THE FREAK OUT ! [fic vixx leon]

ตอนที่ 38 : The Freak Out ll ep.4 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ส.ค. 61

THE FREAK OUT ll
회 4



พระราชวัง Lucis

               ณ ส่วนลึกในใจกลางปราสาทพระราชวัง Lucis   ที่เป็นเขตคุ้มกันชั้นพิเศษที่สุดของปราสาท คือห้องเก็บดูแลรักษาผลึกคริสตัล
               องค์ราชันย์เอ็นได้เดินเข้าไปหาผลึกคริสตัลที่ส่องประกายแสงระยิบระยับงดงามอยู่บนแท่นวางที่เก็บแบบพิเศษตรงใจกลางห้องใกล้ๆ แล้วจึงเอ่ยพูดขึ้นมาว่า

               "กี่ชีวิตต้องตาย เจ้าถึงจะพอใจ" ฮัคยอนเอ่ยถามคริสตัล

               "ข้าเห็นความตายมามาก  แต่ตอนนี้ ข้ารอเพียงความตายของผู้นั้น  และข้า จักได้หลับใหล..." คริสตัลตอบ

               "เจ้าจงรู้ไว้ เขาจะแบกรับ ภาระนั้น" ฮัคยอนบอกย้ำถึงสิ่งที่คริสตัลต้องการ

               "เช่นเดียวกับพวกเรา" คริสตัลตอบรับ


               ตึก ตึก ตึก ฮัคยอนเดินออกมาที่ระเบียงกว้างชั้นบนสุดของปราสาททิศเหนือของพระราชวัง หลังจากได้เข้าไปหาคริสตัลแล้ว

               ฮัคยอนเดินออกยืนอยู่ที่ลานระเบียง แล้วเงยหน้ามองออกไปบนท้องนภากว้างใหญ่ตรงหน้า แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า  "ขอพระเจ้า โปรดยกโทษให้ข้าด้วย" 







               ณ ห้องทรงงานขององค์ราชันย์

               ฮัคยอนยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง โดยมีฮงบินยืนอยู่ไม่ไกล และซังฮยอกที่ยืนพิงอยู่ที่ข้างโต๊ะข้างแจกันใหญ่

               "ป่านนี้พวกเด็กๆคงเดินทางออกไปใกล้จะถึงท่าเรือกลาดินกันแล้วล่ะ เอ็นฮยอง" ฮงบินพูดขึ้น

               "ชั้นภาวนาให้พวกเค้าไปถึงอย่างปลอดภัย" ฮัคยอนเอ่ยบอก

               "อาจจะยังเด็กไปหน่อย แต่พวกเค้าก็มีความกล้าหาญ" ฮงบินบอก

               "ใช่ พวกเค้ามีความกล้าหาญซ่อนอยู่ในตัว" ฮัคยอนพูดอย่างนั้นแล้วจึงหันกลับเข้ามาในห้อง แล้วเอ่ยพูดกับน้องชายว่า "น้องมาอยู่ที่นี่ แจฮวานคงต้องเหงาน่าดู"

               "อาจจะไม่ได้เหงาเท่าไหร่ เพราะมีวอนชิกฮยองอยู่ด้วย" ซังฮยอกตอบ

               "อืม อย่างน้อยแจฮวานก็ไม่ได้อยู่คนเดียวสินะ" ฮัคยอนพูดพร้อมทั้งเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาใหญ่

               "ต่อให้ลำบากแค่ไหน วอนชิกก็ไม่ปล่อยให้แจฮวานฮยองไว้คนเดียวหรอก" ฮงบินพูดขึ้น

               "อันที่จริง พวกเค้าอยากมาที่นี่กับผมด้วยซ้ำ" ซังฮยอกบอก "แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้องค์กรไร้คนปกครอง"

               "จริงเช่นนั้น ฐานที่มั่นขององค์กร Zea'die'to อยู่ที่นั้น คงจะทิ้งมาทั้งหมดไปได้หรอก" ฮัคยอนพูด "แม้แต่ตัวน้องเองด้วย ซังฮยอก"

               "ผมรู้ครับ แต่ผมเองก็ไม่สามารถอยู่รอฟังข่าวอย่างเดียวที่โน้นได้เช่นกัน" ซังฮยอกบอก

               "ก็นะ นี่มันไม่เหมือนที่เราเคยสู้กันมาเลยนี่นา" ฮงบินพูดขึ้น 

               "ใช่ เพราะการสู้ในสงครามนี้ ไม่ใช่แค่การปกป้องอาณาจักรเพียงอย่างเดียว" ฮัคยอนพูดขึ้น "แต่มันคือการสู้เพื่อขจัดความมืดมิดที่กำลังเข้ามากลืนกินแสงสว่างจากโลกใบนี้ ออกไปต่างหาก"











ก่อนวันพิธีลงนามสนธิสัญญาสงบศึก




-รายงานข่าว-

ประชาชนทั้งเมืองต่างปลื้มปรีติยินดีเนื่องจากสงครามใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
อีกเพียงสองวันก็จะถึงวันลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกอย่างเป็นทางการ
ประชาชนออกมาเดินขบวนเพื่อนสนับสนุนการลงนาม....

ในตอนนี้ คณะนักการทูตของจักรวรรดิเข้ามาแล้ว...





               "เจ้าหญิง ?"  องค์ราชันย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแห่งความกังวลเมื่อได้ฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่ ณ ราชบัลลังก์ "เจ้าแน่ใจเหรอ ?"

               "แน่ใจขอรับ ฝ่าบาท" เจ้าหน้าที่ผู้รายงานตอบอย่างมั่นใจ "เจ้าหญิงเข้ามาในเมืองพร้อมกับจักรพรรดิและนักการทูตขอรับ"

               องค์ราชันย์เอ็นรับฟังรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ พอหลังจากเจ้าหน้าที่คนนั้นกลับออกไปทำหน้าที่ตามเดิมแล้ว องค์ราชันย์ก็ได้ออกคำสั่งให้กัปตันกองกำลังพิเศษของท่านออกไปรับตัวเจ้าหญิงมาที่พระราชวังทันที





ช่วงเวลาต่อมา... ณ ราชบัลลัง์ราชวงศ์ Lucis

แกร๊ก...

               "เจ้าหญิงวีเด้นส์ เจ้าหญิงแห่ง Tenebrae มาถึงแล้วขอรับ ฝ่าบาท"

               องค์ราชันย์เอ็นที่กำลังยืนรออยู่ที่หน้าบัลลังก์อย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินนายทหารผู้เฝ้าประตูพูดขึ้นดังนั้น ก็รีบหันหน้าลงไปดูที่ทางหน้าประตูทันที

               ตึก ตึก ตึก เมื่อได้เห็นเจ้าหญิงกำลังเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม องค์ราชันย์เอ็นก็ถึงได้แย้มยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ


               "เป็นเวลาที่ยาวมากเพคะ ฝ่าบาท" เจ้าหญิงกล่าวคำทักทายราชันย์แห่ง Lucis ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มแห่งความยินดี และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกันอีกครั้ง

               องค์ราชันย์เอ็นเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ้มกว้างขึ้นอย่างดีใจเช่นกัน "ใช่ นานเกินไป"




ครู่ต่อมา...

               "เจ้าชายเลโอ ...ไม่อยู่หรือเพคะ ?" เจ้าหญิงมองดูข้างๆก่อนจะทูลถามฝ่าบาท

                    "ถูกต้องแล้ว" ฝ่าบาทที่นั่งสง่าอยู่บนบัลลังก์ตอบกับเจ้าหญิง "เขาไม่อยู่"

                    เจ้าหญิงถอนหายใจทำหน้าเศร้า แอบผิดหวังที่เธอไม่ได้เจอเจ้าชายที่เธอคิดถึง 

                    "เราอ่อนแรงเกินไป ที่จะทำสงคราม เราไม่มีทางเลือก นอกจากตอบรับสนธิสัญญาของจักรวรรดิ"  ฝ่าบาทอธิบายเหตุผลให้เจ้าหญิงได้เข้าใจ และเจ้าหญิงก็รับฟังคำอธิบายจากฝ่าบาทด้วยสีหน้าเศร้าๆ 

                    "ถึงกระนั้น..." ฝ่าบาทมีสีหน้าและน้ำเสียงวิงวอนต่อเจ้าหญิง "เราอยากจัดพิธีอภิเษกขึ้นที่อื่น ที่ที่ปลอดภัย เราส่งคนของเราไปหาเจ้าแล้ว"

                    เจ้าหญิงจ้องมองฝ่าบาทอย่างตั้งใจรับฟังทุกถ้อยคำของฝ่าบาท แต่กระนั้น เจ้าหญิงก็คงทำได้เพียงแค่การรับฟัง มิอาจจะทำตามได้อย่างที่ฝ่าบาทต้องการได้เลย

                    "ถ้ายังไม่สายไป เราไปกับเจ้าได้  ได้โปรด...ไปหาลูกเรา" ฝ่าบาทพูดคำวิงวอนข้อร้องเจ้าหญิงด้วยใจจริงอีกครั้ง

                    เจ้าหญิงหลบตาลงต่ำ นิ่งคิดทบทวนอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาพูดกับฝ่าบาทที่รอคำตอบรับอยู่ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า "ไม่"

               องค์ราชันย์เอ็นเมื่อได้ยินคำตอบของเจ้าหญิงออกมาเช่นนั้นแล้ว แววตาของท่านก็วูบไวไปทันที แต่ก็ยังคงนิ่งทำใจเย็น และรอฟังว่าเจ้าหญิงจะพูดอะไรต่อไปจากนั้น

               "ไม่ว่าข้าไปที่ไหน จักรวรรดิจะตามไป" เจ้าหญิงอธิบายเหตุผลที่เธอต้องปฏิเสธ "มันอาจจะทำให้เจ้าชายตกอยู่ในอันตรายได้  หน้าที่ของข้าคือปกป้องเจ้าชาย และรอดูชะตาของเค้าเป็นจริง ...ผ่านมา 10 ปีแล้ว...ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม"

               "แล้วโชคชะตาของเจ้า.. ?" องค์ราชันย์เอ็นถามกลับไปอย่างเป็นห่วง

               "หน้าที่ของข้า คือชะตาชีวิตของข้าเพคะ ฝ่าบาท" เจ้าหญิงตรัสตอบองค์ราชันย์เอ็นอย่างแน่วแน่  "ข้าเตรียมพร้อมรับมือ กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น"  








งานจัดเลี้ยงก่อนวันพิธีลงนาม

               งานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ ถูกจัดขึ้นที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวง พลุสวยหลากสีสันถูกจุดขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง จนเสียงมันดังกล้องไปทั่วเมือง 

               "เป็นการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่มากองค์ราชันย์เอ็น" จักรพรรดิของ Niflheim กล่าวขึ้นในขณะเดินเข้ามาหาองค์ราชันย์เอ็นที่ยืนรออยู่ตรงนั้น "ท่านให้เกียรติแก่เราชาว Niflheim "

               "เราให้เกียรติตัวเอง จักรพรรดิอัลเลกัส" องค์ราชันย์เอ็นพูด "ท่านกรุณามาก ที่เสี่ยงมาด้วยตัวท่านเอง"

               "เป็นสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่ข้าทำได้" จักรพรรดิพูดพร้อมทั้งกางแขนทั้งสองขึ้นมาด้วยท่าทางของคนโอ้อวด แล้วจึงได้พูดขึ้นต่อไปอีกว่า "วันพรุ่งนี้ จะเป็นประวัติศาตร์ของทั้งสองอาณาจักรของเรา  เมืองอินซอมเนียของท่าน...ช่างอัศจรรย์จริงๆ  เมืองของข้าจืดฉืดไปเลยเมื่อเอามาเทียบ  ข้าภาวนา ให้การมาเยือนครั้งนี้ ขอให้เราเดินต่อได้"

               นั้นคือคำพูดของจักรพรรดิอัลเลกัสแห่ง Niflheim ได้พูดไว้กับองค์ราชันย์เอ็น โดยที่องค์ราชันย์ก็นิ่งฟังมันอย่างสุขุมและใจเย็น



อีกด้านของงานเลี้ยง


               "สวัสดี" เจ้าหญิงเดินเข้ามาทักทายนายทหารกองกำลังพิเศษขององค์ราชันย์ คนที่ไปรับเธอมาหาองค์ราชันย์เมื่อช่วงเช้า  "เกรงว่าเรายังไม่ได้แนะนำตัวกัน"

               "เกรงว่าท่านคงต้องรอขอรับ เจ้าหญิง กระผมเข้าเวรอยู่" นายทหารกล่าวตอบ

               "ข้ามั่นใจว่าไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว" เจ้าหญิงบอกเพราะรู้สถานการณ์ในตอนนี้ดี

               "เฮอะ..." นายทหารทำเสียงออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้าหญิงผู้ฉลาดยังคงไม่ยอมแพ้

               "เจ้าชื่ออะไร ?" เจ้าหญิงถาม

               "เฮ้อ..." นายทหารถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอกชื่อของตัวเองว่า "เออ.. อีรอส อีรอส เซนเธอร์เรีย"

               "มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากถาม อีรอส เซนเธอร์เรีย" เจ้าหญิงพูดขึ้น

               "เฮ้อ..." อีรอสทำเสียงเหนื่อยใจที่ต้องมาเจอกับเจ้าหญิงเจ้าปัญญา?

               "องค์ราชันย์เอ็นบอกข้าว่า ได้ส่งคนของท่านไปหาข้า" เจ้าหญิงพูดสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ "ข้าอยากขอบคุณเค้า ด้วยตัวข้าเอง จะหาทหารกล้าคนนั้นได้ที่ไหน ?"

               อีรอสได้ยินสิ่งที่เจ้าหญิงถาม ก็เม้มปากทำหน้าลำบากใจขึ้นทันที  ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆแทนคำตอบให้เจ้าหญิง

               "โอ...อ่า" เจ้าหญิงเห็นท่าทางเช่นนั้นของอีรอส ก็สามารถเดาออกได้ทันทีเลยว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับทหารกล้าที่เธอกำลังตามหา "เออ อ่อ ข้าไม่...ข้าขอโทษจริงๆ"

               "อย่าเลย" อีรอสบอกก่อนจะล่วงเอาของบางอย่างที่เค้าเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมายื่นให้เจ้าหญิง "นี่"

               เจ้าหญิงยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับของที่เป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งนั้นมาจากอีรอส อย่างระมัดระวัง

               "เธอเอานี่ไปด้วย" อีรอสบอก "เธอตั้งใจเอาไปให้ท่าน"

               "ให้ข้าเหรอ ?" เจ้าหญิงจ้องมองเครื่องประดับชิ้นนั้นนิ่งก่อนจะพูดขึ้น

               "เก็บไว้" อีรอสบอก "เธออยากให้ท่านเก็บเอาไว้"

               "ข้าจะติดตัวไว้ตลอด" เจ้าหญิงบอก "ขอบคุณ"


               หลังจากได้คุยกับนายทหารอีรอสแล้ว เจ้าหญิงก็เดินเลี่ยงออกมาอยู่ที่มุมเงียบที่ไม่มีใครอยู่  เจ้าหญิงเหม่อขึ้นไปมองบนท้องนภาในยามราตรีที่มีพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงและมีดวงดารานับล้านลายล้อมอยู่ 

               "ได้โปรด ไม่ว่าเลโออยู่ไหนปกป้องเค้าด้วย ข้าขอแค่นี้" เจ้าหญิงยืนขอพรจากดวงจันทร์

               ตึก ตึก ตึก

               "ท่านขอพร เทพองค์ไหน?" เสียงพูดดังขึ้นจากบุคคลผู้มาใหม่ "ท่านคนรับใช้ของโชคชะตาและชะตากรรม" เขาผู้นั้นเดินเข้ามาหาเจ้าหญิงและเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก   "ยกเลิกคำอธิษฐานเถอะ  พระเจ้าไม่ฟังท่านหรอก"

               "นายพลคอลก้า มาทำไม ?" เจ้าหญิงถามผู้ที่เข้ามาหาเธอ

               "ท่านฉลาดเกินที่จะเชื่อเรื่องสัญญาสงบศึก" นายพลคอลก้าพูดขึ้น  เจ้าหญิงไม่สนใจแล้วเตรียมท่าจะเดินหนีไป แต่ก็โดนนายพลคอลก้าจับแขนไว้เสียก่อน

               " ... " เจ้าหญิงหันหน้าขึ้นไปมองหน้าคนที่บังอาจมาแตะต้องเธอด้วยสีหน้าเกียจชัง

               "น่าสงสารที่ไม่ได้เจอเลโอที่รัก  ท่านมีจุดประสงค์อื่น"

               "ข้าไม่ได้มาเพื่อ Niflheim " เจ้าหญิงโต้ตอบอย่างชัดเจนทันที

               "ไม่ ท่านมาที่นี่เพื่อข้า" นายพลคอลก้าบอก

               "ท่าน ?" เจ้าหญิงทวนสิ่งที่ได้ยิน "ข้าไม่เข้าใจ ?"

               "พรุ่งนี้มาสิ เดี๋ยวก็รู้เอง"









วันต่อมา -ท่าเรือกลาดิน-

               "พร้อมที่จะแล่นเรือรึยัง ?" ยอนเอ่ยถามทุกคนขึ้นเมื่อจัดการล็อครถเรียบร้อยแล้ว 

               "อื้ม" ทุกคนพยักหน้าเป็นคำตอบว่าพร้อมแล้ว

               เลโอเดินนำเพื่อนขึ้นไปที่ท่าเทียบเรือ ระหว่างทางเดินเข้าไปที่ท่าเทียบเรือ ก็ได้เห็นป้ายติดประกาศแผ่นใหญว่า


-ชุดแต่งงานของเจ้าหญิงวีเด้นส์ ได้รับการออกแบบโดย วิเวียน เวสต์วูด-



                    "ชุดใส่ในพิธีแต่งงานเหรอ?" ยอนถามขึ้น

                    "เขียนไว้ว่า -ชุดแต่งงานเจ้าหญิงวีเด้นส์- ด้วยแหละ" วาร์โรพูดขึ้นเสียงตื่นเต้น

                    "เอ่อ นั่นคืองานผ้าแฟนซีบางชิ้น" คาร์ดิสพูดขึ้น "เดิมพันได้เลย เจ้าบ่าว(เลโอ)ไม่สามารถรอที่จะเห็นมันในตัวเจ้าสาวของตัวเองได้แน่ๆ"

                    "เลโอไม่ใช่คนเดียว" วาร์โรพูดขึ้น "เธอจะเป็นสิ่งที่น่าพิศวงแน่นอน อ่า...คงจะสวยสุดๆไปเลยน้า"

                    "ฝ่ายจัดทำชุดแต่งงานหน่ะ ดูเหมือนจะเป็นห้องเสื้อสุดหรูในอัลทิสเซียนะ" ยอมบอก

                    "เดิมพันได้เลย ที่นั่นคงมีอาหารอร่อยๆเพียบแน่ๆ" คาร์ดิสพูด

                    "ขอแค่เป็นของที่ชั้นกินได้ก็พอ" เลโอบอก

                    "เลิกเกี่ยงกินซักที่หน่า เลโอ" ยอนบอก

                    "น่าเป็นห่วงจังนะ" วาร์โรพูด "ชั้นไม่สามารถรอที่จะลิ้มรสอาหารทะเลของอัลทิสเซียได้เลยเนี่ย!"

                    "กลาดินเองก็มีชื่อเสียงเรื่องปลาเหมือนกันนะ" คาร์ดิสบอก

                    "ถ้าเป็นปลาชั้นกินได้นะ" เลโอบอก

                    "ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น" ยอนบอกเลโอ

                    "เราเที่ยวเล่นในท้องถิ่นบ้างดีไหม?" วาร์โรถาม


                    "ยินดีต้อนรับสู้กลาดินครับ" เสียงพนักงานต้อนรับที่ยืนประจำอยู่ที่หน้าทางเข้าเอ่ยขึ้น


                    ใช้เวลาเดินเข้ามาไกลอยู่หลายสิบเมตร ในที่สุดทั้งสี่คนก็เข้ามาถึงท่าเทียบเรือจนได้


                    "ข้าเกรงว่าท่านจะโชคดี" บุรุษแปลกหน้าคนหนึ่งเดินออกมา แล้วพูดขึ้นกับทั้งสี่คนที่พึ่งมาถึง ด้วยถ้อยคำที่ชวนให้ตระหนักคิดสงสัย

                    "พวกเรา?" เลโอมองหน้าบุรุษคนนั้นนิ่ง แล้วจึงถามกลับอย่างสงสัยทันที

                    "มาขึ้นเรือที่นี่ใช่ไหม?" บุรุษคนนั้นถาม

                    "ถ้าใช่ แล้วไงหรอ ?" วาร์โรถามกลับอย่างอยากรู้

                    "อืม ดี พวกเขาจะไม่พาท่านออกไปหรอก" บุรุษคนนั้นพูดพร้อมทั้งหันกลับไปมองที่ทางท่าเทียบเรือที่ด้านหลัง แล้วทั้งสี่คนก็มองตามไปอย่างสงสัย

                    "คุณพูดเรื่องอะไร?" คาร์ดิสถาม และทุกคนก็ต่างมองตามบุรุษคนนั้นอย่างไม่เข้าใจ 

                    "ข้าเป็นคนใจร้อน พร้อมจะเปลี่ยนเรือกลับทุกเมื่อ" บุรุษคนนั้นพูดขึ้นและเดินออกไปช้าๆแล้วพูดขึ้นอีกประโยคว่า "การรบทำให้เราไม่มีที่สิ้นสุด" 

                    บุรุษคนนั้นเอ่ยพูดด้วยถ้อยคำที่ชวนให้คิดตาม อย่างมีนัยแอบแฝง แล้วจึงหันกลับไปหาพวกเลโออีกครั้ง และดีดเหรียญบางอย่างที่อยู่ในมือไปทางเลโอ แต่ทว่า คาร์ดิสที่ยืนคุ้มกันเลโออยู่ข้างๆ ก็เร็วพอ จึงสามารถคว้ามือออกไปรับมันเอาไว้ได้ทันก่อนจะโดนหน้าเลโอ

                    "นี่ มีทำของที่ระลึกแบบนี้ด้วยเหรอ?" คาร์ดิสถาม เมื่อเห็นแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

                    "เอ๊ะ พวกเขาทำเหรอ?" วาร์โรวิ่งเข้าไปดู

                    "อะไร? ไม่ใช่ นั่นหน่ะ ค่าผ่านทางของท่านต่างหาก" บุรุษคนนั้นบอก

                    "ห๊าาา" วาร์โรทำเสียงเหลือเชื่อ

                    "เฮ้ย ใช่ และใครยอมให้เรากัน?" คาร์ดิสถามกลับด้วยสีหน้าจริงจัง

                    "ชายผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียยังไงล่ะ" พูดประโยคชวนให้คิดนั่นจบ บุรุษคนนั้นก็หันหลังเดินจากไป



                    "โอ๊ะ?" ทั้งสี่คนได้แต่ยืนมองตามหลังของบุรุษที่น่าสงสัยลึกลับคนนั้นไปอย่างไม่เข้าใจ

                    "ไม่ใช่มั้ง?" เลโอพูดขึ้นหลังจากบุรุษคนนั้นเดินห่างออกไปไกลแล้ว

                    "ที่ว่าไม่มีเรือออก จริงอย่างนั้นเหรอ?" วาร์โรพูดขึ้น

                    "ไม่คิดว่าอย่างนั้นหรอก" ยอนพูด แล้วหันหน้าเดินนำทุกคนขึ้นไปข้างในท่าเทียบเรือทันที 

                    "นั่นสิ ยังไงก็ ไปลองเช็คก่อนละกัน" คาร์ดิสว่าแล้วก็รีบเดินตามหลังทุกคนไป




ครู่ต่อมา..

               "ฮ้า อ่า...ไม่มีเรือเลยแฮะ" วาร์โรพูดขึ้นเมื่อลงมาถึงท่าเทียบเรือ ที่ว่างเปล่าไม่มีแม้เรือซักลำ

               "เอ๋ ทำไมหล่ะเนี่ย ?" เลโอพูดขึ้น แล้วเดินกลับเข้าไปยังที่พักผู้โดยสาร

               "ตามแหล่งข่าวของผม จักรวรรดิให้คำสั่งอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เรือใดๆ ออกจากท่าเทียบเรืออัลทิสเซียหน่ะ" ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวนั้นพูดขึ้นเมื่อเห็นเลโอเดินเข้ามาใกล้ 

               "หา ?" เลโอหยุดเดิน แล้วนิ่งมองชายคนนั้นที่อยู่ๆก็พูดขึ้นมาแบบนั้นอย่างสงสัย

               "มันคงเป็นความอัปยศแน่ ถ้าท่านไปช้าในงานแต่งงานของท่านเอง ว่าไหมประมุขน้อยเลโอ?" ชายคนนั้นพูดเหมือนว่ารู้ดีไปทุกอย่าง

               "นายเป็นใคร ?" เลโอถามเสียงจริงจัง

               "อ่า ขอโทษที่ลืมบอกไป ยินดีที่รู้จักครับ ผมชื่อ ดีโน่"

               "...." เลโอกอดอกมองดีโน่ด้วยสีหน้านิ่งๆอย่างวางท่า

               "การล่าเงินรางวัล ในรถหรู...แน่ใจเหรอว่า จะไม่มีใครสังเกตเห็น? อย่างน้อยนักข่าวอย่างผมก็รู้ล่ะนะ" ดีโน่พูดสิ่งที่เค้ารู้

               "...."

               "โชคดีสำหรับท่านนะ ที่ผมมีจัญญาบรร ถ้าท่านต้องการอยู่โดยไม่ให้ใครรู้ ผมก็จะเคารพความปรารถนาของท่าน ...แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนอยู่ล่ะนะ" ดีโน่บอก

               "อะไรที่นายต้องการ?" เลโอถาม

               "เฮ้ ไหวพริบดีนี่นา งั้นผมขอดูแผนที่ของท่านเหน่อย"

               เลโอเอาแผนที่ที่ได้จากชิโดนิให้กับดีโน่ แล้วจากนั้นดีโน่ก็เปิดแผนที่ แล้วมาร์คจุดเป้าหมายลงไปในแผนที่ของเลโอ เสร็จแล้วก็ส่งคืนให้เลโอ

               "ตรงตำแหน่งที่ผมมาร์คจุดไว้ ผมอยากให้ท่านไปเอาแร่ดิบที่อยู่ตรงนั้นมาให้ผมหน่ะ มันเป็นแร่อัญมนีน่ะ  ระหว่างที่รอผมจะช่วยหาเรื่อให้ท่าน แต่ถ้าไม่ได้มา ผมคงต้องขายข่าวประมุขน้อยแทนหล่ะนะ" ดีโน่พูดขู่

               "มั่นใจได้มั้ยเนี่ย ?" วาร์โรถามขึ้น

               "ผมช่วยเดินเรื่องขึ้นเรือให้ได้แน่" ดีโม่บอกอย่างมั่นใจ



               จากนั้นเลโอก็เดินออกไปจากท่าเทียบเรือ เพื่อไปหาแร่ดิบนั่นมาให้ดีโน่

               "หมอนั่นรู้เรื่องของนายไปหมดเลยว่าไหม เลโอ?" วาร์โรพูดขึ้นระหว่างเดินกลับไปที่ลานจอดรถ

               "ก็เราไม่ได้ปิดบังอะไรจริงจังซักหน่อย" คาร์ดิสบอก

               "ก็บอกว่าเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์นี่นะ" ยอนพูดขึ้นบ้าง "ถ้าจะช่วยให้ขึ้นเรือได้ ก็ไม่อยากเป็นศัตรูหรอกนะ"

               แล้วทั้งสี่หนุ่มก็ต้องขับรถออกจากกลาดิน ไปตามหาแร่ดิบบนเขาสูงที่อยู่ห่างจากท่าเรือกลาดินไปไกลหลายสิบไมล์




เวลาต่อมา....

               "โหว~ ผมคิดไว้แล้วว่าท่านจะต้องเอามันมาได้" ดีโน่พูดขึ้นอย่างดีใจ เมื่อเลโอเอาแร่ดิบนั้นมาให้เขาได้แล้ว "เออ จริงๆแล้วผมหน่ะ เป็นทั้งนักข่าวและนักทำเครื่องประดับด้วยหน่ะครับ อ่า แบบนี้ผมคงได้งานชิ้นเอกแน่ๆเลย"

               "เฮ้อ" เลโอถอนหายใจออกมา

               "หวังว่าท่านคงจะเข้าใจนะ นี่เป็นแร่หายาก ดังนั้นผมเลยต้องขู่ท่านไปอย่างนั้น" ดีโน่ด้วยน้ำเสียงอยากขอโทษ "ผมขอโทษจริงๆ และเพื่อเป็นการไถ่โทษผมจะบอกข้อมูลให้"

               "ข้อมูลอะไร?" ยอนถาม

               "ก็เหริยญที่ท่านได้มายังไงล่ะ" ดีโน่บอก

               "อ่า" 

               "นั่นหน่ะ คือเหริยญไว้อาลัยของเทพธิดา ชายคนนั้นไล่แจกคนไปทั่วเลยล่ะ เขาอาจจะเป็นคนของจักรวรรดิก็ได้นะ" ดีโน่พูดกับยอนเสร็จก็หันมาหาเลโอบ้าง "ส่วนเรื่องเรือหน่ะ ผมจัดการให้ท่านแล้วนะ"

               "ชั้นสงสัยว่า หากทำของที่ระลึกนี้ได้ ก็คงไม่ใช่พลเมืองสามัญ แล้วหล่ะ?" ยอนคุ่นคิด

               "นั่นสิ เห็นบอกว่าเป็นค่าผ่านทางด้วย" วาร์โรบอก

               "งั้นเอาไปจ่ายเป็นค่าห้องพักดูหน่อยมั้ย?" คาร์ดิสเสนอ

               "เออ ท่านประมุขน้อย เรื่องเรือเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะ หากท่านพร้อมจะออกเดินทางก็มาบอกผมได้เลย" ดีโน่บอกเลโอ

               "จริงๆก็ไม่เชื่อหรอกว่านายจะหาเรือให้เราได้จริงๆตามที่พูดไว้" ยอนว่า

               "ก็ไม่รู้หรอกว่าด้วยวิธีไหน ถึงหาเรือได้" คาร์ดิสพูด

               "ก็เป็นทั้งนักข่าวทั้งนักทำเครื่องประดับด้วยนี่เนอะ คงจะมีเส้นสายอยู่ไม่น้อยนั่นแหละ" วาร์โรออกความคิดเห็น

               "ถ้าหาเรือได้แล้ว งั้นเราก็ไปอัลทิสเซียกันเถอะ" เลโอบอก

               "เฮ้ ! ตอนนี้เลยเหรอ?" ดีโน่ทำหน้าตกใจที่เลโอบอกอย่างนั้น "วันนี้เลยคงไม่ได้  กว่าเรือจะมาถึง ก็เป็นพรุ่งนี้นู่นแหละ"

               "อ้าว งั้นเหรอ" เลโอทำหน้าเซ็ง

               "นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว ผมว่าพวกท่านไปค้างคืนรอก่อนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยออกมาหาผมที่นี่ล่ะกัน" ดีโนแนะนำ

               "ตามนั้น" เลโอตอบอย่างนั้นแล้วทั้งสี่คนก็เดินจากไป







               "อ่า...ได้นอนซักที" เลโอพูดก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มของห้องพักในท่าเรือกลาดิน




-พักกันเถอะ เหนื่อยมากันทั้งวันแล้ว 
พรุ่งนี้จะต้องไปทางไหนค่อยว่ากันอีกที-






ในวันเดียวกัน ณ พระราชวัง Lucis ก่อนพิธีลงนาม 4 ชั่วโมง

          หลังจากเสร็จการประชุมกับเหล่าผู้นำรอบสุดท้าย ก่อนที่พิธีลงนามจะเริ่มขึ้นในวันนี้ องค์ราชันย์เอ็นเดินนำคณะผู้นำออกมาจากห้องประชุม ในระหว่างทางผู้นำท่านหนึ่งได้เอ่ยพูดกับองค์ราชันย์เอ็นขึ้นมาว่า

          "ว่ากันว่า ประชาชนต่างรู้สึกพอใจขอรับฝ่าบาท ส่วนใหญ่ยินดีต้อนรับความสงบ" ผู้นำท่านหนึ่งพูดขึ้น

          "ถ้าท่านไม่ได้ยินเสียงของพวกเค้า ท่านจะอ้างได้อย่างไรล่ะ วูดส์ ?" องค์ราชันย์เอ็นหันไปถามกับผู้นำท่านนั้น ด้วยสีหน้ายังคงมีความกังวลถึงประชาชนอยู่

          "แล้วภาระกิจที่ Tenebrae ล่ะขอรับ ฝ่าบาท? พระองค์ทรงแน่ใจแล้วนะขอรับ ถ้าพวกมันรู้ มันจะเป็นการกระตุ้นจักรวรรดินะขอรับ" ท่านผู้นำอีกคนเดินขึ้นมาเอ่ยถามองค์ราชันย์เอ็นใกล้ๆ

          "จักรวรรดิยังคงเป็นของศัตรูจนกว่าจะได้ลงนามในสัญญา ตราบใดที่ยังทำสงคราม ฝ่าบาทก็ทรงปรารถนาที่จะอยู่เหนือศัตรู" ฮงบินกล่าวแทนองค์ราชันย์

          "ขอรับ" ท่านผู้นำคนนั้นโค้งให้ฮงบินอย่างรับทราบ เมื่อได้ฟังข้ออธิบายนั้นจบ และฮงบินเองก็โค้งตอบเช่นกัน



          เมื่อเดินออกมาถึงหน้าลิฟท์ฮงบินก็ได้เอ่ยพูดขึ้นกับฮัคยอนว่า

          "ฝ่าบาทจะไปที่วิหารก่อนใช่ไหมขอรับ?" ฮงบินเอ่ยถามอย่างนอมน้อม

          "ใช่" ฮัคยอนพยักหนักตอบ

          "งั้นพวกเราจะล่วงหน้าไปรอพระองค์ที่ห้องท้องพระโรงขอรับ" ฮงบินพูดจบก็โค้งให้ฮัคยอน และผู้นำทุกท่านที่อยู่ตรงนั้น ก็ต่างโค้งลาฮัคยอนเพื่อล่วงหน้าไปทำหน้าที่ของตัวเองด้วยเช่นกัน



ณ วิหารแห่ง  Lucis

          "นานแล้วใช่มั้ย ?" 

          ฮัคยอนเอ่ยขึ้นเมื่อเข้ามาอยู่ที่ด้านในของวิหารกว้างชั้นบนสุดของปราสาททิศตะวันตก ฮัคยอนยืนนิ่งตรงหน้าแท่นวางรูปของใครสักคนที่มีดอกไม้สีขาววางอยู่ด้านหน้า

          "วันนี้ จะเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Lucis ในอีกไม่กี่ชั่วโมง...ชั้นปรารถนาที่จะหยุดสงครามนี้ให้ได้" ฮัคยอนกำมือขึ้นอย่างมาดมั่น ถึงสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ

          "ช่วงเวลายาวนานหลายปีที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย ...น่าเสียดาย ที่เวลาของเรามีด้วยกันมันช่างน้อยเหลือเกิน"

          "เลโอเองก็กำลังเดินทางไปทำหน้าที่ของเค้า ในฐานะสายเลือดของราชวงศ์ Lucis และในฐานะลูกชายของเรา ป่านนี้ลูกก็คงเดินทางไปใกล้จะถึงที่หมายแล้วล่ะ" ฮัคยอนเอ่ยพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแอบกังวลอยู่เล็กน้อย เพราะถึงจะรู้ดีอย่างไร แต่ฮัคยอนก็ยังอดคิดห่วงลูกชายที่รักเพียงคนเดียวที่ต้องจากแม่และบ้านไปเช่นนั้นไม่ได้อยู่ดี

          "มันเป็นชะตาของเค้าที่ถูกลิขิตเอาไว้ แล้วเมื่อถึงเวลา...ชั้นเชื่อว่าลูกชายของเราจะต้องทำมันได้จนสำเร็จแน่นอน"

          ฮัคยอนเอื้อมมือออกไปวางแตะที่บนแท่นวางรูปตรงที่ว่างข้างๆดอกไม้ขาว แล้วจึงหลับตาลงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายว่ากำลังอธิษฐานถึงสิ่งใดอยู่ แล้วจากนั้นฮัคยอนก็ลืมตาขึ้นมองหน้าคนในกรอบรูปตรงหน้า ด้วยสายตาวิงวอน แล้วจึงได้เอ่ยถ้อยดำสุดท้ายออกมาว่า


          "ได้โปรด คุ้มครองลูกของเราด้วยนะ แทคอุน" 





To be continued...









นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

63 ความคิดเห็น

  1. #59 Choi HyunJi (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 00:38
    แทคอุนไม่อยู่แล้วหรอ ฮืออออออออ ก็ว่าอยู่ทำไมไม่พูดถึงกันเลย สู้ๆนะ
    #59
    0