Artificial Love Or Real ? [VIXX n EXO]

ตอนที่ 10 : Darkness Eyes

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 ก.ค. 61


Darkness Eyes

ผมแค่รู้สึกลึกๆถึงความโดดเดี่ยว(ในทะเล)สีน้ำเงิน
ผมไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงเคลื่อนไหวไม่ได้ (ได้แต่ยืนนิ่งๆ)
กับเศษเสี้ยวคำโกหกหลุดจากปากออกมา
ผมกำมือตัวเองไว้แน่นจนเลือดมันหยดจากมือ
ความมืดมิดในดวงตาของผมซ่อนมันไว้ข้างหลังความอ่อนแอ
ผมแบกรับความทรมานและไม่มีทางออก
โลกมันแห้งแล้งไปหมด





'น้ารู้ว่าท่านเอ็นเกลียดน้า แต่เฮย์ยะเค้าไม่ได้ผิดอะไร ทำไมท่านเอ็นต้องใจร้ายกับลูกของน้าแบบนี้...ฮึก เกลียดน้าก็มาลงที่น้าสิคะ ไม่ใช่ไปลงที่เฮย์ยะแบบนี้ !'

 

'แกทำแบบนี้กับน้องแกได้ยังไงห๊า! แม่แกสอนแกให้ทำเรื่องเลวๆแบบนี้น่ะเหรอ ?! น่าอายจริงๆที่มีคนอย่างแกอยู่ในตระกูลชั้น ! ไปซะ ไปให้พ้น ! ลูกเลวๆอย่างแกชั้นไม่ต้องการอีกแล้ว ไสหัวออกไปซะ!!'

 

 

 

          "เฮือก!" ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายในกลางดึก พร้อมทั้งหอบหายใจเข้าและออกถี่ๆเพราะอาการเสียขวัญจากเสียงและภาพในความฝัน จนผมต้องยกมือขึ้นมากุมหน้าผากเอาไว้ ...ภาพและเสียงในความฝันนั้น มันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยเพราะต้องวิ่งหนีออกมาจากความฝันร้ายๆนั่น จนตอนนี้ทั่วทั้งตัวผมนั้นมันเปียกชุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ

 

          ฝันร้ายๆกับเรื่องเดิมๆ ...อดีตที่ขมขืนจนแทบอยากจะอาเจียนออกมาทุกครั้ง เมื่อภาพความทรงจำเลวร้ายพวกนั้นมันย้อนกลับมา...

 

          ไม่ว่าวันเวลามันจะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม 

 

          แต่ความทรงจำที่มันฝั่งรากลึกกับความเจ็บปวดของมันที่ยากเกินจะเอ่ยบอกออกมาได้ว่ามันหนักหนาแค่ไหน... ความทรงจำเลวร้ายที่เป็นเหมือนคมมีดที่คอยกรีดแทงหัวใจดวงนี้ของผม จนมันกลายเป็นบาดแผลสาหัสเกินเยี่ยวยา

 

          ภาพความทรงจำที่แสนเลวร้ายพวกนั้น...

          

 

          " อ อ ก ไ ป จ า ก หั ว ชั้ น ซ ะ ที ! ! ! "

 

 

          ผมได้แต่ก้มหน้าเอามือกุมศีรษะและกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดทรมานทั้งน้ำตาลที่ไหลอาบหน้าแต่ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น...

 

 

 

-หลายคืนต่อมา-

 

          สถานที่คือ ตึกร้างท้ายซอยเปลี่ยว ที่ที่เป็นเสมือนเขตแดนนรกของ 'กลุ่มเด็กวัยรุ่นเลือดร้อนทั้งหลาย ที่กระหายการต่อสู้ ชัยชนะ เพื่อรางวัลที่ล่อตาล่อใจ ไม่ว่าจะเป็นเงิน สิ่งของมีค่า หรือแม้กระทั่งคน!

          ลานกว้างบนดานฟ้าบนตึกร้างคือ สนามประลอง(การต่อสู้ที่มีการเดิมพันและการพนันเป็นจุดประสงค์หลัก)

และในตอนนี้ สนามประลองที่ว่าก็กำลังมีการต่อสู้ที่แสนดุเดือด ของคู่ต่อสู้ที่มีรูปร่างต่างไซส์กันอย่างชัดเจน แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะมาใช้วัดความแข็งแกร่งของทั้งคู่ได้หรอกน่า

และแน่นอนว่า การสู้กันของคู่นี้มันน่าลุ้น มันน่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการต่อสู้ของคนที่ได้ชื่อว่า ไม่เคยแพ้ใคร

ทั้งทักษะดีเยี่ยม ความเร็ว และความแข็งแกร่งที่เหนือใคร นั้นแหละคือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังและตั้งตาดูการต่อสู้ที่แสนดุเดือดน่าลุ้นนี้ ของผู้ท้าชิงต่างถิ่น(สถาบัน)ที่มาพร้อมความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา มันก็ยิ่งทำให้เกมส์ในสนามต่อสู้ครั้งนี้ลุกเป็นไฟ

 

 

          ผวัะ ! 

 

          การต่อสู้ที่กินเวลานานมาเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุด หนุ่มน้อยหน้าหวานหุ่นบางคนที่ได้ชื่อว่า ไคโจแห่งโทรัน ก็ได้ทำการจบเกมส์นี้ด้วยท่ากระโดดฟาดส้นเท้าเข้าที่ก้านคอของคู่ต่อสู้อย่างเต็มแรง จนทำให้คู่ต่อสู้ที่เป็นหนุ่มร่างใหญ่กว่าตัวเขาหลายเท่านั้น น็อคคล่ำหน้าลงไปกับพื้นอย่างหมดสภาพ

 

 

...ตึง !

 

 

          "เฮ~~~~~~~เย่ !!!" เสียงเฮดังขึ้นจากฝั่งของผู้ชนะ ที่ก็คือ ไคโจแห่งโทรัน หนุ่มน้อยหน้าสวยสุกแกร่งผู้ที่ไม่เคยแพ้ใครนั่นเอง

 

 

          แปะ แปะ

 

          "เยี่ยมมากเลยครับท่านเอ็น สมกับเป็นไคโจของเราจริงๆ" แพคฮยอนรีบวิ่งเข้าไปหาผู้ชนะก่อนใคร ด้วยรอยยิ้มและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ

          "หึ ขอบุหรี่กับไฟแช็ค" เอ็นกระตุกยิ้มที่มุมปากให้แพคฮยอนก่อนจะหันไปพูดกับฮงบินที่เดินดูดบุหรี่ตามหลังแพคฮยอนเข้ามาหาเอ็นเป็นคนที่สอง

 

          "หมดแล้ว นี่ตัวสุดท้าย" ฮงบินเอ่ยตอบเรียบๆ พร้อมทั้งชูมือที่คีบบุหรี่ที่สูบไปบ้างแล้วให้เอ็นได้ดู ว่าทั้งหมดที่มีก็เหลืออยู่แค่นี้แหละ

 

          หมับ

 

          เอ็นยกยิ้มขึ้นอย่างมีนัย ก่อนจะเอื้อมมือออกไปคว้าดึงข้อมือของฮงบินข้างที่มีบุหรี่เข้ามาหาตัวเองใกล้ๆ แล้วจากนั้นก็จัดการคาบเอาบุหรี่มวนสุดท้ายนั้นออกมาจากมือของฮงบิน ขึ้นมาสูบต่ออย่างไม่คิดจะรังเกียจหรืออะไรเลย

 

 

ฟู่~วว

 

 

          หึ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแบบนั้นหรอกครับ เรื่องแค่นี้น่ะ มันธรรมดามากสำหรับผมกับฮงบินจะตายไป

 

ฟู่~วว

 

        “อ่า~า ค่อยรู้สึกว่าหัวโล่งขึ้นมาหน่อย ขอบใจนะฮงบิน” เอ็นหันไปพูดขอบคุณพร้อมรอยยิ้มหวานให้กับฮงบินหลังจากได้สูบเอาสารนิโคตินจากบุหรี่ราคาแพงของฮงบินเข้าไปจนเต็มปอดแล้ว

 

 

          "หึ ...เฮ้อ" ฮงบินได้แต่ยืนมองดูคนที่แย่งเอาบุหรี่ของตัวเองไปสูบหน้าตาเฉยแบบนั้น แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ แต่ทว่า สายตาที่ฮงบินกับเอ็นใช้มองสบกันอยู่นั้น มันก็ใช้แทนคำพูดคำถามมากมายของพวกเขาทั้งสองคนได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

 

          "แพคฮยอน เงินพนันน่ะ ฝากนายจัดการให้ชั้นด้วยละกัน" เอ็นหันไปบอกกับแพคฮยอนที่ยังยืนอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะโบกมือขึ้นพร้อมพูดคำสุดท้ายออกไปว่า "ไปล่ะ"

 

          "อ่า เข้าใจแล้ว เดี๋ยวจัดการให้เองครับไคโจ" แพคฮยอนพยักหน้ารับทราบพร้อมทั้งโบกมือให้เอ็นกลับไปด้วยเช่นกัน

 

 

          หลังจากนั้นเอ็นก็เดินออกไปจากที่นั่นพร้อมกับฮงบิน....

 

 

 

 

          เวลาต่อมา

 

          "นี่เอ็น" ฮงบินเอ่ยเรียกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเบาที่คงเจือไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยไม่ได้ปิดซ่อน ในขณะที่สองมือก็บรรจงแปะพลาสเตอร์สีขาวตรงแผลที่หางคิ้วข้างซ้ายให้คุณแฟนสุดดื้อ(ชอบทำแต่เรื่องเสี่ยงอันตราย) ที่ตอนนี้กำลังนั่งหลับตาพริ้มปล่อยให้ฮงบินทำแผลให้ อยู่ที่ม้านั่งด้านหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง 

 

          "หืม ?" เปลือกตาสวยของเอ็นค่อยๆเปิดขึ้นเผยนัยน์ตาสีรัตติกาลที่ดูลึกลับน่าค้นคู่นั้นขึ้นมองสบตากับฮงบินด้วยคำถาม

 

“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย?” ฮงบินถามออกไปตรงๆตามความสงสัยของตัวเอง

 

“เอ๋? ...ทำไมถามแบบนั้นหล่ะ” แววตาของเอ็นวูบไวไปแวบหนึ่ง ในตอนที่ได้ยินคำถามของฮงบิน แต่ว่ามันก็แค่แวบเดียวเท่านั้น แล้วแววตาของเอ็นก็กลับมานิ่งเป็นปกติเหมือนเดิม และพูดขึ้นมาอย่างขำๆ(กลบเกลื่อน)ว่า “นายคิดมากไปแล้วละฮงบิน 555

 

“งั้นเหรอ? ชั้นคิดมากเพราะว่าอยู่ๆนายก็รับคำท้า... ทั้งๆที่นายไม่เคยสนใจมันมาก่อนน่ะนะ?” ฮงบินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแบบปกติแต่ว่ามันกลับให้ความรู้สึกกดดันเหมือนว่าเขากำลังไล่ต้อนเหยื่อ(เอ็น)ให้แสดงความจริงที่ปิดซ่อนอยู่นั้นออกมา

 

“อะไรเหรอ? ชั้นก็แค่หมั่นไส้หมอนั่นก็เลยรับคำท้า ก็แค่นั้น” เอ็นแสร้งทำหน้างงก่อนในตอนแรก และจึงค่อยตอบข้อสงสัยของฮงบินไปเหมือนว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษแอบแฝงอย่างที่ฮงบินคิดสงสัย

 

“นี่ รู้ไหมเวลาผ่านมา แม้ว่ามันจะแค่สี่ปี...แต่ชั้นน่ะ สายตาของชั้นมองแค่นายคนเดียวมาตลอดเลยนะ เอ็น” ฮงบินช้อนคางมนของเอ็นให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับตัวเองตรงๆก่อน แล้วจากนั้นฮงบินก็ก้มหน้าลงไปประทับจูบลงที่ริมฝีปากเล็กที่มีรอยซ้ำอยู่ที่มุมปากขวาของเอ็นเบาๆ

ฮงบินประกบจูบเอ็นนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นนานอยู่เกือบนาทีโดยที่ไม่ได้มีการลุกล้ำเข้าไปมากกว่านั้น(เพราะว่าเอ็นมีแผลเจ็บอยู่หรอก ไม่งั้นจูบของฮงบินเร่าร้อนกว่านี้แน่นอน)

เมื่อเห็นว่าเอ็นรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองแล้ว ฮงบินจึงค่อยถอนจูบออกมามองสบตากับเอ็นอีกครั้งด้วยแววตาที่อ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มหวาน และพูดขึ้นกับเอ็นด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่เต็มไปด้วยความจริงจังว่า “นายน่ะ โกหกไม่เก่งเลยสักนิด”

 

“ฮงบิน” เอ็นเผลอเรียกชื่อฮงบินออกไปด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด(สีหน้าก็ดูหง่อยๆลงด้วย)

 

“อย่าทำเสียงทำหน้าแบบนั้นสิ เดียวชั้นก็อดใจไม่ไหวหรอก” ฮงบินพูดเสียงดุออกไปแบบไม่ได้จริงจังนัก ก่อนจะอดใจไม่ไหวเลยต้องกดจูบซ้ำลงที่ริมฝีปากเล็กที่มันล่อตาชวนให้สัมผัส(น่าจูบ)ของเอ็นอีกครั้งอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“อ๊ะ อีฮงบิน... นี่แนะ!” ปึก! แล้วฮงบินก็โดนกำปั้นเล็กๆที่แรงไม่เล็กเลยของเอ็นทุบเข้าที่กลางอกที่เต็มแน่นไปด้วยหมัดกล้าม(ที่เอ็นมักจะอิจฉาอยู่บ่อยๆ)ไปทีหนึ่ง โทษฐานที่ฮงบินขโมยจูบเขาอีกรอบนั้นแหละ

 

หมับ

 

ฮงบินรวบเอากำปั้นเล็กของเอ็นที่ทุบอกเขาเมื่อตะกี้ขึ้นมาจับไว้ และจ้องมองสบตากับเอ็นด้วยสายตาแฝงนัย ที่เอ็นก็สามารถอ่านและเข้าใจสายตาแบบนั้นของฮงบินได้อย่างดี ฮงบินยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าเอ็นตามเขาทัน ฮงบินกดจูบเบาๆที่มือเล็กของเอ็นก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ก็บอกนายแล้วนี่ ว่าอย่างทำแบบนั้น...ก็รู้นี่ว่าความอดทนชั้นมันต่ำ”

 

“ชิส์ ก็แค่ข้ออ้างของคนเจ้าเล่ห์นั่นแหละ” เอ็นเบะปากส่ายหัวให้ความเจ้าเล่ห์ของฮงบินอย่างรู้ทัน แล้วจากนั้นทั้งสองคนก็หันมาสบตากันอีกครั้ง สักพักแล้วที่พวกเขาก็พากันหัวเราะออกมาโดยไม่มีเหตุ แต่ทว่า บรรยากาศของพวกเขาทั้งสองคนก็ดูมีความสุขกันดีเลยล่ะนะ

 

ฮงบิน ชั้นรู้ว่านายเป็นห่วง แต่ชั้นไม่อยากให้นายต้องมาลำบากเพราะชั้น ...ขอโทษนะ

 

 

 

-คืนหนึ่ง ในสัปดาห์ต่อมา-

 

          ฟู่~ฟู่ กลุ่มควันสีขาวถูกพ่นออกมาเป็นสายอย่างช้าๆจากริมฝีปากเล็กสีเข้มที่มีรอยแผลช้ำเลือดซิบที่ตรงข้างมุมปาก หุ่นบางร่างสูงผู้มีดวงหน้าเล็กสวยดูน่ารักจิ้มลิ้มคล้ายเด็กสาวจนหลายคนต้องสับสน

ใบหน้าสวยที่มีสีหน้าและแววตานิ่งจนดูน่ากลัว เขาอยู่ในชุดนักเรียนม.ปลายโทรัน(โรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโซล)ที่สภาพมันหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย เสื้อนักเรียนสีขาวที่กระดุมหลุดขาดออกไปสามเม็ด ก็มีทั้งรอยเลือดปนคาบดิน เปื้อนติดเป็นหลักฐานที่แสดงได้อย่างชัดเจนว่า เขาพึ่งผ่านเรื่องอะไรมา... แต่ถึงอย่างนั้น ก็ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างสวยอย่างเอ็น ไคโจแห่งโทรัน คนนี้ก็ไม่ได้คิดสนใจหรือว่ารู้สึกเขินอายใดๆเลยกับสภาพตัวเอง ที่ต้องอยู่ในชุดเสื้อผ้าที่สกปรกไม่น่าดูเอาเสียเลยแบบนี้ (คือถ้าจะให้บอกตรงๆเลยก็คงมีแต่เสื้อกล้ามสีขาวที่ใส่อยู่ด้านในเท่านั้นแหละ ที่ยังพอช่วยไม่ให้สภาพท่อนบนของเอ็นมันโป๊ไปมากกว่านั้น เหมือนมองดูจากเสื้อนักเรียนที่แทบไม่เหลือกระดุมติดแล้วนั่นอ่ะนะ)

 

          สองเท้าที่เดินไปตามทางฟุตบาทในย่านดัง(สำหรับนักเที่ยวราตรี) เพราะงั้นมันจึงไม่แปลกที่ที่นี่จะมีผู้คนอยู่มากมาย ทั้งที่กำลังเดินผ่านไป-มา และบางกลุ่มที่อยู่กันตามร้านต่างๆตลอดแนวทางเดินก็เถอะ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เอ็นก็ไม่ได้คิดจะสนใจอะไร ไม่ว่าจะมีใครมองมาที่เขาด้วยสายตาในแง่ลบหรือว่าอะไรก็ตาม เอ็นก็ยังคงเดินสูบบุหรี่อย่างนั้นไปเรื่อยโดยไม่แคร์อะไรอยู่ดี (แม้จอยู่ในชุดนักเรียนก็เถอะ)

 

            ถ้าไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายอะไรด้วย เขาก็ไม่สนใจหรอก เอ็นคิดแบบนั้นและเดินไปข้างหน้าคนเดียวอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆโดยมีจุดหมายก็คือห้องพักของเขาที่มันอยู่ถัดจากย่านนี้ไปอีกหนึ่งบล็อกนั่นเอง

 

 

สวบ สวบ

 

เสียงฝีเท้าประมาณสาม-สี่คนกำลังเดินตามหลังเอ็นมาจนใกล้จะเข้ามาประชิดตัวเอ็นอยู่แล้ว

 

“หึ พวกแกนี่มันก็น่ารำคาญไม่เลิกเลยเนอะ” เอ็นพูดขึ้นมาลอยๆ โดยที่สองเท้าก็ยังคงเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนอะไรเลย ทั้งๆที่ก็รู้ตัวว่า มีคู่อริของตัวเองเดินตามหลังมาตั้งแต่ที่เขาเดินหลุดออกมาจากย่านบันเทิงที่มีผู้คนเยอะตรงนั้น นั่นน่ะแหละ

 

“ก่อนหน้านี่ก็ อาชีวะฮารัง...” เอ็นพูดถึงตรงนี้แล้วก็หยุดเดิน ก่อนจะหันหลังไปหาคู่อริที่ตามมาอยู่ด้านหลังช้าๆ

 

เอ็นมองหน้าทั้งสี่คนที่ยืนเรียงหน้ากันอยู่ตรงหน้าเขาด้วยสายตานิ่งๆ โดยไม่มีแววว่าจะรู้สึกหวั่นไหวหวาดกลัวใดๆ กับสีหน้าและท่าทางหาเรื่องของนักเรียนชายสี่คนที่ยืนตรงนั้นเลยสักนิด (เพิ่มเติมให้อีกนิดว่าทั้งสี่คนนั้น ล้วนแต่เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีและยังมีหุ่นแบบนักบาสกันทั้งนั้นด้วย // โคตรน่าอิจฉา)

 

เอ็นหลุบสายตาต่ำลงมามองที่ชุดนักเรียนที่อีกฝ่ายใส่อยู่ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า “อา พวกนาย...ม.ปลายคังอึมงั้นเหรอ? หึ คราวนี้อะไรล่ะ? ”

 

        “ท่าทางหยิ่งยโสและอวดดีแบบนี้...ไม่ผิดตัวแน่ว่ะ” หนุ่มหล่อที่ยืนอยู่ตรงกลางด้านขวามือพูดขึ้นอย่างนั้น แล้วกระตุกยิ้มอย่างนึกสนุก

 

            “เอ่อ หมอนี่มันหน้าสวยอย่างที่ได้ยินมาจริงๆด้วยแหละ” หล่อที่ยืนมือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ริมซ้ายสุดพูดโดยที่สายตาคู่คมของเขานั้นก็เอาแต่มองสำรวจรูปร่างหน้าตาของเอ็นไม่หยุด (แม่-ง หมอนี่มันจะมองอะไรหนักหนาว่ะ)

 

“ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แต่หน้าตาสวยอย่างเดียวด้วยสิ...” เสียงทุ่มเข้มหนุ่มหล่อที่ดูแล้วน่าจะเป็นหัวโจกของกลุ่มพูดขึ้นด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ที่เหมือนอยากจะยั่วยุทำให้เอ็นโกรธ

 

“ชั้นว่านายอย่าพยายามยั่วอารมณ์ให้ชั้นโกรธเลยจะดีกว่า” เอ็นพูดเตือนเสียงนิ่งด้วยแววตาที่ดูน่ากลัวขึ้น ก็แน่นอนแหละ ว่าตอนนี้ เอ็นกำลังเริ่มจะหัวร้อนขึ้นมาเพราะคำพูดจายั่วโมโหพวกนั้นของอีกฝ่าย

 

“แบบนี้สิ ค่อยดูน่าเล่นด้วยหน่อย” และนั่นก็คือคำพูดของหนุ่มหล่อคนสุดท้ายที่ยืนสังเกตการณ์เงียบๆมาตั้งแต่ต้น และตอนนี้เขาก็เป็นคนแรกที่เริ่มเดินเข้ามาเอ็นใกล้ๆก่อนใคร

 

“ชั้นให้นายเลือกว่าอยากเริ่มกันตรงนี้...หรือว่าที่อื่นดีหล่ะ?” หนุ่มหล่อคนเดิม(เพิ่มเต็มคือการยื่นใบหน้าหล่อของเขาเข้าไปใกล้ใบหน้าสวยของเอ็นจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ลอยปนออกมากับกลิ่นมิ้นท์จางๆ)

 

“หึ ให้ชั้นเลือกงั้นเหรอ? ได้สิ” เอ็นพูดขึ้นพร้อมทำท่าเหมือนว่าจะก้าวถอยหลังโดยที่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่กับคนตรงหน้าไม่ได้ละออกไปไหน เอ็นกระตุกยิ้มที่มุมปากและพูดขึ้นเสียงรอดฟันว่า “ชั้นน่ะ...จะฆ่าพวกนายทั้งหมดที่นี่ตรงนี่แหละ!

 

เอ็นใช้ทักษะความเร็วในการพุ่งวาร์ปเข้าไปกระชากคอเสื้อดึงร่างสูงลงมาตีเข่าใส่ที่ตรงลิ้นปี่อย่างแรงและต่อด้วยการจิกผมของร่างสูงให้เงยหน้าขึ้นมาและเอ็นก็ปล่อยหมัดจากกำปั้นเล็กๆที่มันมีอนุภาพรุนแรงเกิดคาดนั้นใส่ใบหล่อของร่างสูงคนนั้น จนร่างสูงกระเด่นไปอีกทางของเอ็นเพราะแรงหมัดพิฆาตของเอ็น

 

จากนั้นเอ็นก็วิ่งชนเข้าใส่อีกสามคนที่เหลือราวกับมังกรคลั่ง...

 

 

 

-เวลาต่อมา-

 

ผ ล า ง -ง ! ! !

 

“เรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย?! 

 

เอ็นยืนอ้างปากค้างมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าอย่างสุดช็อก ในหัวก็เต็มด้วยคำว่า

 

ล้อกันเล่นใช่มั้ย?!

 

 เอ็นได้แต่นึกอยู่ในใจว่า นี่มันวันซวยอะไรของเขาวะเนี่ย? ทั้งโดนเด็กต่างโรงเรียนมาหาเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสองกลุ่ม กว่าเอาชนะจนหลุดออกมาได้เนี่ย สภาพเขาก็สุดจะยับเยินจนดูไม่ได้แล้ว

 

แล้วนี่มันอะไรอีก?

 

พอลากสังขารอันยับเยินกลับมาถึงหน้าที่พักแล้วก็ดันเจอเรื่องไม่คาดคิดอีกอย่างนี้...นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะ บ้าเอ๊ย!

 

ไอ้เส้นสีเหลืองที่มันเขียนว่า  KEEP OUT  ที่กางอยู่รอบบริเวณทางเข้าตึกเนี่ย มันอะไรว่ะ?! แล้วเจ้าหน้าที่มากมายนั่นอีก...เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่งั้นเหรอ?

 

 

“เออ ขอโทษนะครับ” เอ็นเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆแถวนั้นอยากต้องการรู้เรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้า “มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ?”

 

“เอ๋..นักเรียน? เธอเองก็พักอยู่ที่นี่เหรอ? อ่า ตอนนี้ที่นี่อยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัยน่ะ ชั้นแนะนำว่าเธอต้องรีบออกไปให้ไกลจากบริเวณนี้ก่อนจะดีกว่า” เจ้าหน้าที่บอกเสียงเข้ม

 

“ครับ?” หา? ที่นี่...ไม่ปลอดภัย? ทำไมล่ะ?  “ทำไมล่ะครับ ?”

 

“ก็เพราะว่าตอนนี้ในตึกมี-...”

 

 

BOMB!!!

 

 

 

ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่คนนั้นจะได้พูดจบประโยค เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องออกมาจากในตึกอย่างน่ากลัว พร้อมๆกันตึก(แมนชั่น)สูงเจ็ดตึกนั้นก็พังครื้นลงตามแรงของระเบิด....และผลกระทบจากแรงระเบิดในครั้งนี้มันก็ได้สร้างความเสียหายให้แก่เขตรัสมีที่อยู่บริเวณรอบๆตึกนั้นในระยะห่าง 50 เมตรอีกด้วย

 

 

-เช้าวันต่อมา สถานที่คือโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง-

 

เอ็นถึงนำตัวส่งโรงพยาบาลมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งเข้าไปปฏิบัติงานเมื่อคืน เนื่องจากว่าศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงจึงทำให้เขาสลบไปทันทีในที่เกิดเหตุ

 

เอ็นตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าของวันรุ่งขึ้น

 

“เธอรู้สึกตัวแล้วสินะครับ เป็นยังไงบ้าง? รู้สึกปวดหัว...หรือว่าผิดปกติอะไรที่ตรงไหนรึเปล่า?” นายแพทย์หนุ่มรูปหล่อที่เข้ามาตรวจอาการเอ็นเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มและดูใจดี เมื่อเห็นว่าเปลือกตาสวยของคนไข้ลืมขึ้นเผยให้ได้เห็นนัยน์ตากลมสีรัตติกาลคู่สวย ที่กำลังเหม่อเพดานห้องอย่างคนที่ยังคงมีอาการสับสนมึนงงอยู่

 

“หือ...โรงพยาบาล?” เอ็นเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเหมือนคนที่ขาดน้ำ

 

นายแพทย์หนุ่มเดินเข้าไปปรับเตียงนอนขึ้นให้เอ็น ก่อนจะหันไปรินน้ำดื่มที่ว่าอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงใส่แก้วสะอาดที่ว่างอยู่คู่กันนั้น นำมายืนให้กับเอ็นด้วยรอยยิ้มใจดี “ดื่มน้ำก่อนสิ”

 

“เออ ขอบคุณครับ” เอ็นกล่าวขอบคุณและรับแก้วน้ำจากนายแพทย์หนุ่มมาถือไว้ด้วยสีหน้าที่ยังคงสับสนอยู่

 

นายแพทย์ยืนรอจนเอ็นได้ดื่มน้ำที่เขารินให้เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“บาดแผลและรอยย้ำตามร่างกายของเธอ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่รอยที่เกิดจากเหตุระเบิดเมื่อคืนนะครับ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มและท่าทางที่ดูผ่อนคลายไม่กดดัน

 

“...ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ ผมไม่แก้ตัวกับหมอหรอก” เอ็นพูดอย่างไม่สนใจ ก็เขาเป็นหมดนี่นา จะแก้ตัวหรือพูดโกหกก็คงไม่มีประโยชน์อะไรหรอก

 

“โอเค เธอคงไม่อยากพูดถึงมัน...ผมเข้าใจครับ แต่ว่าอย่างน้อยผมก็อยากทราบชื่อคนไข้ของผมคนนี้หน่อยน่ะครับ”  นายแพทย์หนุ่มถามแล้วก็ยิ้มอย่างรอคำตอบจากคนไข้อย่างใจเย็น

 

“ชื่อผม?” เอ็นมองหน้านายแพทย์หนุ่มอย่างงงๆ

 

“ก็เมื่อคืนน่ะ เธอถูกส่งตัวเข้ามาในห้องฉุกเฉินโดยที่ไม่มีข้อมูลแสดงตัวใดๆเลยนอกจากตราสถาบันที่ติดอยู่บนเสื้อนักเรียนของเธอ เพราะงั้นผมจึงต้องการทราบข้อมูลพื้นฐานของเธอเพื่อจะได้บันทึกลงในประวัติของคนไข้ของเรายังไงล่ะ” นายแพทย์หนุ่มอธิบายให้ได้เอ็นเข้าใจมากขึ้น

 

“เอ๋? อ่า...จริงสิ เราทิ้งกระเป๋าไว้กับแจฮวานนี่นา เฮ้อ” เอ็นพูดขึ้นกับตัวเองอย่างพึ่งนึกถึงมันได้ เฮ้อ ทั้งบัตร ทั้งเงิน และโทรศัพท์...ทุกอย่างเลยสินะ

 

จากนั้นเอ็นก็เลยบอกประวัติของตัวเองกับนายแพทย์หนุ่ม(แบบแค่คร่าวๆที่มีแค่ชื่อกับอายุเท่านั้น) และจากนั่นเอ็นก็ได้ของยืนใช้โทรศัพท์ของนายแพทย์หนุ่มคนนั้นเพื่อโทรไปหาเพื่อนสนิทของตัวเอง

 

 

-ช่างบาย-

 

“นายแน่ใจใช่มั้ยว่าไม่เป็นไรจริงๆน่ะ?” แจฮวานเดินเข้าไปยืนกอดอกทำหน้าจริงจังถามเพื่อนสนิทสุดดื้อที่นอนทำหน้าตาไม่ทุกข์ร้อนกับสถานการณ์

 

“เอ่อ ก็แค่ย้ายไปพักที่หอพักนักเรียน มันจะต้องมีปัญหาอะไรด้วยรึไง?” เอ็นเหลือบตาขึ้นมองเพื่อนด้วยสายตาไม่เข้าใจ ว่าแค่นี้ต้องทำหน้าจริงจังอะไรขนาดนั้นด้วยเหรอ?

 

“ก็นายน่ะ ชอบชีวิตอิสระและความเป็นส่วนตัวจะตาย ชั้นก็เลยเป็นห่วงกลัวนายจะอึดอัดถ้าต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นน่ะสิ”

 

“อ่า ชั้นรู้สึกดีชะมัดที่มีเพื่อนที่เข้าใจชั้นดีอย่างนาย แจฮวาน” เอ็นยิ้มกว้าง(อย่างกวนๆ)หลังพูดยอเพื่อนออกไป

 

“เหอะ นายมันก็เป็นแบบนี้ประจำ....เฮ้อ” แจฮวานพูดแล้วถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ ก่อนจะพูดว่า “แล้วจะไม่โทรไปบอกฮงบินหน่อยเหรอ หมอนั่นคงจะเป็นห่วงนายอยู่แน่ๆ ที่ไม่เห็นนายโผล่หน้าไปที่โรงเรียนวันนี้”

 

“ก็อยากโทรไปอยู่หรอก แต่นายดูสภาพชั้นสิ” เอ็นพูดน้ำเสียงปกติ แต่ทว่า นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่สวยของเขามันกำลังบอกว่าตอนนี้เขารู้สึกผิด...

 

“มีหลายเรื่องที่ชั้นไม่สามารถบอกกับเขาได้” เอ็นเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคิดมากมาย “คนอย่างชั้น...เฮ้อ... ชั้นไม่อยากทำให้เขาเดือดร้อน แต่ชั้นก็อยากมีเขาอยู่ข้างๆ หึ ชั้นมันเห็นแก่ตัวใช่มั้ยล่ะ”

 

“อืม นายมันเห็นแก่ตัวจริงๆนั้นแหละ” แจฮวานพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับเจ้าตัว

 

“หือ? นี่นาย...ชั้นนึกว่านายจะแก้ต่างให้ชั้น เมื่อชั้นพูดแบบนั้นออกไป ไม่ใช่เหรอ?” เอ็นหน้ากลับมาถามแจฮวานทันควัน

 

“ก็มันจริงนี่หว่า ฮ่าๆๆ” แจฮวานหัวเราะออกมาอย่างสะใจที่ได้เห็นสีบูดบึ้งของเพื่อน

 

“ชิส์ นายนี่มันไม่เคยอ่อนโยนกับชั้นเลยนะ อีแจฮวาน” เอ็นเชิดหน้าใส่เพื่อนสนิทอย่างงอนๆ

 

“ก็เวลาเห็นนายทำหน้างอแงขัดใจแบบนี้แล้วมันสนุกดีนี่หว่า ฮ่าๆๆๆ”

 

“โรคจิตเหรอไง นายเนี่ยะ ฮึ่ย!

 

“น่าๆ ยังไงก็มีแค่ชั้นคนนี้เท่านั้นแหละ ที่นายจะแสดงทุกอย่างที่นายรู้สึกออกมาได้โดยไม่ต้องคิดกังวลอะไร” แจฮวานพูดพร้อมทั้งยื่นมือออกไปบีบที่ไหล่เล็กของเอ็นเบาๆอย่างให้กำลังใจ

 

“ใช่ มีแค่นายจริงๆนั่นแหละ” เอ็นเงยหน้าขึ้นไปยิ้มให้แจฮวานอย่างขอบคุณ “ขอบใจนะแจฮวาน”

 

“น่า ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่ ยังไงชั้นก็อยู่ข้างนายเสมออยู่แล้ว” แจฮวานพูดคำซึ้งๆพร้อมส่งยิ้มให้เอ็นอย่างจริงใจด้วยเช่นกัน

 

“เอ่อ” เอ็นยิ้มออกมาอย่างรู้สึกสบายใจ

 

 

เพราะว่าเอ็นกับแจฮวานนั้น ทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจงไม่แปลกที่ทั้งสองคนจะรักและผูกพันกันเป็นพิเศษ และไม่ว่าเรื่องอะไร ทั้งสองคนก็สามารถรับรู้และเข้าใจถึงความรู้สึกและสิ่งที่อีกคนต้องการได้อยู่เสมอ

นั่นจึงเป็นที่แน่นอนว่า คนที่รู้จักเอ็นดีที่สุดก็คือ อีแจฮวาน





 

-อีกด้านหนึ่งของช่วงเช้า ในวันเดียวกัน-

 

มีบทสนทนาเกิดขึ้นภายในรถหรูคันหนึ่งที่กำลังขับอยู่บนทางหลวงที่มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมปลายโทรัน

 

“ท่านเลโอ แม้มันจะดูยุ่งยากไปหน่อย แต่ว่าท่านก็ต้องทำมันให้ดีนะครับ และที่สำคัญเมื่อท่านไปถึงที่นั้นแล้ว ท่านต้องระวังตัวให้มากๆ อย่าให้ใครรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของท่านได้เด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของท่านเองนะครับ เจ้าชาย” ราชเลขาหนุ่มมาดขรึมนั่งอ่านรายงานสิ่งที่เจ้านายน้อยของเขาจะต้องทำในเวลาต่อไปนี้อย่างเข้มงวดอยู่ที่เบาะหลังคู่กับเจ้านาย

 

“รู้แล้วล่ะน่า นายบ่นกรอกหูผมมาตั้งแต่เช้า ตั้งแต่ตอนที่ผมตื่นนอนจนถึงตอนนี้เลยนะ ลาซาร์ค ...นายนี่มันน่ารำคาญเป็นบ้า” เจ้าชายรูปงามผู้สูงศักดิ์บ่นเสียงรำคาญออกมาอย่างขัดใจ ที่ต้องโดนสั่งให้ทำโน้นทำนี่ตั้งแต่เช้า

 

“ให้ตายเถอะ ผมล่ะไม่เข้าใจสุดๆ ว่าทำไมท่านพ่อท่านแม่ถึงต้องส่งให้ผมมาทำเรื่องน่าเบื่อ ดูไร้สาระแบบนี้ด้วยเนี่ย” เลโอบ่นออกมา

 

“เจ้าชายเลโอ โปรดระวังคำพูดด้วยครับ” ลาซาร์คทำเสียงเข้มดุขึ้นทันที เมื่อได้ยินเจ้าชายจอมดื้อของเขาพูดคำไม่เหมาะสมออกมา ถ้าหากว่าอยู่ในที่ส่วนตัว ที่มีแค่เขาก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ว่า ในรถตอนนี้มีคนรถอยู่ด้วย มันจึงดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ที่จะปล่อยให้เจ้าชายทำตัวและพูดจาแบบนี้

 

“ชิส์ นายเข้มงวดกับผมเกินไปนะ” เลโอยิ่งทำหน้าบูดบึ้งขัดใจหนักขึ้นกว่าเดิมอีกเพราะถูกดุ และงอแงขึ้นว่า “ไหนนายบอกว่าผมต้องทำตัวให้เป็นสามัญชนธรรมดายังไงล่ะ และตอนนี้ก็อยู่นอกวังด้วย เพราะงั้นผมจะพูดจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น!

 

“เจ้าชาย...เฮ้อ” ลาซาร์คไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยได้แต่มองดูเจ้าชายสุดดื้อและถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ ก่อนจึงค่อยพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า

 

“ถึงทางแยกข้างหน้าตรงนั้นแล้ว เจ้าชายคงต้องลงจากรถและต้องเดินไปที่โรงเรียนเองแล้วล่ะครับ” ลาซาร์คบอกหน้านิ่ง

 

“หา? เดี๋ยวสิ แต่มันยังไม่ถึงหน้าโรงเรียนเลยไม่ใช่เหรอ?” เลโอรีบหันไปถามลาซาร์คอย่างตกใจทันที

 

เฮ้ย นั่น...มันยังห่างไกลจากหน้าโรงเรียนโทรันตั้งเกือบสองกิโลเมตรเลยนะ จะให้ลงไปเดินเนี่ยนะ ?! นายคิดอะไรอยู่เหรอลาซาร์ค?

 

“ถ้าเป็นไปได้ผมเองก็อยากไปส่งเจ้าชายให้ถึงหน้าโรงเรียนอยู่หรอกครับ” ลาซาร์คพูดเสียงค่อนข้างลำบากใจอยู่ไม่น้อย

 

“ก็แล้วมันจะมีปัญหาอะไรหนักหนาล่ะ แค่ไปส่งผมให้ถึงหน้าโรงเรียนเองเนี่ย ทำไมถึงทำไม่ได้?” เลโอยังคงงอแงไม่เข้าใจอยู่ดี

 

“เฮ้อ ผมเข้าใจครับ แต่ว่า...เจ้าชายลองหันหน้าออกไปมองดูรอบรถเราก่อนสิครับ”

 

“หา?” ให้มองดูรอบๆรถงั้นเหรอ...ทำไม?

 

 

เอ๋?!

 

 

ไอ้รถการ์ดสีดำมากมายที่ขับตามมาเป็นขบวนนั่น....มันอะไรกัน?!!!!!

 

 

“...” เลโอเงียบอึ้งไปเลยเมื่อได้มองออกไปดูรอบๆรถตามคำที่ลาซาร์คบอก

 

“ตอนนี้ท่านคงเข้าใจแล้วสินะครับ ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ท่านต้องลงจากรถก่อนถึงหน้าโรงเรียนของท่าน มันเป็นเพราะอะไร เจ้าชายเลโอ”

 

“ฝีมือใคร?” เลโอถามเสียงเย็น

 

“...” ลาซาร์คไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมา เพียงแค่ส่งสายตาไปยังเบาะหน้าที่นั่งข้างคนขับอย่างบอกเป็นนัยให้เลโอรู้ว่าใครคือตัวบงการความวุ่นวายนี้เท่านั้นเอง

 

“ทั ต สึ ....น า ย อี ก แ ล้ ว เ ห ร อ เ จ้ า ตั ว ก่ อ ค ว า ม วุ่ น ว า ย !!!!” เลโอเน้นคำลากเสียงยาวอย่างเอาเรื่อง พี่ชายที่มักจะชอบทำอะไรเวอร์เกินเหตุอยู่บ่อยๆจนน่าโมโห

 

 

-เวลาต่อมา-

 

“ขอให้โชคดีครับเจ้าชาย” ลาซาร์คกล่าวขึ้นหลังจากเหการณ์วุ่นวายอันน่าปวดหัวระหว่างเลโอกับทัตสึจบลง และตอนนี้พวกเขาก็ได้ออกมายืนกันอยู่ที่นอกรถแล้ว

 

“ผมน่ะโชคดีอยู่แล้ว แต่ว่า...” เลโอทำหน้าจริงจัง

 

“แต่ว่าอะไรเหรอครับ?” ลาซาร์คถามอย่างสงสัย

 

“รีบส่งหมอนี่กลับไปให้พ้นๆทีเถอะ” เลโอบอกเสียงเย็น แววตาที่มองไปทางทัตสึก็น่ากลัวไม่น้อยเลย

 

“เฮ้ๆ นายโหดร้ายไปแล้วนะเลโอ ที่ชั้นทำทุกอย่างก็เพื่อนายทั้งนั้นนะ” ทัตสึโวยวายใส่เลโอ

 

“หุปปากไปซะ นายนะน่ารำคาญที่สุด” เลโอก็ยังพูดจาเย็นชาใส่อย่างไม่แคร์อยู่ดี

 

“เลโอ นี่ชั้นเป็นพี่ชายนายนะ มาพูดแบบนี้ได้ยังไงกันห๊าเจ้าน้องบ้า” ทัตสึก็ไม่ยอม

 

“ก็นายเป็นอย่างนั้นจริงๆไม่ใช่รึไง” เลโอก็คงพูดจาไม่สนใจใครเหมือนเดิม

 

“โว้ย นาย...”

 

“พอเถอะครับ!” แล้วลาซาร์คก็หมดความอดทนกับสองพี่น้องที่ชอบทะเลาะกันไม่เลือกที่ อย่างกับเด็ก “ทำไมถึงชอบทะเลาะกันเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลยล่ะ ท่านทัตสิ ท่านเลโอ”

 

“ลาซาร์ค” เลโอกับทัตสึหยุดทะเลาะกัน แล้วหันไปมองลาซาร์คที่ตอนนี้มีออร่าสีดำน่ากลัวแผ่ออกมาจากด้านหลังด้วย งานเข้าแล้วล่ะแบบนี้

 

“ท่านเลโอควรต้องรีบไปโรงเรียนได้แล้วครับ ” ลาซาร์คบอกกับเลโอด้วยเสียงนิ่งๆก่อนจะหันไปหาทัตสึและพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งน่ากลัวไม่ได้ต่างกันว่า “ท่านทัตสึเองก็กลับขึ้นรถได้แล้วครับ จากนี้เรายังต้องไปทำภารกิจอย่างอื่นต่ออีก เข้าใจนะครับ”


และนี่คือเรื่องราวบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น





To be continued....





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7 ความคิดเห็น