THE FREAK OUT ! [fic vixx leon]

ตอนที่ 27 : บทส่งท้าย [1.8]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 ส.ค. 61

THE FREAK OUT !

회 27 ก่อนจากกันไกล...





คืนวันที่ 9 เดือนพฤศจิกายน...
เวลา 4 ทุ่ม 35 นาที 

               หลังจากที่ได้ทานมื้อเย็นกับวอนชิคและซังฮยอก ด้วยฝีมือการทำอาหารของวอนชิคและซังฮยอก โดยที่มีแทคอุนเข้ามาช่วยอยู่บ้างเล็กน้อย  จริงๆแล้วแทคอุนก็แค่เข้ามาคอยเป็นคนบอกคนสอนวิธีทำต่างๆให้น้องชายทั้งสองทำกันเองเสียมากกว่า 
               เพราะมือที่เป็นแผลและมันก็ยังอักเสบไม่หายสักทีอยู่นั้น จึงเป็นอุปสรรคที่มันค่อนข้างยากและลำบากมากเลยที่แทคอุนจะทำอะไรๆต่างๆได้ตามอย่างที่ใจต้องการ 
               ดังนั้น ถึงแม้ว่าในใจแทคอุนอยากที่จะเป็นคนทำอาหารเย็นให้น้องๆทานเอง แต่ก็สำนึกได้ว่าตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องทำใจยอมรับสภาพร่างกายของตัวเอง ยิ้มรับกับมันแล้วเดินเข้าไปอยู่ใกล้ๆคอยบอกคอยดูน้องชายทั้งสองคนทำอาหารต่างๆกันจนถึงที่สุด 
               แต่ก็ถือว่าดีมากๆเลยทีเดียวที่น้องชายทั้งสองคน วอนชิคกับซังฮยอกเป็นเด็กดีเชื่อฟังที่สิ่งแทคอุนบอกสอนกันเป็นอย่างดี ทุกอย่าง 
               มันจึงทำให้อาหารเย็นมื้อนี้ของพวกเขาทั้งสามคน ออกมาด้วยหน้าตารสชาติที่ไม่ได้แย่อะไรเสียเท่าไร ถึงแม้มันจะไม่อร่อยเท่าแทคอุนทำก็เถอะ แต่อย่างน้อยพวกเค้าทั้งสามคนก็สามารถทานอาหารที่พวกเค้าทำกันเองจนหมดเกลี้ยงจานทุกอย่างได้ล่ะนะ

               หลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จวอนชิคกับซังฮยอกช่วยกันเก็บจานชามไปล้าง ส่วนแทคอุนก็ช่วยเก็บทำความสะอาดที่โต๊ะทานข้าวตามที่ตัวเองทำได้ หลังจากนั้นพวกเค้าทั้งสามคนก็ย้ายกันมานั่งเล่นที่ห้องเลาจน์ 
               จนกระทั้งเวลาผ่านมาจนถึงสี่ทุ่มแล้ว แต่ทั้งสามคน ฮัคยอน แจฮวานและฮงบิน ที่ได้ออกไปข้างนอกกันตั้งแต่ช่วงเย็นนั้น จนป่านนี้พวกเค้าทั้งสามคนก็ยังไม่มีใครกลับเข้าบ้านมาสักคน 

               "น้องฮยอกครับ" แทคอุนเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆซังฮยอกที่นอนเล่นโทรศัพท์เครื่องบางอยู่บนโซฟา

               "ครับฮยอง" ซังฮยองขานรับแต่สายตาคมก็ยังคงจดจ้องอยู่ในหน้าจ้อโทรศัพท์ไม่ได้ละออกมามองแทคอุนเลย

               "นี่ก็ดึกมากแล้วนะครับ ทำไมทั้งสามคน...ถึงยังไม่พากันกลับมาเลยล่ะ น้องฮยอกรู้มั้ยครับว่าพวกเค้าจะกลับมากันตอนไหน?" แทคอุนพูดถามขึ้นด้วยน้ำเสียงของคนที่กำลังเป็นห่วงอยู่อย่างชัดเจน

               "เออ...ไม่รู้ครับ เพราะพวกฮยองเค้าไม่ได้บอกผมไว้เลยว่า พวกเค้าจะกลับมากันตอนไหนน่ะครับ" ซังฮยอกเอ่ยตอบไปตามความจริง

               "อา อย่างนั้นเหรอ เฮ้อ..." แทคอุนถอนหายใจด้วยความห่วงกังวล

               "อย่าเป็นห่วงไปเลยครับ เดี๋ยวพวกเค้าก็พากันกลับมากันเองแหละครับ" ซังฮยอกบอกด้วยท่าทางสบายๆอย่างไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรด้วยอย่างแทคอุนเป็นเลย

               "ครับ" ถึงอย่างนั้นแทคอุนก็ยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี

               "ผมว่าแทคอุนฮยองอย่าคิดมาก กังวลอะไรให้ตัวเองต้องรู้สึกแย่เลยครับ นี่ก็ดึกแล้วผมว่าเราแยกย้ายกันไปนอนดีกว่านะครับ" ฮยอกพูดจบก็เด้งตัวลุกขึ้น

               "ครับ?" แทคอุนมองซังฮยอกอย่างมึนๆงงๆ

               "หาวววว ผมเริ่มง่วงนอนแล้วล่ะครับ หาว ผมไปนอนแล้วนะครับแทคอุนฮยอง วอนชิคฮยองก็ง่วงเหมือนกันใช่มั้ยครับ?" ฮยอกหันไปถามวอนชิคที่นั่งอยู่โซฟาตรงข้ามที่มีอาการง่วงๆไม่ต่างกัน

               "ครับ? อา..นั้นสิ หาววว แทคอุนฮยองผมไปนอนก่อนนะครับ" จากนั้นวอนชิคกับซังฮยอกก็พากันเดินหาว เดินทำหน้าง่วงออกจากห้องเลาจน์ไป โดยทิ้งแทคอุนเอาไว้ตรงนั้น 

               " ....!? " อะไรอะ? ทำไมพวกเค้าถึงได้ทิ้งผมไปกันง่ายๆอย่างนั้นล่ะครับ อะไรกันเนี่ยงงเลย???
               แทคอุนได้แต่นั่งมองตามหลังน้องชายทั้งสองคนที่พากันเดินออกไปจากห้องเลาจน์อย่างงงงวน เพราะไม่คิดว่าอยู่ดีๆก็จะโดนปล่อยทิ้งไว้ที่นั้นคนเดียวอย่างนั้น 








               คล้อยหลังจากที่วอนชิคกับซังฮยอกเดินออกจากห้องเลาจน์ไปได้เพียงไม่ถึงห้านาที เสียงวิ่งดังตึงตังของทั้งสองคนที่พึ่งจะออกไปก็ดังขึ้น จนแทคอุนต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นอย่างตกใจ 
               เพียงครู่เดียวเท่านั้นเสียงวิ่งของหนึ่งคนที่ได้วิ่งย้อนกลับเข้ามาที่ห้องเลาจน์อีกครั้งด้วยสีหน้าท่าทางที่รีบร้อน

               "ฮยอง แทคอุนฮยอง!!!" เป็นวอนชิคเองที่วิ่งย้อนกลับเข้ามาหาแทคอุนที่ห้องเลาจน์ 

               "เกิดอะไรขึ้นวอนชิค?" แทคอุนรีบเด้งตัวลุกขึ้นสาวท้าวยาวๆเดินเข้าไปหาวอนชิคที่วิ่งเข้ามาเรียกตัวเองด้วยอาการท่าทางที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก มันเกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย?

               "ไปครับ พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด" วอนชิคไม่ได้ตอบคำถามของแทคอุน วอนชิคแค่พูดในสิ่งที่เค้าต้องพูดแล้วเค้าก็รีบคว้ามือออกไปดึงแขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บของแทคอุนไว้ แล้วจากนั้นเค้าก็รีบพาแทคอุนวิ่งออกไปจากห้องเลาจน์ทันที โดยไม่ปล่อยให้แทคอุนได้ถามอะไรไม่มากกว่านั้น

               "เดี๋ยวสิ นี่นายกำลังจะพาฮยองไปไหน? แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น...วอนชิคมันเกิดอะไรขึ้น!!!" แทคอุนทั้งสาวท้าววิ่งตามวอนชิคไปให้ทันและก็ยังคงเอ่ยปากร้องถามสิ่งต่างๆกับวอนชิคอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด เพราะตอนนี้แทคอุนกำลังเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีและรู้สึกกลัวขึ้นมาเรื่อยๆ

               "ผมเองก็ไม่รู้ครับ" วอนชิคตอบ

               "ห๊ะ? ไม่รู้?" ไม่รู้ได้ยังไง? ล้อเล่นเหรอ!

               "คือผมไม่รู้อะไรจริงๆครับ ผมรู้เพียงแค่ตอนที่ผมกับน้องฮยอกกำลังเดินไปที่ห้องนอน ก็มีคนโทรเข้ามาหาน้องฮยอก ...ผมไม่รู้ว่าคนที่โทรเข้ามาพูดอะไร"

               " .... "

               "แต่สีหน้าน้องฮยอกดูเคร่งเครียดมากตอนนั้น"

               " .... "

               "แล้วจากนั้น น้องฮยอกก็หันมาบอกผมให้รีบกลับไปหาฮยอง และให้ผมรีบพาฮยองตามลงไปที่ชั้นใต้ดินสอง..."

               " .... "

               "โอ๊ะ! นั่นไง...ชั้นใต้ดินสอง" แล้ววอนชิคก็สามารถพาแทคอุนมาถึงชั้นใต้ดินสองจนได้








               ชั้นใต้ดินสองที่พวกเค้าเห็นกันอยู่ตรงหน้านี้ มันดูเป็นเหมือนโรงเก็บรถขนาดใหญ่ที่มีรถหลากหลายรุ่นหลากหลายขนาดการใช้งานจอดเรียงกันอยู่นับได้ก็ราวๆสิบกว่าคัน[อย่างกับมาเดินอยู่ในคลังเก็บรถหรูอย่างไงอย่างงั้น ดูแต่ละคันที่เห็นอยู่นั้น รถนำเข้าราคาหลายร้อยหลายพันล้านวอนกันทั้งนั้น]

               "อา มากันแล้วเหรอครับ" ซังฮยอกที่กำลังตรวจเช็คเครื่องยนต์รถอยู่เอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นวอนชิคเดินลงบันไดมาพร้อมกับแทคอุน

               "น้องฮยอกครับ มีเรื่องอะไรกันเหรอ?" แทคอุนรีบสาวท้าวเดินนำหน้าวอนชิคเข้าไปถามซังฮยอกอย่างร้อนใจทันที

               "ใช่ครับ มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น" ซังฮยอกพูดพร้อมกับดึงกระโปงรถลงเพราะตรวจเช็คเสร็จเรียบร้อยพอดี

               "แล้วนี่...อะไรครับ?" วอนชิคถามขึ้นทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าของที่วางอยู่ตรงหน้าตัวเองเป็นปืนพกสั้นหลายกระบอกหลายชนิด ถึงจะรู้ว่ามันคืออะไร แต่วอนชิคก็ยังเอ่ยถามเพราะเริ่มวิตกกังวลกับสถานการณ์ในตอนนี้มากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว

               "นั่น...ปืน?" แทคอุนหันไปมองดูของที่วอนชิคถามแล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ว่ากระบอกปืนเป็นสิบกระบอกและลูกกระสุนมากมายพวกนี้ทำไมมันถึงมาอยู่ตรงนี้ได้

               "ก็อย่างที่เห็นครับ ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลาแล้ว" ซังฮยอกเดินเข้ามาหาวอนชิคกับแทคอุนที่พากันมามุงดูอาวุธมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะไม้กว้างที่มีผ้าสีดำปูรองอยู่ที่ข้างกำแพงตรงท้ายรถ ด้วยท่าทางนิ่งสุขุม

               "ทำไมถึงมีปืนมากมายอยู่ที่นี่..." วอนชิคเอ่ยถามอย่างลอยๆเหมือนคนที่เริ่มสติหลุด

               "ผมคงบอกรายละเอียดทั้งหมดกับฮยองทั้งสองคนไม่ได้ แต่ผมก็อยากให้ทั้งสองคนได้รู้ไว้ว่าตอนนี้"

               " .... "

               "ตอนนี้พวกเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย และต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"

               "สถานการณ์ไม่ปลอดภัย?" แทคอุนกับวอนชิคพูดแล้วก็หันหน้าไปมองกันด้วยความหวาดวิตกกังวลและเริ่มสับสนทำตัวไม่ถูกกับเรื่องที่ได้ยิน

               "ฮัคยอน แล้วฮัคยอนล่ะครับน้องฮยอก? เกิดอะไรขึ้นกับพวกเค้าด้วยใช่มั้ย ใช่มั้ยครับ?" แทคอุนเริ่มคิดมากและนึกเป็นห่วงคนรักที่ออกไปกับน้องชายอีกสองคนขึ้นมาทันที ก็ถ้าพวกเค้าที่อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว คนที่ออกไปล่ะ คนที่ออกไปข้างกันเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้วนั่นหล่ะ? จะเป็นยังไง? จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเค้าบ้าง? ไม่นะ...ฮัคยอนอา ไม่นะ

               "เฮ้อ... ตอนนี้ผมคงตอบอะไรไม่ได้ เอาเป็นว่าตอนนี้พวกฮยองต้องทำใจเย็นๆและตั้งสติกันเอาไว้มากๆ ..ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องตั้งสติไว้ให้ดีก่อน เข้าใจมั้ยครับ?" ซังฮยอกเริ่มพูดเสียงเข้มอย่างจริงจัง

               "ครับ" วอนชิคพยักรับรัวๆถึงแม้เค้าจะสับสนทำตัวไม่ถูก แต่ก็ยังพยายามตั้งสติทำตามที่ซังฮยอกบอก

               "ครับ ฮยองจะตั้งสติและใจเย็นๆ" แทคอุนสูดหายใจเข้าออกลึกๆอย่างพยายามใจเย็นและตั้งสติเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อะไรก็ตามที่มันกำลังเกิดขึ้น

               "ดีมากครับ เอาหล่ะ...พวกฮยองคงยังไม่เคยใช้ปืนกันใช่มั้ยครับ?" ซังฮยอกเอ่ยถามพร้อมหยิบปืนพกสั้นขึ้นมาหนึ่งกระบอก 

               "ไม่ครับ ยังไม่เคยครับ" วอนชิคตอบเสียงซื่อ ก็เค้าเป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่งอะ แน่นอนอยู่แล้วล่ะว่าเค้าไม่เคยแตะของพวกนี่มาก่อน ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่จะมีพกติดตัวกันได้ง่ายๆเสียที่ไหนล่ะอาวุธพวกนี้เนี่ย

               " .... " แทคอุนเพียงส่ายหน้าเบาๆตอบ 

               "โอเคครับ งั้นก็ตั้งใจฟังและดูที่ผมสอนให้ดีๆนะครับ เพราะเราไม่มีเวลามากพอ ผมจึงไม่สามารถสอนให้แบบละเอียดทุกอย่างไม่ได้..." แล้วจากนั้นซังฮยอกก็เริ่มอธิบายสอนวิธีและขั้นตอนต่างในการใช้ปืนอย่างถูกต้องให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้กันอย่างแบบค่อนข้างจำกัดจึงทำให้ซังฮยอกไม่สามารถสอนทุกอย่างที่มันละเอียดกว่านั้นได้ แต่อย่างน้อยแทคอุนและวอนชิคทั้งสองคน ก็เป็นพวกฉลาดและหัวไวด้วยกันทั้งคู่ มันจึงทำให้ทั้งคู่สามารถเข้าใจและใช้ปืนกันได้คล่องมือ ด้วยเวลาอันแสนสั้นเพียงไม่ถึงห้านาทีที่ซังฮยอกได้สอน
               แต่อันที่จริงแล้ว แทคอุนเคยมีพื่นฐานการเรียนวิธีการใช้ปืน ประกอบปืน เล็งเป้า และยิงปืนกับคุณพ่อของเค้าที่เป็นทหารมาบ้างแล้ว ในสมัยที่เข้ายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เค้าจึงสามารถจดจำสิ่งที่ซังฮยอกบอกสอนได้อย่างรวดเร็ว
               แต่สำหรับวอนชิคคนนี้นั่นแหละ ที่ต้องขอยอมรับเลยว่าเป็นอัจฉริยะสมองไวตัวจริง ทั้งๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์การจับปืนมาก่อนแต่ก็ยังสามารถเรียนรู้และใช้ปืนจนคล่องมือได้เท่าทันแทคอุนได้เพียงแค่เวลาไม่กี่นาทีแบบนี้ คิม วอนชิค นี่ช่างสุดยอดจริงๆ

               หลักจากนั้นซังฮยอกจึงได้บอกให้ทั้งสองคนเลือกเก็บปืนพกติดตัวไปกันคนละกระบอกหรือสองกระบอกก็ได้ตามที่กำลังตัวเองสามารถ และสำรองกระสุนปืนกันไปให้พร้อมด้วย ส่วนที่เหลือซังฮยอกก็จัดการเก็บมันเข้าไว้ตู้เซฟนิรภัยที่อยู่ใต้โต๊ะนั้นทันที 

                ในครั้งนี้ ซังฮยอกเลือก Maserati Ghibli  เป็นพาหนะในการพาแทคอุนและวอนชิคหลบหนีออกไปจากบ้านพัก โดยใช้ทางลับในชั้นใต้ดินของบ้านพัก ที่มีการขุดทำเป็นอุโมงค์ทางยาวออกไปไกลหลายกิโลเมตรและมีหลายทางแยกที่เชื่อมต่อกันอยู่ในนั้นด้วย และทั้งหมดนี้มันก็ถูกสร้างไว้เพื่อใช้ในสถานการณ์เร่งด่วนหรือเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างเช่นในตอนนี้... 

               รถยนต์คันหรูราคาแสนแพง  ที่ถูกดัดแปลทั้งระบบเครื่องยนต์และความแข็งแกร่งสมรรถภาพความทนทานเป็นพิเศษของตัวรถด้วย ด้านในของรถมีอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งเอาไว้ด้วย อาทิเช่น อาวุธ และเครื่องมือการสื่อสารแบบพิเศษ 
               ทั้งสามคนได้ขึ้นไปนั่งในรถ โดยมี ซังฮยอกนั่งประจำที่คนขับ วอนชิคนั่งที่เบาะข้างคนขับ และแทคอุนนั่งที่อยู่ที่เบาะหลัง ซังฮยอกสั่งทุกคนให้คาดสายเบลท์กันให้เรียบร้อยทันทีหลังจากได้ปิดประตูและล็อครถเรียบร้อยแล้ว 
               แน่นอนว่าทันทีที่ได้ทำตามที่ซังฮยอกสั่งกันเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่วอนชิคและแทคอุนจะต้องพากันกันกวาดสายตามองสำรวจไปมารอบๆภายในรถกันอย่างตื่นเต้น กับอุปกรณ์แปลกตาที่พวกเค้าไม่เคยเห็นมาก่อน ที่มันถูกติดตั้งไว้ทั่วภายในรถที่ข้างนอกก็ดูปกติดี แต่ข้างในนี่สิ...โคตรสุดยอดเลย นึกว่ากำลังเข้ามาอยู่ในรถของตัวเอกที่เป็นนักรบในอนิเมะ ไซไฟ แล้วเสียอีก โคตรล้ำอะ

               ซังฮยอกไม่ได้สนใจอะไรกับท่าทางอาการตื่นเต้นของวอนชิคกับแทคอุน เค้าทำเพียงเปิดระบบฉุกเฉินของบ้านพักผ่านทางระบบดิจิตอลบนแผงควบคุมที่ได้ติดตั้งเชื่อมกันเอาไว้กับระบบรถยนต์คันนี้ เพื่อเปิดช่องทางลับของชั้นใต้ดินสองของบ้านพักออก เพื่อให้เค้าได้ขับรถออกไปจากที่นี่กันเสียที เพราะเหมือนพวกเค้าจะเสียเวลากันอยู่ตรงนี้ไปมากแล้ว

               คงไม่ต้องบอกอะไรนะว่า วอนชิคกับแทคอุนมีอาการอึ้งค้างกันขนาดไหน เมื่อได้เห็นการทำงานของระบบฉุกเฉินของบ้านพัก ที่พวกเค้าทั้งสองคนเคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่บ้านพักต่างอากาศธรรมดาๆ แต่ในตอนนี้พวกเค้าเริ่มจะรู้แล้วล่ะว่า มันไม่ใช่บ้านพักธรรมดา 
               
                    กำแพงปูนเปือยเรียบๆที่พวกเค้าเห็น ไม่คิดเลยว่าจริงๆมันจะมีประตูลับติดซ่อนเอาไว้อยู่ข้างหลังด้วย

                    ประตูลับที่มีขนาดความกว้างความสูงเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงข้างหน้าที่มันกำลังเปิดออกอยู่นั้นคือ 'ประตูอุโมงค์ขนาดสองเลนรถ
                    มันได้ถูกเปิดออกด้วยระบบการยิงด้วยแสงเลเซอร์จากไฟหน้ารถยนต์ของซังฮยอก ประตูทางลับของอุโมงค์ชั้นใต้ดินได้ทำการเปิดระบบพร้อมให้ใช้งานได้ในเวลาอันสั้นเพียงไม่ถึงนาทีเลยด้วยซ้ำ และเมื่อระบบไฟต่างๆบนเส้นทางในอุโมงค์ได้เปิดให้พร้อมใช้งานแล้ว ซังฮยอกก็ไม่รอช้ารีบขับรถพาทุกคนออกไปยังที่นัดหมายของพวกเค้าทันที 




               เพียงเวลาแค่ครู่เดียว[3-4นาที]สำหรับการขับรถออกมาจากอุโมงค์ที่มีระยะทางยาว 17 กิโลเมตร โดยนักขับรถสุดเจ๋ง ฮัน ซังฮยอก
               ตอนนี้ซังฮยอกได้ขับรถพาทั้งสองคน แทคอุนและวอนชิค ออกห่างจากทางเชื่อมต่อของอุโมงค์ชั้นใต้ดินของบ้านพักมาได้ราวๆสามกิโลเมตรแล้ว 
               ซังฮยอกเพ่งสมาธิมองไปข้างหน้า เค้าตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปยังเส้นทางข้างหน้าตามเนวิเกเตอร์โดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆออกมาเลยแม้สักคำ จริงๆทั้งสามคนตั้งแต่ที่พวกเค้าทั้งสามคนได้ขึ้นรถมาก็ยังไม่มีใครได้เอ่ยพูดอะไรกันเลยสักคน เพราะทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความคิดของตัวเองกันทั้งนั้น มันจึงทำให้ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นมาในรถของพวกเค้า


               "แทคอุนฮยองครับ" แล้วในที่สุดซังฮยอกก็ได้เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

               "ครับ" แทคอุนขานรับตอบอย่างกระตือรือร้น

               "อีกสามกิโลเมตรก็จะถึงทางแยก ผมอยากให้แทคอุนฮยองเตรียมตัวให้พร้อม เพราะแทคอุนฮยองต้องลงไปเปลี่ยนขึ้นรถอีกคันน่ะครับ" ซังฮยอกบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่มันแฝงไปด้วยอำนาจที่น่ากลัวอยู่นิดๆ ที่ใครได้ฟังแล้วก็ต้องทำตามอย่างไม่กล้าขัดอะไรแน่ๆ

               "ครับ? เปลี่ยนรถงั้นเหรอ?" แทคอุนถามกลับอย่างต้องการมั่นใจอีกครั้ง

               "ใช่ครับ แต่ไม่ใช่แค่แทคอุนฮยองคนเดียวหรอกนะครับที่ต้องเปลี่ยนรถ วอนชิคฮยองก็ต้องเปลี่ยนเช่นกันครับ" 

               "เอ๋..ผมด้วยเหรอ?" วอนชิคทำหน้าเหลอหลาพร้อมทั้งยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าตัวเองด้วยอย่างมึนๆงงๆด้วย เหมือนวอนชิคจะยังสติหลุดอยู่นะ

               "ใช่ครับ เพียงแต่ตอนนี้รถคันที่แทคอุนฮยองจะต้องไปด้วยนั้น ตอนนี้อยู่ใกล้เราที่สุด แทคอุนฮยองเลยต้องเป็นคนแรกที่ได้เปลี่ยนรถครับ" ซังฮยอกอธิบายเพิ่มให้ทั้งสองคนได้เข้าใจกันมากขึ้น

               "อา อย่างนั้นเอง แล้วใครเหรอที่...โอ๊ะ!!!" วอนชิคยังไม่ได้พูดจบประโยคของเค้า แต่เพราะซังฮยอกเยียบเบรคพร้อมทั้งหักดรีฟรถปาดไปครึ่งรอบรถอย่างกระทันหันแบบไม่พูด ไม่บอก ไม่เตือนอะไรกันก่อนเลยอย่างนั้น  มันเลยทำให้คำพูดของวอนชิคที่กำลังจะพูดต่อจึงต้องถูกกลืนหายกลับเข้าคอไปด้วยความตกใจทันที

               "ประตูขวามือครับ แทคอุนฮยอง" ทันทีที่ตัวรถได้จอดนิ่งสนิทแล้ว ซังฮยอกก็เอ่ยบอกกับแทคอุนสั้นๆแบบนั้นขึ้นทันที โดยคิดว่ายังไงแทคอุนก็ต้องเข้าใจมันอยู่แล้ว เพราะตรงข้างนอกประตูรถทางขวามือนั้นมีรถ Lamborghini aventador สีดำจอดเทียบข้างกันอยู่ยังไงล่ะ ทำไมแทคอุนจะไม่เข้าใจล่ะ จริงมั้ย หึหึ

               "อา งั้นฮยองไปก่อนนะครับ ดูแลตัวเองกันด้วยนะ น้องฮยอก วอนชิคด้วย" แทคอุนพยักหน้าเข้าใจพร้อมทั้งเอ่ยคำบอกลา แล้วจึงรีบขยับตัวไปเปิดประตูขวาของรถออกไปทันที

               "แล้วเจอกันครับฮยอง" วอนชิคเอี่ยงหัวหันหน้าไปบอกกับแทคอุนด้วยความเป็นห่วง แทคอุนพยักหน้ารับแล้วจึงรีบปิดประตูรถให้ แล้วแทคอุนก็หันไปขึ้นรถอีกคันที่เปิดประตูรออยู่ตรงนั้นทันที

               "เราต้องรีบไปกันแล้วครับ" ซังฮยอกเอ่ยพูดกับวอนชิคเพียงแค่นั้น แล้วก็เริ่มขับออกรถไปอีกทางที่มันเป็นเส้นทางตรงข้ามกันกับทางของรถอีกคันที่แทคอุนไปด้วยความเร็วอีกครั้งทันที



"ผมดีใจนะครับ ที่วอนชิคฮยองยังอยู่ดีแม้ว่าผมจะขับรถด้วยเร็วมากขนาดไหน"



"หือ? อา เออ...ก็คงเป็นเพราะประสบการณ์เก่าล่ะมั้งครับ ฮ่าๆๆ"

.


.


.


.




เรื่องราวของพวกเค้าบนรถ Lamborghini aventador

               แทคอุนรีบร้อนเข้าไปนั่งในรถโดยที่ไม่ได้หันไปมองอะไรด้วยซ้ำว่าคนที่นั่งตรงเบาะคนขับเป็นใคร แทคอุนเพียงแค่เข้าไปนั่งแล้วก็รีบดึงปีกประตูรถลงปิดทันที เมื่อพอดึงประตูลงมาปิดสนิทแล้ว ในจังหวะที่แทคอุนกำลังจะดึงสายเบลท์ออกมาคาดอยู่นั้นเอง

หมับ!

เฮือก!!!

               "อึก ...อื้อ-ออ" แทคอุนน้อยผู้น่าสงสารที่ยังไม่ทันได้ระวังตัวก็โดนปล้นจูบไปเสียแล้ว งื้อออ

               แทคอุนเบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจ ที่จู่ๆก็โดนสัมผัสร้อนชื่นตรงริมฝีปากจากใครบางคนที่จู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่ทันให้แทคอุนได้ตั้งตัวใดๆเลย ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจเสียเหลือเกิน
               แทคอุนได้รับสัมผัสรสชาติจูบที่แสนหวานและร้อนแรงของใครบางคนที่แทคอุนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใครบางคนที่ทำให้แทคอุนโหยหา...และต้องการสัมผัสมากที่สุด เพียงไม่นานจากจูบที่ร้อนแรงก็ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนมาเป็นความนุ่มหวานละมุนที่เต็มไปด้วยความรักความอ่อนโยน ของแทคอุนและโจรปล้นจูบคนนั้น

               "อ่าห์ เฮ้อ...ผมคิดถึงคุณแทบแย่เลยรู้มั้ยครับ ฮัคยอน" แทคอุนพูดขึ้นหลังจากที่ได้ละออกจากจูบหวานของพวกเค้า แม้จะเป็นการจูบเพียงแค่นาทีแต่มันก็ทำให้ความรู้สึกน้อยใจอีกคนของแทคอุนได้หายไปเพียงแค่จูบเดียว

               "รู้สิ เพราะฉันเองก็คิดถึงนายเหมือนกัน แทคอุน ..จุ๊บ" ฮัคยอนจูบซ้ำเบาๆที่ริมฝีปากอิ่มของแทคอุนอีกครั้งเป็นการยืนยันคำพูดว่าเค้าคิดถึงคนนี้ของเค้าจริงๆ พลางเอื้อมมือไปดึงเอาสายเบลท์มาคาดตัวให้แทคอุนด้วย

               "ฮัคยอนอา...ฟอดดด คิดถึงที่สุด ฟอดๆๆๆ คิดถึงๆๆๆ" แทคอุนกดจมูกลงที่ข้างแก้มนุ่มนิ่มของฮัดยอน สูดดมความหอมจากฮัคยอนให้ชื่นใจให้หายคิดถึงซ้ำๆอยู่อย่างนั้น จนฮัคยอนต้องเป็นคนดันตัวออกมาเอง

               "เฮ้อ~อ ตอนนี้คงมากกว่านี้ไม่ได้...ช่วยอดทนและเชื่อมั่นในตัวฉันด้วยนะแทคอุน" ฮัคยอนจ้องมองแทคอุนด้วยความรักและเอ่ยบอกประโยคที่เป็นเหมือนดั่งคำหมั่นสัญญานั้นด้วยหัวใจรักอันแนวแน่

               "ครับ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไร ผมก็จะเชื่อมั่นในคำพูดของฮัคยอนครับ" แทคอุนเอื้อมมือข้างที่ไม่มีแผลไปจับกุมมือเล็กของฮัคยอนที่วางอยู่บนแผงปุ่มควบคุมระบบรถยนต์อย่างให้กำลังใจ เพราะแทคอุนเข้าใจดีว่าตอนนี้สถานการณ์มันไม่ค่อยจะดีเสียเท่าไร ถึงในใจตัวเองจะรู้สึกกลัว แต่เมื่อได้มาอยู่ข้างๆคนรักอย่าง ฮัคยอนของเค้าในตอนนี้แล้ว ความกลัวต่างๆที่เคยมีมันอยู่ก่อนหน้านี้มันก็ค่อยๆเริ่มลดน้อยลงไป



               "อื้อ..งั้นถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางกันแล้วล่ะ แทคอุนอา ถ้ากลัวก็หลับตานะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น..."

               " .... "

               "ฉันคนนี้ก็จะอยู่ข้างๆนาย จะปกป้องนายจากอันตรายทั้งหมดเอง เชื่อใจฉันนะ"

               "ครับ ผมเชื่อใจฮัคยอนเสมอ"

               "อืม...ไปก่อนเถอะ"




"ฮัคยอนนนนน คิดถึงงงงง"



               






ยังครับ มันยังไมจบ...นะครับ
อะไรกัน?
สิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญ...มันคืออะไรกัน?
เรื่องจริง?
หรือจะเป็นเพียงแค่การจัดฉาก?
 จุ๊ๆๆ
ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น...จริงมั้ยครับ
รู้แล้วก็เงียบไว้นะครับ หึหึ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

63 ความคิดเห็น

  1. #47 zaebum96 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 15:32
    โอ้ยยย ชอบบบ5555555 แทคอุนนี่เวลาอยู่กับฮัคยอน ขี้งอแงเหลือเกินนน
    #47
    0