อุ่นไอปฏิปักษ์

ตอนที่ 1 : เริ่มแรก:Love is in the air (แก้ไขใหม่หมด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 พ.ย. 59

 
  ยกเครื่องบทนำครั้งนี้ต้องขอขอบคุณเจ้าของตัวละครทุกตัว
ไม่ว่าจะเป็นlucia เจ้าของออริ ณเรศ /ม่านมูลี่ เจ้าของออริ พัน
Owlglass เจ้าของออริ ร้อย ร่วมทั้งnannoiด้วยจ้ะ
ปล.13/10 แก้คำผิด
#################################


         แสงแดดยามสนธยาไล้ไปตามขอบหน้าต่างของบ้านเดี่ยวสองชั้นในเนื้อที่เจ็ดสิบห้าตารางวาของตระกูลรวีเมฆาทร แสงสีทองส่องสะท้อนประกายผมสีน้ำตาลออกดำของหญิงสาวที่ยืนรับลมยามเย็นจากหน้าต่างชั้นสอง
 
          นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มมองเหล่าต้นไม้ดอกไม้ในกระถางที่เธอปลูกไว้นอกชานเพื่อพักสมองและสายตาหลังจากทำงานมาทั้งวัน หญิงสาวพับแขนเสื้อเชิ้ตที่เธอมักใส่กับสูทของโรงแรมขึ้นสองข้างก่อนจะหยิบฝักบัวรดน้ำสีฟ้ามารองน้ำจากก๊อกแล้วค่อยยกไปรดต้นมะลิลา ต้นพุด ต้นพลูด่าง ต้นราชินีหินอ่อน ต้นแสงจันทร์และกล้วยไม้นานาพันธุ์ซึ่งแขวนอยู่ตามช่องไม้ระแนงบังแดด
 
            เธอฮัมเพลงเบาๆขณะรดน้ำให้เหล่าต้นไม้อย่างมีความสุข แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงแม่บ้านดังขึ้น
 
            “คุณพิณคะ คุณพิณ”
 
            “มีอะไรเหรอคะป้าใจ” พิณฟ้าวางฝักบัวรดน้ำบนเก้าอี้ตัวเล็กที่ไว้ใช้ทำสวนแล้วหันใบหน้าหวานมาหาแม่บ้านวัยห้าสิบปีเศษที่สีหน้ายังไม่หายตกใจ
 
            “คุณเรนมาค่ะ” คำตอบของป้าใจทำให้คิ้วสวยได้รูปของพิณฟ้าขมวดเข้าหากันทันที
 
 
            ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งกำยำตามสไตล์คนมีเชื้อสายฝั่งยุโรปยืนเท้าสะเอวและกระดิกเท้าทุกๆหนึ่งนาทีขณะมองออกไปหน้าบ้านราวกับรอใครสักคนโผล่มาที่ประตูรั้ว 
            
           พิณฟ้าเห็นท่าทางของคนในห้องรับแขกก็เริ่มรู้ชะตากรรมตนเอง พญาโทสะคงสิงร่างณเรศ เรนเดล โรซานเน่ ลูกพี่ลูกน้องเธอเสียแล้ว พิณฟ้ายิ้มปลอบตนเองเล็กน้อยก่อนทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปในห้องรับแขก พลางพยายามให้กำลังใจตนเองว่าอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แม้จิตใต้สำนึกลึกๆย้ำเตือนว่าเสือไฟตัวนี้กำลังจะระเบิดเปลวเพลิงใส่เธอ

            “สวัสดีค่ะพี่เรน” พิณฟ้าทักทาย
 
            “เพียงฝนอยู่ไหน”  ณเรศถามเสียงห้วน ไม่มีอ้อมค้อม
 
            “ไม่อยู่ค่ะ พี่เรนมีอะไรรึเปล่าคะ” พิณฟ้ากลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อยพลางพึมพำในใจ ทำไมเวลาซื้อหวยมันไม่ถูกแบบนี้! ลางสังหรณ์จะแม่นไปไหม แล้วพี่สาวเธอไปก่อเรื่องอะไรไว้กับพี่เรนอีกล่ะเนี่ย!?!
 
            ณเรศกัดฟันข่มอารมณ์ ยื่นซองเอกสารให้พิณฟ้า “ นี่ เอกสารที่ยัยนั่นต้องใช้พรุ่งนี้ ถ้ากลับมาบ้านแล้วก็รีบโทรบอกพี่ด้วย ”
 
            “ได้ค่ะพี่เรน” หญิงสาวรับคำขณะถือซองเอกสารในมืออย่างแปลกใจ
 
            “วันนี้พี่เพียงไม่ได้ไปทำงานเหรอคะ” คำถามพิณฟ้าราวกับเหล็กร้อนๆจี้ลงไปในใจที่เต็มด้วยโทสะของณเรศ 
 
           “ ก็ใช่น่ะสิ ! ” เขาว่าอย่างไม่สบอารมณ์ “ มีอย่างที่ไหน ลาก็ไม่ลา โทรบอกล่วงหน้าก็ไม่มี อยู่ๆ ก็หายหัวไป ทิ้งงานเฉย แถมยังปิดเครื่องหนีอีก รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้เขาต้องเซ็นอนุมัติแทนอธิการ คอยดูเถอะ...กลับมาเมื่อไหร่ พ่อจะฟาดก้นซะให้เข็ด ” ณเรศชี้นิ้วใส่หน้าพิณฟ้าอย่างเข่นเขี้ยวประหนึ่งเป็นตัวแทนของเพียงฝน 
 
         ขณะพิณฟ้าได้แต่ยืนยิ้มแหยๆให้ญาติผู้พี่ เธอโล่งอกที่เพียงฝนไม่เจออารมณ์พี่เรนตอนนี้ ไม่งั้นคงได้เกิดศึกปะทะคารมยืดยาวแน่ แล้วเธอก็ไม่เคยจะไกล่เกลี่ยได้สำเร็จ หญิงสาวจึงเลือกเอ่ยประดุจเลขานุการทำหน้าที่รับฝากข้อความ 
 
            "แล้วจะบอกพี่เพียงให้นะคะ"
 
            “ งั้นฝากหาอาหารเสริมบำรุงสมองให้ยัยนั่นด้วยแล้วกัน สมองจะได้โตตามตัว" ณเรศแดกดัน 
 
            "แล้วก็.." เขากดเสียงหนัก นัยน์ตาคมกริบนั้นหรี่น้อยๆ ราวกับกำลังข่มขู่ " จะทำยังไงก็ได้ ไปลากตัวยัยเพียงมา พรุ่งนี้งานพี่ต้องเสร็จ เข้าใจไหม?"
 
            “ค่ะ พิณจะติดต่อพี่เพียงให้ได้โดยเร็วค่ะ”
 
            “ดี! พี่ไปล่ะ” ชายหนุ่มโบกมือส่งๆ โดยไม่รอการตอบรับจากอีกฝ่ายแล้วรถนิสสันเทียน่าสีขาวมุกก็ขับออกจากบ้านรวีเมฆาทรขณะท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีรัตติกาล


 แสงไฟนวลจากผับเมโทรส่องสว่างต้อนรับนักท่องราตรี รถออดี้สีดำมันขลับแล่นเข้ามาในลานจอดรถวีไอพีของผับหรูก่อนไฟหน้ารถจะดับลง แสงไฟหน้าผับเผยให้เห็นทรงผมสั้นสีดำสนิทที่ตบแต่งมาอย่างดีกับเสี้ยวหน้าเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มเจ้าของรถ ผิวขาวราวหยวกกล้วยตัดกับสีดำของเสื้อสูทแบรนด์เนมราคาเรือนแสนทำให้สะดุดตาคนที่ผ่านไปมาไม่น้อย แต่ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาเหล่านั้นก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่ผับติดอับดับหนึ่งในสิบผับหรูของประเทศ
 
            “สวัสดีครับคุณกวิน” พนักงานต้อนรับชายรีบมาไหว้ต้อนรับทันที
 
            “สหัสวรรษอยู่ไหม”
 
            “อยู่ครับ เชิญคุณกวินที่ชั้นสองเลยครับ” พนักงานตอบก่แล้วพากวินขึ้นไปชั้นสองของร้านซึ่งเป็นโซนแขกวีไอพี กวินเลือกนั่งบนโซฟาสีแดงที่หลบมุมห่างจากโต๊ะอื่น แต่ก็มองเห็นทุกบริเวณของผับซึ่งเป็นที่นั่งประจำของเขากับเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
 
            ไม่นานเสียงชายหนุ่มเจ้าของผับก็ดังขึ้นขณะที่กวินกำลังเลือกเมนูเครื่องดื่ม
 
            “วันนี้ลมอะไรหอบคุณชายกวินมาถึงนี่ได้” 
 
            กวินหันมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเชื้อสายไทยจีนที่สวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์นั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ
 
            “จะมีลมอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องคุณย่า”
 
            “อยากเมาไหม” สหัสวรรษเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงถาม เพื่อเขาจะได้สั่งเครื่องดื่มให้เพื่อนถูก
 
            “มาสักนิดก็ดี” กวินตอบ แล้วสหัสวรรษก็หันไปสั่งเบียร์โปรดของเพื่อนกับพนักงาน
 
            “เอาฮูการ์เด้นสอง”
 
            ไม่นานเครื่องดื่มสีอำพันในแก้วทรงเหลี่ยมก็วางไว้บนโต๊ะกระจกที่เข้าชุดกับโซฟา สหัสวรรษยื่นแก้วน้ำสีอำพันให้กวิน ทั้งสองชนแก้วก่อนดื่ม แล้วฟังดนตรีสดจากวงชื่อดังที่เล่นบนเวทีชั้นล่างของผับ
 
            “เป็นไร ทำไมทำหน้าอย่างนั้น” สหัสวรรษสังเกตเห็นสีหน้าเพื่อนสนิท
 
            “ช่วงนี้มีเรื่องต้องคิด” กวินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่ม
 
            “เกี่ยวกับธุรกิจพันล้านของนาย หรือของชลิตบวร” 
 
            “ข่าวคงแพร่ไปไกลมากสินะ”
 
            “ยังเว้ย ยังเป็นข่าววงใน ถ้านายยังไม่ทำอะไรตามข่าว สักพักมันก็จะเงียบไปเอง แต่กานต์น่ะจะซวย” สหัสวรรษพิเคราะห์ทำให้กวินหัวเราะที่หลงลืมหลักการง่ายๆแบบนี้ เพราะข่าวลือทุกข่าวหากไม่ได้ตีให้กระพือดุจนกแตกรัง สักวันก็จะมีข่าวน่าสนใจอื่นมาแทนที่จนลืมข่าวเดิมๆกันในที่สุด หรือหากเขามีข้อมูลหลักฐานดีๆมาแก้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือข่าวไม่ลือต่างก็ต้องสยบให้กับความจริง เพียงแต่ตอนนี้เขาใช้หลักการหลังไม่ได้
 
            “ไม่ต้องห่วง รายนั้นเอาตัวรอดได้เสมอ” กวินคลี่ยิ้มอย่างมั่นใจในตัวน้องชาย ก่อนจะพูดเรื่องสำคัญที่ทำให้เขามาที่นี่
 
            “คุณย่าให้ฉันมาเชิญนายไปร่วมงานวันเกิด”
 
            “แปลก!” สหัสวรรษอุทาน
 
            “แปลกอะไร ฉันก็ชวนนายทุกปี” กวินเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
 
            “แปลกที่ปีนี้ฉันว่าง ฮ่าๆ” สหัสวรรษหัวเราะแล้วยกแก้วขึ้นชนกับแก้วของกวิน
 
            “วันนี้ร้อยไม่อยู่เหรอ” กวินถามถึงน้องชายสหัสวรรษที่เป็นเพื่อนสนิทของน้องสาว
 
            “อยู่นั่น!” สหัสวรรษชี้นิ้วไปยังเคาน์เตอร์อีกฝั่งของชั้นสองที่มีขวดบรรจุน้ำแอลกอฮอล์สีต่างๆวางเรียงราย ทำให้กวินเห็นบาร์เทนเดอร์ชายรูปร่างสูงโปร่ง ผมซอยระต้นคอสีดำยาวกรอมใบหน้ายืนให้บริการผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งดูน่าจะเมา ชายหนุ่มเดาจากที่เห็นว่าร่างเพรียวบางของเธอเซไปมาบนเก้าอี้
 
            “เมาแล้วยังจะสั่งมาร์ตินี่ดื่มอีก” เขาวิจารณ์เมื่อเห็นแก้วค็อกเทลทรงสูงที่ร้อยหรือศตวรรษผสมเสร็จ ทำให้สหัสวรรษหัวเราะชอบใจ
 
           “เฮ้ย เดี๋ยวนี้พัฒนาว่ะ มองแวบเดียวก็รู้แล้วเหรอว่าเขาสั่งอะไร”
 
            “เพราะติดมาจากคนแถวนี้ ฮ่าๆ” กวินหัวเราะก่อนจะยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม แล้วเหลือบมองนาฬิกาข้อมือจึงเห็นว่าใกล้จะสี่ทุ่ม
 
            “ฉันคงต้องกลับแล้ว อย่าลืมหาของขวัญวันเกิดให้คุณย่าล่ะ”
 
            “ได้ๆ คงจะไปดูพวกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพนั่นแหละ”
 
            “ของชอบท่านเลย” กวินกล่าวแล้วปรารภขึ้นเมื่อเห็นสหัสวรรษทำท่าจะลุก
 
            “นายไม่ต้องไปส่งหรอก”
 
            “ตามใจ งั้นโชคดีแล้วเจอกันวันงาน” สหัสวรรษบอกลาขณะกวินยิ้มรับก่อนลงบันไดไปยังลานจอดรถ
 
            จากนั้นสหัสวรรษก็เดินมายังเคาน์เตอร์ฝั่งตรงข้ามที่มีศตวรรษเป็นบาร์เทนเดอร์ให้บริการ ทันใดนั้นหญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลประกายทองเจ้าของแก้วค็อกเทลมาร์ตินี่ก็พร่ำพรรณนาความในใจให้ศตวรรษฟัง
 
            “ร้อย ทำไมเขาถึงทำแบบนี้ มาหลอกให้พี่รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน  แล้วยังมาเอาเงินกับรถพี่ไปขาย เพราะเขาคนเดียวทำให้พี่ไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าคอนโดเลยโดนไล่ตะเพิดออกมา ผู้ชายดีๆคงไม่มีจริงๆแล้วใช่ไหม”
             น้ำตาใสๆเออล้นจากดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ก่อนไหลไปตามเรียวหน้ารูปไข่ของหญิงสาว แล้วหยาดหยดลงแก้วค็อกเทล เพียงฝนใช้มือเรียวสองข้างปิดหน้าร่ำไห้ 
            แม้รักนี้ไม่ใช่รักครั้งแรกแต่เป็นรักที่เธอเจ็บปวดที่สุด รักที่มีแต่ความโกหกพกลมทิ้งความปวดร้าวให้เธอจนแทบไม่มีแรงยืนหญิงสาวรู้แล้วว่าเธอคิดผิดจะฝากชีวิตไว้กับเขาตามที่ณเรศเคยบอก แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นยาพิษขนานร้ายฉีดตรงเข้าสู่หัวใจจนปวดร้าว 
           ครั้นแล้วมือเรียวก็ค่อยๆลดลงจากใบหน้าก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบ โชคดีที่ศตวรรษคว้าแขนเพียงฝนไว้ทัน เธอจึงไม่ตกจากเก้าอี้แล้วจับหน้าเรียวฟุบลงกับเคาน์เตอร์
 
           “เอาไงดีพี่?” ศตวรรษถามความเห็นพี่ชายที่เพิ่งเดินมาถึงสหัสวรรษมองกระเป๋าเดินทางสีชมพูสดซึ่งวางคู่กับกระเป๋าถือสีชมพูบนเก้าอี้ตัวถัดไป ก่อนมองนาฬิกาข้อมือของตนซึ่งใกล้จะตีหนึ่ง
 
            “ปล่อยนอนแบบนี้ไปก่อน เดี๋ยวสร่างเมาแล้วค่อยให้กลับ”
 
            “ถ้าเช้าแล้วเขายังไม่สร่างเมา พี่ก็ไปเรียกแท็กซี่ให้ด้วยแล้วกัน ผมมีเรียน” ศตวรรษเอ่ย
 
            “ได้”
 
            พอใกล้ตีห้า พนักงานของผับเมโทรก็ต่างกลับไปพักผ่อน สหัสวรรษ และพนักงานชายอีกสองคนช่วยกันพยุงเพียงฝนที่เริ่มสร่างเมาลงมาเรียกแท็กซี่ แล้วหญิงสาวก็หยิบบัตรประชาชนในกระเป๋าถือให้พนักงานชายช่วยบอกที่อยู่ของเธอกับคนขับรถ
 
 
            ครั้นแล้วรถแท็กซี่ก็มาจอดหน้าบ้านรวีเมฆาทร เพียงฝนลากกระเป๋าเสื้อผ้าลงมาจากรถอย่างทุลักทุเลก่อนมายืนโงกเงกที่หน้าประตูรั้ว แต่ยังไม่ทันจะกดกริ่ง พิณฟ้ากับป้าใจก็รีบมาเปิดประตูพาเพียงฝนเข้าบ้าน
 
            “โชคดีนะคะที่คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายไม่อยู่บ้าน ไม่งั้นคุณเพียงคงโดนตำหนิหนักแน่” ป้าใจเอ่ยขณะพยุงเพียงฝนไปนอนบนโซฟาห้องรับแขก
 
            “อาจจะโดนหนักกว่าคุณพ่อก็ได้มั้งคะ” พิณฟ้าปรารภพอเห็นรถนิสสันสีขาวมุกคันเมื่อวานแล่นเข้ามาในบ้าน
 
            ณเรศสาวเท้าเข้ามาในบ้าน นัยน์ตาคมหรี่ลงน้อยๆ พลางเบ้ปาก ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาเมื่อเห็นสภาพเพียงฝน
 
            “ไปตกถังเหล้ามารึไง" เสียงเหนื่อยหน่ายของณเรศทำให้ป้าใจได้แต่ยืนกลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ ขณะพิณฟ้าส่งยิ้มแห้งๆให้ญาติผู้พี่
 
            “เพียงฝน!” ณเรศเอ่ยเสียงดังขึ้นทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวแล้วลืมตามองชายหนุ่มอย่างงุงงนก่อนกล่าว
 
            “วันนี้ขอลาค่ะ”
 
            “ไม่อนุมัติ" เขาสวนขวับ ก่อนออกคำสั่งเสียงเข้ม "ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวซะ เธอต้องไปประชุมกับพี่เช้านี้ เอกสารค่อยไปอ่านเอาในรถ”
 
            “เพียงไปไม่ไหว พี่เรนก็บอกให้ผู้ช่วยเพียงไปแทนสิ” เพียงฝนกล่าวอย่างงัวเงีย
 
            “ประเสริฐจริงๆ" ณเรศเท้าสะเอว กลอกตา " ทิ้งงานไปเมาเละเป็นลำยอง แล้วยังจะมีหน้ามาโยนงานอีก...เชื่อเขาเลย!"
 
            “ไม่ได้โยน ยังไงวันนี้เพียงก็ไม่ไป” เพียงฝนทำท่าจะล้มตัวลงนอน ทว่าคำพูดต่อมาของณเรศทำให้เธอหายมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ทันที
 
            "ก็ได้" ชายหนุ่มแสยะยิ้ม " พี่ก็คงไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากจะโทรไปบอกแด๊ด ว่าเพียงโดนผู้ชายหลอกจนอกหัก เมาเละ เลยขอหยุดงาน" 
 
            “พี่เรน!” เพียงฝนชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ
 
            " พี่จะไปรอที่รถ " ณเรศรวบรัดตัดความเฉียบขาด ไม่รอให้เพียงฝนอ้าปากต่อรองก็ดักคออย่างรู้เท่าทัน " ถ้ายังไม่มาใน 10 นาที พี่จะต่อสายไปต่างประเทศนะครับ คุณเพียงฝน " 
             
            เขายกยิ้มร้ายๆ บนมุมปาก ก่อนหมุนกายออกจากบ้านไป เพียงฝนจึงได้แค่ส่งค้อนไปให้ณเรศวงหนึ่งก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปอย่างขัดใจ ส่วนพิณฟ้ากับป้าใจได้แต่ยืนตาปริบๆมองคนทั้งคู่
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น