เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 8 : หรือต้องรุกมากกว่านี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,438
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 646 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

เสิ่นหลิงเฟยเดินทางมาที่ร้านเครื่องประดับพร้อมเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้าย แต่เพิ่งเดินก้าวเข้าไปในร้านกลับพบอู๋หมิ่นจวินมายืนรออยู่ก่อนแล้ว เด็กทั้งสองพอเห็นเขาก็รีบวิ่งไปหาทันที

“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านลุงอู๋”

“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านลุงอู๋” หลังเด็กๆ กล่าวจบ เขาก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดูทันที ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นหลิงเฟย

“อรุณสวัสดิ์อาเฟย” เสิ่นหลิงเฟยมองเขาอย่างเย็นชา แต่ไม่ได้ตอบกลับอะไร

“เด็กๆ วันนี้พวกเจ้าไม่ตามเสี่ยวฟางไปดูแลโรงเตี๊ยมหรือ” นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหลิงเฟยเสนอให้เด็กน้อยทั้งสองไปดูแลโรงเตี๊ยมด้วยตนเอง นางทำอย่างนี้เพราะต้องการกันพวกเขาออกห่างอู๋หมิ่นจวิน แต่เสี่ยวอ้ายส่ายหัวแล้วตอบกลับมาอย่างฉะฉาน

“พวกเราไม่อยากไปหรอกท่านแม่ วันนี้พวกเราอยากจะอยู่เล่นกับท่านลุงอู๋” เสี่ยวอันที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาว ก่อนพวกเขาจะนั่งลงข้างอู๋หมิ่นจวิน เสิ่นหลิงเฟยเห็นดังนั้นก็คิดจะเอ่ยไล่อู๋หมิ่นจวิน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย เสียงทักที่คุ้นเคยก็ดังมาจากหน้าร้านเสียก่อน

“อรุณสวัสดิ์เสี่ยวอันเสี่ยวอ้าย อรุณสวัสดิ์แม่นางเสิ่น” เสียงทักอันคุ้นเคยและสดใสนี้เป็นของอวิ๋นเหวินตี้สหายสนิทและคู่ค้าทางธุรกิจของเสิ่นหลิงเฟยนั่นเอง เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายเมื่อเห็นอวิ๋นเหวินตี้ก็รีบวิ่งไปหาพร้อมตะโกนอย่างดีใจ

“คุณชายอวิ๋นท่านกลับมาแล้วหรือ” เป็นเสี่ยวอันที่รีบเอ่ยทักก่อน

“คุณชายอวิ๋นมีของฝากมาให้พวกเราหรือไม่” เสี่ยวอ้ายรีบทวงของฝากของตนเองเหมือนทุกครั้งทันที เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยปรามบุตรสาวทันที

“อย่าเสียมารยาทเสี่ยวอ้าย” เสี่ยวอ้ายถูกมารดาดุก็ก้าวถอยหลังทันที อวิ๋นเหวินตี้เห็นดังนั้นจึงอุ้มเสี่ยวอ้ายขึ้น

“อย่าดุเสี่ยวอ้ายเลยพวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น ส่วนของฝากของพวกเจ้าทั้งสอง ข้าให้คนนำไปส่งที่เรือนให้แล้ว”

“เย้ ขอบคุณคุณชายอวิ๋น” หลังรู้ว่าตนเองได้ของฝากแล้ว เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็ร้องดีใจออกมาทันที

อู๋หมิ่นจวินที่นั่งมองอยู่ด้านข้าง รู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงแค่ส่วนเกิน ทั้งที่เขาต่างหากที่เป็นบิดาที่แท้จริงของเด็กๆ เหตุใดบุรุษที่ชื่ออวิ๋นเหวินตี้ถึงได้มาสวมบทบาทแทน ซ้ำเสิ่นหลิงเฟยยังดูจะชื่นชอบและไม่คิดห้ามปรามอีก ยามนี้เขาได้จึงแต่กำหมัดแน่นข่มความไม่พอใจ เพราะยังไม่

กล้าที่จะไปถามเสิ่นหลิงเฟยตรงๆ ว่านางกับอวิ๋นเหวินตี้มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรกันแน่

แต่หลังจากเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายทักทายอวิ๋นเหวินตี้เสร็จก็วิ่งกลับมาหาอู๋หมิ่นจวินอีกครั้ง ก่อนเสี่ยวอ้ายจะกระซิบเบาๆ ข้างหูเขาอย่างเอาใจ

“ท่านลุงอู๋ท่านไม่ต้องเสียใจนะเจ้าคะ ถึงอย่างไรข้าก็ยังสนับสนุนท่านมากกว่าคุณชายอวิ๋น ขอเพียงท่านรักษาสัญญาเรื่องจะพาพวกเราไปเที่ยวเมืองหลวง” อู๋หมิ่นจวินได้ยินก็ยิ้มกว้างออกมาทันที

“ข้าย่อมรักษาสัญญาแน่” อู๋หมิ่นจวินให้สัญญากับเด็กๆ อีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มเยาะให้อวิ๋นเหวินตี้ ซึ่งยามนี้นั่งหันหลังมาทางเขาอยู่ โดยคิดว่าตนเองเหนือกว่าอีกฝ่าย

เสิ่นหลิงเฟยเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างระหว่างอู๋หมิ่นจวินและเด็กๆ แต่นางเพียงส่งสายตาไม่พอใจให้อู๋หมิ่นจวินเท่านั้น เพราะยามนี้นางยังมีเรื่องต้องสนทนากับอวิ๋นเหวินตี้ ปล่อยให้เขาได้ใจไปก่อนชั่วครู่

“ครั้งนี้ดูเหมือนท่านจะกลับมาเร็วกว่าทุกครั้งนะ” เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยถามอวิ๋นเหวินตี้ เนื่องจากทุกครึ่งเดือนอวิ๋นเหวินตี้จะเดินทางไปดูกิจการโรงผลิตเครื่องลายครามที่ตั้งอยู่เมืองข้างๆ เป็นประจำ

“ที่ครั้งนี้ข้ากลับมาเร็วเพราะสินค้าที่เพิ่งออกใหม่ของข้างดงามมากจนข้าทนไม่ไหวต้องรีบกลับมาจัดการเพื่อเตรียมวางขาย ซ้ำยังมีเครื่องประดับสตรีที่วาดลวดลายเหมือนเครื่องลายครามไม่ว่าจะเป็นปิ่น ต่างหู แม้กระทั่งสร้อยก็มี ข้าจึงอยากรีบนำมาให้เจ้าดู”

เสิ่นหลิงเฟยได้ยินก็ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะเครื่องประดับครึ่งหนึ่งในร้านนางรับมาจากตระกูลอวิ๋น ส่วนอวิ๋นเหวินตี้ก็มีร้านขายเครื่องประดับตกแต่งเรือน ซึ่งเป็นเครื่องลายครามทั้งหมดวางขายอยู่เช่นกัน โดยตระกูลเขาลงมือทำเองหมดตั้งแต่ปั้นจนถึงขั้นลงลายและออกวางขาย

ในคราแรกเสิ่นหลิงเฟยก็อยากซื้อกิจการของพวกเขาเช่นกัน แต่ตระกูลอวิ๋นแทบจะผูกขาดการขายเครื่องลายครามในแคว้นฉีทั้งหมด

ดังนั้นต่อให้เสิ่นหลิงเฟยขายกิจการทั้งหมดของตนเองมาเพื่อซื้อกิจการเครื่องลายครามของตระกูลอวิ๋นก็เกรงว่าคงไม่พออยู่ดี ฉะนั้นนางจึงซื้อเฉพาะเครื่องประดับตัวของสตรีมาวางขายแทน

“แล้วยามนี้เครื่องประดับลายครามที่ท่านนำมาด้วยอยู่ที่ไหนหรือ”

“ยามนี้ข้าเก็บไว้ที่ร้าน ถ้าเจ้าว่างก็ไปดูด้วยกันได้ อันที่จริงข้าตั้งใจจะมอบให้เจ้าอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่” อวิ๋นเหวินตี้รู้จักกับเสิ่นหลิงเฟยตั้งแต่นางเพิ่งย้ายมาอยู่ซื่อชวนใหม่ๆ แต่เขากลับไม่เคยพบว่านางใส่เครื่องประดับสักครั้งจึงไม่มั่นใจที่จะถือมาด้วย

เสิ่นหลิงเฟยเองก็ไม่เคยรับของจากเขาเลยสักครั้ง แม้กระทั่งของที่อวิ๋นเหวินตี้นำมาฝากเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้าย ไม่เกินสามวันเสิ่นหลิงเฟยก็จะนำของไปให้เขาเป็นการตอบแทนทุกที

เสิ่นหลิงเฟยยังไม่ทันตอบว่าจะไปดูเครื่องประดับชุดใหม่ที่ร้านอวิ๋นเหวินตี้ยามไหน เขากลับยื่นมือออกมาก่อนลูบบริเวณแก้มนางเบาๆ เสิ่นหลิงเฟยตกใจจึงรีบปัดมือเขาออกทันที

อู๋หมิ่นจวินก็เห็นสถานการณ์เช่นเดียวกัน ก่อนเขาจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ อย่างน้อยเสิ่นหลิงเฟยก็ปัดมืออวิ๋นเหวินตี้ออกเหมือนที่ทำกับเขาเช่นเดียวกัน แสดงว่าคะแนนความชอบของอีกฝ่ายก็คงไม่เกินไปจากเขามากนักหรอก

“หมึกเปื้อนหน้าเจ้าน่ะ” ด้านอวิ๋นเหวินตี้ที่เผลอไปสัมผัสใบหน้านางเข้า ก็รีบเอ่ยอธิบายแก้สถานการณ์ทันที เพราะเขารู้ดีว่าเสิ่นหลิงเฟยเป็นสตรีที่ไว้ตัวมากเพียงใด

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องไปดูเครื่องประดับชุดใหม่ ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้วันนี้นอกจากตรวจบัญชีแล้วข้าก็ไม่มีอะไรให้ทำมาก” เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยแก้ความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ทันที นางไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าอวิ๋นเหวินตี้คิดอย่างไรกับตนเอง แต่นางเห็นเขาเป็นเพียงสหายและคู่ค้าเท่านั้น

อันที่จริงเรื่องการไปดูเครื่องประดับที่ร้านตระกูลอวิ๋นนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนางกับอวิ๋นเหวินตี้อยู่แล้ว เพราะร้านตระกูลอวิ๋นไม่มีร้านเครื่องประดับเป็นของตนเอง พวกเขาขายแต่เครื่องลายคราม ส่วนเครื่องประดับก็จะขายส่งไปยังร้านเครื่องประดับน้อยใหญ่ทั่วแคว้น และยามนี้เสิ่นหลิงเฟยก็เป็นลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่ง

ก่อนจะเริ่มผลิตเครื่องประดับชุดใหม่ออกมาเป็นจำนวนมาก อวิ๋นเหวินตี้จะให้นางไปตรวจเครื่องประดับชุดตัวอย่างก่อน จะได้ปรึกษากันก่อนว่ามีจุดไหนที่ต้องปรับแก้อีก

ซึ่งทุกครั้งที่เครื่องประดับที่ตระกูลอวิ๋นผลิตออกมาจากการร่วมปรึกษากับเสิ่นหลิงเฟย ไม่เกินเจ็ดวันเครื่องประดับเหล่านั้นก็จะถูกจำหน่ายออกไปจนหมดภายในเวลาเพียงเจ็ดวัน

“ถ้าอย่างนั้นไปกันเถอะ” เสิ่นหลิงเฟยปิดสมุดบัญชีลงก่อนลุกขึ้นยืน นางเดินมาหยุดที่หน้าอู๋หมิ่นจวิน ก่อนเอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสอง

“เสี่ยวอันเสี่ยวอ้าย วันนี้พวกเราไปเยี่ยมร้านคุณชายอวิ๋นกันเถอะ” เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยชวนเด็กๆ เพราะที่ร้านตระกูลอวิ๋นมีเด็กๆ วัยเดียวกันกับพวกเขาหลายคน ซึ่งเด็กทั้งสองไม่เคยปฏิเสธสักครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ตอบรับในทันที

เสี่ยวอ้ายหันไปมองหน้าอู๋หมิ่นจวินทันที ซึ่งอู๋หมิ่นจวินก็ตีหน้าเศร้าเพื่อล่อลวงบุตรชายและบุตรสาวไว้ เสี่ยวอ้ายเห็นอย่างนี้จึงเริ่มลังเลลำบากใจไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี จนเสิ่นหลิงเฟยเอ่ยถามอีกครั้ง

“ตกลงพวกเจ้าจะไปกับแม่หรือไม่” เห็นเด็กๆ ยังลังเล อวิ๋นเหวินตี้จึงเอ่ยหลอกล่อช่วยเสิ่นหลิงเฟย

“เด็กๆ วันนี้ไปเยี่ยมร้านข้าเถอะ ปิงเอ๋อร์และอิงเอ๋อร์รอเล่นกับพวกเจ้าอยู่นะ” ได้ยินอวิ๋นเหวินตี้เอ่ยชื่อสหายขึ้นมา เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็ตกลงทันที

แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมหันมาขอโทษอู๋หมิ่นจวิน ด้านเสี่ยวอ้ายขอโทษแล้วก็เดินไปหามารดาทันที ลืมแม้กระทั่งว่าตนเองบอกว่าจะสนับสนุนอู๋หมิ่นจวินอย่างไร กลายเป็นเสี่ยวอันที่กลัวอู๋หมิ่นจวินจะไม่รักษาสัญญา จึงเดินเข้าไปเอ่ยกระซิบ

“ท่านลุงอู๋ไม่ต้องห่วงนะขอรับ ข้ายังสนับสนุนท่านเหมือนเดิม” อู๋หมิ่นจวินได้ยินจึงยิ้มออกมาก แล้วยิ้มเยาะให้อวิ๋นเหวินตี้อย่างท้าทาย ยามนี้เขาอาจจะเข้าใกล้เสิ่นหลิงเฟยไม่ได้เท่าอีกฝ่าย แต่เขามีกองหนุนที่สำคัญถึงสองคนเรื่องอะไรจะไปหวาดกลัว

ด้านอวิ๋นเหวินตี้เห็นอีกฝ่ายมีกิริยาอย่างนี้ก็มองอย่างงุนงง ก่อนก้มลงไปกระซิบถามใกล้ๆ เสิ่นหลิงเฟย ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้อู๋หมิ่นจวินมากขึ้นไปอีก

“บุรุษผู้นี้เป็นใครกันหรือ เหตุใดถึงได้ดูสนิทสนมกับเด็กๆ นัก”

“แค่ลูกค้าคนหนึ่ง” ตอบคำถามอวิ๋นเหวินตี้แล้ว เสิ่นหลิงเฟยก็เอ่ยเรียกบุตรชายอีกครั้งทันที “เสี่ยวอันไปกันเถอะ”

“ขอรับ” รับคำมารดาแล้วเขาก็รีบวิ่งมาจับมือมารดาทันที ก่อนทั้งสี่คนจะเดินออกจากร้านไปด้วยกัน

อู๋หมิ่นจวินเห็นภาพตรงหน้าแล้วขัดนัยน์ตายิ่งนัก เพราะมันช่างดูคล้ายภาพครอบครัวสุขสันต์ที่รักใคร่กันเป็นอย่างดี เพียงแต่บุรุษที่ยืนอยู่ตรงนั้นมันควรเป็นเขาไม่ใช่อวิ๋นเหวินตี้

หลังเดินออกไปนอกร้านเสี่ยวอ้ายก็เหมือนเพิ่งจะคิดได้ ว่าตนเองลืมอู๋หมิ่นจวินไปแล้ว ยามที่อวิ๋นเหวินตี้จะอุ้มนางจึงไม่ยอมให้เขาอุ้ม กลับเป็นเสี่ยวอันที่ขอให้อวิ๋นเหวินตี้อุ้มแทน เสี่ยวอ้ายจึงแอบตีสีข้างน้องชายเบาๆ แล้วกระซิบเตือนเขาทันที

“เจ้าคิดจะสนับสนุนให้คุณชายอวิ๋นเป็นบิดาใหม่หรือไร” เสี่ยวอันได้ยินก็นึกได้ แต่เขาก็ต่อว่าพี่สาวกลับเช่นกัน

“ทีเมื่อสักครู่ล่ะ เจ้าไม่คิดจะหันไปปลอบท่านลุงอู๋เลยสักนิด ถ้าท่านลุงอู๋ถอดใจแล้วไม่มีคนพาไปเที่ยวเมืองหลวงอย่ามาว่าข้าก็แล้วกัน” เสี่ยวอ้ายได้ยินอย่างนี้ก็เถียงน้องชายกลับทันที

“ไม่มีวันท่านลุงอู๋ไม่มีทางผิดสัญญาหรือถอดใจแน่” ด้านเสิ่นหลิงเฟยเห็นเด็กๆ เอาแต่ทำท่าทะเลาะกันไม่ยอมขึ้นมาบนรถม้าเสียที จึงเอ่ยเรียก

“เด็กๆ เมื่อไรจะขึ้นมา เสียเวลามากแล้วนะ”

“มาเถอะเด็กๆ ข้าจะช่วยอุ้มขึ้น” อวิ๋นเหวินตี้เอ่ยอาสาเหมือนที่เคยทำ เสี่ยวอ้ายกลับส่ายหน้าก่อนเอ่ยปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะเดี๋ยวข้าจะปีนขึ้นเอง” กล่าวจบเสี่ยวอ้ายก็พยายามใช้ขาอันสั้นป้อมของตนเองในการปีนขึ้นรถม้า โดยมีเสี่ยวอันช่วยดันก้นจนขึ้นไปได้สำเร็จ พอถึงคราวเสี่ยวอัน เสี่ยวอ้ายก็ช่วยดึงมือเขาจากด้านบนจนขึ้นไปได้สำเร็จเช่นกัน

เสิ่นหลิงเฟยได้แต่มองกิริยาของเด็กๆ ด้วยความไม่เข้าใจ ซ้ำพอขึ้นมานั่งบนรถม้าได้แล้ว พวกเขากลับไม่ขยับไปนั่งข้างอวิ๋นเหวินตี้คอยสอบถามเรื่องการปั้นแจกันและเครื่องประดับเหมือนอย่างเคย เลือกที่จะนั่งข้างนางแล้วเอาแต่นิ่งเงียบ นางได้แต่ส่ายหัวไปกับกิริยาของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดปล่อยให้พวกเขาทำตามใจที่อยากทำไปเถอะ

***

 

ด้านอู๋หมิ่นจวินหลังจากทุกคนจากไป เขาก็เดินออกมาจากร้านบ้าง พร้อมกับมองรถม้ากำลังเคลื่อนตัวจากไป ก่อนอวี๋จี้จะมาปรากฏตัวด้านข้าง เขาจึงถามคนสนิทของตนเองทันที

“เจ้าคิดว่าข้ากับบุรุษผู้นั้น ใครมีโอกาสได้ไปอยู่ในใจนางมากกว่ากัน”

“ถ้าประเมินจากสายตาเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางที่บุรุษผู้นั้นจะสู้รูปร่างหน้าตาของท่านเสนาบดีได้ขอรับ แต่ถ้าเอาลึกซึ้งไปจนถึงภายในจิตใจของว่าที่ฮูหยินท่านคงแพ้ราบคาบ” อวี๋จี้ตอบตามความจริงไม่คิดรักษาน้ำใจเจ้านายของตนเองเลยสักนิด

“แล้วข้าต้องทำอย่างไรเพื่อจะเอาชนะอวิ๋นเหวินตี้ให้ได้ทุกทาง” อู๋หมิ่นจวินไม่เคยเกี้ยวสตรีมาก่อน เขาย่อมไม่รู้วิธีเอาชนะใจสตรี คิดเพียงแต่แสดงออกอย่างนี้ไปทุกวันนางคงใจอ่อนเข้าสักวัน จนเกือบลืมไปแล้วว่าตนเองมีเวลาจำกัด เนื่องจากมีหน้าที่การงานที่ต้องกลับไปทำ

“ท่านเสนาบดีต้องรุกให้มากกว่านี้ขอรับ”

“รุกอย่างไร” อวี๋จี้เหนื่อยใจกับเจ้านายของตนเองเหลือเกิน ยามลับฝีปากกับเหล่าขุนนางคนอื่นๆ ในราชสำนักกลับทำได้ไม่เป็นรอง พอเป็นเรื่องความรักและเรื่องสตรีเหตุใดถึงได้ดูโง่งมยิ่งนัก

“ก็ยามท่านอยู่ต่อหน้าว่าที่ฮูหยิน ไม่ว่านางจะกล่าวว่าอย่างไรท่านก็ต้องทำหน้าด้านไม่รู้สึกรู้สาเข้าไว้และเดินหน้ารุกไม่ว่านางจะขับไล่อย่างไร แต่ที่สำคัญท่านต้องเสนอหน้านำตนเองไปอยู่ใกล้นางให้มากที่สุดและบ่อยที่สุด”

“แล้วที่ข้าทำนี้ไม่เหมือนที่เจ้าบอกอย่างไร” อวี๋จี้ได้ยินอย่างนี้ก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจทันที

“เพียงเท่านี้ยังไม่พอขอรับ ท่านมาเกี้ยวว่าที่ฮูหยินวันละไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม (2 ชม.) ด้วยซ้ำ ที่สำคัญยังแทบไม่ได้สนทนาอะไรกับนาง อย่างนี้เมื่อไรนางจะหวั่นไหวไปกับท่านกันเล่า” อู๋หมิ่นจวินคิดตามคำพูดของอวี๋จี้ก่อนเอ่ยพึมพำออกมา

“เห็นทีข้าคงต้องรุกนางให้มากอย่างที่เจ้าว่าแล้ว”

❀❀❀❀❀

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 646 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

293 ความคิดเห็น

  1. #66 ไอติมรสสตอ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 04:16

    ด้ายได้อายอดว่างั้น...แต่ระวัง ด้านมากไป อาจถูกตบได้เช่นกัน 55555

    #66
    0
  2. #10 orawanlotkaeo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 12:42

    ท่านเสนาบดีต้องเสนอหน้ามาให้ว่าที่เมียเห็นบ่อยๆ555ลูกน้องสอนได้ยอดเยี่ยม.
    #10
    0
  3. #6 Jo8448 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2564 / 18:37

    ท่านอู๋ต้องเร่งแล้ว
    #6
    0