เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 6 : เข้าทางลูก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,334
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,022 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

วันนี้เสิ่นหลิงเฟยมาตรวจบัญชีอยู่ที่ร้านขนมหวาน แต่ระหว่างตรวจนางก็อดที่จะคิดถึงอู๋หมิ่นจวินไม่ได้ เพราะวันนี้เขาอาจจะมาเหมาขนมหวานในร้านนางเหมือนที่เหมาผ้าไหมไปเมื่อวานอีกก็เป็นได้

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ พรุ่งนี้นางจะไปนั่งทำงานที่ร้านเครื่องประดับ ดูซิว่าเขาจะกล้าเหมาเครื่องประดับราคาเป็นล้านตำลึงของนางไปอีกหรือไม่

ส่วนวันนี้เสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายไม่ได้มาที่ร้านขนมหวานเป็นเพื่อนนาง วันนี้พวกเขาขอตามเสี่ยวฟางไปดูแลโรงเตี๊ยม ซึ่งยามเที่ยงเสิ่นหลิงเฟยจึงจะตามไปกินข้าวเป็นเพื่อนพวกเขา

นางนั่งทำงานอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพบอู๋หมิ่นจวินมายืนอยู่หน้าร้าน นางมองเห็นเขาแล้วแต่ก็ทำเป็นไม่ใส่ใจ อู๋หมิ่นจวินก็พยายามมองข้ามท่าทีของนางไป เขาเดินไปเลือกขนมอบที่ราคาแพงที่สุดมาหนึ่งกล่อง ก่อนเดินไปจ่ายเงินแล้วนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของนางโดยไม่กล่าวอะไร เสิ่นหลิงเฟยจึงวางพู่กันลงทันที

“อะไรกันวันนี้ท่านไม่เหมาอีกแล้วหรือ” เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยถามอย่างดูถูกและกวนประสาทเขา

“ขนมเหล่านี้เก็บไว้นานเดี๋ยวมีกลิ่นอับไม่อร่อย แต่ถ้าอาเฟยอยากให้ข้าเหมาข้าก็ยินดี” เสิ่นหลิงเฟยเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที

“ใครอนุญาตให้ท่านมาเรียกข้าว่าอาเฟย” นางมองอย่างไม่พอใจที่เขาเอ่ยเรียกนางอย่างสนิทสนม ทั้งที่นางกับเขาเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน

“ไม่มีใครบอกแต่ข้าอยากเรียก” อู๋หมิ่นจวินตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยามตอบใบหน้ายังเรียบเฉย แต่แววตาของเขากลับมีแววท้าทายนางอยู่นิดๆ

เสิ่นหลิงเฟยเริ่มคาดเดาไม่ถูกแล้วว่าเขาเป็นบุรุษอย่างไรกันแน่ คราแรกที่เจอเขานางมองว่าเขาสุภาพมาก แต่ยามนี้จู่ๆ เขากลับตีหน้ามึน โต้เถียงนางเสียอย่างนั้น

“ท่านลูกค้าถ้าซื้อของเสร็จก็กรุณาออกไปจากร้านด้วย มันขวางทางลูกค้าคนอื่นๆ” เมื่อไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาต่อว่าเขา เสิ่นหลิงเฟยก็จัดการเอ่ยไล่ทันที

อู๋หมิ่นจวินกลับทำมึน เขาเชิญตัวเองนั่งลงเก้าอี้หน้าโต๊ะคิดเงิน ก่อนพยายามมองหาเสี่ยวอ้ายกับเสี่ยวอันแต่ไม่พบ จึงเอ่ยถามนาง

“วันนี้ลูกๆ ไม่มาด้วยหรือ” เสิ่นหลิงเฟยกระแทกปิดสมุดบัญชีลงทันทีด้วยความไม่พอใจ ก่อนตอบ

“จะมาหรือไม่มาก็ไม่ใช่ธุระของท่าน ขอตัวก่อน” กล่าวจบนางก็หอบสมุดบัญชีหายเข้าไปหลังร้านทันที

อู๋หมิ่นจวินได้แต่มองตามไปแล้วส่ายหัว กิริยาของนางที่แสดงออกเขามองว่านางไม่ได้ทำเกินไป ลองคิดว่าบุรุษคนหนึ่งลงมือข่มเหงจนตนเองตั้งครรภ์ แม้ว่าคืนนั้นจะถูกวางยาปลุกกำหนัดก็ตาม

แต่คืนนั้นเขากลับเอ่ยปากว่าจะรับผิดชอบนาง แต่กลับหายเข้ากลีบเมฆอย่างนี้ จะให้นางยอมใจอ่อนรับเขาไว้ง่ายๆ ได้อย่างไร ยามนี้นางยังมีทุกอย่างเพียบพร้อม แต่แน่นอนว่านางยังขาดบิดาของลูกอยู่ เขาซึ่งอยู่ในตำแหน่งนี้พอดี ก็เต็มใจที่จะเสนอตัวจนกว่านางจะยอมรับเขาไว้

ระหว่างที่คิดว่าจะใช้แผนการใดให้นางใจอ่อน อู๋หมิ่นจวินคิดว่าเขาควรใช้เวลาที่นางไม่ได้อยู่กับลูกๆ ไปตามหาเด็กๆ ดีกว่า จะได้เร่งทำคะแนนจากเด็กๆ บ้าง

***

 

อู๋หมิ่นจวินตามหาเด็กๆ ไปทุกร้านรวงที่มีอยู่ในย่านการค้า จนกระทั่งมาถึงโรงเตี๊ยมจินเป่าเสียงฟู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการการค้าของเสิ่นหลิงเฟย เขายังไม่ทันก้าวเดินเข้าไปข้างใน เสี่ยวอ้ายและเสี่ยวอันก็วิ่งออกมาต้อนรับเขาแล้ว

“คารวะท่านลุง วันนี้ท่านคงแวะมาเกี้ยวท่านแม่อีกแล้ว แต่ข้าต้องขอโทษด้วยวันนี้ท่านแม่อยู่ที่ร้านขนมหวาน” เป็นเสี่ยวอ้ายที่เริ่มเอ่ยทักทายอู๋หมิ่นจวิน ก่อนเอ่ยเจื้อยแจ้วชี้แจงออกมา

อู๋หมิ่นจวินไม่ได้ตอบกลับอะไร กลับจับจูงมือเด็กๆ ทั้งสองเข้าไปในโรงเตี๊ยม ก่อนนั่งลงยังโต๊ะที่อยู่ในมุมที่เป็นส่วนตัวที่สุด

“เด็กๆ วันนี้ท่านลุงจะเลี้ยงข้าวพวกเจ้าเอง สามารถสั่งได้ไม่จำกัดเลยนะ” อู๋หมิ่นจวินมีแผนที่จะหลอกถามข้อมูลเรื่องความชอบของเสิ่นหลิงเฟยนิดหน่อยเพื่อใช้เอาใจนาง ด้านเด็กทั้งสองได้ยินก็ตาโตดีใจขึ้นมาทันที

เสิ่นหลิงเฟยนั้นไม่ได้เลี้ยงให้ลูกๆ ต้องลำบากก็จริง แต่เวลาพวกเขาอยากจะได้อะไร นางมักจะให้ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เป็นการแลกเปลี่ยน เพื่อให้พวกเขาเห็นคุณค่าของสิ่งของและเงินทอง เพราะกว่านางจะเก็บเงินจากการขายสุราที่แอบซ่อนไว้ได้ถึงล้านตำลึงก็ต้องเริ่มทำงานหมักสุราตั้งแต่อายุหกขวบ

ดังนั้นอาหารในโรงเตี๊ยมเด็กทั้งสองจึงยังไม่ทันได้ลิ้มลองครบทุกรายการ เมื่อได้ยินว่าสั่งได้ไม่จำกัดจึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

“ท่านลุงพูดจริงหรือเจ้าค่ะ ไม่ใช่จะหลอกเราเหมือนท่านลุงคนอื่นๆ ที่บอกว่าถ้าพาไปพบท่านแม่แล้วจะเลี้ยงข้าว พวกเราพาไปทีไรก็ไม่ยอมเลี้ยงเสียที” อู๋หมิ่นจวินได้ยินอย่างนี้ก็ขมวดคิ้วทันทีก่อนเอ่ยถามบุตรสาว

“ท่านแม่ของพวกเจ้ามีคนมาเกี้ยวเยอะมากขนาดนั้นเลยหรือ” เสี่ยวอันได้ยินก็จะเอ่ยตอบ ด้วยภูมิใจในตัวมารดาที่มีคนมาชมชอบเยอะแยะ แต่เสี่ยวอ้ายกลับปิดปากเขาไว้ก่อน

“ข้าจะเอ่ยเล่าเรื่องท่านแม่ให้ฟังทั้งหมดไม่ปกปิดเลย ถ้าท่านลุงให้เราสั่งอาหารเสียก่อน” เสี่ยวอ้ายกลัวตนเองจะถูกหลอกอีก จึงเอ่ยต่อรองกับเขา อู๋หมิ่นจวินได้ยินแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู บุตรสาวคนนี้ของเขาช่างมากเล่ห์และไม่ยอมเสียเปรียบเลยสักนิด

“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็เริ่มสั่งกันเถอะ”

หลังจากเด็กๆ สั่งอาหารมาจนเต็มโต๊ะก็ลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อยไม่สนใจเขาอีก อู๋หมิ่นจวินเห็นรูปร่างของพวกเขาและแก้มสองข้างที่เหมือนซาลาเปาสองลูก ก็พอจะรู้ว่าพวกเขาคงจะชอบการกินไม่น้อย แต่ก็ปล่อยไปเถอะเด็กๆ กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต

ผ่านไปชั่วครู่เสี่ยวอ้ายจึงนึกขึ้นมาได้ นางหันไปหาน้องชายก่อนเอ่ย

“เสี่ยวอันเจ้าเล่าให้ท่านลุงฟังสิ ว่าท่านแม่ของพวกเรายอดเยี่ยมเพียงใด” เสี่ยวอันได้ยินดังนั้นก็วางตะเกียบเช็ดปากทันที เขาเฝ้ารอที่จะได้เป็นฝ่ายพูดมานานแล้ว เพราะทุกครั้งจะพูดยามใดเสี่ยวอ้ายก็มักแย่งพูดไปหมดเสียทุกที คงมีเพียงยามมีอะไรปิดปากนางจึงจะยอมให้เขาเอ่ยพูดบ้าง

“ท่านแม่ของพวกเราเป็นสตรียอดเยี่ยมมาก นอกจากจะร่ำรวยแล้วยังมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ดังนั้นบุรุษจึงเข้ามาเกี้ยวนางมาก แต่ท่านแม่ของเรากลับไม่มองใคร นางบอกว่าบุรุษมันก็มักง่ายเหมือนกันหมด” ทั้งหมดที่เอ่ยออกมาเสี่ยวอันจดจำมาจากคนในครัวพูดคุยกันทั้งนั้น

ด้านอู๋หมิ่นจวินได้ฟังแล้วกลับรู้สึกเป็นกังวล เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคู่แข่งในการเกี้ยวนางเป็นจำนวนมาก ซ้ำเขายังเป็นคนที่นางไม่ชอบขี้หน้าอีก แบบนี้จะให้นางยอมรับเขาคงยากไปกันใหญ่ แล้วคงเป็นเพราะเขาที่ทำให้นางคิดว่าบุรุษมักง่ายเหมือนกันทุกคน

“แล้วท่านแม่ของพวกเจ้าสนิทกับใครเป็นพิเศษหรือไม่” เสี่ยวอันได้ยินก็เอามือแตะที่ขมับก่อนโยกศีรษะไปมาทำท่าครุ่นคิด

“ท่านแม่ค่อนข้างสนิทกับคุณชายอวิ๋นขอรับ” เสี่ยวอันตอบตามสิ่งที่ตนเองจดจำได้ อู๋หมิ่นจวินจึงจดจำชื่อคุณชายอวิ๋นไว้ หลังจากนี้เขาจะไปสืบดูว่าคู่แข่งคนสำคัญของเขาคนนี้เป็นใครกัน

“แล้วอย่างลุงดูเป็นอย่างไรบ้าง มารดาของเจ้าจะชอบหรือไม่” เสี่ยวอ้ายรีบวางตะเกียบเพื่อตอบทันที คำตอบแบบนี้นางรู้ดีกว่าเสี่ยวอันแน่นอน

“ท่านแม่ย่อมชอบท่านลุงแน่ เพราะเมื่อวานท่านลุงกล้าเหมาผ้าไหมของท่านแม่ ท่านแม่ชอบที่สุดคือเงินเจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายตอบอย่างฉะฉาน

ซึ่งเรื่องนี้อู๋หมิ่นจวินก็พอจะมองออกอยู่ไม่น้อย แต่ถึงเขาจะเหมาผ้าไหมไป แต่เมื่อเช้ายามไปหานางที่ร้านขนมหวาน นางกลับยังแสดงท่าทีมึนตึงใส่เขาอยู่

“แล้วข้า...” อู๋หมิ่นจวินตั้งใจจะถามเด็กทั้งสองคนต่อ แต่เสียงดังเหมือนสายฟ้าของเสิ่นหลิงเฟยก็ดังมาจากหน้าร้านอีกครั้ง

“เสี่ยวอัน เสี่ยวอ้าย ทำอะไรอยู่” เด็กทั้งสองรีบวางตะเกียบเช็ดมือก่อนเดินไปหามารดาทันที

“มารดาท่านช่างมาตรงเวลายิ่งนัก” เสี่ยวอ้ายเดินมาถึงก็เอ่ยด้วยถ้อยคำประหลาดทันที ซึ่งนางมักจะเอ่ยอย่างนี้ยามทำอะไรผิดมากๆ เข้า เพราะคิดว่าคำพูดไพเราะเป็นทางการจะทำให้มารดาคลายโทสะลงได้

“ท่านแม่โปรดคลายโทสะ ข้าแอบขโมยขาหมูบนโต๊ะของท่านลุงมาให้ท่านด้วย หลังจากหลอกลวงให้เขาเลี้ยงข้าวได้” เสี่ยวอันเอ่ยก่อนจะยกผ้าซึ่งห่อขาหมูชิ้นใหญ่ให้นาง เสิ่นหลิงเฟยรับมาอย่างเสียไม่ได้ เพราะกลัวบุตรชายเสียใจ

แต่บุตรสาวบุตรชายของนางก็ช่างเจรจาเสียเหลือเกิน พวกเขาเพิ่งอายุสี่ขวบกับอีกแปดเดือน กลับพูดจาฉะฉานเอ่ยประโยคยาวเหยียดพูดซับซ้อนได้เหมือนผู้ใหญ่ เสิ่นหลิงเฟยคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะได้ความฉลาดมาจากบิดาก็เป็นได้ เพราะนางก็ไม่ได้หัวดีขนาดนั้น

“พวกเรากลับไปกินข้าวที่บ้านกันเถอะ วันนี้แม่สั่งให้พ่อครัวทำเนื้อตุ๋นของโปรดของพวกเราไว้ด้วย” เสี่ยวอ้ายและเสี่ยวอันทั้งที่เพิ่งกินอิ่ม แต่พอได้ยินว่าจะได้กินของโปรดก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ

อู๋หมิ่นจวินได้ยินดังนั้น ก็รีบลุกขึ้นเดินมาเสนอตัวทันที

“เสี่ยวอ้าย เสี่ยวอัน ท่านลุงขอไปลิ้มลองเนื้อตุ๋นที่บ้านของพวกเจ้าได้หรือไม่” เสี่ยวอันได้ยินก็ทำหน้ามุ่ยทันที เพราะกลัวคนมาแย่งอาหารของตน ด้านเสี่ยวอ้ายกลับยินดีเต็มที่

“ถ้าอย่างนั้นท่านลุงไปด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ”

“ใครเอ่ยชวนเขา” ได้ยินบุตรสาวตอบกลับไปอย่างนั้น เสิ่นหลิงเฟยก็สวนขึ้นทันที ก่อนเสี่ยวอ้ายจะเบ้ปากเตรียมร้องไห้

“ก็ท่านแม่เคยสอนไม่ใช่หรือ ใครทำดีกับเราก็ควรตอบแทน เมื่อสักครู่ท่านลุงอุตส่าห์เลี้ยงข้าวโดยไม่สงสัยเลยว่าข้านำเรื่องท่านแม่มาหลอกล่อ แค่เนื้อตุ๋นจะไม่ยอมให้ท่านลุงกินด้วยเลยหรือ”

เสี่ยวอ้ายกล่าวจบก็ร้องไห้โฮออกมาทันที เสี่ยวอันที่เมื่อสักครู่แอบหวงของก็เริ่มร้องตามพี่สาวบ้าง เสิ่นหลิงเฟยได้แต่อึ้งไปนิดๆ ที่บุตรสาวนำคำที่นางเคยสอนมาย้อน

อู๋หมิ่นจวินก้มลงรวบบุตรสาวและบุตรชายมากอดปลอบทันที ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยกับนาง

“ข้าไม่ไปที่เรือนเจ้าอีกก็ได้ แต่อย่าดุลูกอีกเลย” เสี่ยวอ้ายกับเสี่ยวอันพอได้ยินอย่างนี้จึงร้องไห้หนักขึ้น เสิ่นหลิงเฟยจึงถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้

“ก็ได้ๆ แม่จะยอมให้เขาไปกินเนื้อตุ๋นที่เรือนเรา แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ” หลังนางกล่าวจบเด็กทั้งสองก็หยุดร้องในทันที เหมือนเมื่อสักครู่เพียงแค่แกล้งทำ ด้านอู๋หมิ่นจวินก็ดีใจที่นางยินยอม

เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นคนละข้างก่อนเดินออกไปรอนางที่หน้าร้าน เสิ่นหลิงเฟยเห็นท่าทางเป็นธรรมชาติของเขา ที่เหมือนกับการอุ้มเด็กทั้งสองพร้อมกัน เขาทำอยู่ทุกวันก็หมั่นไส้ยิ่งนัก แต่เพื่อไม่ให้เด็กๆ ร้องไห้นางก็ได้แต่ต้องตามไปอย่างขัดใจ แต่อย่าคิดว่าการกระทำเพียงเท่านี้ นางจะยอมใจอ่อนให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวง่ายๆ

***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.022K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

370 ความคิดเห็น

  1. #124 AuzSnow (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 เมษายน 2564 / 20:21

    หมั่นไส้เสี่ยวอ้ายว่ะ ขายแม่แลกอาหารก็ได้

    #124
    1
  2. #2 Emmajung2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 20:29

    รอจ้า เด็กๆน่ารักเกินห้ามใจ
    #2
    0