เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 7 : พวกเราชอบท่านลุง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,562
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 854 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

เสิ่นหลิงเฟยอนุญาตให้อู๋หมิ่นจวินมากินข้าวที่บ้านนางได้ เพราะไม่อยากขัดใจลูกๆ มากจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ยอมให้เขานั่งรถม้าคันเดียวกัน แต่อู๋หมิ่นจวินกลับรู้สึกว่าแค่นี้ก็พึงพอใจแล้วสำหรับเขา

รถม้าของอู๋หมิ่นจวินเดินทางมาถึงทีหลัง เมื่อลงจากรถม้ามายืน ก็พบว่าเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายกำลังยืนโบกมือรอต้อนรับเขาอยู่หน้าประตูเรือนแล้ว เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เด็กน้อยทั้งสองก็รีบวิ่งมาจูงมือเขาทันที

“ท่านลุงยินดีต้อนรับอีกครั้งเจ้าค่ะ” ยังคงเป็นเสี่ยวอ้ายที่เอ่ยได้ไวกว่าเสี่ยวอัน กล่าวจบเด็กน้อยทั้งสองก็จูงมืออู๋หมิ่นจวินเข้าไปด้านในทันทีด้วยความดีใจ

เสิ่นหลิงเฟยได้สั่งให้คนงานในครัวช่วยกันจัดตั้งโต๊ะเตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว เมื่อเด็กๆ จูงมืออู๋หมิ่นจวินเข้ามานางจึงนั่งลงหัวโต๊ะทันที ก่อนผายมือเชิญเขานั่งลง

“ตักข้าวได้” หลังเสิ่นหลิงเฟยเอ่ย ข้าวสวยร้อนๆ จากที่นาของนางก็ถูกแจกจ่ายให้ทุกคน

“ของเสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายแค่คนละทัพพีพอ” เมื่อสักครู่เด็กน้อยทั้งสองคงกินอาหารที่โรงเตี๊ยมมาพอสมควรแล้ว นางจึงให้เด็กๆ ทานเพียงนิดจะได้ไม่เหลือทิ้ง

ด้านอู๋หมิ่นจวินก็เอาแต่จับจ้องกิริยาทุกอย่างของเสิ่นหลิงเฟย เพื่อวิเคราะห์ดูว่านางเป็นสตรีอย่างไรกันแน่ จะได้หาทางเอาชนะใจนางให้ได้ในเร็ววัน จนกระทั่งนางรู้ตัวจึงหันมาถลึงตาใส่เขา อู๋หมิ่นจวินจึงยอมถอนสายตาไป

“ท่านลุงขอรับท่านกินเยอะๆ เลย เนื้อตุ๋นของท่านพ่อครัวหม่าอร่อยเป็นอันดับหนึ่งอย่าบอกใคร” เสี่ยวอันเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจในตัวพ่อครัวของตนเอง ก่อนจะตักเนื้อตุ๋นใส่จานของอู๋หมิ่นจวินจนพูน เพราะเขารู้สึกผิดที่ขโมยขาหมูมาให้มารดาก่อนหน้านี้

“กินของที่ข้าตักให้ด้วยนะเจ้าคะ” เสี่ยวอ้ายก็ไม่น้อยหน้ารีบตักอาหารเอาใจอู๋หมิ่นจวินทันที เสิ่นหลิงเฟยเห็นอย่างนี้จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขัดบรรยากาศ เมื่อรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงแค่ส่วนเกิน

“เด็กๆ พวกเจ้าลืมท่านแม่ของตนเองไปแล้วหรือ” หลังนางกล่าวจบเสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายก็รีบหันมาเอาใจนางทันที

“ของท่านแม่ก็มีเจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายกล่าวพร้อมกับคีบเนื้อตุ๋นมาจ่อปากมารดาทันที เสิ่นหลิงเฟยก็งับเนื้อตุ๋นอย่างมีความสุข เสี่ยวอันเห็นพี่สาวทำก็ทำตามบ้าง หลังจากเสิ่นหลิงเฟยงับอาหารจากทั้งตะเกียบบุตรสาวและบุตรชายแล้ว นางก็เงยหน้าก่อนยิ้มเยาะให้อู๋หมิ่นจวิน

เขามองแล้วได้แต่ส่ายหัวขบขันกับกิริยาที่คล้ายเด็กหวงของของนาง แต่ต้องนึกชื่นชมที่นางเลี้ยงเด็กสองคนนี้ได้ดียิ่งนัก พวกเขารักและกตัญญูต่อมารดาของตนเองมากเหลือเกิน

แต่ระหว่างที่อู๋หมิ่นจวินกำลังคีบเนื้อตุ๋นกินอย่างเอร็ดอร่อยเขาก็สำลักเนื้อทันที เมื่อได้ยินคำถามของบุตรสาว

“ท่านลุงเป็นคนรักของท่านแม่ใช่ไหมเจ้าคะ” เสี่ยวอ้ายถามจากสิ่งที่เห็น เพราะเมื่อวานเสิ่นหลิงเฟยทำเหมือนโกรธอู๋หมิ่นจวิน แต่หลังจากอู๋หมิ่นจวินเหมาผ้าไหม เสิ่นหลิงเฟยกลับยอมให้เขามากินข้าวที่บ้าน

โดยนางไม่คิดเลยว่าเป็นเพราะความงอแงของตนเองกับน้องชายที่ทำให้มารดาไม่มีทางเลือก ส่วนที่นางถามอย่างนี้เพราะคิดว่าตนเองใกล้จะได้เรียกใครสักคนว่าท่านพ่อแล้ว

ด้านเสิ่นหลิงเฟยได้ยินบุตรสามถามอย่างนี้ก็รีบแก้ตัวทันที

“เจ้าไปได้ยินใครพูด ถึงได้เอ่ยแบบนี้ แม่กับบุรุษผู้นี้เป็นเพียงแม่ค้ากับลูกค้าเท่านั้น ไม่มีวันเป็นอย่างอื่นไปได้” อู๋หมิ่นจวินได้ยินนางรีบเอ่ยปฏิเสธ ซ้ำยังแสดงออกชัดเจนว่าเห็นเขาเป็นเพียงลูกค้า จึงรีบเอ่ยต่อนางทันที

“ยามนี้ลุงกับมารดาเจ้าอาจเป็นเพียงแม่ค้ากับลูกค้า แต่ในอนาคตข้างหน้าก็ไม่แน่มารดาเจ้าอาจเป็นคนรักของลุงก็เป็นได้” หลังอู๋หมิ่นจวินกล่าวจบก็ยักคิ้วให้นางหนึ่งทีเพื่อยียวน

เสิ่นหลิงเฟยอยากจะพ่นคำด่าใส่หน้าเขายิ่งนักที่มาล้อเล่นอย่างนี้ ติดที่ว่าอยู่ต่อหน้าลูกๆ เท่านั้น นางจึงได้แต่กำช้อนแน่นข่มความไม่พอใจ แต่เด็กน้อยทั้งสองพอได้ยินอย่างนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก ก่อนเสี่ยวอันจะเอ่ยถาม

“ถ้าอย่างนั้นท่านลุงก็คือว่าที่บิดาของพวกเราใช่หรือไม่” อู๋หมิ่นจวินได้ยินก็เอ่ยอธิบายอย่างลืมตัว

“ไม่ใช่แค่ว่าที่แต่ลุงคือบิ...”

“หยุดคำพูดของท่านเดี๋ยวนี้ อย่าคิดล้ำเส้น” คำพูดของเสิ่นหลิงเฟยทำให้อู๋หมิ่นจวินชะงักทันที เขาเกือบจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากขึ้นมาอีกแล้ว

“ข้าขอโทษ” เขากล่าวจบก็ไม่สนทนาเรื่องบิดากับเด็กๆ อีก กลับเอ่ยคุยเรื่องการละเล่นที่เด็กๆ ชื่นชอบแทน

เสิ่นหลิงเฟยก็ได้แต่เฝ้าสังเกตทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร เสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายพูดคุยกับอู๋หมิ่นจวินอย่างสนิทสนมคล้ายคนที่รู้จักกันมานาน

แต่ที่สำคัญคือเด็กน้อยทั้งสองไม่เคยขอร้องงอแงให้ใครมากินข้าวที่เรือนเลยสักครั้ง เพราะเด็กๆ รู้ว่านางไม่ชอบพาคนอื่นมาที่เรือน แม้กระทั่งอวิ๋นเหวินตี้ ซึ่งเป็นสหายสนิทและคู่ค้าทางธุรกิจของนางยังไม่เคยมากินข้าวที่เรือนนางสักครั้ง

บางทีนี่อาจจะเรียกว่าสายใยความผูกพันระหว่างบิดากับบุตรก็เป็นได้ ต่อให้นางจะพยายามผลักไสอย่างไรก็ไม่มีวันพ้น

เสิ่นหลิงเฟยเฝ้าสังเกตพร้อมจมอยู่กับความคิด จนกระทั่งเด็กน้อยทั้งสองเริ่มขยี้ตาเพราะง่วงนอน

“เสี่ยวอัน เสี่ยวอ้ายไปล้างมือบ้วนปากให้เรียบร้อยก่อนลูก ขยี้ตาแบบนั้นเดี๋ยวจะแสบเอา” กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นไปจูงมือเด็กน้อยทั้งสองเพื่อพาไปเข้านอน ทำเหมือนอู๋หมิ่นจวินไม่ได้อยู่ด้วย

อู๋หมิ่นจวินพอเห็นนางจะพาเด็กๆ ไปเข้านอนจึงรีบวางตะเกียบแล้วเดินตามไปด้วยทันที

“ท่านกรุณาหยุดอยู่ตรงนั้นด้วย” เสิ่นหลิงเฟยหันมาสกัดก่อนเขาจะตามเข้าไปยังห้องนอน

เขาหวังจะให้เด็กน้อยสองคนช่วยพูดให้ เพื่อเขาจะได้ตามไปได้ แต่เพราะเด็กๆ ง่วงนอนมากแล้วจึงทำให้ยามนี้เอาแต่เกาะขามารดาพร้อมกับดวงตาปรือที่ใกล้หลับเต็มที เขาจึงได้แต่ปล่อยให้นางเดินจากไปไม่ได้ช่วยนางพาเด็กๆ เข้านอนเหมือนอย่างที่ตั้งใจและอยากลองทำสักครั้ง

แต่เนื่องจากเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายเป็นเด็กโตแล้ว เมื่อง่วงนอนไม่จำเป็นต้องกล่อมให้ยุ่งยาก เพียงชั่วครู่พวกเขาก็หลับแล้ว

เสิ่นหลิงเฟยก็ตั้งใจจะใช้ช่วงเวลาที่เด็กๆ หลับกลับไปทำงานต่อ แต่พบว่าอู๋หมิ่นจวินกำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องโถงรับรองอย่างสบายใจเหมือนเป็นเรือนตนเอง นางนึกว่าเขาจะกลับไปแล้วเสียอีก

“ท่านลูกค้า ท่านออกจะทำตัวสบายเกินไปหน่อยหรือไม่ ที่นี่เป็นเรือนของท่านหรือ” อู๋หมิ่นจวินได้ยินถ้อยคำประชดที่เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยกลับมากลับไม่สะทกสะท้าน เขาค่อยๆ วางจอกชาลงอย่างใจเย็น ก่อนส่งยิ้มมาให้นาง

“เด็กๆ หลับหมดแล้วหรือ” เสิ่นหลิงเฟยไม่ตอบคำถามเขา กลับเอ่ยไล่ทันที

“ยามนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ข้าว่าท่านควรจะรีบกลับไปได้แล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องวางแผนให้เด็กๆ ขอให้ข้าพาท่านกลับมาที่เรือนอีกด้วย”

อู๋หมิ่นจวินไม่ได้วางแผนอย่างที่นางพูด ทุกอย่างเป็นความต้องการของเด็กๆ แต่เสิ่นหลิงเฟยกล่าวจบก็หันหน้าเดินหนีทันที อู๋หมิ่นจวินเห็นดังนี้จึงรีบเดินไปคว้าแขนนางไว้ เสิ่นหลิงเฟยรีบสะบัดออกอย่างรวดเร็วทันที พร้อมกับจ้องเขาอย่างไม่พอใจที่กล้ามาแตะตัวนางโดยไม่ได้รับอนุญาต

“ข้าขอโทษ” อู๋หมิ่นจวินเอ่ยอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกผิดที่เผลอไปแตะต้องตัวนางเข้า ด้านเสิ่นหลิงเฟยที่กำลังจะต่อว่าจึงเก็บคำด่าไป ก่อนเอ่ยถามเขา

“มีเรื่องอะไรจะคุยกับข้าอีก” นางคิดว่าถ้าวันนี้ไม่คุยกับเขาดีๆ เขาอาจจะไม่ยอมจากไปง่ายๆ แน่

“เจ้าคิดจะปิดบังเด็กๆ เรื่องที่ข้าเป็นบิดาของพวกเขาไปอีกนานเท่าไร” หลายครั้งแล้วที่วันนี้อู๋หมิ่นจวินเกือบหลุดปากบอกเด็กๆ ว่าเขาเป็นบิดาที่แท้จริง แต่ก็ถูกเสิ่นหลิงเฟยเอ่ยห้ามไว้ทุกที

“แล้วท่านคิดว่าข้าควรปิดบังไปนานเท่าไรดีล่ะ สิบปี ยี่สิบปีหรือตลอดชีวิตดี” เสิ่นหลิงเฟยเองก็ลำบากใจเช่นเดียวกันสำหรับเรื่องนี้

นางไม่เคยคิดว่าบิดาของลูกจะมาปรากฏตัว นางจึงเลือกที่จะโกหกพวกเขาว่าบิดาตายจากไปแล้ว พวกเขาจะได้ไม่ถามถึงบิดาอีก แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กๆ ก็เอาแต่ถามอยู่ดีนั่นแหละ ซ้ำยามนี้บิดาของพวกเขากลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆ มันจึงยากที่จะอธิบายให้พวกเขาฟัง เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นเด็ก ย่อมสับสนและงุนงงมากเป็นแน่

อู๋หมิ่นจวินได้ยินนางถามกลับมาคล้ายประชดก็เอ่ยออกไปตรงๆ

“เจ้าอาจไม่ยอมรับข้าในยามนี้ เวลาเพียงสองวันคงไม่อาจพิสูจน์อะไรได้ และยามนี้เจ้าคงมีความโกรธแค้นในตัวข้าอยู่ แต่ถ้าเจ้าพร้อมเมื่อไร ข้าย่อมพร้อมที่จะอธิบายทุกอย่างให้เจ้าฟัง”

“แล้วถ้าข้าไม่พร้อมไปตลอดชีวิตล่ะ” เสิ่นหลิงเฟยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา การทำดีของเขาเพียงสองวันย่อมไม่อาจชดเชยความรู้สึกในใจนางตลอดห้าปีได้รวดเร็วขนาดนั้น

“ถ้าอย่างนั้นข้าคงได้แต่ต้องพิสูจน์ตนเองไปตลอดชีวิตเช่นกัน” หลังเขากล่าวจบทุกอย่างก็นิ่งงันทันที ก่อนเสิ่นหลิงเฟยจะเอ่ยขึ้นก่อน

“จะพิสูจน์อย่างไรและนานเพียงใดก็เรื่องของท่าน แต่ยามนี้เชิญกลับไปได้แล้ว” คราวนี้อู๋หมิ่นจวินยอมกลับไปจริงๆ เขาเห็นนางดูชะงักไปกับประโยคที่เขาพูดเมื่อสักครู่ ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาทำคงสะกิดใจนางขึ้นมาบ้างแล้ว

***

 

หลังมื้ออาหารเย็นของครอบครัวตระกูลเสิ่นจบลง นางก็บังคับให้เด็กๆ ไปอาบน้ำเตรียมเข้านอน ส่วนตัวนางก็แยกไปอาบน้ำเช่นกัน กลับมาอีกครั้งเด็กๆ ก็นอนอยู่บนเตียง พร้อมกระดาษคำศัพท์หนึ่งแผ่น

เสิ่นหลิงเฟยยังไม่ทันได้ให้เด็กๆ เข้าสำนักศึกษา เพราะสำนักศึกษาที่เสิ่นหลิงเฟยตั้งใจให้เด็กๆ เข้าเรียนกำหนดไว้ว่าต้องอายุห้าขวบปีขึ้นไปเท่านั้นจึงจะเข้าเรียนได้ ซึ่งก็อีกเพียงสี่เดือนเท่านั้น ดังนั้นช่วงก่อนนอนนางจึงมักจะสอนให้เด็กๆ ท่องคำศัพท์พื้นฐานไปพลางๆ ก่อน

เมื่อนางปีนขึ้นไปนอนตรงกลางเตียง เด็กๆ ก็ขยับเข้ามานอนซบไหล่นางคนละข้างทันที แต่เสิ่นหลิงเฟยยังไม่ทันได้นำเด็กๆ ท่องคำศัพท์เหมือนทุกวัน เสี่ยวอ้ายก็ถามขึ้นมาก่อน

“ท่านแม่ๆ ท่านไม่ชอบท่านลุงอู๋หรือเจ้าคะ เหตุใดยามท่านมองท่านลุงอู๋ถึงได้เหมือนจะกินท่านลุงอู๋อย่างนั้น” เสี่ยวอ้ายถามสิ่งที่ตนเองสงสัยอยู่ในใจ หลังเห็นมารดาปฏิบัติกับอู๋หมิ่นจวินเหมือนคนไม่ถูกกัน เสี่ยวอันที่อยู่ด้านข้างก็พยักหน้าขึ้นลงเห็นด้วยกับคำถามของพี่สาว

“แล้วถ้าเกิดแม่ไม่ชอบลุงอู๋ของพวกเจ้าขึ้นมาจริงๆ พวกเจ้าจะทำอย่างไร” เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายได้ยินก็รีบลุกขึ้นนั่งทันที ก่อนเอ่ยกับมารดาด้วยความร้อนใจ

“อย่ารู้สึกอย่างนั้นเลยขอรับ อันที่จริงข้าค่อนข้างชอบท่านลุงอู๋ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่เลี้ยงข้าวพวกเราจริงๆ ตามสัญญา” เสี่ยวอันคิดแต่เรื่องกินยิ่งกว่าเสี่ยวอ้ายเสียอีก ดังนั้นยามนี้ในใจเขาอู๋หมิ่นจวินจึงเป็นบุรุษที่เขาทุ่มใจให้มากที่สุดในบรรดาบุรุษที่มาเกี้ยวมารดา

“จริงด้วยเจ้าคะ ซ้ำท่านลุงอู๋ยังบอกอีกว่าถ้าท่านแม่อนุญาตจะพาไปเที่ยวเมืองหลวง ที่นั่นมีที่ให้เล่นเยอะซ้ำยังมีเพื่อนมากมาย” เสี่ยวอ้ายเป็นเด็กหญิงที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง พออู๋หมิ่นจวินเล่าว่าในเมืองหลวงมีที่ให้เที่ยวเล่นและมีเพื่อนเยอะ นางก็ทุ่มใจให้เขาเช่นกัน

แต่เสิ่นหลิงเฟยได้ยินกลับโมโห เพราะนางไม่เคยมีความคิดจะเข้าไปอยู่ในเมืองหลวง ซ้ำจะให้นางไปอยู่กับเขานั้นนางไม่เคยคิด

“เด็กๆ พวกเจ้าอยากไปที่เมืองหลวงกับท่านลุงอู๋แล้วแม่ล่ะ แม่ไม่อยากไปเมืองหลวง ถ้าพวกเจ้าไปจะทิ้งแม่ไว้ที่นี่คนเดียวหรือ” เสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายทำท่าครุ่นคิดทันทีเมื่อเห็นมารดาเศร้า ก่อนเสี่ยวอ้ายจะเอ่ยขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทิ้งท่านลุงอู๋ไว้กับท่าน เพื่อยืนยันว่าพวกเราจะไม่ทิ้งท่านไป ท่านก็จะได้มีคนดูแลด้วย ถึงอย่างไรในอนาคตท่านก็ต้องเป็นคนรักของท่านลุงอู๋อย่างที่ท่านลุงอู๋ว่า”

ได้ยินบุตรสาวเอ่ยอย่างนี้เสิ่นหลิงเฟยถึงกลับไปไม่เป็นเลยทีเดียว บุรุษน่าตายคนนั้นมาพูดให้เด็กๆ เข้าใจผิดเรื่องระหว่างเขากับนางจนได้

“แล้วถ้าพวกเจ้าทิ้งท่านลุงอู๋ไว้จะให้ใครพาไปเที่ยวเมืองหลวงล่ะ”

“จริงด้วยซิ ถ้าอย่างนั้นท่านแม่ไปด้วยกันเถอะนะขอรับ” เสิ่นหลิงเฟยเห็นท่าทีออดอ้อนของบุตรสาวบุตรชายก็ได้แต่มองด้วยความเอ็นดู แต่ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่นางจะให้คำตอบเรื่องนี้กับพวกเขาได้

“เอาล่ะเด็กๆ ดึกมากแล้ว วันนี้ใครไม่รีบเข้านอนพรุ่งนี้อดกินถังหูลู่ดีไหม” หลังนางกล่าวจบพวกเขาก็รีบล้มตัวลงนอนห่มผ้าเองทันที เพราะถึงจะชอบอู๋หมิ่นจวินและอยากไปเที่ยวเมืองหลวงเพียงใด ความชอบและความอยากในอนาคตนั้นก็ไม่เท่ากับของกินในวันพรุ่งนี้

เมื่อเด็กๆ หลับแล้วนางก็ดับตะเกียงให้พวกเขาก่อนออกจากห้องไป ชีวิตครอบครัวอย่างนี้นางคุ้นชินกับมันมานานเกือบหกปีแล้ว นางในยามนี้จึงไม่พร้อมจะเปิดช่องว่างให้ใครเข้ามาแทรก แม้บุรุษคนนั้นจะเป็นบิดาของลูกๆ ก็ตาม

***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 854 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

362 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #205 150221 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 17:15
    ถึงกับทิ้งท่านแม่ไว้กับลุงอู๋เพราะอยากเที่ยว555
    #205
    0
  3. #125 AuzSnow (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 เมษายน 2564 / 20:33

    เหมือนไรท์พยายามบีบนางเอกทุกทางเลยนะ จะปล่อยให้ลูกตัดสินใจว่าจะอยู่กับใครก็กลัวเสียลูกไปอีก สุดท้ายก็เหลือทางเดียว..ยอมเป็นเมียพ่อของลูกไป

    #125
    7
    • #125-1 曉姣 - xiaojiao (จากตอนที่ 7)
      14 เมษายน 2564 / 20:45
      ไรท์ว่าจะไม่ตอบแล้วนะคะเพราะไม่อยากให้ดราม่า แต่ขอชี้แจงสักหน่อย คือเรื่องนี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าใครคือพระนาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไรท์จะไม่ให้พระนางได้พัฒนาความรู้สึกเลย ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจับเขามาคู่กันเพราะสถานะ ถ้าไม่ชอบไรท์ก็ขออภัยด้วย เพราะทุกอย่างมันคือจินตนาการของไรท์ที่อยากถ่ายทอดออกไปเท่านั้น ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านนิยายไรท์ค่ะ
      #125-1
    • #125-2 AuzSnow(จากตอนที่ 7)
      14 เมษายน 2564 / 21:04
      ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่แค่รู้สึกว่าอ่านแนวนี้ทีไร ตัวนางเอกเลือกทางของตัวเองไม่ได้เลย
      #125-2