เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 16 : อย่ายุ่งกับครอบครัวข้า 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 593 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

เจ้ากรมคลัง ณ ที่นี้ของไรท์ คือ เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เก็บภาษีและรายได้ของแผ่นดิน

 

เช้าวันต่อมาเจ้ากรมคลังหวงและเจ้าเมืองซื่อชวนก็เดินทางมาที่เรือนพักของอู๋หมิ่นจวินตามคำเชื้อเชิญของอวี๋จี้ ทั้งสองคนถูกเชิญเข้าไปนั่งในห้องโถงรับรองพร้อมความกระวนกระวายใจ เนื่องจากไม่คิดว่าขุนนางขั้นสองระดับเสนาบดีจะเดินทางมาที่นี่โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า

ผ่านไปหนึ่งเค่อ (15-30 นาที) ที่เจ้ากรมคลังหวงและเจ้าเมืองซื่อชวนนั่งรอด้วยความกระวนกระวาย ในที่สุดอู๋หมิ่นจวินก็เดินออกมาต้อนรับพวกเขา

“ขอโทษที่ให้ท่านทั้งสองต้องรอนาน” หลังอู๋หมิ่นจวินนั่งลงตรงหน้าพวกเขา เจ้าเมืองซื่อชวนก็ทำหน้าเหมือนเห็นผีทันที เพราะเดิมทีที่มาตามคำชวนก็เพราะมารยาท ไม่คิดว่าเสนาบดีฝ่ายซ้ายซึ่งมีหน้าที่ตรวจการทำงานของขุนนางในราชสำนักอย่างอู๋หมิ่นจวินจะเดินทางมาที่เมืองซื่อชวนจริงๆ

และที่เจ้าเมืองซื่อชวนจดจำได้ทันที เนื่องจากเจ้าเมืองซื่อชวนเคยพบอู๋หมิ่นจวินหนึ่งครั้ง เมื่อครั้งที่เดินทางไปถวายพระพรฮ่องเต้ยามที่

ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แน่นอนว่าอู๋หมิ่นจวินเป็นขุนนางเพียงคนเดียวที่ฮ่องเต้ทรงเลือกให้ประทับข้างกายตลอดเวลา

ดังนั้นในราชสำนักใครจะไม่รู้ว่าอู๋หมิ่นจวินสำคัญเพียงใด ถึงจะเป็นเพียงขุนนางขั้นสองซึ่งเป็นรองอัครเสนาบดี แต่อำนาจในมือเขากลับทำให้เหล่าขุนนางเกรงกลัวยิ่งกว่าอัครเสนาบดีเสียอีก ยิ่งควบกับตำแหน่งหลานรักของไทเฮา จึงทำให้ยามนี้นอกจากฮ่องเต้ก็มีเขานี่แหละที่ขุนนางเชื่อฟังมากที่สุด

ด้านเจ้ากรมคลังหวงถึงแม้ไม่เคยเจออู๋หมิ่นจวินมาก่อน แต่เห็นสายตัวเกรงกลัวของเจ้าเมืองซื่อชวน เขาก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายคงเป็นอู๋หมิ่นจวินเสนาบดีฝ่ายซ้ายตัวจริง

“ท่านเสนาบดีอย่ากล่าวอย่างนั้นเลยขอรับ ให้พวกเรารอนานกว่านี้พวกเราก็ยินดี” เจ้าเมืองซื่อชวนเมื่อเห็นด้วยตาตนเองแล้วว่าเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้ายจริงๆ เขาก็รีบเอ่ยประจบเอาใจทันที

“ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่กล้ารบกวนเวลาท่านทั้งสองนาน เอาล่ะถ้าอย่างนั้นเราก็เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน” กล่าวจบเขาก็หันไปทางเจ้ากรมคลังหวงก่อนแล้วเอ่ยถาม

“ไม่ทราบว่าท่านหวงเดินทางมาประจำการที่เมืองซื่อชวนนานหรือยัง” เจ้ากรมคลังหวงได้ยินก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว

“ประมาณสิบปีได้แล้วขอรับ ท่านเสนาบดีมีอะไรอยากให้ข้าช่วยเหลือก็บอกกล่าวได้เลยขอรับ” เจ้ากรมคลังหวงเห็นว่านี้เป็นโอกาสที่จะประจบคนใหญ่คนโตก็รีบกล่าวเอาใจทันที

“แล้วกิจการเดินเรือของคุณชายเฉียนนี้เขาทำมานานเท่าไรแล้วหรือ” อู๋หมิ่นจวินประเมินระยะเวลาการทำงานของเจ้ากรมคลังหวงแล้ว มั่นใจว่าอีกฝ่ายคงจะรู้เรื่องภายในกิจการของคุณชายเฉียนเป็นอย่างดี เจ้ากรมคลังได้ยินคำถามก็งุนงงเล็กน้อยแต่ก็ตอบในทันที

“กิจการเดินเรือของคุณชายเฉียนทำมานานกว่าสามสิบปีแล้วขอรับ ร้านรวงต่างๆ ในเมืองซื่อชวนหรือเมืองใกล้เคียงเกินครึ่งก็พึ่งพาเขากันทั้งนั้น” อู๋หมิ่นจวินได้ยินก็พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ ก่อนประโยคต่อไปของเขาจะทำให้เจ้ากรมคลังรู้สึกเสียวสันหลังวูบ

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ากรมคลังของเราคงจะเก็บเงินภาษีจากกิจการเดินเรือของคุณชายเฉียนอย่างถูกต้องมาโดยตลอด ถ้าอย่างนั้นข้าขอดูรายงานการเก็บภาษีกิจการเดินเรือของคุณชายเฉียนในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาหน่อย

เพราะข้าได้ยินมาว่าเขาขึ้นราคาค่าบริการขนส่งจนทำให้เหล่าคหบดีหลายคนเดือดร้อน ทั้งที่เราก็มีกำหนดเรื่องค่าบริการการขนส่งเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน แล้วถ้าหากเขากระทำการโดยพลการแล้วเจ้ากรมคลังยังเก็บภาษีเขาเท่าเดิม เรื่องนี้ข้าไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ แน่” เจ้ากรมคลังหวงถึงกลับหน้าซีดขาวเป็นกระดาษทันทีเมื่ออู๋หมิ่นจวินกล่าวจบ ก่อนเขาจะหันกลับไปหาเจ้าเมืองซื่อชวน

“แล้วท่านเจ้าเมืองไม่ทราบว่าท่านมาประจำอยู่ที่เมืองซื่อชวนนานหรือยัง” เจ้าเมืองซื่อชวนแอบเสียวสันหลังไม่ต่างจากเจ้ากรมคลังหวง เมื่อรู้ว่าถึงคิวของตนเองแล้ว

“ข้ามาประจำอยู่ที่เมืองซื่อชวนนานยี่สิบปีแล้วขอรับ”

“อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามท่านเจ้าเมืองหน่อยว่าคุณชายเฉียนนั้นเป็นคนมีอิทธิพลในเมืองซื่อชวนมากเลยหรือ” เจ้าเมืองซื่อชวนได้ยินคำถามนี้ก็มั่นใจแล้วว่าคุณชายเฉียนคงทำตัวกร่างไปทั่วจนเจอตอใหญ่เข้าแล้ว

“กะ ก็มีอิทธิพลพอสมควรขอรับ เพราะตระกูลเฉียนทำการค้ามานาน ชาวเมืองจึงให้ความเกรงใจเป็นอย่างมาก และตระกูลเฉียนยังบริจาคเงินให้ทางการนำมาปรับปรุงถนนหนทางหรือสิ่งก่อสร้างในเมืองเป็นประจำทุกๆ ปีด้วยขอรับ” เจ้าเมืองซื่อชวนตอบตามความจริงและพยายามตอบอย่างรอบคอบไม่ให้เรื่องเข้าตัวเองอย่างที่สุด แต่อู๋หมิ่นจวินหรือจะเรียกคนมาโดยที่เขาไม่ได้ตรวจสอบอะไรมาก่อน

“ตระกูลเฉียนทำการค้ามานานจนคนในเมืองเกรงใจอย่างนั้นหรือ จะใช่ความเกรงใจแน่หรือ ไม่ใช่เพราะเขามีคนถือหางไม่ลงโทษยามที่เขาไปข่มขู่หรือทำร้ายผู้อื่นหรอกหรือ เพราะไม่มีบทลงโทษสำหรับการกระทำของเขา จึงทำให้เขาไม่หวาดกลัวและยังคงแสดงพฤติกรรมข่มขู่ผู้อื่นไปทั่ว และข้าก็อยากรู้ด้วยว่าเป็นท่านเจ้าเมืองหรือไม่ที่ถือหางเขา

ส่วนเรื่องบริจาคเงินให้ทางการนำมาปรับปรุงถนนหนทางหรือสิ่งก่อสร้างในเมืองเป็นประจำทุกๆ ปีนั้น ข้าขอรายงานการบริจาคด้วย ข้าต้องการตรวจสอบว่าท่านเจ้าเมืองนำเงินเหล่านั้นไปปรับปรุงถนนหนทางหรือสิ่งก่อสร้างจริงอย่างที่พูด ไม่ใช่เข้าไปอยู่ในรายการทรัพย์สินของตนเอง”

อู๋หมิ่นจวินกล่าวทุกอย่างกับเจ้าเมืองซื่อชวนออกมาตรงๆ เดิมทีเขาเดินทางมาที่ซื่อชวนเพราะต้องการมาจัดการเรื่องครอบครัวของตนเองให้เรียบร้อยเท่านั้น

แต่ไม่คิดว่าจะมาพบเจอเรื่องความเลวร้ายในระบบราชการของเมืองซื่อชวนที่เอื้อผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่มอย่างนี้ ดังนั้นเขาที่ทำงานอย่างซื่อตรงมาโดยตลอดย่อมไม่ปล่อยผ่านไปและจะจัดการเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

หลังอู๋หมิ่นจวินกล่าวจบเจ้าเมืองซื่อชวนและเจ้ากรมคลังหวงก็ได้แต่นั่งเงียบพร้อมใบหน้าที่ซีดขาว อู๋หมิ่นจวินจึงกล่าวขึ้นเพื่อไล่ให้พวกเขาไปจัดการเรื่องที่เขากล่าวมาทั้งหมด

“ยามนี้ท่านทั้งสองไปเร่งจัดการในสิ่งที่ข้าต้องการให้เรียบร้อยและข้าก็หวังว่าท่านทั้งสองจะไม่ปกปิดความผิดของตนเองซึ่งได้ก่อไว้แล้ว เพราะถ้าทำอย่างนั้นขึ้นมาจริงๆ แม้กระทั่งชีวิตของตนเองพวกท่านก็ไม่อาจรักษาไว้ได้” กล่าวจบเขาก็พยักหน้าให้อวี๋จี้ไปส่งแขก เจ้าเมืองซื่อชวนและเจ้ากรมคลังหวงก็เดินตามไปด้วยร่างไร้วิญญาณ

เมื่ออวี๋จี้กลับเข้ามาในห้อง อู๋หมิ่นจวินที่กำลังนั่งหมุนจอกชาเล่นอยู่ก็ถามขึ้น

“เจ้าว่าอาเฟยจะพอใจในสิ่งที่ข้าทำหรือไม่” อวี๋จี้ได้ยินก็ตอบตามความจริงอย่างไม่รักษาน้ำใจอีกครั้ง

“ต่อให้ท่านทำดีกว่านี้แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นท่านทำ ว่าที่ฮูหยินก็คงไม่พอใจหรอกขอรับ” หลังอวี๋จี้กล่าวจบ เขาก็วางจอกชาลงเสียงดัง ก่อนขยับลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ย

“ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องเร่งไปทำคะแนนกับนางแล้ว” กล่าวจบเขาก็เดินออกไปจากเรือนอย่างอารมณ์ดี เพราะยามนี้เขามั่นใจพอสมควรว่าเสิ่นหลิงเฟยใจอ่อนให้เขามากขึ้นแล้ว

***

 

วันนี้เสิ่นหลิงเฟยตัดสินใจหยุดงานเป็นการเฉพาะกิจ เพราะเสี่ยวอ้ายซึ่งยังดูอ่อนเพลียอยู่จะขอตามนางไปทำงานด้วย นางจึงตัดสินใจหยุดงานเสียเลยจะได้ไม่ยุ่งยากให้บุตรสาวงอแงจนล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ

ซึ่งตอนนี้เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็กำลังนั่งคัดอักษรอย่างสนุกสนาน ใบหน้าก็เปรอะเปื้อนหมึกไปทั้งตัว ช่วงนี้เด็กๆ กำลังตื่นเต้นกับ

การคัดอักษร เพราะอีกเพียงสามวันเท่านั้นนางจะพาเด็กๆ ไปทำการสมัครเข้าเรียนที่สำนักศึกษาโชวหมิง ซึ่งที่สำนักศึกษาโชวหมิงจะคัดเลือกเด็กเขาเรียนโดยการคัดอักษร เด็กๆ ก็เลยต้องฝึกหัดไว้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็มีความสุขดีที่ได้เล่นหมึก

และที่นางเลือกสำนักศึกษาโชวหมิง เพราะที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่น ตรงที่ไม่ได้เน้นให้เด็กทุกคนเล่าเรียนเพื่อไปสอบเป็นขุนนางเท่านั้น แต่ยังเน้นไปที่เรื่องของการใช้ชีวิต และวิธีแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันด้วย ที่สำคัญพวกเขายังรับเด็กหญิงเข้าไปเล่าเรียนอย่างเท่าเทียม

นางเองก็ยอมรับว่าอยากให้ลูกอย่างน้อยหนึ่งคนจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถเล่าเรียนจนพอที่จะทำการค้าต่อจากนางได้ ที่นางยังทำงานอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะต้องการสร้างทุกอย่างไว้ให้พวกเขายามเติบใหญ่ จะได้ไม่ต้องลำบาก

แต่แน่นอนว่านางไม่ได้ไปกล่าวกล่อมฝังหัวพวกเขาว่าเติบโตมาจะต้องทำการค้าต่อจากนาง เพราะสำหรับนางความต้องการของลูกก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเหมือนเดิม ไว้ให้พวกเขาโตพอที่จะเลือกเองนางค่อยเอ่ยเรื่องนี้กับพวกเขาอีกทีหนึ่ง

“เด็กๆ ทำอะไรอยู่หรือ” เสิ่นหลิงเฟยกำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงของอู๋หมิ่นจวินก็ดังขึ้น เด็กทั้งสองเมื่อเห็นเขาก็รีบพากันตะโกนเรียกเขาทันทีด้วยความดีใจ

“ท่านลุงอู๋” เด็กทั้งสองรีบเดินเข้าไปหาเขาทันที แต่ก็หยุดอย่างกะทันหันเพราะมือของตัวเองเปรอะเปื้อนจึงไม่กล้าจับชุดสีขาวของอู๋หมิ่นจวิน แต่อู๋หมิ่นจวินหาได้สนใจไม่ เขาก้มลงก่อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นพร้อมกัน

“ไปเถอะวันนี้ลุงจะช่วยสอนพวกเจ้าคัดอักษร” เห็นกิจกรรมที่เด็กๆ กำลังทำอยู่เขาก็เอ่ยอย่างเอาใจ กล่าวจบเขาก็อุ้มเด็กๆ ไปนั่งที่เสื่อก่อนกางกระดาษแล้วลงมือสอนเด็กๆ คัดอักษรทีละตัว โดยไม่สนใจว่าชุดจะเปรอะเปื้อนหรือไม่

เสิ่นหลิงเฟยก็มองภาพตรงหน้าจนเพลิน เมื่อเขาหันกลับมาส่งยิ้มให้ นางจึงรีบก้มลงมองสมุดบัญชีที่ตนเองทำค้างไว้อยู่ทันที เพียงแต่ตัวเลขในสมุดบัญชีไม่เข้าหัวนางเลยสักนิด

บรรยากาศความอบอุ่นภายในห้องผ่านไปอย่างช้าๆ โดยมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองคอยสร้างบรรยากาศ จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยง

“เสี่ยวฟางพาเด็กๆ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ” เด็กน้อยทั้งสองถึงจะสนุกกับการเล่นหมึกและคัดอักษรอย่างไร แต่เมื่อคิดว่าจะได้กินข้าวย่อมตื่นเต้นกว่า แต่ก่อนเดินออกไปเสี่ยวอ้ายก็หันมากระซิบข้างหูอู๋หมิ่นจวินเบาๆ

“ท่านลุงอู๋ยามนี้ท่านจะได้อยู่กับท่านแม่สองต่อสองแล้ว รีบเอาใจท่านแม่ไว้” อู๋หมิ่นจวินได้ยินบุตรสาวสั่งการก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาทันที

“ได้เลยลุงจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

หลังเด็กๆ จากไปเสิ่นหลิงเฟยก็เริ่มเก็บสมุดบัญชีเตรียมจากไปเช่นกัน ในขณะที่อู๋หมิ่นจวินก็ทำเป็นเก็บอุปกรณ์ฝนหมึกต่างๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรกับนาง แต่สายตากับเหล่มองนางอยู่ตลอด จนกระทั่งนางจะก้าวออกจากห้องไป

“โอ๊ยยย” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินเสียงร้องของอู๋หมิ่นจวินก็หันกลับมามองอย่างตกใจ ก่อนจะพบว่าเขากำลังยกมือขึ้นปิดตาตนเอง นางรีบวางสมุดบัญชีลงอย่างรวดเร็ว ก่อนตรงเข้าไปดูเขา

“เกิดอะไรขึ้นหรือ” อู๋หมิ่นจวินยังไม่ลดมือลงแต่ก็ตอบคำถามนาง

“หมึกกระเด็นใส่ตาข้า” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินก็ตกใจทันที นางพยายามแกะมือเข้าออก

“ท่านให้ข้าช่วยดูเถอะ” ด้วยความตกใจเพราะหมึกกระเด็นเข้าอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเขา นางจึงลืมเรื่องที่ตนเองไม่พอใจเขาอยู่ แล้วเริ่มเป็นกังวลเพราะอู๋หมิ่นจวินไม่ยอมปล่อยมือเสียที

“ข้าไม่เป็นไรแค่แสบตานิดหน่อย” นางได้ยินอย่างนี้ก็รีบวิ่งไปตักน้ำใส่กะละมังก่อนวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าตนเองชุบน้ำทันที

“ท่านเอามือออกก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าช่วยเช็ดให้” อู๋หมิ่นจวินที่แสดงละครได้อย่างแนบเนียนก็ค่อยๆ ลดมือลงแล้วพยายามลืมตา รอบๆ ดวงตาของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยหมึกดำ เสิ่นหลิงเฟยไม่ได้เอะใจว่าเขาแสร้งทำแต่อย่างใด นางจึงค่อยๆ เช็ดหมึกให้เขาอย่างเบามือ

จนคราบหมึกถูกเช็ดออกไปจนแทบหมด ดวงตาของนางและเขาก็สบมองกันพอดี เสิ่นหลิงเฟยตกใจไม่น้อยเมื่อพบว่านางและเขาใกล้ชิดกันขนาดนี้ นางจึงรีบก้าวถอยหลังทันที แต่กลับสะดุดอุปกรณ์เล่าเรียนของเด็กๆ ที่ยังเก็บไม่หมดจนเกือบล้ม โชคดีที่อู๋หมิ่นจวินว่องไวเขาจึงใช้มือประคองหลังนางไว้ได้ทัน

“ระวังหน่อยสิ” หลังเขากล่าวจบเสิ่นหลิงเฟยก็รีบโวยวายกลบเกลื่อนอารมณ์เขินอายในยามนี้ทันที

“ช่วยกรุณาปล่อยข้าด้วย” อู๋หมิ่นจวินไม่อิดออดกลับยอมปล่อยนางอย่างง่ายดาย แต่ด้วยความที่นางยังไม่ทันได้ขยับยืนเพื่อตั้งตัว เขากลับปล่อยนางแล้ว นางจึงต้องคว้าตัวเขาไว้ตามสัญชาตญาณเพราะกลัวล้ม อู๋หมิ่นจวินที่ถูกนางคว้าตัวไว้ก็โน้มกายลงมาจนใบหน้าเขาแทบชนใบหน้านาง เสิ่นหลิงเฟยหดคอเข้าด้วยความตกใจทันที ก่อนเขาจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มยียวน

“ข้าปล่อยแล้วนะ แต่เป็นเจ้าที่มาจับข้าไว้อย่างนี้” กล่าวจบอู๋หมิ่นจวินก็ขยับยืดตัวยืนตรงพร้อมกับดึงนางขึ้นมาด้วย เพราะกลัวว่าถ้าเล่นมากไปนางจะโกรธอีก

เสิ่นหลิงเฟยขยับถอยห่างจากเขาอย่างระวังทันที ก่อนทำเป็นจัดชุด

“ขอบคุณที่ช่วยเมื่อสักครู่” กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าจะจากไปทันที อู๋หมิ่นจวินเห็นนางจะจากไปแล้วจึงรีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว

“ขอบคุณเจ้ามากเช่นกัน มือเจ้าเบามาก” เสิ่นหลิงเฟยไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีก รีบเดินจากไปจนอู๋หมิ่นจวินกลัวว่านางจะหกล้ม แต่เขาก็ทำเพียงมองตามนางไปอย่างเอ็นดู

????

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 593 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

362 ความคิดเห็น

  1. #211 150221 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 18:05
    เริ่มอ่อนไหวกับท่านพ่อแล้วละสิ อิอิ
    #211
    0
  2. #23 Aum4511_pp (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 17:10
    ค่อยๆเป็นไป
    #23
    0