[SF] HKS special...รวมเรื่องสั้นพี่น้องสองหมี ^o^

ตอนที่ 7 : BackPacker... 1st Trip --- Happy HKS Day 28 Dec 2013 ---

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ธ.ค. 56

28 December 2013

HAPPY HKS DAY









…BackPacker…


 

1st Trip


บริเวณข้างสระน้ำใจกลางมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร เหล่านักศึกษากลุ่มหนึ่งต่างกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ

บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างยืน บ้างเดินไปเดินมา หรือแม้กระทั่งกำลังยืนหกสูงเท้าชี้ฟ้า
! แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือไม้ฉากและ

กระดานวาดรูป...


“ธวัชชัยแม่ง ให้หัวข้อมาโคตรกว้าง กูคิดอะไรไม่ออกเลย”

“ใจเย็นๆน่าพี่โดม คิดๆไปเดี๋ยวก็ออก”

“โอ๊ยยยย หิววววววว”

“ห้ะ? เมื่อกี๊เพิ่งกินไปไม่ใช่เหรอ”


อ่อ ผมลืมแนะนำตัวไปใช่ไหมครับ ผมชื่อ แกงส้ม ส่วนที่นั่งบ่นเป็นหมูกินผึ้ง เอ๊ย หมีกินผึ้งอยู่ข้างๆผมนี่ชื่อ พี่โดม ครับ

เราเรียนรุ่นเดียวกันแต่พี่แกซิ่วมาผมเลยเรียกว่าพี่ พวกที่เกลื่อนกลาดอยู่รอบสระน้ำนี่ก็เพื่อนผมทั้งนั้นแหละครับ

พวกเราเป็นนักศึกษาปีสาม คณะศิลปกรรมศาสตร์ครับ


แล้วพวกเรามาอยู่ที่นี่ทำไมกันน่ะเหรอ?

พวกเราเพิ่งถูกสั่งงานจากอ.ธวัชชัย อาจารย์สุดโหดหัวหน้าภาควิชาจิตรกรรมมาน่ะสิครับ อาจารย์แกเดินเข้ามาในห้อง

เลคเชอร์ ไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนคำว่า “น้ำ” ลงบนกระดาน ยังไม่ทันทีหัวหน้าชั้นปีผมจะบอกทำความ

เคารพ แกก็หันมาแล้วพูดว่า “ส่งอาทิตย์หน้า” แล้วแกก็เดินออกไป


เป็นพวกคุณ พวกคุณจะงงไหมครับ?

บอกเลยครับว่าผมงงมาก!

คุณอย่าคิดว่าอาจารย์คณะศิลปกรรมจะทำตัวติสท์แตกกันอย่างนี้ทุกคน ถึงใครจะทำผมก็คิดว่าคงไม่ใช่พ่อผมคนนี้แน่ๆ

เพราะปกติวิชาอ.ธวัชชัยนี่เลคเชอร์เต็มสตรีม เวลาเรียนสามชั่วโมงแต่แกขยันสอนทีสี่ห้าชั่วโมงแถมไม่มีพักอีกต่างหาก แล้ววันนี้มีแค่

คำหนึ่งคำบนกระดานพร้อมคำพูดอีกหนึ่งประโยค อาจารย์เดินเข้ามาและออกจากห้องไปภายในเวลาไม่ถึงสองนาที แล้วอย่างนี้จะไม่

ให้พวกผมไม่งงกันได้ยังไงล่ะครับ


อ่อ แล้วที่พวกเรามารายล้อมกันอยู่รอบสระน้ำนี่ไม่ใช่มานั่งวาดรูปบ่อเล็กๆน้ำแห้งขอดนี่หรอกนะครับ แต่เพราะโลกที่มันวิปริต

จนทำให้เมืองไทยที่ไม่มีหน้าหนาวมาหลายปีอยู่ดีๆก็อากาศหนาวเย็นจนแทบสั่นจนพวกเราทั้งชั้นปีต้องแห่กันออกมาแตกแดดที่มีอยู่

น้อยนิดเพราะมหาวิทยาลัยของผมร่มเย็นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ที่เดียวทีพอจะมีแดดส่องถึงก็รอบๆบ่อน้ำนี้แหละครับ สรุปคือพวกเรามานั่ง

ตากแดดกันครับ

“แกง กลับเหอะ ง่วงแล้ว”

“ห้ะ อะไรเนี่ยพี่โดม เมื่อกี๊หิว ตอนนี้ง่วง จะเอายังไงกันแน่”

“ก็ทั้งหิวทั้งง่วง ไปหาอะไรกินแล้วกลับบ้านกันเถอะ”

“...” ผมพูดอะไรไม่ออกครับ ได้แต่มองหน้าพี่โดมอยู่อย่างนั้น

สรุปว่าผมก็ตกลงใจกลับบ้านพร้อมพี่โดม แต่...เรามีแผนการไปหาอะไรใส่ท้องที่ตลาดกันก่อน วะฮ่าฮ่า

ว่าแต่พี่โดม อันที่จริงผมก็หิวเหมือนกันแหละครับ แฮ่ๆ

วันนี้วันศุกร์ ตอนบ่ายคนคึกคักทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนมัธยม คนทำงาน เดินกันขวักไขว่อุ่นหนาฝาคั่งจริงๆ ผมกับ

พี่โดมตรงปรี่ไปที่ร้านก๋วยจั๊บเจ้าประจำ ฟาดกันไปคนละชามรองท้องก่อนเริ่มปฎิบัติการตามหาเมนคอร์ส


หะ? อะไรนะครับ?

ก็ก๋วยจั๊บเป็นออเดิร์ฟไงครับ แค่ชามเดียวจิ๊บๆครับ ท้องไส้ยังไม่รู้สึกอะไรเลย พวกคุณรู้จักไหมครับ สายแข็งน่ะสายแข็ง

แค่นี้ไม่คณามือ

ขณะที่ผมกับพี่โดมกำลังจะข้ามถนนเพื่อไปร้านข้าวมันไก่ฝั่งตรงข้าม รถจักรยานยนต์คันหนึ่งก็วิ่งมาอย่างเร็วเกือบเฉี่ยวผม

กับพี่โดมคะมำลงคูน้ำ


ฟิ้วววววววววววว.....

“เฮ้ย อะไรวะ จะขับไปแข่งกับควายที่ไหน” พี่โดมโวยวายเพราะไอ้รถมอเตอร์ไซค์เวรนั่นทำให้เสียหลักจนส่วนยอดไอศกรีมที่

เพิ่งซื้อมาหกลงพื้น บ่นเสร็จพี่แกก็กินส่วนที่เหลือต่อด้วยสีหน้าหงุดหงิด


“Help me! Help me! That bike got my bag!” (ช่วยด้วย ช่วยด้วย ไอ้ซิ่งนั่นเอากระเป๋าผมไป)

“...” คนในละแวกนั้นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อเห็นชายชาวต่างชาติร้องตะโกนพลางวิ่งตามรถคันนั้นไป

“so f*ck damn!!!”

ชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวจัด จมูกคมเป็นสัน ตาเล็กตี่บ่งบอกเชื้อชาติยืนหอบแฮ่กอยู่ตรงหน้าเราสองคนก่อนหันมามองหน้าผม

อย่างสิ้นหวัง

ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง...

นี่เรื่องจริงหรือหนังวะ? หล่ออย่างกับพระเอกฮ่องกง!

เราจ้องตากันอยู่ประมาณสองวิก่อนที่ผมจะไปสะกิดพี่โดม อยากจะปลอบใจเขานะ คงจะโดนฉกกระเป๋าตังค์ไปอะไรทำนอง

นั้น แต่ภาษาอังกฤษผมมันบ่มีไก๊ ช่วยไม่ได้นี่นะ


“How about you” พี่โดมเดินเข้าไปด้อมๆมองๆ เอ้ย เลียบๆเคียงถามพระเอกฮ่องกงของผม

“so bad, my bag has gone” พระเอกฮ่องกงตอบด้วยน้ำเสียงทดท้อ

คุยกันไปคุยกันมาสรุปว่าหมอนี่ซวยเป็ด เพิ่งมาถึงเมืองไทย กำลังมาหาโรงแรมแถวนี้ (แถวมหาลัยผมมีโรงแรมราคาถูก

สำหรับนักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเยอะครับ) ยังไม่ทันได้ที่พักก็โดนซิ่งราวไปซะก่อน (วิ่งฉกกระเป๋าเรียก วิ่งราว มอ
ไซค์ฉกกระเป๋าต้อง

เรียก ซิ่งราว ปะครับ? ฮ่าๆ) ตอนนี้เลยโนมันนี่แถมโนพาสปอร์ตอีกต่างหาก กรรมและเวรจริงๆ


พวกผมมันน้ำใจงามครับ เลยพาพระเอกตกยากมานั่งกินข้าวมันไก่กันก่อนหางทางแก้ปัญหากันต่อไป (ความจริงคือหิว กิน

ก่อนค่อยว่ากัน)


“เอาไงดีพี่โดม”

“เอาไงอะ พาไปสถานทูตไหม หรือพาไปส่งตำรวจดี”

ระหว่างที่เรากำลังตัดสินใจกันอยู่นั้น...

“แกงงงงงงงงงงงงง.....” เสียงแสบหูมาเชียว

ผมยังไม่ได้บอกอีกใช่ไหมครับว่าผมอาศัยอยู่กับสองคน อาผมเป็นกะเทยร่างท้วมใจดีครับ รู้จักแล้วคุณจะรัก อาปุ้ยของผม J

“หวัดดีครับอาปุ้ย” พี่โดมทัก

“ไหว้พระเถอะจ้ะ มาหาของกินกันล่ะสิ แหม อ๊ะ ว้ายยยยย พ่อหน่มรูปหล่อคนนี้ใครจ๊ะ เพื่อนใหม่เหรอ ทำไมไม่พามาให้อารู้จัก

บ้าง โถถถถ พ่อคุณ หล่อขั้นเทพ หล่อทะลุฟ้า หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่เกรงใจใคร...”


“เอ่อ... ใจเย็นๆก่อนนะครับอาปุ้ย” ผมต้องรีบปรามอาปุ้ยก่อนที่จะเพ้อฝันไปกับพระเอกฮ่องกงตกยากไปไกลกว่านี้ก่อนจะเล่า

ที่มาที่ไปของเรื่องราวให้อาแกฟัง


“โถถถถถ พ่อเทพบุตร ฟ้าคงลิขิตให้เรามาเจอกันสินะ”

เอ่อ...ผมกับพี่โดมได้แต่มองตากันปริบๆครับตอนนี้

“Don’t worry honey. It’s just fate, so please rely on us taking care of you.”

“ห้ะ???” พี่โดมร้องขึ้นมา

ผมสะกิดพี่โดมยิกๆ อาปุ้ยพูดอะไรน่ะ ผมมีลางสังหรณ์แปลกๆบอกไม่ถูกเชียว

“สงสัยอาปุ้ยแกจะเจ้าบุญทุ่มรับเลี้ยงไอ้ตี๋นี่แน่เลยหวะ” พี่โดมกระซิบ

“เฮ้ย!!!” ผมร้องเสียงหลงเลย

“อะไร เจ้าแสบ โวยวายอะไร”

“อาปุ้ยแหละ จะทำอะไร อย่าบอกนะว่า...”

“อาจะให้ฮันนี่ไปพักกับเราก่อน แล้วค่อยติดต่อกับสถานทูตอีกทีหนึ่ง”

“ฮันนี่!?!?!?

“ฮันนี่!?!?!?” ผมกับพี่โดมร้องออกมา ฮันนี่ไหนวะ? ไอ้หมอนี่ชื่อฮันนี่เหรอ???

“เฮ้ย นายอะ วอทยัวร์เนม เนมอะเนม ชื่ออะไรวะ ห้ะ”

me?

“เออ เอ็งนั่นแหละ ยูอะยู ยัวร์เนม วอทๆ”

David Hans

“เดวิด ฮานส์?”

yep, what’s wrong?

“เออ ไม่รงไม่รองหรอก” เมื่อได้คำตอบที่ต้องการผมก็หันมาจี้อาปุ้ยทันที “หมอนี่ชื่อเดวิด ฮานส์ นะอาปุ้ย ไม่ใช่ฮันนี่ เคปะ เรียก

ฮานส์ก็พอ”

“โถ่ แกงอ่า...” อาปุ้ยหน้ามุ่ย

ทำไมผมถึงต้องโวยวายเรื่องชื่อ “ฮันนี่” น่ะเหรอครับ ก็มันเป็นเป็นชื่อคู่กรณีเก่าของอาปุ้ยน่ะสิ จริงๆหมอนั่นชื่อโจฮันอะไรสัก

อย่าง แต่อาปุ้ยเรียกแบบหวานแหววว่าฮันนี่ แล้วหมอนั่นก็ยอมให้เรียก
! โอ๊ย นั่นแหละครับที่ทำให้ผมอยากจะบ้าตาย เพราะอย่างนั้นอา

ปุ้ยเลยคิดเป็นตุเป็นตะว่าหมอนั่นมีใจให้ยอมให้แกเรียกแบบหวานหยดเหมือนเป็นแฟนกัน แต่ความจริงมันไม่ใช่ อาปุ้ยเสียใจไม่ยอมรับ

ความจริงอยู่นาน ผมก็ไม่อยากจะโทษใครหรอกนะ มันเป็นการเข้าใจผิด แต่หลังจากนั้นอาปุ้ยแกก็ดูจะเซนซิทีฟกับคำนี้มาก ได้ยินใคร

พูดไม่ได้เลย แล้วนี่อะไร มาฮันนงฮันนี่อะไรอีก จะให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไง ผมไม่เอานะเฮ้ย
!

ฮานส์มองคนไทยสองคนนั่งเถียงกันอย่างเคร่งเครียด ส่วนอีกคนสั่งอาหารจานใหม่มานั่งกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยัง

ไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดีหลังจากเพิ่งประสบเคราะห์กรรมไปหมาดๆ นี่เป็นการฉายเดี่ยวแบ็คแพ็คเที่ยวต่าง

ประเทศเป็นครั้งแรกของเขา ครั้งที่เขาคิดว่าอาจจะซวยที่สุดในชีวิต และ...อาจเป็นครั้งที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล


...............................................................................................................................................

 

สรุปว่าเราจะเรียกนายพระเอกฮ่องกงตกยากนี่ว่า “ฮั่น” กันครับ จริงๆแล้วหมอนี่มีชื่อจีนว่า หวู่ฮั่น เพราะฉะนั้นเลยเรียก “ฮั่น”

เฉยๆก็แล้วกัน แม้อาปุ้ยจะพยายามเรียกอะไรทีฟังดูเหมือน “ฮั่นนี่” ก็ตามเถอะ ผมขี้เกียจเถียงแล้ว


แล้วยังไง พอจบเรื่องชื่อก็มาเรื่องที่ซุกหัวนอน จะอะไรอีกล่ะถ้าไม่ใช่อาปุ้ยนั่นแหละที่ไปตกปากรับคำทำใจกว้างเป็นแม่น้ำจะ

ส่งเสียเลี้ยงดู เอ้ย ช่วยดูแลหมอนี่ระหว่างอยู่ที่เมืองไทยเพราะเห็นแก่เคราะห์เจ้ากรรมที่ไอ้หน้าหล่อนี่เจอมา เลยอยากทำหน้าที่เจ้าบ้าน

ที่ดีลบล้างชื่อเสียของประเทศอย่างแกพูดน่ะนะ จริงๆแล้วอาปุ้ยแกเป็นคนใจดีครับ แต่เพราะไอ้นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้ผมห่วง ใจดีกับ

คนอื่นทีไรเจ็บตัวเจ็บใจกลับมาทุกที


“เอ้า หมอน”

“?”

“ทำหน้างงอีก พิลโล่วๆ ใจป๊ะ? จะสลีพไหม นี่เบ๊ด สลีพตรงนี้ ส่วนตรงนั้นบาธรูม จัดการตัวเองเลย” ผมพูดไทยคำอังกฤษคำ

พลางใช่ภาษามือสื่อสารกับนายหวู่ฮั่นอย่างทุลักทุเล เฮ้อ ผมละเหนื่อย


Where are you going?

“เทคอะบาธ อะนาเธอรูม” โฮ่ ดีนะเนี่ยที่ผมฟังออกบ้าง พูดก็งูๆปลาๆ รอดไม่รอดก็ต้องรอดแหละวะ

ดีที่กระเป๋าเสื้อผ้าของหมอนี่ไม่ได้ถูกฉกไปให้ ไม่งั้นผมต้องวุ่นวายสละเสื้อผ้าให้ยืมอีก ตอนแรกผมจะให้มันนอนห้องผมแล้วผม

ไปนอนกับอาปุ้ย แต่คิดไปคิดมาผมมันนอนขี้เซาเกิดอาปุ้ยย่องมาหาหมอนี่เดี๋ยวเป็นเรื่องอีก งั้นผมเลยให้มันนอนห้องผมด้วยกันซะเลย

นอนเฝ้าไว้ดีกว่าเกิดอาปุ้ยย่องเข้ามาอย่างน้อยก็ยังมีผมเป็นกอขอคออยู่ ความคิดผมเฉียบแหลมไหมครับ ฮะฮะ


สายน้ำโปรยปรายผ่านร่างขาวจัดกำยำสมส่วน เดวิด ฮานส์หรือฮั่น กำลังงุนงงในโชคชะตาของตัวเองอย่างที่สุด ผมถูกโจรฉก

กระเป๋า เงินและพาสปอร์ตหาย แต่เขาเจอคนใจดีช่วยเหลือให้เขามีที่ซุกหัวนอนในคืนนี้ ผู้หญิงคนนั้น...เอ่อ ผู้หญิงหรือเปล่านะ ผมก็ชัก

ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าเธอบอกว่าถูกชะตากับผมและยินดีจะช่วยเหลือจนกว่าผมจะกลับประเทศ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้รู้ว่าคำพูดที่ว่า

“เมืองไทยน่าอยู่เพราะคนไทยใจดี” เป็นยังไง เจ้าหน้าหวานนั่นก็เหมือนกัน ผู้ชายอะไรหน้าหวานอย่างกับผู้หญิง คนที่ผมสะดุดตาตั้งแต่

วินาทีแรกที่พบกัน เจ้านั่นชื่อแกงส้ม เป็นชื่ออาหารไทยชนิดหนึ่งและเป็นชื่อที่เรียกยากมากสำหรับผม แกงส้มแสดงท่าทางไม่อยากเป็น

มิตรกับผมสักเท่าไหร่ ทั้งที่ตอนแรกดูยินดีช่วยเหลือผมมาก แต่พอตกลงกับผู้หญิง(?)คนนั้นซึ่งเป็นคุณอาของแกงส้มว่าผมจะมาขอ

อาศัยด้วยชั่วคราวเจ้าหน้าหวานกลับมีปฏิกิริยาต่อผมเปลี่ยนไปทันที แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความใจดีที่แกงส้มมีให้ผมแม้

เจ้าตัวจะแสดงออกพร้อมอาการหงุดหงิดที่ผมไม่เข้าใจเหตุผลก็ตาม


ฮั่นอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างสบายตัวและพบว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งพิงหัวเตียงขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่บน

สมุดเล่มหนาขนาดครึ่งเอสี่ เขาตัดสินใจเลือกที่จะเงียบเพราะเดาอารมณ์เจ้าบ้านไม่ถูก


“เฮ้ ยู ยูคัมฟอร์มฮ่องกงใช่มะ”

yes” ฮั่นเริ่มคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษของแกงส้มที่ขาดๆเกินๆ

“ไอว้อนทูโกยัวร์โฮมนะ มายดรีม”

“...” ร่างสูงไม่ได้ตอบ เพราะเหมือนคนหน้าหวานต้องการเพียงจะบอกเล่าเท่านั้น ดวงตาซุกซนแฝงแววดื้อรั้นในทียังจดจ้อง

สมุดเล่มเดิมพร้อมมือที่ยังขีดเขียนไม่หยุด


ร่างสูงเคลื่อนตัวขึ้นไปบนเตียงด้านหนึ่งที่เจ้าของเว้นที่ว่างไว้ให้ชำเลืองมองไปยังสมุด คนหน้าหวานไม่ได้กำลังเขียนข้อความ

ลงบนสมุด แต่กำลังวาดรูปอยู่ แกงส้มหันมาเห็นร่างสูงแอบดูจึงหันไปบอก


“ไอไลค์ดรอว์อิ้ง”

“...” มีเพียงรอยยิ้มตอบกลับไป คนหน้าหวานยิ้มตอบก่อนหันไปสนใจการวาดรูปต่อ เจ้าตัวดูจะคลายความหงุดหงิดในช่วง

ก่อนหน้านี้ลงแล้ว


ฮั่นนอนมองอิริยาบถของคนข้างตัวเพลินเสียจนหลับไป

“ฮ้าวววววว....” เมื่อยจัง วาดรูปเพลินไปหน่อย

“หลับไปซะละ ขนาดหลับก็ยังหล่อ น่าหมั่นไส้ชะมัด ขี้โกงจริงๆ” อย่าให้หล่อย่างนี้บ้างนะ ฮึ่มๆๆ หมอนี่เงียบเชียบเรียบร้อยดีนะ

ครับ ตอนผมเหวี่ยงๆใส่ก็ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมซะ เห็นแล้วสงสาร เอาเถอะนะ เห็นว่าต่างบ้านต่างเมือง แถมก็ดูเป็นคนไม่เลวร้ายอะไร ก็ช่วย

เหลือกันไปแล้วกัน เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศอย่างที่อาปุ้ยบอก ฮ่าๆๆ


เอ๊า ลืมเอาผ้าห่มมาให้อีก ผ้าห่มอยู่ในห้องอาปุ้ยด้วย ง่วงแล้วขี้เกียจไปเอาอ่า

แบ่งกันห่มไปก่อนละกัน เห็นว่าทำตัวดีนะเนี่ย แบ่งให้ก็ได้

“เอ้า อึ๊บ..”

เจ้าของผ้าห่มวาดมือตวัดคลี่ผ้าห่มให้คลุมได้ทั้งสองคน ปิดไฟหัวเตียงก่อนซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่นด้วยความง่วงงุน...

 

 

 

...TBC...

 

Happy HKS 28 Day

ขอให้ HKSFC ทุกคนมีความสุขมากๆนะคะ J

 

ด้วยรัก

@Jinapo

 


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #58 EENAR.PA (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2556 / 20:27
    อั๊ยยะ ฟิคฮ่องกงไทย เลิศเลอออ

    HappyHKS28Day นะคะไรต์ อิอิ
    #58
    0
  2. #57 bull (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2556 / 20:17
    ว้าววววว เป็นคนต่างชาติด้วยสิ
    #57
    0
  3. #56 Kitty (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2556 / 14:54
    เอิ่ม-0- เป็นเรื่องที่แปลกดีนะคะ5555
    #56
    0