THE FREAK OUT ! [fic vixx leon]

ตอนที่ 29 : บทส่งท้าย[10]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 401
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ส.ค. 61

THE FREAK OUT!

회 29 RUNAWAY



การหลบหนี ซ่อนตัว เพื่อเอาตัวรอด
ชีวิตที่เกิดมาในโลกที่มันแตกต่างกัน
ความหวาดกลัว จนต้องร้องขอชีวิต
เดินไปบนเส้นทางที่แสนมืดมน
อดทนต่อสู้กับความเหนื่อยล้า แสนยากลำบาก
เพื่อตามหาแสงสว่างของตัวเอง ที่ไม่รู้เลยว่ามันจะมีอยู่จริงรึเปล่า?
 โซ่ตรวนที่ไม่สามารถมองเห็น มันก็คอยแต่เหนี่ยวรั้งเอาไว้ 
ไปไหนไม่ได้!
พันธนาการที่แสนน่ารำคาญ
มันคอยเหนี่ยวรั้งให้ต้องถอยเดินย้อนกลับมาอยู่ตรงที่เดิมทุกครั้ง
เวลาที่จะเข้าไปใกล้กับแสงสว่าง

แล้วในวันหนึ่ง
ในวันที่รู้สึกท้อแท้ จนถอดใจ
แสงสว่างที่เฝ้าตามหามาตลอด
ก็ปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ให้ได้จับสัมผัส
ช่วงเวลาที่ได้พบเจอกับแสงสว่างที่เจิดจ้า
ความโลภที่คิดอยากครอบครอง 
แสงสว่างอันแสนบริสุทธิ์
 ก็ได้บังเกิดขึ้นมา

ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองมัน แสงสว่าง
แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แสนทรมาน
แต่มันก็คุ้มค่าเหลือเกิน
แม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงลมหายใจหนึ่ง
ก็ขอให้ได้สัมผัสกับความบริสุทธิ์ของแสงสว่างนี้
โปรดมอบความสุข 
คืนมาให้ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายนี้...จะหมดลง





[HyukBin part]

               [ท่านอามาติ หน่วยรอบสังหารที่เฝ้าซุ่มสะกัดอยู่ที่ทางทิศตะวันตก...ขาดการติดต่อไปแล้วครับ]

               [ผู้พัน... คุณกำลังจะบอกผมว่า...คนของเราโดนจัดการไปแล้วอย่างนั้นหรือ?]

               [ขออภัยครับ ที่ผมต้องรายงานท่านอามาติว่า...เป็นอย่างที่ท่านอามาติคิดครับ คนของเราที่ประจำอยู่จุดนั้นโดนจัดการหมดแล้วครับ]

               [แล้วหน่วยที่ประจำอยู่อีกทางล่ะ]

               [ยังไม่มีรายงานเข้ามาครับ คิดว่าคงอยู่ในช่วงเตรียมพร้อมกันแล้วครับ]

               [งั้นเหรอ....]

               [ท่านอามาติ...ขออภัยครับ มีรายงานด่วนเข้ามาครับ]

               [อะไร?]

               [เราตรวจพบว่ามีการแฮคเข้ามาในระบบข้อมูลลับของเราครับ!]

               [อะไรนะ...มั น เ ป็ น ใ ค ร !]


.

.

.

               บนดาดฟ้าของตึกสูง ห่างจากตึกดำของฐานทัพแบล็คโรสออกมาทางทิศเหนือ 5 กิโลเมตร

               ฮยอกกำลังนั่งรัวนิ้วอยู่บนแป้นพิมพ์แมคบุ๊คของตัวเอง เจาะแฮคระบบป้องกันของฝั่งศัตรู เข้าไปเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆในฐานข้อมูลลับของแบล็คโรสได้มากกว่า 70% แล้วในขณะนี้

ตื้อ ตื้อ...

               "ครับ"

               [ฮัลโลฮยอก]

               "ฮงบินฮยอง...เตรียมพร้อมแล้วใช่มั้ยครับ?" 

               [พร้อมแล้ว ...รอแค่นายสั่ง...ฉันก็พร้อมจู่โจมเข้าไปทันที]

               "โอเค...ขอเวลาผมอีกแค่ห้านาทีครับ"

               [5 นาที...โอเค ได้..ตามนั้น]

               "ฮงบินฮยอง"

               [อะไร?]

               "อย่าประหม่า มีสติ เซฟตัวเองด้วยนะครับ...แล้วเจอกัน"


[Hyuk said]

               สงครามของพวกเราในคืนนี้...
               พวกเราได้วางทุกอย่างไว้บนเส้นแห่งความเป็นและความตายของพวกเค้าทั้งหกคน
               พวกเราดูเสียเปรียบศัตรูอยู่ค่อนข้างมาก เพราะต้องลงไปในสนามของเกมส์รบกับศัตรู พร้อมด้วยตัวประกันสองคน ที่พวกเราทั้งสี่คนจะต้องปกป้องคุ้มกันพวกเค้าทั้งสองคนให้ปลอดภัย ไม่ว่ามันจะต้องเอาชีวิตของพวกเราเสี่ยงเข้าแลก... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตัวประกันทั้งสองคนก็ต้องรอดและปลอดภัยที่สุด
               ...เอิ่ม ได้โปรดเข้าใจ ว่าผมแค่อยากพูดเปรียบเทียบให้ได้เข้าใจถึงสิ่งที่พวกผมต้องปกป้องรักษาไว้นั้น...สำคัญมากแค่ไหนต่อพวกผมก็เท่านั้นเอง

               เนื่องว่าด้วยจากหลายๆสาเหตุ... 
               จึงทำให้พวกผมไม่มีทางเลือก และต้องเล่นไปตามเกมส์ของศัตรู โดยไร้การซัพพอร์ตใดๆจากคนในองค์กรของพวกเรา 
               ดังนั้น พวกเราทั้งสี่และตัวประกันอีกสองคน จึงต้องเดินเกมส์นี้ด้วยแผนการใหม่ ที่ต้องเปลี่ยนสลับตำแหน่งหน้าที่กันไปจากแผนเดิมที่เคยมีอยู่ ...แทบจะทั้งหมด 

               จากเดิมทีแผนการของพวกเรานั้นกำหนดเอาไว้กันว่า
               ผมกับแจฮวานฮยองรับหน้าที่แฮคระบบและแทรกแซงเข้าไปในฐานทัพของศัตรู เพื่อเปิดทางให้เอ็นฮยองกับฮงบินฮยองที่รับหน้าที่เป็นหน่อยจู่โจม ให้ได้บุกเข้าโจมตีและทำลายล้างฐานทัพของศัตรูให้สิ้นซาก
               ซึ่งในแผนการเดิมของพวกเรานั้น จะมีกองกำลังของหน่อยรบพิเศษของพวกเราอยู่ในแผนกานั้นร่วมด้วย และที่สำคัญนั้น...ในแผนการรบของพวกเราไม่ว่าจะเป็นแผนการรบในเกมส์ไหนๆก็ไม่มีการปรากฏขึ้นมาเลยสักเสี้ยวว่า



'แทคอุนฮยอง วอนชิคฮยอง ต้องอยู่ในเกมส์รบของพวกเราด้วย'



               
               นี่คือสถานการณ์ฉุกเฉิน
               เพราะว่าสนามรบในคืนนี้...มีสองบุคคลที่พวกเราไม่อยากให้ติดอยู่ในเกมส์รบครั้งนี้กับพวกเราด้วยยังไงล่ะ ดังนั้น แผนการที่เคยวางไว้ก่อนนี้ทั้งหมดของพวกเรา จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งแผนการรบและเป้าหมายใหม่กันอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงอะไรได้

               จากเดิมที่เป้าหมายหลักคือ การบุกทำลายล้างฐานทัพของศัตรู
               แต่ในตอนนี้ เป้าหมายหลักคือ ปกป้องคุ้มกันคนสำคัญให้หลุดรอดออกไปจากเกมส์รบของศัตรูให้ได้
               ดังนั้น เอ็นฮยองกับแจฮวานฮยองจึงต้องรับหน้าที่คุ้มกันและพาแทคอุนฮยอง วอนชิคฮยอง หนีออกไปจากเขตเมือง...เพื่อพากลับเข้าไปในกรุงโซล ที่ที่เป็นฐานที่มั่นและเป็นเขตพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับแทคอุนฮยองกับวอนชิคฮยองในสถานการณ์เช่นนี้
               ส่วนผมกับฮงบินฮยอง เราสองคนต้องรับหน้าที่บุกเข้าจู่โจมฐานทัพของศัตรูเพื่อเข้าไปจัดการกับอามาติของกลุ่มแบล็คโรสตามแผนการเดิมเพียงแค่สองคน

               เฮ้อ...เราสองคนรับหน้าที่หนักสุดเลย 
               และตอนนี้ก็ถึงเวลาภารกิจของผมกับฮงบินฮยองแล้วล่ะ....



ฐานทัพแบล็คโรส

)))>> ทุกท่านโปรดทราบ รีบอพยพออกจากอาคารภายในสิบนาที <<(((

เสียงแจ้งเตือนจากระบบป้องกันภัยอัตโนมัติดังขึ้นทั่วอาคารปฏิบัติการของฐานทัพแบล็คโรส

               "มันเกิดอะไรขึ้น!"

               "ท่านอามาติครับ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่กันแล้ว"

               [เรียกท่านอามาติ] เสียงพูดจากบุคคลที่แฮคระบบเข้ามาดังขึ้นทั่วในอาคารแทนเสียงเตือนจากระบบอัตโนมัติที่ดังขึ้นเมื่อครู่

               "มันอยู่ที่ไหน? มันแฮคเข้าในระบบเราได้ยังไง?" อามาติของแบล็คเดินวนพร้อมทั้งหันมองไปรอบห้องเก็บข้อมูลหลักของฐานทัพ ด้วยลักษณะของคนเริ่มที่มีอาการหวั่นวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่มีผู้บุกรุกเข้ามาในเขตพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่ทันมีใครรู้ตัว
               ส่วนองครักษ์คนสนิทของเค้าก็ได้แต่เอ่ยปากบอกเจ้านายว่า "ไม่ทราบครับ ท่านอามาติ" เช่นนั้นแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปประกบชิดในท่าเตรียมคุ้มกันผู้เป็นนายของตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูอยู่ที่ไหน

               [ดูจากอาการของท่านแล้ว คงรู้แล้วใช่มั้ยว่าผมคือใคร...]

               "แล้วแกต้องการอะไร?" อามาติถามกลับไปอย่างต้องการดูเชิง

               [คนที่เริ่มสงคราม...สมควรที่จะมาถามคำถามนี้ด้วยเหรอครับ ท่านอามาติ?]

               "คิดว่าแกแฮคเข้ามาในระบบเราได้ แล้วแกจะได้ทุกอย่างตามที่แกต้องการง่ายๆงั้นเหรอ"

               [เรื่องนั้น...มันก็คงต้องมาลองดูกันสักตั้ง...แล้วถึงจะตอบกันได้นะครับท่านอามาติ]

               "งั้นแกก็โผล่หัวออกสิ"

               [หึ...ผมก็มาถึงตั้งนานแล้วล่ะครับ]

               "หมายความว่ายังไง?"

               [ท่านอามาติก็ออกมาดูเองสิครับ]

               อามาติของแบล็คโรสรีบเดินไปกดปุ่มเปิดระบบผนังห้องให้เปลี่ยนเป็นแบบโปร่งใสทันที เพื่อที่จะได้ดูหน้าว่าใครกันคือผู้บุกรุกเข้ามาในเขตของพวกเค้า

               ทันที เมื่อผนังกั้นห้องได้กลายเปลี่ยนมาเป็นกระจกใส ให้อามาติของแบล็คโรสและบุคลากรของแบล็คโรสทุกคนที่ยังอยู่ในขั้นปฏิบัติงานขั้นนั้นของตึกดำ ก็ได้เห็นเฮลิคอปเตอร์หนึ่งลำที่มันก็กำลังลอยลำจ่อหน้าเข้ามาที่ตึกดำขั้นนั้นอยู่

               [ผมควรต้องกล่าวแนะนำตัวกับท่านอามาติ...ก่อนดีมั้ยครับ?]

               "ทุกคนเข้าประจำที่ เตรียมคุ้มกันท่านอามาติ!" เสียงสั่งการของผู้พันฯ

               [น่าสนุกดีนะครับ ที่คืนนี้เราจะได้ทำความรู้จักกัน...จริงจังเสียที]

               จบเสียงท้ายประโยคนั้น เฮลิคอปเตอร์ที่ลอยลำบินจ่ออยู่ที่หน้าตึกดำลำนั้น ก็ทำการพุ่งชนเจาะทะลุทะลวงฝ่ากำแพงกระจกหนาของตึกดำเข้าไปในชั้นนั้นอย่างบ้าคลั่งทันที


ปัง-ง แผล้ง-ง โครมมมมมมมมมมมมมม


               ความหายนะครั้งใหญ่ ได้บังเกิดขึ้นกับฐานปฏิบัติการหลักของแบล็คโรส ด้วยฝีมือความบ้าคลั่งจากเฮลิคอปเตอร์ของ...อีฮงบิน

               อุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้งานสุดไฮเทคและล้ำสมัยต่างๆ ที่อยู่ในชั้นปฏิบัติการชั้นนั้น ทั้งชั้น ถูกความคลั่งของเฮลิคอปเตอร์ของฮงบิน กวาดล้างจนมันพังพินาศไปหมด...เกือบ 100% 

               ความโกลาหลที่มันเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน ทำให้บุคคลากรของแบล็คโรสหลายคนเลย ที่ไม่สามารถวิ่งหนีเอาตัวรอด ออกมาจากทางเฮลิคอปเตอร์คลั่งได้ทัน จึงต้องจบชีวิตกันไปอย่างน่าอนาถ... 

               อามาติของแบล็คโรสและเหล่าองครักษ์ของเค้าเอง ต่างก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอด หลบออกไปจากสถานหายนะตรงนั้น หนีขึ้นบันไดไปยังชั้นบนกันอย่างชุลมุน

               "ทุกหน่วยรีบขึ้นมาคุ้มกันท่านอามาติที่ชั้น42ให้เร็วที่สุด!" องครักษ์คนสนิทของอามาติได้สั่งการไปยังหน่วยต่างๆ

               [แค่นั้นคงไม่พอแล้วล่ะมั้งครับ]


ปัง

               เสียงปืนนัดแรกจากฮงบิน ที่ดังขึ้นเมื่อเค้าได้เข้าไปจัดการกับคนของแบล็คโรสคนแรก ที่ได้เข้ามาสำรวจตรงบริเวณข้างหลังฮอที่ตอนนี้มันได้หยุดนิ่งจากความคลั่งนั้นลงสนิทแล้ว


ปัง


               นัดที่สองจากฮงบิน ที่ยิงเจาะเข้าตรงกลางหน้าผากของศัตรูที่ยืนหันหลังไม่ทันได้ระวัง การมาอย่างเงียบเฉียบของ อีฮงบินโหมดดาร์ค
               และเสียงปืนในนัดที่สองนี่เอง ที่ทำให้การหลบหนีของอามาติและเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย ต้องหยุดชะงักกึก 

หมับ

               อามาติเห็นท่าว่าผู้พันที่มีฝีมือเก่งที่สุดในฐานทัพ กำลังจะหันกลับลงไปชั้นล่าง ก็รีบคว้าแขนเอาไว้พร้อมกับสั่งเสียงเข้มว่า "ไม่! คุณต้องอยู่กับผม และต้องคุ้มกันผมเท่านั้นผู้พัน" 

               [ใช่แล้ว คุณมีตัวเลือกอยู่เพียงหนึ่งเดียว]

               "...." อามาติจ้องผู้พันอย่างกดดัน

               [แล้วคุณจะเอายังไงดีล่ะ?]

               "...." ผู้พันมีสีหน้าลังเล คิดไม่ตก

               [เลือกอารมณ์ หรือว่าหน้าที่]

               แล้วสุดท้ายผู้พันก็ตัดสิ้นใจเลือกหน้าที่ และรีบนำทางอามาติและเหล่าองครักษ์ไปยังชั้นบนโดยทันที


               แผนการบุกเข้าจู่โจมฐานทัพของศัตรูในครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง เพราะว่า มีแค่ฮงบินกับซังฮยอกเพียงสองคนเท่านั้น ที่ต้องทำภารกิจนี้กันเองโดยไม่มีกองกำลังเสริมเข้าช่วย
               ดังนั้น ซังฮยอกกับฮงบินจึงต้องทำภารกิจนี้ ด้วยแผนการบุกโจมตีที่รอบคอบ มีความเสี่ยงน้อย และต้องมีประสิทธภาพสูงสุด เพื่อการทำให้ภารกิจสำเร็จ 



               อีฮงบิน มีความสามารถพิเศษ ในด้านการจับการเคลื่อนไหวเร็ว และมีประสาทรับรู้ที่ไวกว่าคนธรรมดาถึง2เท่า ดังนั้น นอกจากเป็น Knight ของประมุขน้อยเอ็นแล้ว ฮงบินก็ยังเป็นถึงบอสหน่วยรอบสังหารขององค์กรอีกด้วย
               ฮงบินถนัดการต่อสู้แบบรวดเร็ว เค้ามักจะชอบใช้วิธีจัดการกับศัตรูแบบเงียบๆ ด้วยการเข้าประชิดตัวของศัตรูอย่างรวดเร็ว แล้วลงมือจัดการกับศัตรูทันที แบบที่ไม่ให้ศัตรูได้รู้ตัวก็โดนรุกฆาตแล้ว 

               หลังจากเสียงปืนดังขึ้นสองนัด[จากฝีมือของฮงบิน] พวกแบล็คโรสก็เริ่มเพิ่มกำลังและหน่วยป้องกัน เร่งตามหาตัวของฮงบินกันทัวทั้งชั้น 
               ฮงบินเองเริ่มระวังตัวเองมากขึ้น เค้าพยายามใช้สมาธิและประสาทรับรู้ที่ดีเยี่ยมของเค้า เพ่งจับไปที่การเคลื่อนไหว ของเหล่าศัตรูที่อยู่ในบริเวณรอบๆ คำนวณ และคิดหาวิธีจัดการกับศัตรูพวกนั้นให้เร็วที่สุด...เพื่อภารกิจต่อไป
               เมื่อคาดเดาจุด ตำแหน่ง ทิศทางที่อยู่ของศัตรูที่ตัวเองต้องกำจัดได้แน่ชัดและมั่นใจแล้ว ฮงบินก็ไม่รอช้า รีบเดินลัดเลาะลอบเข้าไป จัดการกับศัตรูที่อยู่ตามจุดต่างๆทีละคน สองคน ไปเรื่อยๆ ในบริเวณห้องปฏิบัติการชั้นนั้นอย่างเงียบๆตามวิธีที่เค้าถนัดทันที

               ฮงบินยังคงค่อยๆลอบเข้าไปจัดการกับศัตรูพวกนั้นจากทางด้านหลังทีละคนๆอย่างไม่มีผิดพลาด... แต่แล้ว ฮงบินก็ถูกศัตรูร่างยักษ์ล็อคคอไว้จากทางด้านหลัง ซึ่งเจ้าร่างยักษ์คนนี้คือคนเดียวที่ไม่โดนฮงบินจัดการอะไรเลย  นอกจากถอด Slide and Barrel Assembly ออกจากปืนที่เจ้านั่นถืออยู่ จึงทำให้เจ้าร่างยักษ์นั่นใช้ปืนไม่ได้

               แต่คิดอย่างนั้นกันจริงๆเหรอ? คิดกันจริงๆเหรอว่า อีฮงบินคนนี้จะอ่อนหัด ประมาทและใจดีกับศัตรู? จนพลาดให้ศัตรูจับตัวเองได้ง่ายแบบนั้น หึ ก็แน่นอนหล่ะว่า...ไม่ใช่! เพราะนั่นแหละคือ แผนการล่อลวง เพื่อหลอกล่อให้ศัตรูเข้ามาติดกับ... หึหึ

               ฮงบินบิดกระชากข้อมือใหญ่ออกจากคอตัวเองอย่างแรง พร้อมกับรีบหมุนตัวออกจากตัวเจ้าร่างยักษ์คนนั้นอย่างรวดเร็ว...และนี่แหละ คืออีกหนึ่งแผนการ ที่ฮงบินได้คิดคำนวน และคาดการเอาไว้แล้วตั้งแต่แรก ว่าจะใช้เจ้าร่างยักษ์คนนี้แหละ เป็นตัวล่อ...และเอามาใช่เป็นโล่กันกระสุนให้ตัวเอง

ปัง ปัง

               ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของฮงบิน เสียงปืนสองนัดที่เกิดจากฝั่งศัตรู ที่ตั้งใจยิงใส่ฮงบิน แต่ทว่า...ผลที่ออกมา มันกลับกลายเป็นว่า พวกเค้ายิงใส่กันเองซะงั้น...
               ชายหนุ่มที่เป็นคนยิงพลาดใส่พวกของตัวเอง มีอาการหัวเสียเล็กน้อย ก่อนจะรีบมองหาตัวของฮงบินไปรอบๆบริเวณนั้นอีกครั้ง ...แล้วในขณะนั้นเอง... ชายหนุ่มคนนั้นก็ได้รู้ตัวว่าโดนรุกฆาตเสียแล้ว
               ชายหนุ่มคนนั้น ค่อยๆหันกลับไปมองที่ด้านหลังของตัวเองอย่างเริ่มหวาดกลัว.... อีฮงบินที่ยืนรออยู่พร้อมทั้งเล็งเป้าตรงมาที่เค้าอย่างแนวแน่ ด้วยสีหน้าและแววตาที่นิ่งเรียบอย่างคนไร้ความรู้สึก แล้ววินาทีต่อมา..ฮงบินก็กดเหนี่ยวไกปืน ยิงเจาะเข้าที่กลางหน้าผากของศัตรูคนนั้นอย่างไร้ซึ้ง ค ว า ม ป ร า ณี
 
ปัง



-ทางด้านอามาติ-

               "ผมมั่นใจว่า เจ้าหมอนั่นมันไม่ได้อยู่บนฮอนั้นแน่ๆ ...บอกเจ้าหน้าที่ข้างบน ให้รีบเตรียมฮอให้พร้อม เราต้องพาท่านอามาติออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"

               [แน่ใจเหรอ? ว่าจะเป็นไปตามที่ท่านผู้พันต้องการ]

               "บ้าจริง เจ้าคนน่ารำคาญนี่...แน่จริงแกก็ควรโผล่หัวออกมาได้แล้วนะ!"


               ทันทีที่ผู้พันของแบล็คโรส ได้เดินนำหน้าทีมองครักษ์ที่ทำการคุ้มกันท่านอามาติ คนสำคัญของแบล็คโรสมาถึงที่หน้าประตูห้องนิรภัยบนชั้นที่ 42 แล้วในตอนนั้นเอง...


ปัง


               กระสุนปืนหนึ่งจากแขกคนสำคัญ ผู้มาเยือนถึงที่...ก็ได้ทำการทักทายกับเจ้าของบ้านอย่างร้อนแรงทันที 
               แต่โชคดีที่ผู้พันของแบล็คโรส เป็นคนเก่งและมีสัมผัมที่ค่อนข้างเร็ว จึงทำให้อามาติของแบล็คโรส ผู้ที่เป็นเป้าของกระสุนนัดนั้น รอดไปได้อย่างหวุดหวิด 

               "พาท่านอามาติขึ้นไปก่อน!" ผู้พันแบล็คโรสรีบหันไปสั่งเหล่าองค์รักษ์ที่คุ้มกันท่านอามาติของพวกเค้าอยู่ ให้รีบออกไป...ส่วนตัวเค้า ผู้พันของแบล็คโรส พอสั่งการกับเหล่าองค์รักษ์เสร็จ ก็ไม่รอช้า รีบพุ่งเข้าไปจัดการกับแขกผู้มาเยือนต่อหน้านั้นทันที

ปัง

               ผู้พันแบล็คโรสยิงปืนใส่ซังฮยอกที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บอสตรงกลางห้องทันที ด้วยความเกรี้ยวกราด
               ซังฮยอกหมุนตัวหลบทิศทางของกระสุนจากปืนผู้พันแบล็คโรสไปอย่างรวดเร็ว
               ผู้พันฯวิ่งตามเข้าไป แล้วกระโดดขึ้นบนโต๊ะทำงานเพื่อจัดการกับซังฮยอก ที่หมุดหลบลงไปที่ใต้โต๊ะทันที

พรั่บ/หมับ

               ผู้พันฯจ่อปืนลงไปจะเตรียมยิง แต่โดนซังฮยอกจับกระชากดึงมือกับปืนเข้าอย่างแรง จนทำให้ผู้พันฯที่อยู่บนโต๊ะ ตกลงมาที่พื้นอย่างแรง
               ทันทีที่ซังฮยอกได้ดึงกระชากตัวผู้พันฯจนตกลงมาอยู่ระดับเดียวกันแล้ว เค้าเองก็รีบม้วนตัวออกมาจากใต้โต๊ะนั้นทันทีด้วยเช่นกัน
               ผู้พันฯเองก็รีบเด้งตัวลุกขึ้น ไปสู้ต่อกับซังฮยอก โดยที่ยังคิดใช้ปืนยิงไปที่ซังฮยอกอีกครั้ง
               แต่ก็ยังไม่ทันความเร็วของซังฮยอก ที่พุ่งเข้าไปจับล็อคเข้าข้อมือข้างนั้นของผู้พันฯอย่างรวดเร็ว 
               ซังฮยอกจับยกมือที่ถือปืนอยู่ของผู้พันฯขึ้นสูงเหนือหัวตัวเอง พร้อมหมุนตัวหันหลังใช้แขนศอกแทงกระแทกอย่างแรง เข้าที่สีข้างของผู้พันฯเพื่อจะทำให้ผู้พันฯยอมปล่อยปืนในมือข้างนั้น

ตุบ ตุบ แกร๊ก...

               ซังฮยอกใช้ศอกแขนของตัวเองกระแทกเข้าที่สีข้างกับช่วงท้องของผู้พันฯแรงๆซ้ำๆ จำปืนในมือของผู้พันฯมันได้หลุดออกไป

ปัง ปัง ปัง ปัง

               ทันทีที่ปืนในมือของผู้พันฯตกไปที่พื้นแล้ว ซังฮยอกก็รีบหมุนตัวหันหน้ากลับไปยิงใส่ตัวผู้พันฯรัวๆ อยู่หลายที่หลายนัด อาทิ บนหน้าอกซ้าย ที่คอหอย ที่ตำแหน่งปอด และที่ขาทั้งสองข้างของผู้พันฯ...จนกระทั้งร่างของผู้พันฯหงายหลังลงไปนอนแน่นิ่งที่พื้นแล้ว

ปัง ปัง ปัง

               ซังฮยอกก็ยังคงยิงปืนใส่ร่างนั้นของผู้พันฯตามซ้ำลงไปอีกหลายนัด....


 


ปัง

แกร๊ก ก ก...ก 

 พ รั่ บ !            

               สิ้นเสียงปืนนัดสุดท้ายของซังฮยอก ผู้พันฯที่โดนยิงไปเกือบสิบนัด ที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น จู่ๆก็ลืมตาฟื้นคืนชีพขึ้นมา ฟาดมือขึ้นไปปัดกระบอกปืนออกจากมือของซังฮยอกอย่างแรง จนปืนหลุดออกจากมือของซังฮยอกไป 

แกร๊ก ก

               ผู้พันฯไม่ได้แค่ปัดปืนออกจากมือซังฮยอกเพียงอย่างเดียว แต่เค้ายังขยับผลิกตัวตะแคงข้าง ใช้เท้าข้างหนึ่งเกี่ยวล็อคเท้าซังฮยอก และใช้เท้าอีกข้างแตะที่ข้อพับขาซังฮยอกอย่างแรง และรีบหมุนตัวยกเท้าข้างที่ล็อคเท้าซังฮยอกอยู่ ขึ้นไปเกี่ยวล็อคที่ต้นขาของซังฮยอกอย่างแรงและรวดเร็ว จนซังฮยอกเสียท่าล้มลง ยังไม่ทันถึงวินาทีเลยที่ซังฮยอกล้มลง ก็โดนผู้พันฯยันเท้าซ้ำเข้าที่กลางอกอย่างแรงอีกที จนร่างของซังฮยอก กระเด่นไปด้านหลัง ตึง!

               ซังฮยอกรีบกลิ้งตัว ไปด้านข้างแล้วรีบยันตัวลุกขึ้น แล้วพุ่งเข้าไปสู้กับผู้พันฯต่อทันที 









*แปะgif/spoilไว้ว่า...คู่นี้ต้องสุดยอด?
อาจจะมี something...
รอลุ้นกันนะครับ

               
              

To be continued...





[RaviKen part.]

               "มะ ไม่นะ..."

               "นายต้องเชื่อใจฉันสิ วอนชิค"

               "หา...เชื่อใจ...ฮยอง...?"

               "ใช่ ถ้ากลัวก็แค่หลับตาเอาไว้"

               "พูดบ้าๆ ใครมันจะทำได้..."

               "ไ ม่ ไ ด้ ก็ ต้ อ ง ไ ด้ !"

               "หะ...ห๊า? เฮ้ย!!!!"


ปั ง ง ง ง ! ! !


               แจฮยานกับวอนชิคกำลังโดนกลุ่มศัตรูไล่ต้อนอยู่บนท้องถนนที่มีเส้นมุ่งหน้าออกไปทางชายฝั่งทะเล

               "โธ่เว้ย! พวกบ้าแม่ง มันน่าโมโหโคตรเลย!!" แจฮวานมองดูพวกศัตรูจากกระจกแล้วก็ได้แต่หงุดหงิดสบถหัวเสีย ก่อนจะตั้งสติแล้วหันไปบอกกับอีกคนที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ "วอนชิคนายยึดมันไว้ให้แน่นๆนะ"

               "เอ๋....ครับ?" อะไรนะ? เค้าพูดอะไร? ยึดอะไรอีก...นี่ตอนนี้ผมก็แทบไม่ได้คลายมือออกจากเบาะนั่งกับสายเบลท์เลยสักนาทีเดียว


เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยดดดดด

               แจฮวานใช้ทักษะการกลับรถด้วยความรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา จนคนธรรมดาไม่สามารถมองตามได้ทัน 
               แจฮวานเลือกวิธีเปลี่ยนเลนรถแบบกระทันหันเพื่อต้องการสร้างความสับสนให้กับพวกศัตรูที่ไล่ตามหลังมา และอีกนัยหนึ่งก็เพื่อสลัดตัวออกมาจากทางของศัตรูด้วยนั้นเอง

               "เมื่อกี้มัน...อะไรกัน?" วอนชิคพูดขึ้นอย่างมึนงง สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัวหันออกไปมองนอกรถอย่างอดนึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่มันคืออะไรกันแน่ " ...เอ๊ะ! "

ครืด ครืด ครืด

               "อ๊ากกก!!!" วอนชิคหากปากร้องเสียงดังลั่นรถ เมื่อเห็นว่ารถของตัวเองกำลังจะเข้าไปชนท้ายรถบัสที่อยู่ตรงหน้าอีกแค่เพียงไม่ถึงเมตรแล้ว

               
เอี๊ยดด!!!!!

ครืด ครืด ครืด

               แจฮวานหักดรีฟสไลด์รถออกมาได้ทันเวลาก่อนที่หน้ารถของเค้าจะเสียบชนเข้าที่ท้ายรถบัสคันนั้นได้อย่างหวิดหวุด


                    "อ๊ะ...มันอันตราย!!!" วอนชิคหน้าซีดเหงื่อตกหันไปต่อว่าแจฮวานทันทีเมื่อรถกลับมาวิ่งเป็นปกติ

                    "Dangerous?" แจฮวานยกยิ้มขึ้นที่มุมปากพร้อมเหล่หางตามองวอนชิคด้วยความนึกสนุก ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้นว่า "ฉันไม่รู้จัก..คำว่า...อั น ต ร า ย" 

                    "เอ๊ะ!" 


บรืน บรืน บรืนนนน


                    "แต่ว่า...มันอันตราย" วอนชิคยังคงพยายามพูดแต่ประโคยเดิมๆนั้นกับแจฮวานอย่างหวาดกลัว

                    "ฉันจะบอกว่าให้วางใจเถอะน่า!" ปากก็พูดออกไปเหมือนอยากให้อีกคนได้เลิกกลัว แต่เท้าก็ยังคงเยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วรถมากขึ้นๆไม่ยอมผ่อนลงเลยสักนิด

                    "เอ๊ะ?" วอนชิคที่หน้าซีดเหงื่อตกและน้ำตาคลอเบาเหลือบมองออกไปทางหน้ารถ ก็ถึงกับตกใจตาเหลือกพร้อมกับร้องเสียงโหยหวนขึ้น

                    " ไฟแดง! ไ ฟ แ ด ง! อ๊าก~~~ ดะ...เดี๋ยวก๊อนนนนนนนน"



...วินาทีเสี่ยงตายได้เกิดขึ้นอีกครั้งกับ คิมวอนชิค

               สัญญาณไฟแดงและรถอีกหลายคันที่ถูกปล่อยออกมาจากทางด้านขวามือ ต่างก็เริ่มวิ่งผ่านเลนถนนกลางสี่แยกตรงหน้านั้นไปกันอย่างรีบเร่ง ...แต่กระนั้น ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า...มันไม่ได้ช่วยหยุดยั้งการเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเร็วแรงของรถอีแจฮวานเลยสักนิด

               อีแจฮวานใช้สายตาและปัญญาอันเฉียบแหลมของเขา คิดคำนวณเส้นทาง ความเร็ว ช่องว่าง และจังหวะที่รถของเค้าจะสามารถขับผ่านรถทุกคันที่กำลังวิ่งผ่านหน้าพึ่บๆเหล่านั้น เพื่อฝ่าข้ามไปยังถนนอีกฝั่งที่อยู่ตรงข้ามนั้นให้ได้ โดยที่จะต้องไม่มีการเกิดเหตุผิดผลาดใดๆขึ้นอย่างเด็ดขาด

ฟาว ฟาว ฟาว ฟาว

บรืนนนนนน

              มันช่างเป็น...เหมือนดั่งเช่นสายลมพัดผ่าน (ความเร็วที่เหมือนลมพายุ)

               สิ่งที่แจฮวานทำมันไปเมื่อครู่ มันเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคลเท่านั้น การที่ใครสักคนจะทำแบบนั้นได้...ถ้าไม่เทพไม่เซียนกันจริงๆร้อยทั้งร้อย...ไม่รอดแน่นอน
               แต่นี่คือ อีแจฮวาน คนที่ได้รับฉายาว่า นักขับสายฝ้าแลบแห่งองค์กร เรื่องแค่นี้สำหรับอีแจฮวานนั้น ยังถือว่าเป็นเรื่องชิลๆเลยด้วยซ้ำ

               มันก็แค่การขับฝ่าไฟแดง โดยที่ไม่ให้รถคันอื่นๆที่ถูกปล่อยออกมาจากอีกทางชน...มันก็แค่นั้น แค่ต้องมีสติ ปัญญา ความกล้าหาญ[บ้าบิ่น] ความชำนาญและสายตาเฉียบคมที่สามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง...เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทำอะไรเจ๋งๆได้แล้วล่ะ 


บรืน บรืน บรืน

               "แ ว๊ ก ก ก ! ! !" เสียงร้องโหยหวนของคุณคิมวอนชิคที่ดังขึ้น เมื่อคุณอีแจฮวานทำเรื่องน่าเหลือเชื่อด้วยการขับรถด้วยความเร็วสูง ฝ่าดงรถในกลางสี่แยกข้ามมาอีกฝั่งของถนนได้แบบ เ ฉี ย ด ต า ย ม า ก 

               "วู้~~เป็นไง ...ห ว า ด เ สี่ ย ว ดี มั้ ย ไ อ้ น้ อ ง" อีแจฮวานร้องถามคนข้างๆด้วยความสนุกสะใจ ที่วันนี้ตัวเองได้ทำอะไรสนุกๆ...ที่ตัวเองไม่ได้ทำมันมานานแล้ว โดยไม่ได้นึกสนใจอะไรกับใครทั้งนั้น "ก็อย่างว่าล่ะ...ชีวิตนักร้องของนายวันๆก็คงได้แต่ยืนเด่นอยู่กลางแสงสปอร์ตไลท์บนสเตจ...คงไม่รู้รสชาติแบบนี้หรอก"

               "เอ่อ ตะ...แต่ว่าเมื่อกี้..อึ๋ย..." วอนชิคหันไปพยายามจะพูดกับแจฮวาน แต่ทว่า...

               "หืม..." แจฮวานเหล่ตามองวอนชิคแค่เพียงแปปเดียว แล้วก็ต้องรีบเยียบคันเร่งรถให้เร็วขึ้นอีกเท่า เพื่อจะยังจุดที่มีแสงไฟส่อง...

ครืด ครืด ครืดดดด

เอี๊ยดดดดดดดดดด

แกร๊ก...

               "อุ้บ..." วอนชิครีบเปิดประตูออกไปนอกรถทันที เมื่อแจฮวานได้ทำการหยุดจอดรถเข้าริมที่ข้างทางที่อยู่ใกล้กับป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เปิดไฟส่องสว่างอยู่ "แหวะ อึ้ก..."

               "เฮ้ย นายไปแหวะไกลๆรถฉันหน่อยเถอะ" แจฮวานเปิดประตูรถออกมาโบกมือไล่วอนชิคให้ไปแหวะไกลๆจากรถของตัวเอง ด้วยสีหน้าเวทนาสุดๆ แต่ถึงอย่างนั้นแจฮวานก็ยังคงมีความห่วงกังวลกับวอนชิคอยู่เล็กน้อย 

               "เฮ้อ..." แจฮวานถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิมว่า "นายต้องอดทนนะ...เรายังต้องไปต่ออีกไกล...หืม?"

บรืน บรืน บรืน

               ห่างออกไปจากจุดที่แจฮวานและวอนชิคอยู่เพียงไม่ถึงสองกิโลเมตร มีแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์มากกว่าสิบคนกำลังเกาะกลุ่มกันด้วยลักษณะท่าทางเหมือนกำลังรออะไรกันอยู่สักอย่าง 

               ซึ่งมันทำให้สัญชาตญาณในการเป็นนักสู้ของอีแจฮวานกระตุก และรางสังหรณ์ก็บอกแจฮวานว่า "พวกมันเจอเราแล้ว...วอนชิค"

               "...อ๊ า ก ! ! !" 

               "ว อ น ชิ ค !"

             
                    

To be continued....






[LeoN part.]

Leo said...


          สองสัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์ในคืนวันนั้น....
          พวกผมทั้งหกคนผ่านความเป็นความตายในคืนนั้นมาได้...หวุดหวิดกันมากเลยล่ะครับ 
               ผมกับฮัคยอนตกอยู่ในสถานการณ์ขั้นวิกฤตอย่างถึงที่สุด เนื่องจากรถโดนสไนเปอร์ของศัตรูยิงเข้าที่ล้อหลัง จึงทำให้รถของพวกผมเสียหลักการทรงตัว พุ่งเข้าชนที่แผงกั้นถนนตรงหน้าผาพอดี 
               ตอนนั้น ผมยอมรับเลยจริงๆครับว่า 'กลัวแทบขาดสติ' เพราะสถานการณ์ในตอนนั้นผมคิดว่า ยังไงพวกเราสองคนก็คงไม่รอดแน่ๆ เราต้องตกหน้าผา...ไม่ตายก็คงสาหัสแน่ๆ 
               ถึงแม้ฮัคยอนจะพยายามคอยพูดคอยปลอบให้ผมใจเย็นๆตั้งสติ ไม่ต้องกลัวเพราะเค้าจะไม่ยอมให้ผมเป็นอะไรแน่นอน..
               แต่คุณครับ!!! ในช่วงเวลาคับขันอยู่บนเส้นตายแบบนั้น... ผมมันก็เป็นแค่คนธรรมดาๆนะครับ จะให้มาใจเย็นกับความเป็นความตายตรงหน้าได้ง่ายๆอย่างนั้น ...มันเป็นไปไม่ได้หรอก!
               แต่ก็นั้นแหล่ะครับ ในเสี้ยวนาทีที่รถของพวกเรากำลังจะถะไหลตกหน้าผาตรงนั้นไป ...ทุกอย่างก็ถูกหยุดนิ่งค้างไว้กับที่..ราวกับนาฬิกาตาย...เออ พูดซะเวอร์เลย... คือเราก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชายของฮัคยอน ที่ขับฮอเข้ามาช่วยเอาไว้ได้ทันพอดี ..อ้อ พี่ชายฮัคยอนก็ใช้วิธีเดียวกันกับกลุ่มศัตรูที่มาดักซุ้มยิงพวกผมในตอนแรกอะแหล่ะครับ[วิธียึดรถไว้ทั้งคันด้วยลวดสลิง] แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณพี่ชายหน้าสวยของฮัคยอนคนนั้นมากเหลือเกิน ที่ได้ต่อชีวิตให้ผมได้มีลมหายใจมาจนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณพี่ชายคนนั้นจริงๆครับ

          ส่วนอีกสี่คน แจฮวาน วอนชิค ฮงบิน และน้องฮยอก ทั้งสี่คนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ถึงขั้นสาหัส 

น้องฮยอกโดนยิง...
แจฮวานโดนแทง...
ฮงบินมีแผลฟกซ้ำตามร่างกาย
วอนชิคฟกซ้ำเล็กน้อย แต่ต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจกันอยู่หลายวันกว่าจะหายกลับมาเป็นปกติ 


               ตอนนี้สถานการณ์ได้กลับมาเป็นปกติทุกอย่างแล้วครับ...อย่างนั้นจริงๆเหรอ?
               แน่นอนว่า....ไม่เลยครับ

               แต่เรื่องในคราวนี้  มัน...ชวนช็อคมากกว่า...เพราะว่า...



'ผ ม ก ำ ลั ง จ ะ เ ป็ น พ่ อ ค น !'



              ใช่แล้วครับ ผมกำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วจริงๆ ...หากว่า...

               หากว่า...เรื่องนั้น...เรื่องเลวร้ายนั้น...ไม่เกิดขึ้นมาเสียก่อน ป่านผมคงได้ยิ้มและมีความสุขมากๆกับครอบครัวเล็กๆของผม ที่มีผมเป็นคุณพ่อ มีฮัคยอนเป็นคุณแม่ และมีลูกน้อยที่แสนน่ารักของเราด้วยอีกหนึ่งคน...
               แต่ทว่า... ทุกอย่างที่ผมวาดฝันเอาไว้ สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่เพียงฝัน ...ฝันที่พังสลายไปอย่างไม่มีชิ้นดี...ผมสูญเสียคนสำคัญของผมไป อย่างที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำอำลา ผมสูญเสียพวกเค้าทั้งสองคนไป อย่างไม่มีวันได้...หวนคืนกลับมา




               สองปีแล้ว ...ที่ฮัคยอนจากผมไป

               ตลอดสองปีที่ผ่านมา...มันเป็นช่วงเวลาชีวิตที่แสนสาหัสมากที่สุดสำหรับผม...

               หกเดือนแรกที่ผมสูญเสียฮัคยอนไป ผมก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่ยอมออกมาพบใคร ทุกคืนและวันที่ผ่านไปมันเจ็บปวด ผมร้องไห้จมอยู่กับความทุกข์โทมนัส เพราะไม่สามารถทำใจยอมรับความสูญเสียนั้นได้
               มันย่ำแย่มากๆ...ผมรู้ แต่ผมก็ยังคงไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้โดยง่าย ...ความเจ็บปวด
               ตลอดหกเดือนเต็ม ที่ผมเอาแต่ขังตัวเองไว้ที่ TRAPALACE  โดยที่ไม่ออกไปไหนเลย ข้าวปลาก็แทบไม่แตะ สภาพร่างกายและจิตใจของผมมันก็ย่ำแย่ลงทุกวันๆ จนครอบครัวของผมและวอนชิคต้องค่อยพลัดกันเข้ามาอยู่เฝ้า เพราะกลัวผมจะคิดสั้น...

               ผมยอมรับครับ ว่ามีช่วงเวลาที่ผมรู้สึกทรมานเจ็บปวดใจมากจนนึก...อยากตาย...แต่ผมก็ไม่กล้าพอจะทำแบบนั้น

               ทุกครั้งที่ผมนึกอยากตาย ภาพของฮัคยอนกำลังร้องไห้เสียใจผิดหวังในตัวผม ก็มักจะปรากฏขึ้นมาหยุดความคิดนั้นของผมทุกครั้ง เพราะอย่างนั้น ถึงจะรู้สึกทรมานเจ็บปวดใจมากมายแค่ไหน ผมก็ต้องอดทนและอยู่กับมันต่อไปให้ได้ เพราะผมรักฮัคยอน...ผมจึงทำเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นไม่ได้

               แม่กับพ่อของผม พยายามจะพาผมกลับไปอยู่ที่บ้านด้วยกัน หลายครั้งแล้ว แต่ว่าทุกครั้ง ผมก็จะปฏิเสธทั้งน้ำตากับพวกท่านทั้งสองคนทุกครั้งว่า


'ขอให้ผมอยู่ที่นี่เถอะครับ ถึงตอนนี้สภาพของผมมันจะย่ำแย่ แต่ผมก็ยังคงจะมีชีวิตต่อไปได้ ...เพราะที่นี่มันคือที่ที่เดียว ที่ผมยังสามารถรู้สึกได้ถึงฮัคยอน เพื่อรักษาเยี่ยวยาหัวใจที่แตกสลายไป..ได้โปรดให้ผมอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะครับ'


               พวกท่านทั้งสองคน จึงได้แต่ถอนหายใจออกมา อย่างพยายามเข้าใจผม แล้วเลิกบอกให้ผมกลับบ้าน แล้วจึงพลัดเปลี่ยนกันเข้ามาอยู่เฝ้าผมที่นี่แทน ...แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่นานเกือบปี ที่ผมจะต้องมีหนึ่งหรือสองคน ที่คอยมาอยู่มาเฝ้าและดูแลผมอยู่ที่นี่ทุกวันไม่ขาด

               ผมรู้ว่า ผมทำให้ทุกคนลำบาก ทุกคนต้องเป็นห่วงและเหนื่อยกับผมคนนี้มาก...แต่ทุกคนก็ไม่เคยมีใครด่าว่าอะไรผม...ที่ทำตัวเป็นภาระ...เลยสักคำ ผมอยากขอโทษที่ทำให้ทุกคนลำบาก และอยากขอบคุณทุกคนมากๆที่อยู่ข้างๆผม คอยให้กำลังใจ และคอยเตือนสติผม...จนผมได้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

               ผมได้กลับคืนไปยืนร้องเพลงที่ผมชอบบนเวทีอีกครั้ง หลังจากการพักเยี่ยวยาสภาพจิตใจของตัวเองไปนานกว่าหนึ่งปี
               ผมต้องขอบคุณบริษัทต้นสังกัดของผมที่เข้าใจและยังให้โอกาสผมได้กลับไปทำงานของผมอีกครั้ง 
               ขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่ค่อยส่งกำลังใจมาให้ผม ตั้งแต่วันแรกที่ทางต้นสังกัดได้แถลงการแจ้งข่าว 'เรื่องที่ผมจำเป็นต้องพักงานทุกอย่างไปแบบไม่มีกำหนด' 
               เพราะผมได้คิดแล้วว่าเมื่อมีการแถลงข่าวแบบนี้ออกไป มันจะต้องมีผลกระทบและมีการเกิดข้อสงสัยนานาประการขึ้นกับเหล่าแฟนคลับของผมแน่ๆ
               เพราะคิดแบบนี้ ผมจึงได้บอกกับทางต้นสังกัดของผมไปว่า "ผมไม่มีความจำเป็นอะไรต้องปิดบังความจริงกับแฟนคลับของผม เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ผมต้องพักงานยาวแบบไม่มีกำหนดในครั้งนี้" 
               ให้พวกเค้าได้รู้ความจริงดีกว่า ปิดบังพวกเค้า... ผมไม่อยากรู้สึกผิด และต้องเป็นเหมือนคนที่ทรยศ กับคนที่เค้ารักเราและคอยสนับสนุนเรา...แม้ว่าการบอกความจริงของผมในเรื่องนี้...มันอาจจะดูน่าผิดหวังมากสำหรับพวกเค้าที่รักและสนับสนุนผม...แต่เพราะว่า ผมเห็นพวกเค้าเป็นคนสำคัญ...ผมจึงอยากบอกความจริงกับพวกเค้า... และก็ช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ผมยังมีแฟนคลับที่เข้าใจ ยอมรับเรื่องราวของผม พวกเค้าใจดีกับผมมากเลยล่ะครับ ทันทีที่ทราบสาเหตุ...พวกเค้าก็พากันส่งข้อความแสดงความเสียใจและให้กำลังใจผม บอกให้ผมสู้ๆบอกให้ผมเข้มแข็งให้มากๆ และพวกเค้าก็จะรอคอยผมกลับไปร้องเพลงให้พวกเค้าฟังอีกครั้ง พวกเค้าน่ารักมากเลยใช่มั้ยครับ...ผมอยากขอบคุณพวกเค้าจริงๆ
               และอีกคนที่ผมต้องขอบคุณเค้ามากๆเช่นกัน คิมวอนชิค น้องชายคนสนิท คู่ดูโอ้ของผม ที่คอยอยู่ดูแล คอยปลอบใจอยู่ข้างๆไม่เคยทิ้งผมไปไหนเลย ตลอดช่วงเวลาชีวิตที่ย่ำแย่สุดๆของผม ...ทุกคนยังจำกันได้ใช่มั้ยว่า วอนชิคเป็นแฟนเก่าของฮัคยอน แม้จะเลิกลากันไปแล้ว แต่ผมก็รู้ว่าวอนชิคยังคงรักฮัคยอนอยู่เหมือนเดิม และตอนที่เจ้าวอนชิคมันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮัคยอน มันก็ช็อคจนเสียศูนย์อยู่นานไม่ต่างกับผมมากนักหรอกครับ เพราะงั้นงานของ LR ของพวกผมทั้งสองคนจึงถูกพัก... คิมวอนชิค เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งมากจริงๆครับ ผมนับถือเจ้าน้องชายคนนี้มากจริงๆ เพราะใช่เวลาเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น วอนชิคก็สามารถกลับไปทำงานเพลงที่ตัวเองรักได้อีกครั้ง โดยก่อนที่จะไป วอนชิคก็ยังได้บอกกับผมไว้ว่า 

"มันรู้สึกแย่ และจมอยู่กับความทุกข์เกินไป 
เพราะงั้น ผมจึงคิดว่า ผมควรต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ 
เฮ้อ...ถ้ายังอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ทำอะไร... 
ก็คงมีแต่ความคิดฟุ้งซ่าน...เอาหล่ะ คิมวอนชิค ถึงเวลาที่นายต้องกลับไปทำงานแล้ว...
แทคอุนฮยองเองก็เหมือนนะครับ สู้ๆ" 



               และต้องขอบคุณคำพูดเตือนสติ ที่ทำให้ผมได้คิดได้ จากน้องฮยอก ในคืนก่อนวันครบรอบหนึ่งปีการจากไปของฮัคยอนและฮงบิน ที่น้องฮยอกได้พูดกับผมบนรถในตอนที่เค้าได้มารับผมไปที่บ้านใหญ่ว่า

'ผมรู้ว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่เรารักสุดหัวใจไป 
มันเจ็บปวดทรมานและยากที่จะทำใจยอมรับมันได้ง่าย 
ใช่ มันยาก แต่เราก็ควรยอมรับมัน ไม่ควรจมอยู่กับมัน 
จนไม่เป็นอันทำอะไรขนาดนี้...
เอ็นฮยองคงเสียใจมากแน่ๆ ถ้ารู้ว่า แทคอุนฮยองที่เค้ารักทิ้งทุกอย่าง 
ไม่สนใจอะไร เอาแต่โศกเศร้าถึงแต่เอ็นฮยองๆอยู่อย่างนี้ 
เอ็นฮยองคงรู้สึกผิด[หวัง]และเสียใจมากแน่ๆครับ

แทคอุนฮยองน่าจะรู้ดีนะครับ 
ว่าเอ็นฮยองให้ความสำคัญกับเรื่องของฮยองมากแค่ไหน?
เพราะอย่างนั้น
มันควรถึงเวลาที่ฮยองต้องออกไปเผชิญหน้า
ถึงเวลาที่ฮยองจะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่...
กลับขึ้นไปดาวที่ส่องประกายอยู่บนเวทีนั้น...ที่ฮยองใฝ่ฝัน
กลับไปหาทุกคนที่เค้ารอคอยให้ฮยองกลับไปหา ณ ที่ตรงนั้น
ด้แล้วครับ แทคอุนฮยอง'



               ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม? ทั้งๆที่คำพูดของน้องฮยอกก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนอื่นมากนัก แต่มันกลับสามารถดึงผมกลับมาได้อย่างแปลกประหลาด.... 
               หรืออาจจะเพราะว่าภาพของฮัคยอนที่ได้สะท้อนออกมาซ้อนทับกับน้องฮยอกในตอนที่น้องฮยอกกำลังพูดประโยคพวกนั้นกับผม...
               อืม...จะพูดอย่างไรดีล่ะ? คือตั้งแต่ที่ผมเสียฮัคยอนไป ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม? ทำไมผมต้องมีความรู้สึกดีใจทุกครั้ง ที่น้องฮยอกมาหามาเยี่ยมผม...น่าแปลกจริงๆนะครับ ที่ผมรู้สึกถึงฮัคยอนได้จากน้องฮยอกในทุกครั้งที่เค้ามาหาผม
               ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไม? เพราะอะไร? ที่มันทำผมให้ต้องเห็นภาพของฮัคยอนซ้อนทับมากับน้องฮยอกทุกครั้ง...แบบนั้น
               หรือนั้น คงอาจจะเป็นเพราะว่า น้องฮยอกเป็นน้องชายของฮัคยอน...อย่างนั้น...รึเปล่านะ? เพราะว่าในบางครั้ง ฮัคยอนกับน้องฮยอกก็มักจะชอบพูดชอบทำและมีนิสัยบางอย่างที่คล้ายกันมากๆด้วยล่ะ ...เพราะทั้งสองมีส่วนที่คล้ายกันอยู่เยอะ เออ...ไม่ได้หมายถึง รูปร่างหน้าตาของพวกเค้านะ ผมหมายถึงความรู้สึกบางอย่าง ที่มันออกมาเหมือนกันมากๆ ที่ผมรู้สึกได้จากตัวของพวกเค้าทั้งสองคน... 

               แต่บางที...ผมอาจจะแค่ความคิดเพ้อเจ้อ อาจจะแค่นึกมโนไปเองของผมก็ได้ ...แต่อย่างน้อย เมื่อผมได้มีความรู้สึกอย่างนั้นเกิดขึ้น หัวใจที่เหมือนได้พังสลายไปแล้วของผม มันก็เหมือนว่าได้รับการเยี่ยวยาให้มันค่อยๆกลับมาเป็นหัวใจ...อีกครั้ง 

               จนในที่สุด ก็ถึงวันที่หัวใจของผมได้รับการเยี่ยวยา จนมันสามารถกลับมาเป็นหัวใจที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็ง และพร้อมที่จะยอมรับความเป็นจริงทุกอย่าง ...ถึงเวลาที่ผมควรจะกลับไปเป็นจองแทคอุน เป็นเลโอ เป็นนักร้อง เป็นไอดอลที่ใครหลายๆรอคอย คาดหวัง อยากเห็นการพัฒนาและความสำเร็จของผม

               ขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่ทุกคนเข้าใจและให้เวลาผม ไม่ปล่อยมือไปจากผม แม้ว่าผมจะทำให้เวลาที่แสนสำคัญของทุกคน ให้กลายเป็นเหมือนแค่ช่วงเวลาที่สูญเปล่าไป อย่างไร้ประโยชน์...นานเป็นปี กับการรอคอย...ให้ผมได้กลับไปหาพวกเค้าอีกครั้ง
 
               ผมอยากขอบคุณทุกคนจริงๆจากใจของผม ขอบคุณที่รอคอยผม...จนถึงวันนี้ ขอบคุณจริงๆครับ

               เพื่อตอบแทนทุกคนที่รอคอยผมตลอดมา ผมคงไม่อาจจะสัญญาอะไรได้ แต่ว่าผมสามารถรับปากได้ว่า ผมคนนี้จะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด

ขอบคุณที่รอคอยครับ






               ก่อนที่ฮัคยอนจะไปจากผมในวันนั้น ฮัคยอนก็ได้เอ่ยปากขอร้องกับผมไว้อยู่สองอย่างว่า...
 
'แทคอุนอา เมื่อนายอยู่บนเวที ฉันขออะไรสักอย่างได้มั้ย? 
ขอให้แทคอุนยิ้ม อยากให้ส่งยิ้มออกมาเยอะๆ
เพราะแทคอุนคือรอยยิ้มของฉัน แม้จะได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของแทคอุน ผ่านทางภาพถ่ายหรือผ่านทางสื่อโทรทัศน์...
แม้จะไม่ได้เห็นอยู่ใกล้ๆอย่างนี้...
แต่ฉันก็จะรู้สึกสุขใจเสมอ แค่เพียงได้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข
ของแทคอุนของฉัน'

'แทคอุนอา รู้ใช่มั้ยว่านายคือคนสำคัญของฉัน...
แทคอุนอา การที่ได้เห็นคนที่เรารัก
ได้เดินไปตามความฝันที่เค้าตั้งใจไว้...จนประสบความสำเร็จ
มันมีค่า มีความสุข และเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมากๆเลยนะ
เพราะงั้น ถ้าหากนายรักฉัน...
ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเรื่องอะไร...ก็อย่าได้ทิ้งความฝันของนายไปเลยนะ จองแทคอุน' 




               เพื่อฮัคยอนที่ผมรัก...

               ชาฮัคยอนที่รักของผม ที่ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่ ณ ที่แห่งหนใด... ไม่ว่าคุณจะอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล แค่ไหน

               ผมจองแทคอุนคนนี้...

               จองแทคอุนคนรักของคุณคนนี้ ก็ยังคงคิดถึงคุณเสมอ...แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หัวใจของผมดวงนี้ ก็ยังคงมีคุณอยู่เสมอนะครับ ฮัคยอนที่รักของผม

               ผมคิดว่าคุณคงอยากตีผมมากแน่ๆ ถ้าหากคุณรู้ว่าผมทำตัวงี่เง่า เป็นเด็กดื้อที่วันๆก็เอาแต่ร่ำไห้ร้องเรียกหาแต่คุณ ฮัคยอนๆ อยู่อย่างนั้นทุกเช้าเย็น นานเป็นปี...เพราะไม่ยอมรับความจริง...ความจริงที่คุณได้จากผมไปแล้ว...ตลอดกาล

               เพราะว่าผมรักคุณมาก ผมเลยต้องใช้เวลามาก...ฮัคยอนที่รักของผม หวังว่าคุณจะไม่โกรธผมนะครับ...ที่ผมจมอยู่กับความทุกข์ ความโศกเศร้าเสียใจนานเป็นปีขนาดนั้น เพราะรักคุณมากจริงๆ...ได้โปรด เห็นแก่ความรักของเรา...ยังไงก็อย่าโกรธผมเลยนะครับ

               ฮัคยอนที่รักของผม หากว่าคุณยังคงมองผม จากในที่ที่ไกลแสนไกลของคุณ...อยู่ในตอนนี้

               คุณคงได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผม ในวันนี้แล้วใช่มั้ยครับ...?

               ใช่ครับ มันคือพลังจากความรัก  ความรักที่ผมมีให้คุณไงครับฮัคยอน สิ่งที่ทำให้ผมได้กลับมาเป็นผม เป็นจองแทคอุน เป็นเลโอ เป็นคนที่มีรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่คุณเคยบอกว่าชอบ รอยยิ้มที่คุณเห็นแล้วจะรู้สึกสุขใจเสมอ...

               ฮัคยอนที่รักครับ แม้ช่วงเวลาที่เราได้รู้จักกัน ได้อยู่ด้วยกัน...มันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่เจ็ดแปดเดือน...แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณ มันก็มากมายเกินจะบรรยายออกมาได้ทั้งหมด...ว่ามีมากมายเท่าไหร่ แต่ทั้งหมดนั้น ผมก็สามารถตอบได้อย่างชัดเจนคือ ผมรักคุณมากกว่าชีวิตทั้งหมดของผม

               เมื่อตอนที่เรายังอยู่ด้วยกัน...ตอนนั้น ผมรู้นะครับ ว่าคุณเป็นห่วงผมมาก ไม่ว่าผมจะเป็นอะไร มากน้อยแค่ไหน...คุณก็จะเป็นห่วงเป็นกังวลกับผมอยู่เสมอ ...ถึงคุณจะไม่พูดออกมา แต่ผมก็รับรู้สึกถึงมันได้ทุกอย่าง จากกระทำของคุณ...ผมรู้ครับว่า คุณก็รักผมมากเช่นกัน

               คุณยอมเสียสละ และทำทุกอย่างเพื่อให้ผมได้เดินไปตามเส้นทางที่ผมใฝ่ฝัน...

               คุณยอมเป็นเพียงแค่คนเบื้องหลัง เพื่อให้ผมได้ไปยืนอยู่ในที่ที่ทำให้ผมได้ส่องประกาย และเป็นรอยยิ้มของคนมากมาย...

               เพราะคุณรักผม และเพื่อให้ผมได้มีชีวิตอย่างสุขสบาย ในเส้นทางนี้ของผม...คุณจึงต้องปกป้องผมไว้ทุกอย่าง...




               จนถึงวันนี้ ผมก็ยังคงรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณทุกสิ่ง ขอบคุณทุกอย่าง ขอบคุณจริงๆที่ทำให้ผมได้เจอกับชาฮัคยอน
               ขอบคุณที่ทำให้ผมได้รู้จักเค้า ได้อยู่กับเค้า และได้รักเค้า...แม้ว่าเวลาของเรามันจะแสนสั้น แต่มันก็คงมีคุณค่าและน่าจดจำอย่างหาที่สุดไม่ได้


               "ฮัคยอนครับ ในวันนี้ผมสามารถยิ้ม...ยิ้มออกมาได้อย่างมีความสุขได้แล้วนะครับ ดังนั้น คุณที่อยู่ตรงนั้น...ก็ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องเป็นกังวล ว่าผมจะเอาแต่ร้องไห้และทุกข์เศร้า จนทำอะไรไม่ได้แล้วนะครับ
               เพื่อคุณ ฮัคยอนที่ผมรัก สัญญาว่าต่อจากนี้ไป ผมจะมีความสุขและยิ้มออกมาให้มากๆ ผมจะทำตามที่คุณขอร้องผมไว้...ทุกอย่าง
               ชาฮัคยอน ไม่ว่าเมื่อไหร่...คุณก็ยังคงเป็นคนเดียว...ในใจของผม"


The end....











*spoil เนื้อหาในตอนสุดท้าย
มันอาจจะมีหลากหลายอารมณ์?
มาช่วยกันลุ้นนะคะว่า LR ของเราจะรอดปลอดภัย
กลับไปยืนเปล่งประกาย ร้องเพลงบนสเตจ
หรืออาจจะเปลี่ยนใจ
ทิ้งไมค์ แล้วหันมาจับกระบอกปืนแทนนะ?
แต่ไม่ว่าเรื่องราวมันจะเป็นไปทางไหน 
ยังไง...
ความงานคู่ต้องมาแน่นอน งุ้งๆ

เลโอเอ็น[neo]


วี่เคน



ฮยอกบิน



ปล.มันก็บ้าๆบอๆไปตามอารมณ์อะเนอะ ㅋㅋㅋㅋ





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

63 ความคิดเห็น

  1. #56 Helen_butterfly (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 00:00
    ไม่จริง!!!!! 😭😭 ฮัคยอนนนนนน
    #56
    0