เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 4 : เพิ่งจะโผล่หัวมาหรือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,538
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,246 ครั้ง
    25 เม.ย. 64

วันนี้เป็นวันหยุดของเสิ่นหลิงเฟย ทุกเจ็ดวันนางจะหยุดทำงานเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ถึงแม้ว่าความจริงเด็กๆ จะชื่นชอบการเข้าไปในเล่นในเมืองมากกว่า

“ท่านแม่ๆ วันนี้พวกเราเข้าไปในเมืองกันดีหรือไม่เจ้าคะ เพราะวันนี้ที่โรงเตี๊ยมท่านพ่อครัวบอกว่าจะทำกระเพาะปลาสูตรพิเศษวางขาย” เสี่ยวอ้ายเอ่ยพร้อมกับเข้ามาออดอ้อนมารดา ทั้งที่ในมือยังถือถังหูลู่กัดกินไม่ขาดปากอยู่เลย

“จริงด้วยขอรับท่านแม่ วันก่อนข้าเองก็ยังกินเสี่ยวหลงเปาไม่หนำใจเลย” เสี่ยวอันได้ยินก็เอ่ยสนับสนุนทันที ก่อนจะลงมานั่งข้างมารดาบีบแขนให้นางอย่างเอาใจ

เสิ่นหลิงเฟยได้แต่ส่ายหน้าไปมา เด็กน้อยสองคนนี้เหตุใดถึงได้รู้ความยิ่งนัก แต่นอกจากเรื่องกินพวกเขาก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรอีก

แต่เสิ่นหลิงเฟยไม่ตอบนางอุ้มเด็กๆ ขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนมองไปยังที่นาเบื้องหน้า ซึ่งเป็นที่นาของนางเอง นางซื้อไว้ปลูกข้าวไปขายที่ร้านขายข้าวสารของนางโดยเฉพาะ

ก่อนจะเห็นภาพครอบครัวคนงาน ซึ่งบุตรชายของเขากำลังตักน้ำไปให้มารดาและบิดา ก่อนเสี่ยวอันจะถามถึงบิดาขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นเด็กคนอื่นๆ มีบิดา

“ท่านแม่เมื่อไรเราจะได้เจอท่านพ่อขอรับ” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนี้ก็ถอนหายใจออกมาทันทีก่อนตอบ

“แม่บอกแล้วอย่างไรว่าบิดาของพวกเจ้าเป็นพวกตะกละ เขากินหมั่นโถวติดคอตายไปนานแล้ว” เสิ่นหลิงเฟยยังแค้นใจบิดาของเด็กน้อยทั้งสองอยู่

ในค่ำคืนนั้นพอมาคิดดูแล้วทั้งนางและเขาน่าจะถูกวางยาปลุกกำหนัด แต่ถ้อยคำที่บอกว่าจะรับผิดชอบนางมันยังดังก้องอยู่ในหัว ถึงเรื่องนี้เขาจะไม่ใช่คนผิดก็เถอะ อย่างน้อยน่าจะแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง เด็กๆ จะได้ไม่ต้องขาดบิดาแล้วเศร้าใจอย่างนี้

ถึงนางกับเขาจะไม่ได้รักใคร่กัน แต่นางก็สามารถอยู่กับเขาในฐานะภรรยาได้เพื่อให้ครอบครัวสมบูรณ์ ซึ่งนี่ก็เป็นความต้องการของมารดาอย่างนาง ตอนนี้ยามเห็นเด็กๆ เศร้าทุกทีที่ถามหาบิดาความแค้นในใจของนางยิ่งทวีคูณ

ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองกำลังเศร้าเพราะเรื่องบิดา เสี่ยวฟางก็เดินเข้ามาแจ้งนาง

“นายหญิงมีแขกมาขอพบท่านเจ้าค่ะ” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินแล้วเบื่อหน่ายเหลือเกิน เพราะในวันว่างๆ ของนางไม่เคยว่างเสียที เหล่าคุณชายจากตระกูลขุนนางบ้าง จากตระกูลคหบดีบ้าง ต่างแวะเวียนมาเยี่ยมนางกันทั้งนั้น นางเองก็ต้องรักษามารยาทเพราะบางทีก็ต้องอาศัยพวกเขาในการค้าขาย

“มีบิดาใหม่มาให้พวกเราเลือกอีกแล้วรีบไปกันเถอะเสี่ยวอัน” เสี่ยวอ้ายเอ่ยอย่างตื่นเต้น ก่อนรีบจูงมือเสี่ยวอันวิ่งหายเข้าไปในเรือนทันที เสิ่นหลิงเฟยได้แต่ส่ายหัวกับคำพูดที่ใหญ่เกินวัยของพวกเขา แต่เด็กน้อยทั้งสองก็รู้กาลเทศะมากพอไม่เคยออกต่อหน้าคนอื่น นอกจากนางและเสี่ยวฟาง

เสิ่นหลิงเฟยเดินตามเด็กๆ เข้าไปในห้อง ซึ่งยามนี้เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้าย ต่างยกน้ำและขนมไปต้อนรับแขกเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะพากันนั่งลงข้างๆ แขกคนละฝั่ง พร้อมกับยิ้มพิจารณาแขกอย่างถี่ถ้วน

ด้านอู๋หมิ่นจวินที่มาเป็นแขกที่เรือนของเสิ่นหลิงเฟยก็กำลังพิจารณาเด็กน้อยทั้งสองเช่นกัน เขาไม่เกิดความสงสัยเลยสักนิดว่าเด็กสองคนนี้ใช่บุตรของเขาหรือไม่ เพราะใบหน้าของบุตรชายเหมือนเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน ในขณะที่บุตรสาวก็มีดวงตาที่ไม่ผิดแผกไปจากเขาเลยสักนิด

อู๋หมิ่นจวินตื่นเต้นและดีใจมาก เขากำลังจะเอื้อมมือขึ้นลูบศีรษะบุตรทั้งสอง แต่เสียงที่ดังเหมือนสายฟ้าฟาดของเสิ่นหลิงเฟยกลับดังขึ้นก่อน

“หยุดมือของท่านเดี๋ยวนี้”

เสิ่นหลิงเฟยตกใจสุดขีดเมื่อเดินเข้ามาใกล้ แล้วพบว่าบุรุษที่นั่งอยู่กับลูกคือบิดาของพวกเขาเอง ความโกรธและโมโหของนางพุ่งสูงขึ้นทันที

“เสี่ยวอัน เสี่ยวอ้าย มาหาแม่เดี๋ยวนี้” เด็กๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงของมารดาก็รู้แล้วว่านางโกรธมาก จึงรีบพากันวิ่งไปหลบหลังนางทันที

“เสิ่นหลิงเฟยเจ้าช่วยใจเย็นๆ และฟังข้าก่อนเถอะ” อู๋หมิ่นจวินมั่นใจว่าสตรีนางนี้คือมารดาของลูกเขา และเป็นสตรีที่เขาข่มเหงในคืนนั้นเมื่อสี่ปีก่อนอย่างแน่นอน เพราะเขาออกตามหานางพร้อมภาพเหมือนที่บิดานางนำมามอบให้ จนมาพบว่าภาพวาดกิริยาต่างๆ ของนางถูกแจกจ่ายไปทั่วเมืองซื่อชวน

“ท่านเป็นใครแล้วเหตุใดข้าต้องฟังท่านด้วย” เสิ่นหลิงเฟยแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขา แต่อันที่จริงนางก็ไม่รู้จักเขาจริงๆ นั่นแหละ ในเมื่ออดีตนางยังไม่เคยสนทนากับเขาสักคำ

แต่อู๋หมิ่นจวินรู้ดีว่านางคงรู้ว่าเขาเป็นใคร ในเมื่อเมื่อสักครู่นางโมโหมากเพียงใดยามเห็นเขา ถ้าไม่รู้จักกันจริงๆ นางไม่มีวันมีท่าทีอย่างนี้แน่

“เจ้าย่อมรู้ดีว่าข้าเป็นใคร ข้าก็เป็นบิ...”

“หุบปากของท่านเสีย” อู๋หมิ่นจวินยังไม่ทันได้เอ่ยจบนางก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียงดัง

“เสี่ยวฟางเจ้าพาเด็กๆ เข้าไปในห้องก่อน” สิ้นคำของนางเสี่ยวอันก็เอ่ยขึ้นทันที

“ท่านแม่รักษาสุขภาพด้วย” คำพูดของบุตรชายเกือบทำให้นางพ่นเสียงหัวเราะออกมาเพราะความน่าเอ็นดูของเขาแล้วเชียว ยามใดที่นางโมโหเขาก็มักจะพูดอย่างนี้อยู่เสมอ แต่ยามนี้นางต้องรักษาท่าทีก่อน จนกระทั่งเด็กๆ จากไปนางจึงหันกลับมาหาเขา

“เอาล่ะยามนี้มีอะไรก็พูดมา” เสิ่นหลิงเฟยเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง ก่อนขยับนั่งลงตรงข้ามกับเขา อู๋หมิ่นจวินจึงขยับนั่งลงบ้าง

“เด็กทั้งสองคือลูกของข้าใช่หรือไม่”

“เฮอะ แล้วท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ” เสิ่นหลิงเฟยทำเสียงขึ้นจมูก ก่อนถามกลับเพื่อกวนประสาทเขา แต่อู๋หมิ่นจวินใจเย็นกว่าที่นางคิด เขาไม่มีท่าทีที่แสดงออกว่าอารมณ์เสียเลยสักนิด

“ข้าคิดว่าพวกเขาคือลูกข้า ข้ายอมรับว่าอาจจะมาแสดงตนช้าไปหน่อย แต่ก็มีเหตุวิสัยหลายอย่างจึงพึ่งมาปรากฏตัวได้”

“เหตุสุดวิสัยนี้ช่างกินเวลานานเสียเหลือเกินนะ” เสิ่นหลิงเฟยไม่รู้ว่าอู๋หมิ่นจวินเป็นใคร นางจึงคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันแสดงออกถึงการไร้ความรับผิดชอบ และนางไม่รู้ว่ายามนี้เขามาแสดงตนเพราะต้องการอะไร แต่นางจะไม่ยอมให้เขามาพรากเด็กๆ ไปจากนางแน่

“ข้ารู้ว่าตนเองผิด แต่ยามนี้ข้าพร้อมที่จะแสดงออกถึงความรับผิดชอบแล้ว ข้าอยากมารับตัวเจ้ากับลูกไปอยู่ด้วยกัน”

“ท่านฝันกลางวันหรือไร ข้ากับลูกอยู่ด้วยกันเองมานานเกือบหกปี ยามนี้ชีวิตก็มีความสุขสงบดี เหตุใดจะต้องหวังให้ท่านมารับไปอยู่ด้วย”

ถ้านี่เป็นถ้อยคำที่เขาเอ่ยออกมาเมื่อห้าปีก่อนอย่างที่เสิ่นหลิงเฟยคาดหวังนางคงยินยอมไปกับเขาแล้ว แต่ในยามนี้นางมีทุกอย่างเพียบพร้อมแล้ว และนางก็เชื่อว่าลูกๆ มีความสุขดีถึงบางครั้งอาจจะเศร้าเพราะเห็นเด็กคนอื่นมีบิดา และถึงเขาจะขึ้นชื่อว่าเป็นบิดา แต่ก็เป็นเพียงชื่อ นางไม่มีวันตามไปอยู่กับเขาแน่

“ข้ายอมรับผิดที่ผ่านมาอาจจะทำตัวไม่สมเป็นบิดา ข้าจะไม่กล่าวอ้างอะไรอีกแล้ว แต่หลังจากนี้ขอให้ข้าได้แก้ตัวในฐานะบิดาเถอะ” เสิ่นหลิงเฟยไม่คิดจะใจอ่อนกับคำพูดที่ปั้นประดิษฐ์มาอย่างสวยงามของเขา

จนถึงยามนี้นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร เป็นใครมาจากไหน จู่ๆ มาปรากฏตัวในยามที่ชีวิตนางกำลังมุ่งสู่จุดสูงสุดในชีวิต เกรงว่าเขาอาจมีอะไรแอบแฝง ดังนั้นยามนี้นางไม่ยอมรับเขาแน่

“ข้าขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย ออกจากเรือนของข้าไป ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไร้มารยาท”

“เจ้าอย่าไร้เหตุผลนักเลย” หลังเขากล่าวจบเสิ่นหลิงเฟยก็สาดน้ำชาใส่เขาทันที

“ท่านกล้ากล่าวว่าข้าไร้เหตุผลอย่างนั้นหรือ ท่านจะไปเข้าใจอะไร ข้าต้องทนเจ็บปวดเพียงใดยามที่ลูกถามถึงบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบของเขา ข้าไม่สนว่าเหตุสุดวิสัยของท่านมันจะนักหนาเพียงใด แต่สำหรับสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาอย่างข้า เด็กทั้งสองสำคัญที่สุด ดังนั้นท่านไม่ต้องมาอ้างอะไรอีกแล้วออกไปจากเรือนข้าเสีย”

อู๋หมิ่นจวินฟังจบก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก อันที่จริงมันก็เป็นความผิดของเขาจริงๆ เขาเป็นถึงเสนาบดีเพียงเอ่ยปากให้คนมารับตัวนางไปอยู่ด้วยกันในเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนก็ย่อมทำได้

แต่เป็นเขาเองที่เลือกจะมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องเล็ก พอยามนี้อยากมาเรียกร้องให้ตนเองก็ดูจะสายเกินควร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแพ้หรอก แต่ยามนี้นางกำลังโกรธเขาจึงควรถอยกลับไปตั้งหลักก่อน และปล่อยให้นางได้คิดทบทวนทุกอย่างอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าจะกลับไปก่อน วันหลังจะมาใหม่”

“จะวันไหนก็ไม่ต้องมา ที่นี่ไม่ต้อนรับ”

กล่าวจบเสิ่นหลิงเฟยก็สะบัดหน้าหนีเข้าไปในเรือนทันที อู๋หมิ่นจวินได้แต่มองอย่างหนักใจ เรื่องเอาชนะใจเด็กๆ เขาคิดว่าไม่น่าเกินความสามารถ แต่ดูเหมือนว่าจะเอาชนะใจมารดาของพวกเขาจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

***

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.246K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

293 ความคิดเห็น

  1. #291 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 / 21:22
    ขอบคุณมากกกค่ะไรท์.
    #291
    0
  2. #245 babibam1a (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2564 / 21:14
    บัดเดี๋ยวนี้55555ย้อนยุคไไทยเหรอ
    #245
    1
    • #245-1 曉姣 - xiaojiao (จากตอนที่ 4)
      25 เมษายน 2564 / 21:15
      ดูไทยจริงๆค่ะเดี๋ยวไรท์จะไปแก้ให้นะ55555
      #245-1
  3. #203 150221 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 16:58
    เวลานี่ 4 หรือ 5 หรือ 6 ปีกันแนเ
    #203
    0
  4. #184 Rutti003 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2564 / 23:05
    มันน่าโมโหจริงๆนั่นแหละรอตั้งนานไม่ยอมมารับ
    #184
    0
  5. #5 SomponratMalasut (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มีนาคม 2564 / 11:22
    เดี๋ยวยัยแม่เลี้ยงก็มาเรียกร้องให้แสดงความกตัญญูต่อบิดา
    #5
    0