เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 24 : บอกลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,957
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 619 ครั้ง
    10 เม.ย. 64

อู๋หมิ่นจวินกลับมาที่เรือนของเสิ่นหลิงเฟยในยามค่ำ ก่อนเขาจะเชิญตัวเองเป็นแขกร่วมทานข้าวเย็นกับทุกคนในเรือนนาง เมื่อจบอาหารเย็นทั้งหมดก็มานั่งล้อมวงเตรียมปิ้งข้าวโพดหวานกินกัน

เด็กๆ ก็ปิ้งข้าวโพดของตนเองเช่นกัน โดยอู๋หมิ่นจวินเหลาไม้เสียบข้าวโพดให้พวกเขายาวหน่อยจะได้ไม่อยู่ใกล้กองไฟมากเกินไป เมื่อเห็นเด็กทั้งสองสนุกกับการปิ้งข้าวโพดเต็มที่ เขาจึงเดินมาหาเสิ่นหลิงเฟย

“อาเฟยข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้า” เสิ่นหลิงเฟยหันมองอู๋หมิ่นจวินเห็นเขาดูจริงจังกว่าปกติ จึงยื่นไม้ข้าวโพดไปให้เสี่ยวอิงช่วยปิ้งต่อทันที ก่อนจะเดินนำเขาเข้าไปในเรือนหลบสายตาเด็กๆ ไป

เสิ่นหลิงเฟยเดินนำอู๋หมิ่นจวินมาหยุดที่ห้องโถงรับรอง ก่อนจะหันกลับมาถามเขา

“ท่านมีเรื่องอะไรจะพูดคุยกับข้าหรือ” อู๋หมิ่นจวินมีสีหน้าลำบากใจแต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องเอ่ย

“พอดีข้ามีเรื่องด่วนที่ต้องกลับไปจัดการที่เมืองหลวงจึงอยากมาบอกกล่าวเจ้าก่อน เจ้าจะได้ไม่ตกใจที่ข้าหายตัวไปแล้วเข้าใจข้าผิด ที่สำคัญข้าไม่กล้าบอกเด็กๆ ด้วยตัวเองกลัวพวกเขาจะเสียใจ”

เสิ่นหลิงเฟยนิ่งไปทันทีที่เขากล่าวจบ นางยังจำวันแรกที่เขามาปรากฏตัวต่อหน้านางได้ ซึ่งยามนั้นนางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะคิดว่าเขาเป็นเพียงบุรุษไม่รักษาคำพูด แล้วปล่อยให้นางทนลำบากอยู่ฝ่ายเดียว

ซ้ำนางยังไม่ยอมเอ่ยถามถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้เขาไม่อาจตามมารับผิดชอบนางกับลูกเลยสักคำ ทั้งที่ยามนั้นเป็นนางเองที่ไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เขาตามตัว และตัวเขาเองก็ไม่เคยเอ่ยบอกด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอย่างไร ยอมให้นางกล่าวว่าโดยไม่คิดแก้ตัวมาโดยตลอด

แต่เมื่อวานยามที่ได้รู้ว่าเขาเป็นใคร ก็ทำให้นางเข้าใจมากขึ้นว่าเขามีหน้าที่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เพียงใด ถึงเขาจะปล่อยให้นางลำบากมานาน อย่างน้อยยามนี้ก็ยังคิดจะมาตามหา และด้วยตำแหน่งของเขานางคิดว่าเขาคงไม่ได้จะมาหลอกลวงเอาทรัพย์สมบัตินางเป็นแน่และยามนี้นางก็คิดว่าตนเองเข้าใจเขามากขึ้นในฐานะบิดาของลูก

“เด็กๆ ไม่โกรธท่านหรอกแต่ถ้าท่านกลัว ข้าจะเป็นคนกล่าวให้ก่อน ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปข้างนอกเถอะ” เสิ่นหลิงเฟยกล่าวจบก็เดินผ่านตัวเขาไป แต่อู๋หมิ่นจวินกลับคว้าตัวนางไว้แล้วเอ่ยออกมา

“อาเฟยเจ้าจะคิดถึงข้าหรือไม่ถ้าหากข้าจากไปหลายเดือน”

“เหตุใดข้าต้องคิดถึงท่าน” หลังนางกล่าวจบเขากลับไม่ได้แสดงออกว่าเสียใจ กลับยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแล้วเอ่ย

“เจ้าไม่ยอมรับก็ได้ แต่เมื่อสักครู่ยามข้าเอ่ยว่าจะกลับเมืองหลวง เหตุใดเจ้าถึงได้นิ่งนานขนาดนั้นถ้าไม่ใช่เพราะเสียใจ ปากเจ้าปฏิเสธได้แต่สีหน้าและแววตาปฏิเสธไม่ได้นะ”

กล่าวจบเขาก็เดินจากไปโดยไม่คิดจะให้โอกาสนางได้เอ่ยแก้ตัวเลยสักคำ แล้วเมื่อสักครู่นางก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องว่าตัวเองจะคิดถึงเขาหรือไม่เลยสักแวบเดียว ในเมื่อนางคิดถึงเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นมาต่างหาก บุรุษผู้นี้ช่างเข้าข้างตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉยขึ้นเรื่อยๆ

 

 

เสิ่นหลิงเฟยเดินกลับมาที่กองไฟ อู๋หมิ่นจวินเองก็นั่งลงช่วยเด็กๆ ปิ้งข้าวโพดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ท่านแม่นี่ขอรับของท่านแม่กำลังสุกพอดีเลย” เสี่ยวอันเป่าข้าวโพดที่เพิ่งปิ้งสุกเสร็จใหม่ๆ แล้วยื่นมาให้นาง แต่ด้วยเป็นเด็กยามเขาเป่าเพื่อระบายความร้อนน้ำลายกลับพุ่งใส่ข้าวโพดเสียจนเปียกปอน

แต่เสิ่นหลิงเฟยกลับไม่รังเกียจเลยสักนิด นางรับข้าวโพดมากัดกินอย่างมีความสุข ก่อนอู๋หมิ่นจวินจะเอ่ยขึ้น

“ลุงเองก็อยากกินข้าวโพดด้วยเช่นกันแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรมือของลุงไม่ว่างทั้งสองข้างเลย” อู๋หมิ่นจวินที่กำลังปิ้งข้าวโพดทั้งสองมือกล่าวโดยมีนัยแอบแฝง หวังให้เด็กๆ ส่งเสริมให้เสิ่นหลิงเฟยป้อนข้าวโพดเขา แต่ครั้งนี้เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายกลับไม่ได้คิดลึกซึ้งถึงขนาดนั้น

“ท่านลุงไม่ต้องห่วงเจ้าคะเดี๋ยวข้าจะป้อนให้เอง” กล่าวจบเสี่ยวอ้ายก็เริ่มเป่าข้าวโพดให้อู๋หมิ่นจวินบ้าง ก่อนจะลงมือใช้นิ้วเล็กๆ ของตัวเองค่อยๆ แงะข้าวโพดทีละเม็ดป้อนเข้าปากเขา ถึงอู๋หมิ่นจวินจะเสียดายที่ไม่สามารถหลอกให้เด็กๆ ช่วยทำคะแนนให้เขาได้ แต่เห็นความตั้งใจของบุตรสาวแล้วเขาก็ดีใจและปลาบปลื้มยิ่งนัก

ผ่านไปครู่ใหญ่จนถึงเวลานอนของเด็กๆ เสิ่นหลิงเฟยจึงคิดจะบอกกล่าวพวกเขาเรื่องที่อู๋หมิ่นจวินต้องเดินทางกลับเมืองหลวงวันพรุ่งนี้ ซึ่งนางก็คิดว่าพวกเขาคงจะงอแงมากเป็นแน่ ยิ่งมาบอกในช่วงที่พวกเขาเริ่มจะง่วงนอนอย่างนี้ แต่นางต้องบอกแล้วให้พวกเขาบอกลาอู๋หมิ่นจวินตอนนี้เลย เพราะพรุ่งนี้เขาคงวุ่นวายในการออกเดินทาง

“เด็กๆ พวกเราเข้านอนกันดีกว่านะดึกมากแล้ว” เด็กทั้งสองไม่ปฏิเสธต่างเดินมาเกาะขานางกันทั้งสองคน แต่เสิ่นหลิงเฟยคิดเปิดโอกาสให้อู๋หมิ่นจวิน เพราะเขาจะต้องทนคิดถึงหน้าลูก เนื่องจากจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกหลายเดือน ตัวนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าหลายเดือนของเขาจะกี่เดือน จึงเอ่ยขึ้น

“เด็กๆ ให้ท่านลุงอู๋ช่วยอุ้มดีกว่านะ” เด็กๆ ได้ยินอย่างนี้ก็รีบไปเกาะขาอู๋หมิ่นจวินแทนทันที

“ไปกัน” อู๋หมิ่นจวินอุ้มเด็กๆ ขึ้นพร้อมกันอย่างคุ้นเคยน้ำหนักของพวกเขาแล้ว ก่อนจะตรงไปยังห้องนอนทันที เสิ่นหลิงเฟยก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ

เมื่อถึงห้องนอนเด็กๆ ต่างขึ้นนอนบนเตียงของตัวเองทันที แล้วรีบห่มผ้าให้ตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ก่อนเสี่ยวอ้ายจะหันมาหามารดา

“ท่านแม่ข้าอยากฟังนิทานเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าอีกจังเลยเจ้าคะ เมื่อคืนข้าดันหลับไปก่อน” เสิ่นหลิงเฟยเดินขึ้นไปนอนบนเตียงเป็นเพื่อนบุตรสาว ก่อนหันหน้าไปบุ้ยใบ้ให้อู๋หมิ่นจวินขึ้นไปนอนกับบุตรชาย

เขาเห็นดังนั้นก็รีบถอดรองเท้าขึ้นไปนอนข้างบุตรชายอย่างดีใจ เพราะการกล่อมลูกเข้านอนเป็นสิ่งที่เขาอยากทำมาโดยตลอด

“สำหรับนิทานไว้วันพรุ่งนี้แม่จะเล่าให้ฟัง แต่วันนี้เด็กๆ ฟังแม่ก่อน วันพรุ่งนี้ท่านลุงอู๋จะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจำเป็นต้องบอกลาท่านลุงอู๋เสียตั้งแต่ตอนนี้” เสี่ยวอ้ายได้ยินก็มองหน้ามารดาอย่างงุนงงทันที

“เหตุใดต้องบอกลาเจ้าคะ ก็ท่านลุงอู๋จะพาพวกเราไปด้วยไม่ใช่หรือ” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนี้ก็เงยหน้าขึ้นสบตากับอู๋หมิ่นจวินอย่างลำบากใจ ก่อนนางจะต้องกล่าวต่อ

“ครั้งนี้ท่านลุงอู๋ยังพาพวกเจ้าไปด้วยไม่ได้ เพราะท่านลุงอู๋ต้องไปทำธุระสำคัญ ไว้ครั้งหน้าพวกเจ้าค่อยไปกับท่านลุงอู๋นะ” หลังเสิ่นหลิงเฟยกล่าวจบ เสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายก็เบ้ปากเริ่มร้องไห้ทันที

“แงๆ แงๆ ฮือๆ ฮือๆ ท่านลุงอู๋โกหกท่านลุงอู๋ใจร้าย” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินดังนี้ก็ได้แต่หนักใจแทนอู๋หมิ่นจวิน เห็นเขาทำตัวไม่ถูกเพราะไม่เคยต้องรับมือยามเด็กน้อยงอแง จึงเอ่ยขึ้นเพื่อช่วยเหลือเขา

“เด็กๆ ไม่เอาอย่างอแง ท่านลุงอู๋ต้องไปทำธุระสำคัญ ไว้ครั้งหน้าแม่สัญญาว่าจะพาพวกเจ้าเดินทางไปเมืองหลวงพร้อมท่านลุงอู๋ ดีหรือไม่” พอนางกล่าวอย่างนี้เด็กน้อยทั้งสองก็หยุดร้องไห้ทันที ก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตาแล้วเอ่ยถาม

“ท่านแม่จะไปจริงหรือขอรับ แต่ครั้งที่แล้วท่านแม่บอกว่าไม่อยากไปเมืองหลวงนี่ขอรับ” เสี่ยวอันที่เป็นเด็กฉลาดและจดจำทุกอย่างได้แม่นยำเอ่ยขึ้น เพราะมารดายืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เดินทางไปเมืองหลวงเด็ดขาด เขาจึงกลัวว่าตัวเองจะโดนหลอก

เสิ่นหลิงเฟยได้ยินคำถามนี้จึงรู้สึกกดดันยิ่งนัก เพราะไม่ใช่แค่สายตาของเด็กๆ เท่านั้นที่เฝ้ารอคำตอบของนาง สายตาของอู๋หมิ่นจวินก็เฝ้ารออย่างมีความหวังเช่นเดียวกัน สุดท้ายนางจึงต้องเอ่ยอย่างเสียไม่ได้ เอาเถอะไปเที่ยวเมืองหลวงสักครั้งในชีวิตก็คงไม่เสียหาย

“แม่จะไปเมืองหลวงจริงๆ พวกเจ้าวางใจได้ แม่สัญญา” กล่าวจบนางก็หอมแก้มบุตรสาวแล้วเดินไปหอมแก้มบุตรชายคนละที ยืนยันว่านางจะทำจริง เด็กๆ เห็นมารดาสัญญาแล้วจึงรีบเช็ดน้ำตา ก่อนพากันเดินเข้าไปนั่งข้างอู๋หมิ่นจวินแล้วจับมือเขาคนละข้าง ก่อนเสี่ยวอ้ายจะเอ่ยก่อน

“ท่านลุงอู๋จะเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองนะเจ้าคะ”

“ท่านลุงอู๋อย่าไปนานนะขอรับไม่อย่างนั้นพวกเราคงคิดถึงแย่เลย” กล่าวจบเด็กน้อยทั้งสองก็เริ่มเบ้ปากอีกครั้งเตรียมร้องไห้ ถึงรู้ว่าอู๋หมิ่นจวินจะต้องกลับมาก็อดเสียใจไม่ได้ที่ต้องบอกลา

“ไม่เอานะเด็กๆ อย่าร้องไห้ลุงสัญญาว่าจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วกลับมาหาพวกเจ้า ถ้าอย่างนั้นพวกเรานอนแล้วลุงจะกล่อมดีหรือไม่” อู๋หมิ่นจวินเองก็ทำใจได้ยากที่ต้องบอกลาเด็กๆ และยิ่งเห็นเด็กๆ ต้องมาเสียน้ำตาเพราะบอกลาบิดาที่บกพร่องอย่างเขายิ่งเสียใจสุดซึ้ง แต่น้ำตาของเด็กๆ ก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินว่าเขาจะกล่อมนอน

“ข้าอยากให้ท่านลุงอู๋กล่อม”

“ข้าด้วย” กล่าวจบเด็กๆ ก็ทิ้งตัวลงนอนทันที ก่อนบังคับให้อู๋หมิ่นจวินนอนด้วย เตียงหลังเล็กของเสี่ยวอันจึงแทบไม่เหลือพื้นที่อีกเลย

“ท่านแม่มานอนด้วยกันซิเจ้าคะ” เสี่ยวอ้ายยังไม่ลืมที่จะเอ่ยเรียกมารดาเหมือนทุกที แต่เสิ่นหลิงเฟยกลับส่ายหน้า

“พวกเจ้านอนเถอะ บนเตียงไม่เหลือพื้นที่ให้แม่นอนแล้ว”

“เหลือแน่นอนขอรับ ท่านลุงอู๋ข้านอนบนตัวท่านได้หรือไม่” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนี้ก็คิดว่าบุตรชายเสียมารยาทแล้ว แต่อู๋หมิ่นจวินกลับดึงตัวเขามานอนซบอกทันที

“นอนอย่างนี้ก็ดีเช่นกันจะได้อบอุ่น” กล่าวจบอู๋หมิ่นจวินก็มองหน้าอย่างเชิญชวนทันที ก่อนมองไปยังพื้นที่ว่างข้างกายเสี่ยวอ้ายหลังจากเขาขยับถอย

“มาเลยเจ้าค่ะท่านแม่เตียงว่างแล้ว” เสิ่นหลิงเฟยเห็นดังนี้จึงเดินไปนอนข้างกายบุตรสาวอย่างเสียไม่ได้ แต่อู๋หมิ่นจวินเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก เขาเอื้อมมือมาโอบกอดเอวนางอย่างขวัญกล้า

“เดี๋ยวเจ้าจะตกเตียง” เขากล่าวออกมาอย่างหวังดี มือก็โอบเอวนางจนแน่น เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็ได้แต่แสร้งปิดตาอย่างเขินอาย

“ขอบคุณท่านมาก” กล่าวจบนางก็จับมือเขาแต่ปลายเล็บกลับจิกเสียอู๋หมิ่นจวินต้องสูดปากด้วยความเจ็บ ก่อนเขาจะรีบพลิกฝ่ามือมากุมมือนางไว้แน่น

“ท่าน!” เสิ่นหลิงเฟยได้แต่อุทานเรียกเขาอย่างไม่พอใจ แต่เขาไม่สนใจนางกลับเริ่มเอ่ยเล่าปรัชญาของขงจื๊อให้บุตรสาวและบุตรชายฟังทันที

เสิ่นหลิงเฟยจากที่ไม่ยินยอมในคราแรกก็เริ่มผ่อนคลายลง ทั้งนางและลูกอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่บัณฑิตอย่างเขากล่าว แต่ก็ถูกเสียงอันไพเราะของเขาขับกล่อมจนเผลอหลับไปทั้งสามคน

อู๋หมิ่นจวินจึงค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนเข้ามาอุ้มเสิ่นหลิงเฟยไปนอนบนเตียงเสี่ยวอ้าย แล้วเดินกลับมาห่มผ้าและหอมแก้มบุตรสาวและบุตรชายที่จะไม่ได้เจอกันอีกหลายเดือน

ก่อนเข้าจะเดินไปยืนข้างเตียงเสิ่นหลิงเฟย มองนางที่นอนหลับสนิทเงียบๆ ก่อนจะข่มใจไม่ไหว ก้มลงไปจุมพิตที่ริมฝีปากนางแผ่วเบาดังแมลงปอบินแตะผิวน้ำแล้วถอนกลับมาอย่างเสียดาย แต่ก่อนจะจากไปเขายังแอบฝังจมูกโด่งลงบนแก้มนวลของนางอีกหนึ่งครั้ง ถือว่าเป็นมัดจำก่อนครั้งหน้าเขาจะกลับมาทำให้นางเป็นภรรยาเขาเต็มตัว

หลังจากอู๋หมิ่นจวินจากไปแล้วเสิ่นหลิงเฟยก็ลืมตาขึ้นทันที ก่อนจะกุมหัวใจตนเองที่เต้นแรงคล้ายกลองรัว อันที่จริงนางตื่นตั้งแต่เขาเข้ามาอุ้มนางแล้ว แต่นางแค่แสร้งนอนหลับต่อเพราะไม่อยากหาเรื่องต่อว่าเขาถึงอย่างไรเขาก็จะจากไปแล้ว แต่ใครจะคิดว่าเขาจะกล้ากินเต้าหู้นางถึงขนาดนี้คนฉวยโอกาส

ถึงจะด่าเขาในใจแต่เสิ่นหลิงเฟยกลับยกมือขึ้นแตะแก้มและริมฝีปากของตัวเองเบาๆ ก่อนนางจะเผลอยิ้มออกมา แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่นางจะฝังใบหน้าลงบนหมอน ข่มอารมณ์ความรู้สึกหวั่นไหวในใจไว้

..................

หวานเบาๆเป็นน้ำจิ้มไว้ก่อน ถือว่าท่านเสนาซ้อม ไรท์ขอให้รางวัลท่านเสนาบ้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 619 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

377 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #214 150221 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 18:50
    อย่าไปนานนะท่านพ่อ
    #214
    0
  3. #116 thrw (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 13:58

    ท่านเสนาฝากมัดจำแม่ไว้ก่อน

    #116
    0
  4. #114 transai (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 12:09
    รอค่า
    #114
    0
  5. #108 Jo8448 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 23:13

    ใจเริ่มสั่นคลอนแล้ว
    #108
    0
  6. #107 Naritsara2528 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 21:54
    อยากเป็นน้องเสิ่นแทนจุงงงงง
    #107
    0
  7. #106 Myjum28 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 21:51

    เขินนนน
    #106
    0
  8. #105 SunisaKhotlong (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 21:33

    หวานพอหอมปากหอมคอ
    #105
    0
  9. #104 Pannmak (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 21:22
    เขินอายกว่านางเอกก็รีดนี่แหละ
    #104
    0