THE FREAK OUT ! [fic vixx leon]

ตอนที่ 48 : What if … [one shot + NC]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ก.ย. 62





#What if …intro



“ดูนั่นสิ คุณอาสะเนะเนี่ยไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ดูดึงดูดสายทุกคนได้ดีจริงๆ เลยว่าไหม?” ชายหนุ่มผู้มีลักยิ้มเป็นเอกลักษณ์กล่าวถึงสาวสวยสุดเซ็กซี่เธอเป็นรองหัวหน้าของหน่วยที่ 10 ที่ทั้งสวย ฉลาด และต่อสู้เก่งไม่แพ้ใคร



“หือ? รู้สึกประหลาดใจนะที่ฮงบินสนใจคุณอาสะเนะ…นึกว่าชอบเด็กสาวอายุน้อยแบบนั้นมากกว่า” เอ็นพูดและกอดอกทำท่าทางที่แสดงออกมาว่าเขากำลังคิดอย่างนั้นอย่างจริงๆ



หมับ



“ที่พูดนั่นหมายถึงอะไร เด็กสาวงั้นเหรอ? พูดมันให้เคลียร์กว่านี้หน่อยสิครับ หืม?” ฮงบินล็อคคอเอ็นเอาไว้และพูดกดเสียงต่ำอย่างเอาเรื่องสุดๆ



“อืม…อ้อ?! จริงๆ แล้วฮงบินเองก็กำลังมีปัญหาเรื่องอะไรนั่น…อยู่ใช่ไหมละ?” เอ็นเห็นฮงบินทำตัวเลิ่กลั่กตอนที่เขาพูดถึงบุคคลที่สามแล้วก็อดที่จะแกล้งจี้จุดอ่อนข้อนั้นของฮงบินเล่นอย่างนึกสนุก



“หา?” ฮงบินทำตาโตใส่เอ็นอย่างตกใจและเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อคำพูดของเอ็นมันจี้จุดนั้นเขาสุดๆ



“ก็ฮงบินน่ะ…” เอ็นแกล้งเว้นเสียงให้ฮงบินลุ้นและกดดันกับประโยคต่อมาว่า “ชอบคุณฮินะอยู่ใช่ไหมล่ะ? ผมรู้นะ~” คุณฮินะเป็นรองหัวหน้าหน่วยที่ 11 เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กหน้าตาน่ารักดูเหมือนเด็กสาวม.ปลาย และเธอยังเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่สมัยเด็กของฮงบินอีกด้วย



“ฮึก! มะ ไม่ใช่ ผมกับฮินะไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ!” ฮงบินรีบปฏิเสธเสียงสูงทันที แต่ใครจะเชื่อกันล่ะ ดูสิ ท่าทางลนลานและใบหน้าที่ขึ้นสีแดงแบบนั้นมันเป็นอาการของคนที่กำลังเขินอายสุดๆอยู่ไม่ใช่เหรอครับ? ฮงบิน



“เอ๋ ‘ไม่ได้เป็นแบบนั้น’ หมายถึง…?” ยิ่งฮงบินทำตัวน่าสงสัยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งโดนเอ็นไล่ต้อนมากขึ้นเท่านั้น ได้แกล้งฮงบินเล่นแบบนี้สนุกจริงๆ



“Shut up!” และเมื่อรู้ตัวว่ายังไงก็แพ้ ฮงบินจึงตะโกนเสียงออกไปให้เอ็นหยุดพูดเรื่องของเขา เพราะเขาไม่ต้องการพูดถึงมันอีกแล้ว ขอร้องหยุดเถอะครับ



“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เวลาเห็นฮงบินลนลานแบบนี้แล้วตลกชะมัด เอ็นหัวเราะและมองฮงบินด้วยสายตาที่เอ็นดูและชอบใจ




สำหรับผม เขาคนนี้(ฮงบิน)เป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์



…มองจากด้านบนเสมอ



ดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนสถานที่มืดสู่แสงสว่าง



หนึ่งเดียวซึ่งคง ‘ปกติ’ ที่ผมจำได้



นั่นก็เป็นเพราะว่าผมคนนี้มันไม่ปกติ…







“อ้า! จะว่าไป เอ็นเองก็คิดบางอย่างเกี่ยวกับคุณจิสึรุอยู่…” ฮงบินหันมาพูดแหยเรื่องลับของเอ็นบ้าง



“ชู่! อย่าพูดออกมาดังๆ สิโธ่” เอ็นรีบเข้าไปปิดปากไม่ให้ฮงบินพูดอะไรต่อทันที ไม่ได้นะ จะให้ฮงบินพูดเรื่องนี้ออกมาไม่เลยนะ






มันเป็นเพียงแค่ที่เพิ่งเกิดขึ้น






“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ทั้งสองคนกำลังพูดเรื่องอะไรกันเหรอ? เหมือนจะได้ยินพวกคุณพูดชื่อฉันอยู่” สาวสวยผมยาวสีดำใส่ปลอกแขนของรองหัวหน้าหน่วยที่ 8 เดินเข้ามาทักทายทั้งสองหนุ่มหล่อด้วยรอยยิ้มที่สดใสและน่ารักเป็นเอกลักษณ์ของเธอ



“จิสึรุ” ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ เอ็นมองเธออย่างตกใจและลนลานเลิ่กลั่ก เพราะการปรากฏตัวของเธอมันได้จังหวะจนขาไม่ทันให้ตั้งตัวเลยน่ะสิ



“อรุณสวัสดิ์ครับ” ฮงบินหันไปทักทายกับเธอและแกล้งพูดขึ้นมาว่า “เออ คุณจิสึรุเห็นผู้ชายบางคนแถวนี้มั้ยครับ?” แกล้งล้อให้เอ็นเขินเพื่อเอาคืนที่เอ็นได้แกล้งเขาเมื่อก่อนหน้านี้



“เอ๋?” เธอเอียงคอมองฮงบินอย่างไม่เข้าใจความหมายที่ฮงบินพยายามสื่อ




“ฮงบินงี่เง่า งี่เง่า งี่เง่า” เอ็นทนอยู่เฉยให้ฮงบินพูดล้อมากไปกว่านี้ไม่ได้จึงรีบหันไปกระชากคอฮงบินมาเขย่าๆ และด่าฮงบินว่างี่เง่าซ้ำๆอยู่อย่างนั้น




“อ่ะ โอยๆๆ” ฮงบินแกล้งทำตัวอ่อนแอให้เอ็นทำร้ายก่อนจะหันไปทางเธอและถามเธอแบบเดิมอีกครั้ง



“เอ๋? ไม่นะ อะไรค่ะ? อะไร? ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จิสึรุไม่เข้าใจหรอกว่าผู้ชายสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่นี่พูดถึงเรื่องอะไร แต่ดูพวกเขาจะสนุกนะ เพราะงั้นเธอก็เลยเผลอหัวเราะออกไปด้วยอย่างไม่คิดอะไรมากตามประสาเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน



“เออ ขอโทษนะจิสึรุ แต่มันไม่มีอะไรหรอก ฮงบินก็พูดเล่นไปเรื่อยน่ะ ยังไงก็ลืมมันไปเถอะนะ” เอ็นเลิกลงโทษฮงบินแล้วจึงหันไปขอโทษเธอที่ทำตัวไม่ดีออกไปต่อหน้าเธอแบบนั้น



“ได้ยังไง…เอ็นเรียกผมว่าคนงี่เง่าหลายต่อหลายครั้งเลยนะ” ฮงบินน้ำตาซึมอย่างน้อยใจที่โดนเอ็นด่าว่างี่เง่า



“ก็ฮงบินงี่เง่าจริงๆ” เอ็นหันไปว่าฮงบินอย่างไม่คิดจะง้อ แล้วก็หันกลับไปมองเธออีกครั้งและครุ่นคิดในใจว่า





‘ผมไม่เคยบอกว่าผมชอบจิสึรุเหรอ? …นั่นสิผมเคยคิดว่า ‘อืม ผมยอมรับว่าเธอน่ารัก’



ความรู้สึกแปลกๆ ที่มันเกิดขึ้นในตัวผมนี้คืออะไร?



…ผมจำไม่ได้เลยว่ารู้สึกอย่างไรกับความรัก













#What if …ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ



ห้องทำงานหัวหน้าหน่วยที่ 2



“เอ็น~ เอ็น” เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้อง ก่อนที่คนร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีขาวของหัวหน้าหน่วยจะเดินเข้ามาหาคนที่นั่งทำงานอย่างตั้งใจอยู่ที่โต๊ะเล็กตรงมุมทางซ้ายของห้องทำงานที่เป็นตำแหน่งของรองหัวหน้าหน่วย



“ครับ” เอ็นเงยหน้าออกจากกองเอกสารที่กำลังตรวจอยู่หันไปขานรับชายหนุ่มร่างสูงบุคลิกสง่างามและน่าเกรงขามที่เดินเข้ามาหาอย่างสุภาพ เพื่อให้เกียรติอีกคนมีสถานะที่สูงกว่า




หมับ




ร่างสูงเดินอ้อมโต๊ะทำงานของเอ็นไปที่ด้านหลังและจากนั้นเขาก็โน้มตัวลงไปโอบกอดเอ็นเอาไว้จากข้างหลังอย่างสนิทแนบแน่นด้วยความเคยชิน โดยที่เอ็นก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรกับความรุ่มร่ามของคนร่างสูงเพราะว่านี่ก็เป็นการกระทำที่ปกติมากของพวกเขาทั้งสองคน





จะให้อะไรได้ล่ะ ก็เป็นแบบนี้ประจำนี่นา…





“อ่า ไม่สามารถอยู่แบบนี้อีกต่อไปแล้วกัดได้ไหม?” ร่างสูงพูดถึงสิ่งที่เอ็นรู้ดีว่ามันคืออะไรโดยที่ใบหน้าหล่อของเขาก็ก้มลงซักไซ้สูดดมไปมาที่ข้างแก้มเนียนและลำคอระหงแสนจะน่าฟัดน่ากัดตีตราจองของเอ็น



“ผมบอกว่าผมต้องทำงาน ดูสิตรงหน้าผมมีเอกสารเร่งด่วนที่ผมจะต้องจัดการมันให้เสร็จก่อนเย็นวันนี้อยู่นะครับ” เอ็นพูดเสียงเรียบพยายามอธิบายอย่างใจเย็นหวังให้หัวหน้าจอมก่อกวนที่มักจะชอบทำอะไรตามใจตัวเองและไม่เคยสนใจใครได้เข้าใจเขาบ้างในเวลาแบบนี้



“อ่า เรื่องงานนะไม่ต้องห่วงหรอก” ท่านหัวหน้าสุดหล่อก็ยังคงพูดกับเอ็นอย่างไม่ได้ทุกข์ร้อนกับอะไรเหมือนเคย



“……” เอ็นได้ยินแบบนั่นแล้วก็ได้แต่แอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยที่จะค้านเอาอะไรกับท่านหัวหน้าของเขาที่มักจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งของทุกอย่างแล้วล่ะ



“นี่~ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมน่ะ จะเชื่อฟังและคอยตอบสนองถ้าผมทำ” น้ำเสียงทุ่มนุ่นชวนฟัง แต่มันก็แอบแฝงความน่ากลัวเอาไว้โดยที่คนฟังนั้นก็ทำได้เพียงแค่ตอบสนองไปตามคำสั่งของเขาอย่างไร้ข้อคัดค้านใดๆ



“……” แววตาที่กำลังฉายชัดถึงความสับสนและความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในตัวของเอ็นที่อีกคนคงไม่ทันได้สังเกตเห็นมันเพราะมัวแต่สนใจกับร่างกายที่หอมหวานของเอ็น



“เอ็น ดอกไม้งามที่ทั้งหอมและหวานไม่เคยถูกเมินเฉยหรอกนะ รู้มั้ย?”



“……” ถ้อยคำหวานที่คุณพูดออกมามันมีความหมายอย่างนั้นจริงรึเปล่าครับ? หรือว่าคุณแค่อย่างพูดเพื่อโลมเล้าผมเพียงเท่านั้นกันละ?



“ผมชอบเธอจริงๆ เลยนะเอ็น”



“……” ชอบผมงั้นเหรอ…



“แล้วต่อไปคืออะไรกันนะ?” ท่านหัวหน้าหน่วยสุดหล่อใช้ปลายนิ้วยาวของเขาเกี่ยวปลายคางมนของเอ็นให้หันหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต้องการคำตอบที่เขากำหนดมันเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น



“……” เอ็นมองสบตากับนัยน์ตาคมสีรัตติกาลของเขาอย่างไม่หลบเลี่ยงด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ



“เยี่ยม ถ้าผมจะบอกว่า…ผมน่ะชอบใบหน้าของเธอจริงๆนะ” เขาพูดและลูบแก้มเนียนของเอ็นอย่างทะนุถนอมราวกับของมีค่า ใช่ การกระทำของเขามันบงบอกอย่างนั้นก็จริง แต่ทว่า ภายใต้ใบหน้าที่กำลังยิ้มอย่างพึงพอใจของเขานั้นมันก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าความรู้สึกแท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างในของเขามันคืออะไร จนถึงตอนนี้เอ็นก็ยังไม่เคยรู้เลยว่าเขาคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ในเวลาที่ใบหน้าของเขากำลังยิ้มออกมาแบบนี้



…ผมไม่เคยรู้เลยจริงๆ




“……” ผมเอียงหน้าลงเล็กน้อยและค่อยๆขยับหน้าเข้าไปใกล้ๆเขาจนกระทั่งริมฝีปากของเราแนบชิดกัน ผมปิดตาทั้งสองข้างของผมลงช้าๆ และจึงเริ่มจูบเขาก่อนอย่างรู้งานเพียงแค่เสี้ยวนาทีเขาก็เริ่มจูบตอบผมและเปลี่ยนเป็นคนคุมเกมส์เองทั้งหมดจนผมแทบหมดแรงอ่อนระทวย เพราะจูบที่ร้อนแรงของเขามันเหมือนกับว่าผมกำลังโดนเขาสูบเอาวิญญาณออกไปจากร่างทุกครั้งเลย




“อ่า~เกินกว่าสิ่งอื่นใดนั่นคือความฉลาดของเธอล่ะ” เขาพูดชมเอ็นทันทีเมื่อได้ถอนจูบร้อนแรงดั่งยาเสพติดของเขาออกมาแล้ว รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าหล่อของเขาตอนนี้หากใครอื่นได้เห็นเข้าคงต้องมีเกิดอาการหวั่นไหวใจเต้นแรงแน่ๆ แต่ทว่า สำหรับเอ็นนั้นมันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกขนลุก เพราะทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ทีไรร่างกายของเขามันก็จะรู้สึกคล้ายว่ามีเครื่องพันธนาการมากมายที่ไม่สามารถมองเห็นคอยควบคุมทั้งตัวและจิตใจของเขาเอาไว้ให้อยู่ใต้อาณัติของอีกคนอยู่ตลอดเวลาเลย



“…” เอ็นเม้มปากคล้ายว่าอยากจะพูดอะไรแต่ก็เก็บมันเอาไว้ไม่ยอมพูดมันออกมา



“ผมมั่นใจว่าเธอสามารถคาดเดาได้ว่าจะทำอะไรต่อไป จริงมั้ย?” ร่างสูงปล่อยแขนคลายอ้อมกอดออกจากเอ็นแล้วย้ายตัวเองมายืนพิงที่ขอบโต๊ะทำงานตรงหน้าของเอ็นแทนด้วยรอยยิ้มที่เอ็นไม่สามารถปฏิเสธได้



“…” เอ็นเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อที่ส่งยิ้มอย่างนั้นมาให้ตัวเองนิ่งอย่างครุ่นคิดอยู่เกือบนาที ก่อนจะแอบถอนใจออกมาเบาๆอีกครั้ง แล้วจึงก้มหน้าลงมาที่ตำแหน่ง…ที่อยู่ตรงหน้าของเขา



ใช่แล้ว นี่คืองานต่อไปของเขาผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของหัวหน้าหน่วยจอมโหดและแสนเอาแต่ใจ…สิ่งที่เดียวเอ็นต้องทำในตอนนี้ก็คือการสนองความต้องการให้กับชายหนุ่มผู้เป็นผู้บังคับบัญชาการของเขาอย่างไร้ข้อคัดค้านทั้งสิ้น



“อย่างไรก็ดี มากกว่าสิ่งอื่นใด ความฉลาดของเธอก็ยังคงทำให้ผมประทับใจเสมอ” ร่างสูงพูดถ้อยคำนี้ออกมาด้วยความสัตย์จริงอย่างเปิดเผย ก่อนจะยื่นมือออกไปลูบไล้ที่แก้มเนียนของเอ็นอย่างนุ่มนวลก่อนจะก้มลงไปประทับจูบลงที่ข้างแก้มเนียนนั้นอย่างเป็นการให้รางวัลด้วย



“……” เอ็นสบตากับเขาอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือออกไปปลดหัวเข็มขลัด ตระขอกางเกง และลูดซิบลงช้าๆ ด้วยมือที่สั่นด้วยความประหม่า ถึงแม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรกแต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะกี่ครั้ง…เรื่องแบบนี้เขาก็ไม่เคยชินกับมันเลยสักที



ถึงแม้ว่านี่มันจะไม่ใช่ครั้งแรกของเขา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สามารถทำเรื่องอย่างนี้โดยที่จะไม่รู้สึกประหม่าได้เลยสักครั้ง หัวหน้าเลโอคุณนี่มันโหดร้ายชอบเอาแต่ใจจังเลยนะครับ เฮ้อ…



แต่ถึงอยากจะคัดค้านไม่ยอมตามใจเขายังไง สุดท้ายแล้วคนที่พ่ายแพ้ให้เกมส์นี้มันก็เป็นผมคนนี้อยู่ดี…



“อืม…เธอน่ารักจังเอ็น” ร่างสูงลูบผมนุ่มของเอ็นอย่างเอ็นดูและพึงพอใจกับการปรนเปรอของเอ็นที่ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยสักครั้ง “ผมชอบเธอนะ อ่า…แบบนนั้นแหละ อื้อ~”






เมื่อเร็วๆ นี้ กระตุ้นบางอย่างได้เกิดความผิดหวังขึ้นมาอย่างที่ผมเองก็ยังคงไม่เข้าใจ




ความรักรู้สึกอย่างไรนะ… ทำไมผมไม่รู้สึกอะไรเลย




…ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่?













#What if …ข่าวลือ



ช่วงบ่ายในวันหนึ่ง



เอ็นออกมาจากห้องทำงานได้สักพักแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เดินออกไปไหนได้แต่ยืนนิ่งพิงอยู่กับประตูห้องอยู่อย่างนั้น ด้วยสีหน้าของคนที่กำลังสับสนวุ่นวายกับความรู้สึกของตัวเอง ใช่แล้ว เขากำลังประสบกับปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกได้และมันก็ส่งผลต่อความรู้สึกข้างในของเขามากๆ เลยด้วยในตอนนี้





สวบ สวบ



“รองหัวหน้าเอ็นครับ” เสียงฝีเท้าดังเข้ามาพร้อมๆกันกับเสียงเรียกเขาจากคนในหน่วย นายทหารชั้นสูงคนนั้นก็กำลังเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางที่เร่งรีบอยู่ไม่น้อย



“พันตรีโทโอรุ มีเรื่องอะไร?” เอ็นปรับสีหน้าให้นิ่งเป็นปกติแล้วหันไปถามคนที่เข้ามาหาอย่างใจเย็น



“หนึ่งในคนของเราบอกว่าหน่วยเสริมที่ส่งไปยังเขต 4 ยังไม่กลับออกมาเลยครับ”



“เข้าใจแล้ว ผมกับอันดับ 3 สะซึมิยะ คะเซ็น จะไปตรวจสอบที่นั่นเอง” เอ็นเข้าใจถึงสถานการณ์และบอกกับพันตรีโทโอรุพร้อมทั้งรีบเร่งเดินออกไปหาอับดับ 3 ของหน่วยที่ 2 ทันทีอย่างไม่รอช้า



“เออ แล้วท่านหัวหน้าเลโอล่ะครับ?” ในระหว่างทางเดินพันตรีโทโอรุก็ตัดสินใจถามข้อสงสัยของเขาออกไปตรงๆ



“เขาพักผ่อนอยู่ในตอนนี้” เอ็นตอบคำถามตามความจริงอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไหร่นัก



“อ่า~อืม… นี่เป็นเรื่องยากมากสำหรับผมที่จะพูด แต่เขาควรจะทำอย่างนั้นในชั่วโมงงานเหรอครับ?” พันตรีโทโอรุถามออกไปอย่างกล้าตายสุดๆ



“พวกนายอยู่ข้างนอกใช่มั้ย? ผมได้ยินเสียง … มันเกี่ยวกับอะไร?” เอ็นหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงและสายตาที่ค่อนข้างกดดันไล่ต้อน จนพันตรีโทโอรุผู้กล้าถึงกับกลืนน้ำลายลงคอที่อยู่ๆก็แห้งผากและยังมีเหงื่อซึมออกมาอย่างกับก๊อกแตกอีกต่างหาก



“ความสัมพันธ์ระหว่างท่านหัวหน้าเลโอกับตัวคุณเอง มีอยู่…”



“……”



“…มีข่าวลือแปลกๆ มากมายแพร่กระจ่ายออกไปข้างนอกหน่วย ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณไม่คิดว่าอย่างน้อยคุณสองคนอาจมีความสุขุมรอบคอบในการทำงานมากกว่านี้หรือไม่?” ถึงจะกลัวและเกรงใจอีกคนอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถอดทนเก็บสิ่งที่เขาคิดมันอยู่ออกมาไม่ได้เลย แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มีเหตุผลอะไรเลยนะ ที่ต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเขาเคารพทั้งสองมากจึงไม่อยากให้มีข่าวลือไม่ดีแบบนี้แพร่ออกไป



“อ่า เหมือนไม่ทำการทำงานอะไรเลย เพราะสิ่งที่ผมทำคือการมี sex กับเขาตลอดทั้งวัน?” เอ็นหยุดเดินและหันหน้าไปพูดกับพันตรีโทโอรุถึงเรื่องที่เป็นข่าวลือพวกนั้นด้วยสีหน้านิ่งเรียบที่สามารถทำให้อีกคนรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาที่ด้านหลังราวกับว่ามีคมดาบนับพันกำลังจ่ออยู่ด้านหลังของเขาชนิดที่ว่าแค่ขยับตัวนิดเดียวก็สามารถโดนแทงทะลุได้ทันทีเลย




“……”



“หรือว่าผมอาจเป็นทาสที่เต็มใจของเขาที่คอยทำสิ่งที่เขาบอกให้ผมทำ? หรือเหตุผลที่ผมเป็นรองหัวหน้าก็เป็นเพราะผมนอนกับเขา?” เอ็นยังคงพูดเสียงเย็นอย่างไล่ต้อนเหยื่อช้าๆ



“……”



“ใช่ ส่วนที่เกี่ยวกับผมเรื่องที่มี sex กับเขาตลอดทั้งวันเป็นความจริง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ทำงานเสร็จทันเวลาไม่เคยพลาด” เอ็นพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง จนพันตรีโทโอรุไม่กล้าพูดอะไรถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก






ข่าวลือเป็นสิ่งที่น่ากลัว



‘นั่นก็เพราะว่าที่จริงแล้วมีความจริงในข่าวลือเหล่านั้นทุกเรื่อง’



ผมสงสัยว่าฮงบินอาจจะรู้…











#What if…ความรู้สึกที่ก่อตัว



หลายวันต่อมา…



“ไง เอ็น ใบหน้าของนายเนี่ยเหมือนคนป่วยดูไม่เป็นปกติอย่างคนอื่นเลยนะ” ฮงบินวิ่งเข้ามาทักเอ็นที่ตรงระเบียงทางเดินชั้นสามของหอบัญชาการหลักของหน่วยที่ 1 ซึ่งวันนี้ได้มีการประชุมของเหล่าหัวหน้าหน่วยทั้ง 16 หน่วยพิทักษ์ ซึ่งในวันนี้เอ็นต้องมาที่นี่เพื่อเข้าฟังการประชุมแทนหัวหน้าหน่วยของเขาที่ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่และไม่สามารถกลับเข้ามาทันการประชุมในครั้งนี้ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรองหัวหน้าหน่วยที่จะต้องเข้ามารับหน้าที่แทนหัวหน้าหน่วยที่มีเหตุทำให้ไม่สามารถมาได้นั่นเอง




“คนป่วย? มันฟังดูช่างโหดร้ายนะ ฮงบิน” เอ็นทำหน้าเบื่อใส่ฮงบินทันทีที่โดนล้อมาแบบนั้น



“ง่ะ…” ฮงบินเกิดอาการทำตัวไม่ถูกที่โดนเอ็นเมินหน้าใส่แม้จะรู้ว่าอีกคนก็แค่แกล้งทำก็เถอะ



“เอ๋? ร่องรอยพวกนั้นมัน… ดูเหมือนว่าฮงบินเองก็ได้รับบาดเจ็บมากกว่าปกตินะวันนี้” เอ็นมองแผลและรอยซ้ำบนใบหน้าหล่อของฮงบินด้วยแววตาที่เป็นห่วงอย่างชัดเจน “ฮงบินออกไปปฏิบัติภารกิจภาคสนามมาอีกแล้วสินะ”



“อื้อ ก็อย่างนั้นแหละ หน่วยของฉันเองก็ต้องออกภาคสนามบ่อยเหมือนกันนะ ก็นะ…เหล่ารีเปอร์ในวันนี้ พวกเขาไม่สามารถที่จะใช้ทางลัดได้เหมือนที่เคยทำ” ฮงบินเล่าเรื่องต่างๆที่เขาได้เจอมาให้เอ็นฟังอย่างสนุกสนานตามประสาเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยจะได้พบหน้ากันบ่อยๆนักเพราะทั้งงานและหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคน





ตึง ตึง ตึง (เสียงฝีเท้าที่วิ่งดังเข้ามา)



“คุณฮงบินครับ!!!!!!” เด็กหนุ่มจากสังกัดหน่วยที่ 5 เดียวกันกับฮงบินวิ่งตรงเข้ามาหาฮงบินด้วยความร้อนรน “ผมตามหาคุณไปทั่ว! คุณอยู่ไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ยครับ?!”



“หืม?” ฮงบินทำหน้าซื่อเหมือนคนที่ไม่รู้อะไรทั้งนั้น



“คุณไม่รู้หรือว่าหากคุณมาอยู่ที่นี่ งานทั้งหมดที่หน่วยมันจะดำเนินไม่ได้น่ะ?!”



“เซ็น นายหมายความว่าไง?!”



“หึ…” เอ็นปิดปากแอบขำตลกที่เห็นฮงบินโดนเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าวิ่งเข้าบ่นเขาเหมือนเป็นเด็กที่หนีแม่มาเที่ยว



“อะไรครับเอ็น?” ฮงบินถามเสียงห้วนออกแนวหาเรื่องหน่อยๆ กลบเกลื่อนความอับอายที่ตัวเองโดนเด็กหนุ่มในสังกัดมาบ่นเรื่องที่หนีงานมาเที่ยวเล่นครั้งนี้



“เปล่า แค่คิดว่าฮงบินช่างเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่นิยมจริงๆนะ” เอ็นพูดชมจากใจ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ฮงบินก็มักจะเป็นที่จับตามองของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะความสามารถและผลงานมากมายที่ใครๆต่างก็ชื่นชมและคาดหวังในตัวของเขา และนั่นมันก็ต่างจากเอ็นที่ตอนนี้…



“ไม่ใช่สักหน่อย” ฮงบินรีบปฏิเสธทันที



“โอยะ?! รองหัวหน้าเอ็น ผมขอขอบคุณที่คุณทำงานหนักนะครับ” เซ็นที่พึ่งสังเกตเห็นว่าเอ็นก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยก็เลยรีบโค้งเคารพให้ทันที



“อื้ม ขอบใจ” เอ็นตอบรับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย



“อ่า นี่มันก็นานมากแล้วละนะ จากที่เราได้พูดคุยกัน ดูสิ เขากำลังรออยู่นะ” เอ็นหันหน้าไปทางเซ็นที่ยืนรอฮงบินอยู่อย่างไม่เป็นสุข



“อื้อ” ฮงบินพยักหน้าเข้าใจ และเดินเข้าไปหาเซ็นเพื่อจะได้พากันกลับไปที่หน่วยของพวกเขา แต่ก่อนจะไปฮงบินก็ได้หันกลับมาพูดกับเอ็นอีกครั้งว่า “อ๋อ ใช่ เจอกันครั้งหน้าเราไปดื่มด้วยกันนะ”



“แน่นอน” เอ็นรับปากและโบกมือลาฮงบิน



“ตามมาสิ เซ็น ไปได้แล้ว” ฮงบินโบกมือลาเอ็นแล้วจึงหันไปบอกเซ็นที่รีบหันไปโค้งลาให้เอ็นก่อนจะไปอีกครั้ง



เอ็นยังคงยืนมองฮงบินที่ค่อยๆห่างไกลออกไปเรื่อยๆอยู่ตรงนั้น โดยไม่ขยับไปไหนจนกระทั้งแผ่นหลังกว้างที่แข็งแกร่งและดูอบอุ่นของฮงบินได้หายไปจากสายตาของเขา ความสงสัยข้อหนึ่งก็ได้เกิดขึ้นมาในหัวของเขาว่า




‘ฮงบินเนี่ย…ผู้คนเชื่อใจเขาจริงๆ มั้ยนะ?’



.


.


.




เย็นวันหนึ่งที่ห้องเลาน์จของหน่วยที่ 2



‘เฮ้อ~ช่วงนี้รู้สึกเบื่ออาหารยังไงไม่รู้’ เอ็นลงมานั่งดื่มคนเดียวที่เลาน์จตรงมุมเงียบๆ ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเขานัก



เฮ้อ…เขาถอนหายใจออกมาอยู่หลายครั้งตั้งแต่ที่เข้ามา จนกระทั่งมีเสียงบทสนทนาของพวกทหารระดับกลางกลุ่มหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ เรียกความสนใจ จนทำเอ็นที่นั่งท้าวค้างทำหน้าเบื่ออยู่หันไปมองดูคนที่ยืนพูดอยู่กลางกลุ่มคนพวกนั้นอย่างสังเกตุการณ์ไปก่อนเงียบๆ




“ฉันสนใจเพศเกย์มากเลย มันทำงานยังไงเหรอ?” นายทหารคนกล้าของกลุ่มพูดมันขึ้นอย่างนึกสนุก



“นายหมายถึงตอนที่หัวหน้าเลโอกับรองหัวหน้าเอ็นอยู่ด้วยกัน?” นายทหารในกลุ่มนั้นอีกคนถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ



“พระเจ้า ฉันน่ะสงสัยว่ารองหัวหน้าเอ็นจะให้ฉันทำเขาสักครั้ง” นายทหารคนกล้าพูดด้วยน้ำเสียงที่บงบอกว่าเขาต้องการอย่างลองอย่างเรียนรู้มันอย่างแท้จริง



“แน่นอน”



“เฮือก?!”



เสียงพูดที่นิ่งเย็นของเอ็นคำนั้นมันช่างเป็นเหมือนกับดาบที่สามารถฟาดฟันทุกอย่างในนี้ให้ขาดสะบั้นลงในคราเดียวได้เลย



“นายเป็นเกย์เหรอ?” เอ็นยังคงทำใจเย็นนั่งท้าวค้างถามคู่กรณีอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาที่แสนเย็นยะเยือกอย่างค่อยๆต้อนเหยื่อที่เขาเตรียมจะเชือดเหล่านั้นอย่างเลือดเย็น “การเป็นเกย์นั้นค่อนข้างธรรมดานะ”



“รองหัวหน้าเอ็น?!” เหล่านายทหารปากกล้าพวกนั้นต่างพากันะสะดุ้งอุทานชื่อของเอ็นออกมาด้วยความตระหนกตกใจ ที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดความบังเอิญอะไรขึ้นในที่แบบนี้ ก็ปกติแล้วรองหัวหน้าเอ็นน่ะไม่ใช่บุคคลที่จะลงมาปรากฏตัวอยู่ในที่แบบนี้ง่ายๆ ได้เลยน่ะสิ และหากจะมาก็คงไม่ได้ลงมาคนเดียวแบบนี้อีกด้วย แบบว่ายังไงอย่างน้อยๆก็ต้องมีอันดับ 3 สะซึมิยะ คะเซ็น ตามมาด้วยล่ะหนึ่ง




“นายไม่ต้องแปลกใจอะไรขนาดนั้นหรอก” เอ็นพูดและลุกขึ้นเดินเข้าไปหาชายกลุ่มนั้นช้าๆพร้อมกับปล่อยจิตสังหารออกไปข่มขวัญพวกเขาด้วย “ผมคิดว่านายจงใจพูดเสียงดังนะ ดังนั้นผมเลยได้ยิน”




หมับ




เอ็นกระชากคอเสื้อนายทหารปากกล้าคนนั้นเข้ามาจ้องหน้ากันใกล้ๆ




“กึก!”



“หึ แต่ผมเห็นนะ…นายน่ะมันขี้ขลาด ไม่มีความกล้าหาญเลยสักนิด” เอ็นพูดเสียงสมเพช



“ถึงอย่างนั้น ถ้าผมทำ…ผมจะสามารถขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงเช่นคุณได้ไหมนะ?” นายทหารปากกล้าถึงจะกลัวแต่ก็ยังย้อนถามเอ็นอย่างล้อเลียนและท้าทายอยู่ดี เพราะเขาคิดว่ายังไงคนที่เป็นข่าวลือแบบเอ็นก็คงไม่กล้าทำอะไรเขาต่อหน้าคนมากมายในนี้แน่



“……” เอ็นหันมองไปทางอื่นอย่างข่มอารมณ์เดือดดาลเหมือนตัวเองกำลังลุกเป็นไฟให้สงบลงก่อนจะหันกลับมาหานายทหารปากกล้าคนนี้ที่เขายังคงกำคอเสื้ออยู่ด้วยแววตาที่นิ่งลึกดูน่ากลัวกว่าเดิม



และในวินาทีต่อมาเขาก็ได้ลงมือทำเรื่องที่ทุกคนไม่อยากเชื่อว่าเขาจะทำมันออกไป




ผวั่ะ!!!




เอ็นต่อยหมัดใส่หน้าของนายทหารปากกล้าคนนั้นเข้าอย่างเต็มแรง แรงจนร่างของนายทหารปากกล้าคนนั้นหลุดกระเด่นไปนอนหงายท้องอยู่ที่พื้น ทามกลางสายตาตื่นตะลึงนับสิบของคนที่อยู่ในเหตุการณ์



เอ็นยืนมองคนที่ตัวเองต่อยไปด้วยแววตาที่นิ่งและเย็นยะเยือก จนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็พากันเขยิบถอยออกไปคนละก้าวด้วยความรู้สึกกลัว





“ผมสงสัยว่านายเป็นคนเดียวในหน่วยที่ 2 นี่รึเปล่า?” เอ็นพูดขึ้นมาอย่างนั้นและกวาดสายตามองออกไปดูทีละคนจนทั่ว และจึงประกาศขึ้นมาอย่างชัดเจนว่า “ถ้าไม่พอใจก็ไปเจอผมที่โรมยิมได้เลย ไม่เกี่ยงหรอกนะว่าจะมาคนเดียว มาเป็นคู่ หรือว่ามาเป็นกลุ่ม ผมก็พร้อมที่จะฝึกโหดภาคสนามให้พวกนายได้ทุกเมื่อ”



“…?!” ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เพียงแต่นายทหารปากกล้าที่โดนเอ็นต่อยไปแล้วเท่านั้นที่ถูกหมายหัว เพราะทุกคนที่ยืนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในวันนี้ก็ต่างเป็นเหมือนจำเลยผู้ร่วมชะตากรรมของนายทหารปากกล้าคนนั้นไปแล้วทั้งหมด



อย่างแน่นอนเลยว่าคำพูดของเอ็นนั้นมันยิ่งกว่าคำสั่งให้ไปออกรบโดยไร้อาวุธเสียอีก เพราะงั้นพวกเขาที่ต่างเคยแอบนินทาพูดจาว่าร้าย วิพากษ์ วิจารณ์เอ็นในทางลบมาตลอดจนถึงตอนนี้ พวกเขาเหล่านั้นก็ต่างพากันเริ่มคิดสำนึกรู้ถึงความน่ากลัวของเอ็น ที่ปกติดูไม่มีอะไรแต่พอเวลาของขึ้นแล้วโคตรน่ากลัว ซึ่งพวกเขาทั้งหมดได้รู้ซึ้งกันอย่างแท้จริงแล้วว่าจิตสังหารของเอ็นนั่นมันของจริงที่ไม่ควรเข้าท้าทายเด็ดขาด และเหตุการณ์ในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาทุกคนจะต้องจดจำและฝั่งใจกันจนวันสุดท้ายแน่นอน



เอ็นสะบัดมือข้างที่ใช้ต่อยหน้านายทหารปากกล้าคนนั้นลงก่อนจะพูดทิ้งท้ายก่อนออกไปด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเย็นยะเยือกว่า



“ขยะไร้ค่า!”










#What if …คำถาม



กลางดึกของคืนนั้น ที่ห้องพักส่วนตัวหัวหน้าหน่วยที่ 2



“Ahhhh” เสียงร้องครางต่ำด้วยอารมณ์ที่กำลังสุขสมมัวเมาของชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังช่วยกันเติ่มเต็มความต้องการ…ให้กันละกันอยู่บนเตียงกว้างที่ในตอนนี้สภาพมันดูเละเทะข้าวของบนเตียงกระจัดกระจายไปทั่วเพราะกิจกรรมแสนเร้าร้อนของพวกเขา ที่เริ่มเล่นเกมส์รักกันมาได้เกือบสองชั่วโมงแล้วแต่พายุแห่งความรักที่ร้อนแรงของพวกเขายังคงโหมกระหน่ำใส่กันไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้ง่ายๆเลยสักนิด



“เลโอ-ไทโช” เอ็นที่ตอนนี้ขึ้นนั่งแอนกายทับอยู่ข้างบนลำตัวของเลโอถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มีความหวั่นกลัวซ่อนอยู่อย่างไม่สามารถเก็บซ่อนเอาไว้จนมิดได้



“หือ?” เลโอสอดมือข้างหนึ่งขึ้นไปลองศรีษะตัวเองแทนหมอนและเหลือบตาขึ้นไปมองนัยน์ตากลมสวยสีอ่อนที่กำลังลอกแลกไปมาของเอ็นโดยมืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็ค่อยๆเลื้อยลงไปลูบบนต้นขาอ่อนที่มีผิวกายที่เนียนลื่นมือของเอ็นเล่นอย่างใจเย็น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะยอมปล่อยให้กิจกรรมที่เร้าร้อนของคืนนี้จบลงเพียงแค่หรอกนะ



ไม่ได้หรอกแค่นี้มันน้อยไป…เขาน่ะยังกินไม่อิ่มเลยสักนิด แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าดอกไม้หอมของเขามีความตั้งใจอยากจะพูดคุยกับเขาขนาดนี้ เขาก็จะใจร้ายกับดอกไม้หอมดอกนี้ของเขาไปได้ยังไงล่ะ หึ อยากรู้แล้วสิว่าอะไรกันที่เข้ามากวนใจดอกไม้หอมของเขาจนทำใบหน้าสวยตึงเครียดได้แม้ในยามที่อยู่ในสนามรักกับเขาได้ขนาดนี้ …แอบไม่ชอบใจขึ้นมาอยู่นิดๆละนะ




“เออ ถ้าผมจะนอนกับผู้ชายคนอื่นอีก…คุณจะคิดอย่างไร?” เอ็นร่วมความกล้าทั้งหมดที่มีเอ่ยถามเลโอออกไปโดยที่ไม่กล้าสบตาตรงๆ เพราะลึกๆ ในใจของเขานั้นมันทั้งสับสนและรู้สึกกลัว ทั้งคาดหวังและวุ่นวาย จนเริ่มคิดขึ้นมาแล้วละว่ามันดีแน่หรือเนี่ยที่ถามเรื่องแบบนี้กับเขา?



“……” เลโอนิ่งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำถามที่คาดไม่ถึงของเอ็น ก่อนมุมปากของเขาจะกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย และจึงตอบคำถามของเอ็นว่า “ผมจะไม่คิดอะไร แต่…”



“?!” ตึกตัก เสียงหัวใจของเอ็นเต้นแรงขึ้นอย่างลุ้นระทึกกับสิ่งต่อไปที่เลโอจะพูดด้วยความคาดหวังและกลัวที่ไม่สามารถแยกมันออกจากกันได้



“…มีคนอื่นที่ชอบงั้นเหรอ?” แม้ว่าบนใบหน้าของเลโอจะยังคงมีรอยยิ้มอยู่ไม่จาง แต่ทว่าน้ำเสียงของเลโอกลับฟังดูเย็นชาขึ้นมากว่าปกติ จนเอ็นรู้สึกชาวาบขึ้นมาในใจ




หมับ




“Ahhh” เอ็นเผลอหลุดเสียงครางหวิวออกมาอย่างไม่อาจจะห้ามตัวเองได้ เพราะเลโอเริ่มขยับตัวและกดสะโพกของเอ็นบดลงกับใจกลางลำตัวของเขาอีกรอบอย่างเหมือนจงใจกลั่นแกล้งหรืออาจจะลงโทษเอ็นที่จู่ๆก็ถามเรื่องอย่างนั้นออกมาตอนที่พวกเขากำลังเล่นเกมส์รักกันอยู่ก็เป็นได้



เอ็นพยายามยันมือค้ำร่างตัวเองเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปทับเลโอหมดทั้งตัว แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะต่อต้านแรงปลุกเร้าจากเลโอที่มันช่างร้อนแรงจนแทบจะหลอมละลายไปหมดทั้งตัว…ไม่มีทางที่เขาจะสามารถชนะเกมส์รักของผู้ชายคนนี้ได้เลยสักครั้ง



“Ahhh …เปล่า…” เอ็นพยายามพูดและอยากอธิบายกับเลโอใหม่อีกครั้ง ทั้งๆที่มันก็ไม่จำเป็นเลย แต่ว่า… “ไม่ใช่…แต่…”



“แต่?” เลโอยังคงช่วยเอ็นให้ขยับสะโพกขึ้นลงในท่านั้นอย่างจงใจแกล้งไม่ยอมปล่อยให้เอ็นได้หยุดพักหรือคัดค้านความต้องการของตัวเองแม้สักนิด



“อื้ออ อ่า…ผมแค่คิดว่าผมอาจจะชอบ” เอ็นพูดประโยคนี้ในตอนที่เขาขยับใบหน้าลงไปหาเลโอในระยะใกล้ชิดเพียงช่วงลมหายใจด้วยแววตาที่ท้อประกายแสงบางอย่างเล็กๆ



“……หึ” เลโอหลับตาลงและกดยิ้มอย่างใจเย็นให้กับสิ่งที่เอ็นพูดและแสดงมันออกมา




หมับ




“Ahhhnnn” เลโอแทงลึกเข้าไปตรงจุดนั้นของเอ็นจนกรีดร้องออกมาด้วยความเสียวซ่านที่มันยากเกินจะกักเก็บเสียงแผดร้องใดๆได้ในจุดนี้




จากนั้นเลโอก็ดึงเอ็นให้ก้มลงมารับจูบที่แสนดูดดื่มและร้อนแรงจากเขา เอ็นเองก็รู้งานและว่าง่ายไม่คัดค้านยอมทำตามทุกอย่างที่เลโอต้องการโดยไม่มีการบ่ายเบี่ยงใดๆ ถึงแม้ว่าบทสนทนาของเขาจะเหมือนถูกเมินไปบ้างก็เถอะ 


สำหรับเลโอที่มีปกติเป็นคนอ่านความคิดยากและไม่มีใครเดาความคิดของเขาได้เลยสักคน แม้ว่าเลโอจะไม่ได้ปิดกั้นตัวเองจากคนอื่นแต่ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคนที่เข้าหาได้ง่ายเสียเมื่อไหร่ ก็เขาน่ะเป็นคนที่คิดอะไรอยู่ก็ไม่เคยพูดไม่เคยแสดงมันออกมาเลยนะสิ



ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้ว่าเลโอจะทำดีกับเอ็นพิเศษกว่าใครและยังเป็นคนเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งก่อนก็จริง แต่ทว่า ถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าหัวหน้าหน่วยกับรองหัวหน้าหน่วยไปมากขนาดนี้แล้วก็ตาม แต่หากจะถามถึงสถานะอะไรที่ชัดเจนนั้นมันก็ยังมืดมนไร้คำตอบ และนี่มันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เอ็นกลุ้มใจคิดมากและสับสนอยู่ในช่วงนี้ด้วย



“เธอไม่ชอบผู้หญิงเหรอ? เธอไม่เคยพูดว่าเธอชอบผู้หญิงเท่านั้นหรอกหรือ?” เลโอถามขึ้นมาหลังช๊อตเกมส์รักเมื่อครู่ได้จบลง “แล้วสาวน้อยคนนั้นที่อยู่ในสังกัดหน่วยที่ 8 นั่นล่ะไม่ดีเหรอ?”



“เปล่า นั่นไม่ใช่ มันเป็นแค่นั้น…” เอ็นอยากบอกเลโอว่าเขาไม่เคยรู้สึกแบบนั้นกับเธอ



“หืม อ่า ผมไม่พอที่จะตอบสนองให้เธอถึงใจงั้นหรือ?” ถ้อยคำและน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนแอบตัดพ้อน้อยใจและนัยน์ตาคู่คมสีรัตติกาลของเลโอที่ในยามนี้มันดูจริงจังต่างออกไปจากปกติ จนทำให้เอ็นเผลอกัดริมฝีปากล่างแน่นอย่างคนที่กำลังประหม่าทำตัวไม่ถูกเพราะความรู้สึกผิดบางอย่างมันเกิดขึ้นมาในใจของเขาเมื่อยามที่ได้สบตากับเลโอ อ่า ทำไมมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ละเนี่ย?



“เปล่า มันเพียงแค่ผม…” อยากพูดอยากอธิบายออกไปให้ได้มากกว่านี้ แต่คำพูดเหล่ามันก็ยากเกินจะเรียบเรียงออกมาได้จริงๆ




ในตอนนั้น ผมแค่สงสัยว่า sex ไม่ว่าใครจะเป็นคนคู่ของผมก็ตาม




“เธอพูดว่าอะไรนะ?” เลโอขยับเข้าไปถามใกล้ๆ ก่อนจะเริ่มเกมส์รักใหม่อีกรอบเมื่อเห็นว่าเอ็นได้ทิ้งคำพูดมากมายไปแล้ว และคงไม่จำเป็นจะต้องพูดเรื่องที่ต่างคนต่างก็รู้กันดีนี่อีกแล้วล่ะ …มันช่างเปล่าประโยชน์เหลือเกินในเมื่อเธอคือ ดอกไม้ของผม



…มีบางอย่างขาดหายไปในความรู้สึกของเขา











#What if …ดอกไม้ต้องห้าม



ช่วงเวลาค่อนบ่ายในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสของฤดูใบไม้ร่วง ที่สวนไม้ด้านหลังโรงยิมเก่าของหน่วยที่ 2 เอ็นเดินออกมาคนเดียวเงียบๆ



“เอ็น” เสียงเรียกดังแว่วผ่านสายลมมาจากที่ไหนสักแห่งภายในบริเวณนั้น



ควับ-ควับ เอ็นหยุดเดินและรีบหันหน้าหันหลังมองทางซ้าย-ขวาอย่างตามหาต้นเสียงที่เรียกเขาเมื่อครู่ แต่ทว่า พอมองหาไปจนทั่วแล้วก็ไม่เห็นจะว่ามีใครสักคนอยู่แถวนี้เลยสักคน หูแว่วเหรอ?



“เฮ้! อยู่บนนี้!” ฮงบินที่นั่งพิงหลังอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่บนต้นไม้สูงและเอี่ยวหน้าลงไปโบกมือให้เอ็นได้เห็นว่าตัวเองอยู่บนนี้ไง



“……” เอ็นเงยหน้าขึ้นมองฮงบินที่นั่งยิ้มตาหยีอยู่บนต้นไม้สูงแบบนี้ พอเห็นแล้วเอ็นก็ชักสีหน้าลำบากใจออกมาทันที เฮ้อ คงไม่คิดจะให้เขาปีนต้นไม้ตามขึ้นไปด้วยหรอกนะ



“แล้วเครื่องดื่มล่ะ?” ฮงบินถามพร้อมทั้งยกขวดไวน์ชั้นเยี่ยมราคาแพงที่เขาได้มาโชว์ให้เอ็นเห็นอย่างบอกเป็นนัยว่าวันนี้แหละเขาจะดื่มมัน



“นายกำลังทำอะไร? นี่ยังอยู่ในเวลางานนะ และไอ้นั่นน่ะดูจะสิ้นเปลือง (ไวน์) คุณเป็นตัวอย่างรองหัวหน้าแบบไหนกันเนี่ย?” เอ็นพูดบ่นตักเตือนฮงบินไปตามประสาอย่างไม่ได้จริงจังอะไรนัก และถึงจะจริงจังฮงบินก็คงไม่สนใจคำพูดของเขาอยู่ดี “นี่ โดดงานเหรอ?!”



“ไม่ต้องตกใจหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ฮงบินก็ยังคงหัวเราะหน้าระรื่นตามประสาของเขาอย่างคนที่ไม่เคยทุกข์ร้อนอะไร



“ไม่ดีเลยนะ……เฮ้อ” ผมเดาว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามเปลี่ยนใจเขา คิดอย่างนั้นแล้วเอ็นจึงค่อยๆ ขยับตัวปีนต้นไม้ขึ้นไปหาฮงบินที่นั่งรออยู่ข้างบนแทน



.



.



.



“ยังมีอีกนะ” ฮงบินยื่นขวดไวน์ไปให้เอ็นดื่มอีกรอบ



“ไม่ ผมเป็นคนสะเพร่า(พวกคออ่อนดื่มไม่เก่ง) ผมดื่มทั้งหมดไม่ได้หรอก” เอ็นพยายามบอกปฏิเสธฮงบินเพราะว่าตัวเองในตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกมึนๆ หัวขึ้นมาบ้างแล้ว



“ไม่ต้องห่วง! แค่เฝ้าไข้นิดหน่อยเองไม่มีปัญหาหรอกน่า!” ฮงบินผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องการดื่มว่าไม่เคยแพ้ใครก็คะยั้นคะยอให้เอ็นดื่มเป็นเพื่อนกับเขาต่อแบบไม่ต้องไปห่วงไปกังวลอะไรทั้งเพราะว่ามีเขาคนนี้อยู่ด้วยทั้งคนไม่มีปัญหาแน่นอน



“มั่นใจได้อย่างไร?” เอ็นมองหน้าคนชวนอย่างไม่มั่นใจแต่มือก็ยื่นออกไปรับขวดไวน์จากเขาขึ้นดื่มต่ออย่างขัดแย้งกับคำพูดและความคิดของตัวเอง จนทำให้ฮงบินนั่งคอยมองดูอยู่ตลอดเวลาถึงกับหลุดขำออกมาอย่างนึกเอ็นดู



“มันคงจะดีนะถ้าได้ดื่มกันจิสึรุด้วย” อยู่ๆเอ็นก็นึกถึงเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนนายร้อยอีกคนอย่างจิสึรุขึ้นมา เพราะพวกเขาทั้งสามคนเคยเรียนอยู่คลาสเดียวกันต้อนอยู่ในโรงเรียนนายร้อยภาคพิเศษ และตอนนั้นเองที่ฮงบินเริ่มจับคู่ให้เอ็นกับจิสึรุเพราะทั้งคู่ดูเข้ากันได้ดี จนฮงบินเข้าใจไปเองคนเดียวว่าเอ็นชอบนั้นแอบเธอ



“……” ฮงบินได้ยินเอ็นพูดถึงเธอออกมาแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองเอ็นอย่างต้องการหาสิ่งที่เอ็นเก็บซ่อนมันเอาไว้ข้างใน แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมองดูลึกเข้าไปแค่ไหนมันก็ไม่คำตอบอะไรอย่างที่เขาต้องการเลย เพราะงั้นฮงบินจึงเลือกถามมันตรงๆกับเอ็นเลยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนายสองคนเป็นอย่างไรบ้าง?”



“ก็ไม่ได้อะไรทั้งนั้นแหละ”



“อะไรนะ?”



“ผมไม่รู้…เมื่อเร็วๆ นี้ผมไม่รู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร…” เอ็นค่อยๆ พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาด้วยความรู้สึกสับสน และเพราะอยากดับความสับสนนี้เขาจึงได้ยกขวดไวน์ขึ้นกระดกดื่มเข้าไปอย่างหนัก ด้วยหวังว่ามันอาจจะช่วยลบล้างความสับสนที่มีอยู่ในใจนี้ให้หายไปได้บ้าง



“อ้าว เฮ้! เฮ้! นายไม่ได้พูดว่านายเป็นคนสะเพร่า (คออ่อน) เหรอน่ะเฮ้ย?!!” ฮงบินเมื่อเห็นท่าไม่ดีก็รีบร้องห้ามและรีบแย่งเอาขวดไวน์มาถือไว้เองทันที เฮ้ยๆ แบบนี้ชักเริ่มสงหรณ์ใจไม่ดีแล้วสิ



“ผม……”



“เอ็น?”



“บางทีผมแค่เหนื่อย…แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่กับตัวเอง” แค่เพียงนึกถึงสิ่งที่มันอัดอั้นอยู่ในใจตอนนี้เอ็นก็อ่อนแอจนเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มันอาจจะเป็นเพราะเริ่มเมาไวน์ขวดนั้นด้วยก็ได้ที่ทำให้เอ็นปล่อยด้านที่อ่อนแอออกมาตรงๆ แบบไม่นึกอายเช่นนี้



“เฮ้ๆ นี่นายเป็นประเภทที่เมาแล้วอ่อนไหวง่ายงั้นเหรอ?” ฮงบินเหงื่อตกและเริ่มเครียดทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเมื่อได้เห็นเอ็นในโหมดอ่อนไหวง่ายแบบนี้ เป็นเพื่อนกันมาตั้งเกือบจะสิบปีก็พึ่งจะเคยเห็นเอ็นเมาจนร้องไห้แบบนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ เฮ้อ แบบนี้มันงานเข้าชัดๆ



“ฮึก ฮึก มันดูไม่ได้เป็นลูกผู้ชายมากนักหรอกที่จะร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างนั้น” เอ็นพูดออกมาทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่สามารถหยุดน้ำตาความเศร้าและเสียงสะอื้นได้



“นี่ แต่นายก็ไม่สามารถไปไหนได้ด้วยใบหน้าแบบนั้นหรอกนะ อย่าทำตัวเป็นผู้หญิงแบบนี้สิ โธ่~” ฮงบินพูดเสียงอ่อนอย่างไร้หนทางแก้ เพราะไม่ว่าจะคิดในมุมไหนสุดท้ายต้นเหตุของเรื่องนี้มันก็เริ่มจากเขาที่เป็นคนชักชวนให้เอ็นดื่มไวน์ด้วยกันทั้งๆที่เอ็นก็ปฏิเสธเขาชัดเจนแบบนั้นก่อนแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายความช่างตื้อของเขาก็ชนะจนทำให้เอ็นกลายเป็นเพื่อนดื่มกับเขาสมใจ…จนเมาเละแบบนี้ เฮ้อ



“ผมเป็นผู้หญิงหรอก?” เอ็นถามขึ้น



“……?” อะไรอีกละน้ำเสียงฟังดูตัดพ้อน้อยใจระดับเอนั่นน่ะมันอะไรวะครับ?



“เลโอ-ไทโชเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ?” เอ็นยังคงพูดจาฟังไม่รู้เรื่องออกมาเรื่อยๆ



“อะไรนะ…?!” ฮงบินพยายามหันไปตั้งใจฟังใหม่อีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ฟังออะไรเพี้ยนไปอย่างนั้นหรอกนะ เพราะเหมือนว่าเมื่อตระกี้เขาจะได้ยินเอ็นพูดถึงหัวหน้าหน่วยที่ 2 ออกมาแว่วๆอยู่น่ะนะ เอ๋…?



“น่ารังเกียจใช่ไหม? ฮึก …ยิ่งกว่านั้นเพราะผมเป็นชาย” ไม่ผิดแน่ลักษณะการพูดและแววตาแบบนี้มันชัดเจนเลยว่า ตอนนี้เอ็นกำลังตัดพ้อน้อยใจตัวเองอยู่อย่างแน่นอน



“นั่น…มันไม่เลวร้ายหรืออะไรนักหรอก ก็แค่หยุดดื่มซะ” ฮงบินพยายามคิดในแง่ดีเอาไว้ว่าที่เอ็นพูดจาแปลกๆ ออกมาแบบนี้มันต้องเป็นเพราะไวน์ที่เอ็นดื่มเข้าไปมากเกินไปแน่ๆ เฮ้อ อะไรของเขากันนะทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองดื่มมากไม่ได้ ก็ยังดื้อดื่มไม่หยุดอีก เฮ้อ…ช่างทำตัวให้เป็นห่วงจริงๆเลยนะ



“ฮงบินเป็นคนดีจัง” อยู่ๆเอ็นก็เปลี่ยนโหมดกลับมายิ้มสดใสให้ฮงบิน จนคนที่โดนชมหน้าเหวอหูแดงไปเลย



“ไม่ได้เป็นคนดีสักหน่อย” ฮงบินก้มหน้ายกมือข้างที่ว่างขึ้นมาเกาแก้มแก้เขินด้วย เอ๊ะ? แล้วทำไมผมต้องรู้สึกเขินด้วยละเนี่ย?



“ไม่หรอก ผมรู้ว่านายเป็น” ก็สำหรับผมนะ ฮงบินเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างและให้ความอบอุ่นแก่ใจผมอยู่บนฟากฟ้าไกล…ที่ไม่วันเอื้อมมือไปถึง



“……” อยู่ๆฮงบินรู้สึกเหมือนกับตกอยู่ในภวังค์เพราะรอยยิ้มและแววตาที่แสนหวานของเอ็นที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย



“มันไม่เหมือนกับความคิดของผู้ชายที่มี sex กับผู้ชายคนอื่น ไม่ใช่ความคิดที่น่ารังเกียจในตัวเอง” และห้วงภวังค์ของฮงบินก็ถูกความเศร้าของเอ็นทำลายลง



“……” ฮงบินสัมผัสถึงความเศร้าในใจของเอ็นได้อย่างดีในเวลานี้



“ผมสามารถพูดมันได้ เพราะผมบอกตัวเองว่ามันไม่สำคัญ” เอ็นยังคงพูดมันออกมาอย่างไม่สามารถกักเก็บมันเอาไว้ได้เหมือนที่อยู่ในยามปกติ



“เอ๊ะ? เอ๋—?!!!” ฮงบินพยายามจับใจความสิ่งที่เอ็นพูดว่ามันคืออะไร แต่ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้ประมวลสรุปอะไรเขาก็โดนเอ็นดึงตัวเข้าไปหาเสียก่อน




หมับ วืบ!




จ๊วบ……



ฮงบินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนเอ็นดึงคอเสื้อเข้าไปรับจูบร้อนแรงเข้าอย่างจัง ฮงบินตกใจเหวอไปเลยกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจนทำร่างกายของเขานิ่งแข็งราวกับโดนสาปให้เป็นหิน แต่ว่าเพียงแค่ครู่เดียวต่อจากนั้นเขาก็เริ่มคล้อยตามรสจูบที่หวานแต่เร้าร้อนของเอ็นอย่างไม่สามารถปฏิเสธและต้านทานได้…รสสัมผัสแบบนี้อะไรกัน? มันแปลกในตอนนี้แรกแต่เพียงสักพักมันก็กลายเป็นความรู้สึกที่เหมือนโดนบางอย่างเข้ามามอมเมาที่ให้ชวนติดใจซะอย่างนั้น



“มันแย่มากเลยสินะ” เอ็นยิ้มเศร้าและเอ่ยถามฮงบินหลังที่ถอนจูบออกมาแล้ว



“คนงี่เง่า นั่นมันเพราะนายกำลังเมา และ…” ฮงบินยกมือขึ้นมาปิดปากไว้ด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋เพราะสัมผัสและภาพที่พวกเขาจูบกันเมื่อครู่มันยังวนเวียนชัดเจนอยู่ในหัวเขาไม่จางหายเลยสักนิด



หมับ



เอ็นจับมือที่ฮงบินยกขึ้นมาปิดปากตัวเองออกช้าๆ ด้วยสายตาที่ฮงบินเห็นแล้วไม่กล้าขัดขืนคันค้าน



“……อึก” ฮงบินกลืนก้อนน้ำลายเหนียวลงคออย่างรู้สึกทั้งกลัวทั้งประหม่าและตื่นเต้นจนจับความรู้สึกจริงๆของตัวเองไม่ถูก เมื่อเอ็นยื่นใบหน้าสวยเข้ามาใกล้กันอีกรอบ



แปะ



เอ็นทาบมือข้างที่ว่างไว้ที่ข้างแก้มที่มันขึ้นแดงของฮงบินเพื่อต้องการปรับองศาใหม่ให้กับฮงบินเล็กน้อยก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ๆ



อีกแล้วเหรอ! ฮงบินหลับตาปี๋ลงทันทีที่รู้ว่าเอ็นจะทำอะไรต่อจากนี้



จูบครั้งนี้มันให้ความรู้ที่นุ่มนวลชวนให้หัวใจเต้นแรง แบบแรงจนฮงบินคิดว่ามันแทบหลุดออกมาข้างนอกได้เลย



…อะไรกันความรู้สึกแบบนี้?



“ฮ่า ฮ่า ดูสิ ผมบอกคุณแล้วว่ามันแย่มาก …ขอโทษนะ” เอ็นหัวเราะออกมาอย่างนึกสมเพชตัวที่ทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้ โดยที่ไม่ถามความรู้สึกของฮงบินเลยว่าต้องการให้ตัวเองทำแบบนี้ด้วยรึเปล่าสักคำ



“………” ฮงบินยังคงตกอยู่ในความสับสนและความรู้สึกบางอย่างที่เหมือนว่ามันจะก่อตัวขึ้นมาในตัวเขาโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะความรู้สึกเหล่านั้นฮงบินจึงได้แต่นิ่งค้างอยู่ท่านั้น เอ็นก็เลยคิดไปเองว่าคงทำเรื่องที่แย่มากๆลงไปกับฮงบินจริงๆ



“พอคิดว่าผมมันน่ารังเกียจมากแค่ไหน ผมก็อยากตายแล้ว” เอ็นร้องไห้ออกมาอีกรอบ



“เอ็น…”



“ฮึก ฮึก”



“เอ็น …!! อะไร นี่……?!!” ฮงบินผงักถอยออกห่างด้วยสัญชาตญาณทันทีที่เห็นว่าเอ็นโน้มตัวเข้ามาหาตัวเองอีกแล้ว



“อุว๊ากกก”




ตุบ!!




“อึก! มันเจ็บนะ” ฮงบินบ่นขึ้นหลังจากที่โดนเอ็นรากตัวเองให้ตกลงมาเป็นที่รองพื้น…ที่พื้นหญ้าใต้ต้นไม้ “นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะดื่มกับนาย …ให้ตายเถอะ”


.




.




.




#What if …เจ้าของดอกไม้



เวลาต่อมาที่ตึกหลักของหอบัญชาการหน่วยที่ 2


นายทหารทุกนายที่ประจำการอยู่บริเวณนั้นต่างมีอาการแตกตื่นกันอยู่ไม่น้อยเลย ที่ได้เห็นการปรากฏตัวร่างสูงของฮงบินผู้ซึ่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยที่ 5 ที่เดินเข้ามาในหน่วยที่ 2 ด้วยใบหน้าที่ดูหนักใจอยู่หน่อยๆ เพราะว่าต้องแบกร่างของชายหนุ่มที่เมาจนหมดสติของเอ็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วยที่ 2 แห่งนี้เข้ามาส่ง ดังนั้น ด้วยเหตุนี้แหละมันจึงไม่แปลกเลยที่คนของหน่วยที่ 2 จะพากันมองและหันไปแอบซุบซิบกันอย่างสงสัยถึงความเป็นไปเป็นมาของเหตุการณ์นี้กัน



“รองหัวหน้าฮงบินขอบคุณที่ทำงานหนักนะครับ” ทุกคนในหน่วยที่ 2 เมื่อเห็นฮงบินที่มียศสูงกว่าเดินผ่านก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาที่มียศต่ำกว่าจะต้องหยุดและทำความเคารพกันตามระเบียบมารยาท แม้ว่าพวกเขาจะนึกสงสัยและแปลกใจกันอยู่มากแค่ไหนกับการมาที่นี่ของฮงบินในเวลาแบบนี้ โดยประเด็นหลักของหัวข้อทั้งหมดก็อยู่ที่คนร่างบางผู้ที่เป็นรองหัวหน้าหน่วยของพวกเขาที่มีสภาพสลบไม่ได้สติจนต้องลำบากให้รองหัวหน้าหน่วยที่ 5 แบกเข้ามาส่งถึงที่นี่ นี่แหละที่มันแปลกและชวนให้สงสัยกันสุดๆ



“รองหัวหน้าฮงบินขอบคุณที่ทำงานหนักนะครับ”



“โอ้! ขอบใจๆ” ฮงบินที่ถึงจะดูเป็นคนน่ากลัว แต่แท้จริงเขาก็เป็นคนที่ใจดีมากคนหนึ่งเลยนะ









- ห้องทำงานหัวหน้าหน่วยที่ 2 -



“ขอโทษครับ ผมกำลังจะเข้าไปข้างใน …บริการจัดส่งพิเศษครับ!” ฮงบินพูดเสียงดังฟังชัดเพื่อเป็นการกล่าวขออนุญาตจากผู้ที่อยู่ข้างในห้องได้รับรู้ถึงการมาของเขา และเพื่อบอกให้ทราบอีกว่าเขากำลังจเข้าไปข้างใน

เมื่อได้บอกอย่างนั้นแล้วฮงบินก็ไม่ยืนรอฟังคำอนุญาตจากใครและยังถือวิสาสะดันประตูเปิดเข้าไปในห้องเลยทันที อย่างไม่นึกถึงเรื่องมารยาทอะไรก่อนเลยสักนิด




“อะไรนะ…ผมยังไม่ได้ให้คำอนุญาตเลย” เลโอที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมองคนที่เปิดประตูเข้ามาเองโดยพละการเช่นนั้นก็กล่าวตำหนิออกไปทันที



“ขอโทษในเรื่องนั้นด้วยครับ อึบ!” ฮงบินเดินอาดๆเข้าไปที่ส่วนของโซฟาและทิ้งร่างอ่อนโรยไร้สติของเอ็นลงที่โซฟาตัวยาวหน้าโต๊ะทำงานเลโอ ก่อนจะหันไปโค้งคำนับเลโอและกล่าวขอโทษเรื่องที่ตัวทำตัวเสียมารยาทออกไป



“ผมยืนรออยู่ตรงนั้นไม่ได้…ความโศกเศร้าของรองหัวหน้าเอ็นค่อนข้างหนักหนาเกินจะรับไหว” ฮงบินกล่าวอธิบายให้กับผู้บังคับบัญชาการของเอ็นได้ทราบถึงเหตุผลในการกระทำของเขาในครั้งนี้



“ผมสงสัยอยู่ว่าเขาอยู่ที่ไหน พบเขาที่ไหนเหรอ? หืม…เกิดอะไรขึ้นล่ะนั่น?” เลโอวางปากกาลงไว้บนโต๊ะแล้วจึงลุกขึ้นและเดินออกไปดูเอ็นที่โซฟา เมื่อเห็นถึงความผิดปกติไปของคนใต้บังคับบัญชาการของตัวเอง ดังนั้น เขาก็คงจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้หรอก ก็คนนี้นะเขาเป็นดอกไม้ของผมนี่นา



“คือว่าพวกเราดื่มด้วยกันมานิดหน่อยและ…เออ มันก็เป็นอย่างที่เห็น…” ฮงบินบอกความจริงอย่างลูกผู้ชายที่ทำผิดก็กล้ายอมรับผิด แม้ในใจจะรู้สึกหวั่นกลัวเลโออยู่ไม่น้อยเลยก็ตาม ถึงเลโอจะเป็นคนไม่แสดงอาการทางสีหน้าแต่ว่าความรู้สึกเวลาที่ได้เข้ามาอยู่ในอาณาเขตของเลโอแบบนี้ มันก็ทำให้ฮงบินรู้สึกขนลุกกลัวขึ้นมาอยู่เช่นกัน



“เอ็นเป็นคนที่สะเพร่าจริงๆ นั่นแหละ” เลโอนั่งลงตรงที่ส่วนว่างที่เหลืออยู่เล็กๆ ตรงข้างลำตัวเอ็น และใช้ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเกลี่ยเส้นผมเล็กสีอ่อนของเอ็นที่มันยาวลงมาเกือบครึ่งหน้าไปทัดไว้ที่ข้างหู เพราะมันดูเกะกะเกินไปสำหรับเขาเมื่อต้องการที่จ้องมองใบหน้าสวยในยามหลับไม่ได้สติของเอ็น



ทุกการกระทำของเลโอที่ปฏิบัติต่อเอ็นมันทั้งดูนุ่มนวลและอ่อนโยนราวกับว่าเขากระทำมันกับสิ่งที่แสนมีค่า จนฮงบินที่ยืนเฝ้ามองอยู่ตรงนั้นยังรู้สึกได้เลยว่ามันดูพิเศษมากเกินไปสำหรับสถานะของเจ้านายกับลูกน้องของพวกเขา

เมื่อได้เห็นใบหน้าสวยของดอกไม้ตัวเองชัดๆจนพอใจแล้ว เลโอจึงพูดลอยๆขึ้นมาว่า “กลิ่นแอลกอฮอล์ชัดเลยนะ ต้องรีบจัดการมันทิ้งไปแล้วล่ะ”



“……” ฮงบินก็ยังคงยืนมองดูการกระทำของเลโอเงียบๆอยู่ตรงนั้นโดยไม่ยอมไปไหน แม้จะรู้ว่าหน้าที่มาส่งเอ็นนั้นมันเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ว่าเขาก็ยังมีเรื่องคาใจเกี่ยวกับหัวหน้าหน่วยที่ 2 คนนี้อยู่จนไม่สามารถที่จะไปไหนได้ในตอนนี้



“เธอไม่ระตัวอีกแล้วนะ เอ็น” เลโอก้มลงไปพูดกับเอ็นทั้งๆ รู้ว่ายังไงก็คงไม่รับรู้อะไร แต่เขาก็อยากจะพูด…เลโอสัมผัสตัวเอ็นตามใจตัวเองด้วยความเคยชินโดยไม่ได้สนใจเลยว่าฮงบินนั้นยังคงยืนดูเขาอยู่ตรงนั้นด้วยอีกคน


รอยยิ้มบางที่เลโอมักจะใช้มันเพื่อเก็บซ่อนทุกอย่างไว้นั้น ต่อให้ดูดีแค่ไหนยังไงฮงบินก็ยังรู้สึกว่าไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด แม้แต่ปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังลูบไล้แก้มเนียนกับเส้นผมนิ่มของเอ็นไปมาอย่างอ่อนโยนนั้นก็ด้วย



“ต้องพยายาม” ฮงบินพูดขึ้น



“………”



“ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่พยายาม…จำต้องพยายามกับการที่ถูกคุณละเมิดทางเพศ” ฮงบินพูดออกไปในที่สุด เขาไม่สามารถยอมรับได้ในเรื่องนี้จริงๆ เพราะเอ็นเป็นเพื่อนคนสำคัญของเขา



“ดูเหมือนว่านายจะไม่รู้จักวิธีการพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาการที่มียศและอำนาจสูงกว่านายได้อย่างไรนะ” เลโอเงยหน้าขึ้นและหันหลังกลับไปจ้องมองฮงบินที่กล้าพูดกับเขาอย่างนั้น ด้วยสายตาเย็นยะเยือกราวกับจะทำให้ทุกอย่างแข็งได้และรอยยิ้มที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ข้างในนั้นก็ยิ่งดูน่ากลัวมากขึ้น



“……” ฮงบินมีคำพูดมากมายแต่ก็ไม่สามารถพูดมันออกมาได้ เพราะถูกแรงกดดันของเลโอข่มจนเขาไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เลย นี่สินะที่เค้าเรียกว่าพลังระดับหัวหน้าหน่วย



“การดูแลเอาใจใส่เป็นไงบ้างละคุณรองหัวหน้าหน่วยที่ห้า?” เลโอถามเป็นนัยถึงสถานะของฮงบินที่พึ่งได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าหน่วยที่ 5 เมื่อไม่นานมานี้เอง ถ้าให้พูดก็คือ ฮงบินพึ่งได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยได้ยังไม่ถึงปีเลย ซึ่งหากจะเอามาเทียบกับเอ็นที่ได้รับตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยที่ 2 มาตั้งแต่ก่อนเรียนจบนายร้อยภาคพิเศษก็คงไม่ได้หรอก ถึงจะเป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกัน แต่ทว่า อายุงานของเอ็นกับฮงบินนั้นต่างอยู่หลายปีเลย



“ต้องเป็นสถานที่ที่ไร้อารยธรรม (ป่าเถื่อน) และยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ sex ที่นั่น? ไม่เคยมีการมีศึกษาใดๆ ดังนั้นผมต้องขออภัยด้วยถ้าผมจำไม่ได้ อย่างไรก็ตามผมก็จะเป็น…” ฮงบินตั้งใจพูดจาเหน็บแหนมเลโอโดยตรงเพื่อแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าเขาไม่พอใจมากกับความสัมพันธ์แบบนี้ของเลโอกับเอ็นที่เป็นเพื่อนสนิทของเขา



“หึ หึ หึ นายเองก็เป็นเด็กที่น่าสนใจอยู่สินะ” เลโอทำเสียงหัวเราะหึหึออกมาขัดจังหวะการพูดของฮงบิน




“……” พอโดนขัดขึ้นมาแบบนั้น ฮงบินจะได้รู้สึกว่าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ ดังนั้น เขาจึงได้เงียบไม่พูดอะไรต่อ และมองดูเลโอค่อยๆสอดแขนช้อนเอาร่างไร้อ่อนแรงของเอ็นขึ้นมานั่งพิงอกในอ้อมแขนของตัวเองแทนพนักพิงโซฟา

เลโอกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเพื่อประคองตัวเอ็นเอาไว้ไม่ให้ล้มไปนอนอีก และจากนั้นจึงก้มหน้าลงไปหาเอ็นใกล้ๆเพื่อจะปลุกคนที่อยู่ในอาณัติของเขาด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่นนุ่มนวลว่า “เอ็นครับ”



“อื้อ…ครั—บ…” ทั้งๆ ที่ดูยังไงเอ็นก็ยังดูเหมือนหลับไม่ได้สติอยู่แท้ๆ แต่ทว่า เพียงแค่เลโอเอ่ยเรียกชื่อของเขาออกมาเบาๆ แค่นั้นมันก็สามารถทำให้เอ็นมีปฏิกิริยาตอบรับออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะสัญชาตญาณหรือว่าความคุ้นชินของพวกเขาทั้งสองคนกันแน่ ที่สามารถทำเรื่องที่คนอื่นไม่สามารถทำมันได้แต่เขาสามารถทำได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ และด้วยเหตุนั้นเลโอจึงกดยิ้มลึกอย่างผู้ชนะ



“………” ฮงบินเห็นแบบนั้นก็เม้มปากแน่นอย่างรู้สึกพ่ายแพ้และไม่ชอบใจออกมาทันที



“……” เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการแล้วเลโอจึงเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ฮงบินอย่างคนที่เหนือชั้นกว่า และอีกนัยก็เพื่อตอกย้ำถึงสถานะและความสำคัญของเขาที่มีต่อเอ็นให้ฮงบินได้เข้าใจมันไว้ด้วย



“………” ฮงบินรู้ตัวว่ากำลังโดนเลโอข่ม ไม่สิ ต้องบอกว่าถูกเลโอเยียบหัวกดลงฝั่งดินไปแล้วจะถูกกว่า ฮงบินรู้สึกจมดินจริงๆกับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่เขาก็ยังไม่อยากที่จะยอมรับมันหรอก เพราะการที่ยิ่งได้มาเห็นเองตาตัวเองว่าเอ็นนั้นคุ้นเคยกับสัมผัสของเลโอและเชื่อฟังเลโอมากแค่ไหนอย่างนี้ มันก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวอยู่ในความรู้สึกของเขา…ว่ามันชัดเจนแล้วในตอนนี้



ควับ



สุดท้ายฮงบินก็ไม่สามารถทนอยู่ตรงนั้นต่อไปได้อีกแล้ว เขาจึงจำใจหันหลังเดินหนีออกไปจากห้องที่โคตรอึดอัดกดดันนั้นไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีคำกล่าวอะไรเลยแม้สักคำ


เลโอก็ยังคงจ้องมองฮงบินด้วยสายตาที่แสนเย็นยะเยือกคู่นั้นราวกับกำแพงที่ทั้งสูงและหนาแน่นจนฮงบินไม่สามารถผ่านเข้ามาเชยชมดอกไม้ของเขาดอกนี้เป็นครั้งที่สองได้อีก


เห็นอย่างนั้นฮงบินก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนพ่ายแพ้อย่างแท้จริง ก็เลยได้แต่จ้องเลโอด้วยความเจ็บใจที่ไม่สามารถทำอะไรให้เพื่อนคนสำคัญของคนเองได้เลยสักอย่าง


ยิ่งเห็นฮงบินแสดงความรู้สึกที่มีต่อเอ็นออกมามากแค่ไหน เลโอก็ยิ่งกดยิ้มลึกขึ้นอย่างผู้ชนะ


แววตาที่เจ็บแค้นใจของผู้พ่ายแพ้ (ฮงบิน) และแววตาแสนดุร้ายของผู้ชนะ (เลโอ) จ้องมองกันอย่างเชือดเฉือน

ก่อนที่ฮงบินจะเป็นยอมแพ้และค่อยๆปิดประตูบานนั้นเข้ามาจนสนิทกัน พร้อมกับเลโอผู้ชนะที่ได้แสดงความเป็นเจ้าของด้วยการโชว์จูบที่แสนหวานกับเอ็นเป็นรางวัลตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้ฮงบินจนวินาทีสุดท้าย เพื่อให้ฮงบินได้จดจำให้ขึ้นใจว่า


‘เอ็นคือดอกไม้ของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น ใครหน้าก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง’






ปัง!





“บ้าเอ๊ย!!” ฮงบินสบถออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะเดินกลับไปที่หน่วยทำการของตัวเองด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นไม่สามารถสงบได้ง่ายๆ




~ to be continued ~












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

63 ความคิดเห็น