เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 5 : เอาชนะใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,970
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,144 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

เสิ่นหลิงเฟยกำลังนั่งตรวจบัญชีในร้านผ้าไหมของตนเอง ในเจ็ดวันที่ทำงานก่อนจะถึงวันหยุด นางจะเวียนไปตรวจบัญชีกิจการของตนเองไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำ วันนี้ก็มาถึงคิวร้านผ้าไหม ซึ่งผ้าไหมจากร้านของนางแห่งนี้มาจากเมืองหังโจวและเจียงหนาน

ในปีแรกยามที่ได้กำไรจากการค้าผ้าไหมจำนวนมาก นางถึงกลับลงทุนสร้างโรงเก็บใยไหม โรงตัดเย็บและโรงทอเป็นของตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันผ้าไหมของโรงทอนาง ยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในบรรณาการที่วังหลวงจะเลือกเข้าไปถวายฮ่องเต้ด้วย

แต่แน่นอนว่าทางวังหลวงไม่ได้เลือกผ้าไหมของนางไปเป็นบรรณาการเปล่าๆ ยังมีสินน้ำใจให้คนค้าขายอย่างนางอยู่เล็กน้อย ซึ่งเล็กน้อยมากพอที่นางจะสามารถซื้อร้านค้าอีกหลายร้านได้เลยทีเดียว

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายตามติดนางมาเหมือนทุกที เสิ่นหลิงเฟยสอนให้เด็กน้อยทั้งสองรู้จักค้าขายตั้งแต่เด็ก โดยใช้คารมในการเชิญชวนผู้คน

แต่เพราะมีบุรุษหลายคนมาคอยเฝ้ามองนาง เด็กน้อยทั้งสองจึงล่อลวงขายของให้บุรุษเหล่านั้นเสมอ ยามนี้ก็เช่นเดียวกัน พวกเขากำลังหลอกขายผ้าไหมชั้นดีจากหังโจวให้กับคหบดีหนุ่มเจ้าของร้านแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองซื่อชวน

ซึ่งไม่ว่าเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายจะหยิบผ้าไหมชิ้นไหน เขาก็ยื่นให้เสี่ยวเอ้อนำไปคิดเงินทั้งหมด เสิ่นหลิงเฟยเองก็ยิ้มหวานให้เขาเช่นกัน พอเห็นรอยยิ้มของนางเขาก็เริ่มหยิบจับผ้าไหมด้วยตนเอง เสิ่นหลิงเฟยได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ ซึ่งกิริยาของนางเมื่อสักครู่ไม่ได้ต้องการล่อลวงใคร เพียงแต่นางเป็นคนอัธยาศัยดีเท่านั้น

แต่แล้วรอยยิ้มของเสิ่นหลิงเฟยก็หุบลงทันควัน เมื่ออู๋หมิ่นจวินมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้านาง

“เสี่ยวอัน เสี่ยวอ้ายเข้ามาข้างใน”

“เจ้าค่ะท่านแม่”

“ขอรับท่านแม่”

เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยเรียกเด็กทั้งสอง ก่อนพวกเขาจะเดินมายืนอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน พอหันหน้ากลับไปเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็มองเห็นอู๋หมิ่นจวิน พวกเขาจำได้ทันทีว่าเป็นบุรุษที่ไปพบมารดาเมื่อวานที่เรือน ทั้งสองโบกมือเพื่อทักทายก่อนจะโค้งตัวคารวะต่ำอย่างมีมารยาท

“คารวะท่านลุง” เด็กทั้งสองเอ่ยทักทายเขาขึ้นพร้อมกัน อู๋หมิ่นจวินได้ยินแล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจนิดๆ เมื่อลูกของตนเองกลับเรียกตนเองว่าลุง

แต่ยามนี้เขาต้องพิสูจน์ตนเองให้เสิ่นหลิงเฟยยอมรับให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นเขาจะชดเชยทุกอย่างให้เด็กๆ เอง

อู๋หมิ่นจวินไม่สนใจสายตาของเสิ่นหลิงเฟยที่มองมาอย่างมาดร้าย เขาเดินมาหยุดตรงหน้านางแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร

เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็มองมารดากับบุรุษแปลกหน้าที่พวกเขาเรียกว่าท่านลุง ก่อนจะแอบลอบยิ้มให้กัน อาการอย่างนี้เหมือนยามที่เสี่ยวฟางงอนเหลียนฉีเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับที่เป็นคนรักของนางเลย

ซึ่งเด็กๆ จดจำได้ดีว่ามารดาอธิบายว่าอย่างไร อาการอย่างนี้เป็นอาการของคนรักงอนกัน ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ายามนี้ท่านแม่กับท่านลุงก็กำลังงอนกันอยู่ แสดงว่าทั้งคู่เป็นคนรักกัน เด็กทั้งสองต่างคนต่างคิด แต่กลับคิดไปในเรื่องเดียวกัน ทั้งสองจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจทันที ที่ตนเองใกล้มีบิดาเหมือนเด็กคนอื่นแล้ว

“อรุณสวัสดิ์ ข้าอู๋หมิ่นจวินเมื่อวานเสียมารยาทแล้วที่ไม่ได้แนะนำตนเอง” อู๋หมิ่นจวินเริ่มต้นทุกอย่างเหมือนบุรุษที่เพิ่งเริ่มเกี้ยวสตรี เขาอาจไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวกับเสิ่นหลิงเฟย แต่ก็อยากให้เกียรตินางในฐานะมารดาของลูก และไม่คิดจะรับแต่ลูกไม่รับมารดา ดังนั้นเขาจึงต้องลงมือเกี้ยวนางเพื่อให้นางยอมใจอ่อนรับเขาไว้

“มาที่นี่มีธุระอะไรไม่ทราบ” เสิ่นหลิงเฟยยังคงถามเขากลับด้วยความเย็นชา

“ข้ามาเยี่ยมเจ้า”

“หึ จะมาเยี่ยมทำไมข้าไม่ได้ป่วยใกล้ตายเสียหน่อย” นางตอบกลับไปทันที ระยะเวลาสี่ปีกว่าในฐานะคหบดีหญิงทำให้เสิ่นหลิงเฟยปากไวและปากจัดขึ้น เพราะชีวิตที่ผ่านมามันทำให้นางหล่อหลอมตนเองจนกลายเป็นอย่างนี้

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ป่วยแต่ข้าแค่อยากแสดงความจริงใจว่าสิ่งที่ข้าเอ่ยไปเมื่อวานข้าจะทำจริง”

“จะทำจริงหรือไม่จริงข้าก็ไม่ใส่ใจ” นางกล่าวจบก็ก้มหน้าลงตรวจบัญชีต่อทันที คำพูดและท่าทางของนางแสดงออกว่าไม่ต้อนรับและต้องการขับไล่เขาออกไป

เสี่ยวอ้ายเห็นดังนี้ก็แอบขัดคำสั่งมารดารีบวิ่งไปจับแขนเขาทันที

“ท่านลุงยามนี้ท่านแม่กำลังโกรธอยู่ ท่านก็ง้อท่านแม่ด้วยการซื้อผ้าไหมสักหลายพับเถอะเจ้าค่ะ” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินดังนั้นก็เอ่ยเรียกบุตรสาวเสียงดัง

“เสี่ยวอ้าย!”

“เจ้าค่ะ” นางได้แต่เดินหงอยๆ กลับมา เสี่ยวอันกลัวพี่สาวถูกลงโทษจึงรีบเข้าไปนวดแขนให้มารดาพร้อมเอ่ย

“ท่านแม่รักษาสุขภาพด้วย” เสิ่นหลิงเฟยเห็นท่าทางของพวกเขาก็ได้แต่ยิ้มเอ็นดู ความโกรธในใจนางก็มลายหายไปทันที

อู๋หมิ่นจวินเห็นภาพนี้ก็รู้สึกอยากเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันกับพวกเขานัก แต่ในขณะที่เขายิ้มอย่างโง่งมอยู่นั้น เสิ่นหลิงเฟยก็ส่งสายตาพร้อมกัดกินมาให้เขาอีกครั้ง

เขาจึงนึกถึงคำพูดเมื่อสักครู่ของบุตรสาวตัวน้อยขึ้นมาทันที จึงเอ่ยกับนางอย่างใจเย็น

“ถ้าหากเจ้ายังไม่พอใจในคำพูดของข้า ข้าขอเหมาผ้าไหมทั้งหมดที่มีอยู่ในร้านเพื่อแสดงความจริงใจของข้า” เสิ่นหลิงเฟยอ้าปากตาค้างกับคำพูดของเขาทันที

นางไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ขนาดชื่อก็เพิ่งทราบเมื่อสักครู่ แต่นางไม่คิดว่าเขาจะมีเงินมากพอที่จะซื้อผ้าไหมร้านนางทั้งหมดแน่

“คิดว่าข้าโง่ จึงมาพูดล้อเล่นกับข้าหรือ”

“หาได้ล้อเล่น” กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้นก่อนบุรุษผู้หนึ่งจะปรากฏตัวข้างๆ เขา

“อวี๋จี้เจ้าไปถอนตั๋วเงินออกมาสักล้านตำลึงเพื่อซื้อผ้าไหมทั้งหมดในร้านนี้” อู๋หมิ่นจวินไม่เคยทำการค้าขายมาก่อนย่อมไม่รู้ว่าราคาผ้าไหมทั้งหมดเท่าไร จึงเอ่ยออกไปตามที่คาดเดา

เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนี้ก็คิดว่าเขาบ้าไปแล้ว นางจะนำผ้าไหมราคาถึงล้านตำลึงมาไว้ให้ที่ร้านตนเองได้อย่างไร แบบนั้นก็จนกันตายพอดี ถึงจะมีเงินมากอย่างไรก็ต้องมีการหมุนเวียนตลอด ห้ามปล่อยให้เงินนอนเด็ดขาด

“ราคาผ้าไหมที่ร้านข้าไม่ถึงร้านตำลึงหรอก แต่ถ้าอยากจะเหมาข้าก็จะคิดให้ในราคาสหาย ทั้งหมดห้าแสนตำลึง” ราคาสหายของเสิ่นหลิงเฟยก็ถือว่ายังสูงอยู่ดี แต่อู๋หมิ่นจวินกลับไม่ลังเลสักนิด เขาให้อวี๋จี้รีบไปถอนเงินมาให้ทันที

หลังอวี๋จี้จากไปแล้ว เสิ่นหลิงเฟยก็กลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงานต่ออีกครั้ง รอดูว่าเขาจะทำจริงอยากที่พูดหรือไม่ ด้านเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายกลับแอบยกนิ้วให้เขาว่าทำดีมาก

อู๋หมิ่นจวินเห็นท่าทางของบุตรสาวบุตรชายแล้วช่างดูไม่คล้ายคลึงเขายิ่งนัก สงสัยว่าเด็กทั้งสองจะได้นิสัยมารดามาเต็มๆ

ผ่านไปสองเค่อ (30 นาที-1 ชม.) โดยที่เสิ่นหลิงเฟยทำเหมือนอู๋หมิ่นจวินเป็นอากาศธาตุ นางนั่งทำงานของตนเองต่อไป โดยมีเด็กน้อยทั้งสองวิ่งไปหยิบน้ำ หยิบขนมมาให้ตลอด ช่างเป็นเด็กน้อยสองคนที่กตัญญูยิ่งนักอู๋หมิ่นจวินได้แต่นึกชมอยู่ในใจ

จนกระทั่งอวี๋จี้กลับมา อู๋หมิ่นจวินรับเงินมาโดยไม่นับและเดินไปวางบนโต๊ะทำงานของเสิ่นหลิงเฟย

“นี่คือเงินที่ข้าจะใช้ซื้อผ้าไหม” เสิ่นหลิงเฟยรับมาก่อนเริ่มลงมือนับอย่างชำนาญ จนกระทั่งนางนับเสร็จจึงลุกขึ้นยืนสนทนากับเขา

“ผ้าไหมทั้งหมดจะให้ข้านำไปส่งที่ไหน” ตั๋วเงินในมือนางครบถ้วนไม่มีตกหล่น ในเมื่ออู๋หมิ่นจวินกล้าซื้อนางย่อมกล้าขายเช่นเดียวกัน

“นำไปส่งที่เรือนแม่นางเสิ่นหลิงเฟย” อู๋หมิ่นจวินตอบกลับด้วยประโยคที่นางไม่อยากเชื่อ เขาซื้อของของนางเพื่อมอบให้นางเอง

“ท่านยังจะล้อเล่นอีกหรือ”

“ข้าทำอย่างนี้ยังคิดว่าล้อเล่นอีกหรือ” ทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างจริงจัง ก่อนเสิ่นหลิงเฟยจะเอ่ยขึ้นก่อน

“ก็ได้นำผ้าไหมทั้งหมดไปส่งที่เรือนแม่นางเสิ่นหลิงเฟย” นางไม่สนว่าการกระทำนี้จะดูเป็นการยอมรับไมตรีของเขาหรือไม่ แม่ค้าอย่างนางมีคนให้ของมาจะไม่รับได้อย่างไร

กล่าวจบเสิ่นหลิงเฟยก็เก็บตั๋วเงินไว้ในอกเสื้อเตรียมนำไปฝากที่ร้านฝากเงิน ไม่สนใจอู๋หมิ่นจวินอีก ก่อนหันไปเรียกเด็กน้อยทั้งสอง

“เสี่ยวอ้าย เสี่ยวอัน ไปกันเถอะวันนี้มารดาจะเลี้ยงอาหารพวกเจ้าชุดใหญ่ โดยไม่ต้องทำอะไรแลกเปลี่ยน”

“เย้!” เด็กน้อยทั้งสองได้ยินอย่างนี้ก็กระโดดจนตัวโยนเลยทีเดียว ก่อนเดินเข้าไปจับมือมารดาคนละข้าง

ก่อนไปก็ยังไม่วายหันมาส่งยิ้มและโบกมือให้อู๋หมิ่นจวิน โดยเฉพาะเสี่ยวอ้าย นางเพียงใช้วิธีการเหมือนที่ล่อลวงบุรุษคนอื่นๆ ที่มาหลงชอบมารดาตนเองเท่านั้น ไม่คิดว่าท่านลุงผู้นี้จะถึงขั้นเหมาผ้าไหมทั้งหมดในร้าน

ด้านอู๋หมิ่นจวินก็ไม่รู้ว่าตนเองถูกบุตรสาวหลอก เห็นเสิ่นหลิงเฟยยอมรับผ้าไหมที่เขามอบให้ไว้ ก็คิดว่านางอาจเริ่มใจอ่อนแล้วก็เป็นได้

***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.144K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

294 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #13 muunoikha (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มีนาคม 2564 / 10:44
    แม่อย่าเล่นตัวนานสวสารพ่อ
    #13
    0