผากมน สอดประสานเสียงสะอื้นแผ่วเบา

 

นิษฐาจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากสั่นไหว เพียงครู่เดียวจึงรู้สึกถึงหยดน้ำเย็นๆที่ปะทะเข้ากับใบหน้า...หิมะตกแล้ว ในค่ำคืนที่ไร้ผู้คนรอบกาย มีเพียงเสียงเพลงแผ่วเบาและหิมะอ่อนนุ่มที่ตกลงมาราวกับจะตอกย้ำความเศร้าในหัวใจของคนทั้งสอง ไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนั้นอีกจนกระทั่งเพลงจบ นิษฐากลับไปหยิบกล่องดนตรีใบเล็กใส่ในกระเป๋าตามเดิม

            “พี่จะเป็นคนที่มิวรักเพียงคนเดียว...ลาก่อนค่ะ พี่แต้ว” นิษฐาหันหลังให้คนที่หล่อนรัก เอ่ยคำบอกลาแล้วเดินจากมาด้วยหยาดน้ำตาที่หลั่งไหลราวกับสายน้ำ อาการเจ็บจี๊ดในอกข้างซ้ายของหล่อนกำเริบขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้ แต่หัวใจนั้นร้อนยิ่งกว่า การจะเดินออกมาจากใครสักคนนั้นยากแสนยาก แต่เมื่อตัดสินใจวางลงแล้วก็ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ไม่ว่าจะรักหรือไม่ สักวันก็ต้องมีวันนี้และเธอไม่อยากมีความรู้สึกนี้อีก จึงขอให้ความเจ็บปวดนี้มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต...

 

           รักแล้วอย่างไร ไม่รักแล้วอย่างไร สุดท้ายวันหนึ่งก็จะเป็นเพียงแค่ความทรงจำ ความทรงจำที่อยู่ในใจฉันตลอดกาล’            

 

“พี่ก็รักมิวได้แค่คนเดียว เช่นกัน”ณฐพรเอ่ยตามหลังหญิงสาวแผ่วเบา ไม่ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร หญิงสาวที่ชื่อมิว นิษฐา ก็จะเป็นเพียงรักเดียวและคนเดียวที่เลือกจะรัก ในวันนี้หล่อนอาจจะเลือกเดินจากไปแต่ในวันหน้าก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะทำให้รักเดียวของเขาและเธอนี้กลายเป็นรักนิรันดร์ที่ได้อยู่ร่วมกันให้ได้





.....................................................................................................................



เรื่องนี้คนเขียนเขียนขึ้นจากประสบการณ์ เอ้ยยย ต้องเรียกว่าเอาบรรยากาศที่เคยประสบพบเจอมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราวค่ะ เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มิวเคยไปจึงคิดอยากจะทำเป็นฟิคสักเรื่องมานานแล้ววันนี้ได้โอกาส อารมณ์มา เวลามีก็จัดเต็มเลยค่ะ ยอมรับว่าตอนเขียนตอนท้ายๆแล้วฟังเพลง Still on my mind ไปด้วยน่ะแอบน้ำตาไหล แต่ไม่รู้คนอ่านจะอินกับเราด้วยหรือเปล่า ไม่ค่อยถนัดแนวดราม่าด้วยดิ ยังไงก็ขอฝากความทรงจำแสนประทับใจที่สร้างขึ้นผ่านตัวละครนี้เอาไว้ด้วยนะคะ



 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ jira(จิระ) จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. #6 m&m
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 17:50
    มันเป็นความรักที่ปวดร้าวค่ะ เข้าใจทั้งสองคนเลยค่ะ

    หากแต่เราก็ยังอุ่นใจว่าความรักยังคงอยู่แม้ไม่ได้

    ครองคู่กันก็ตาม รอตามเชียร์พี่ณฐกับน้องนิษต่อค่ะ
    #6
    0
  2. วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 17:43
    จบแบบเศร้าไปนะคะ..ถ้ามีภาคต่อก็ดีค่ะ อย่างรู้ที่มาที่ไป และอนาคตว่าจะกลับมาคบกันได้อีกมั้ย?
    #5
    0
  3. #4 U.U
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 20:38
    ไรท์คะ โปรดมีภาคต่อเถอะค่ะ ไม่อยากเศร้า อ่านแล้วหัวใจมืดมน
    #4
    0
  4. #3 P_TunG
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 06:41
    หื้มมมม... นี่ขนาดไม่ถนัดแนวดราม่า ยังทำเราหน่วงจนพาลน้ำตาซึมได้ก็ถือว่าเก่งแล้วนะคะ

    ต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งอะไรหวานๆ มาชดเชยแล้วล่ะค่ะ 55+



    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ นะคะ :)
    #3
    0
  5. วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 00:11
    แงงงงเศร้า
    #2
    0
  6. #1 Galum
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 22:50
    โหยยยยยยยยย มีภาคต่อมั้ยคะ !-!
    #1
    0