เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 13 : ขัดแย้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,281
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 528 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

 ตั้งแต่เสิ่นหลิงเฟยเปิดโอกาสให้อู๋หมิ่นจวินได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ ยามนี้เด็กน้อยทั้งสองก็แทบจะใช้ช่วงเวลากลางวันในการอยู่กับเขาตลอดเวลา

ถึงเสิ่นหลิงเฟยจะยังไม่ไว้ใจเขาเต็มร้อย แต่ยามนี้ก็ดีกว่าช่วงแรกมากนัก เพราะที่ผ่านมาเขาไม่ได้แสดงออกว่าจะมาพรากเด็กๆ ไปจากนางแต่อย่างใด นางจึงสบายใจได้มากขึ้นที่จะปล่อยเด็กๆ ไว้กับเขา และตัวเองก็มีเวลาทำงานและพักผ่อนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

“หลินคังเรื่องการขนส่งสินค้าโดยเรือส่งสินค้าของคุณชายหยางเป็นอย่างไรบ้าง”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับไม่มีปัญหาอะไร แต่ดูเหมือนคุณชายเฉียนจะแสดงออกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมาก ข้าได้ยินมาว่าเขาถึงกลับบอกให้ลูกค้าประจำของเขาห้ามมาอุดหนุนสินค้าในร้านของเราทั้งหมดเลยขอรับ” เสิ่นหลิงเฟยพยักหน้ารับรู้ก่อนเอ่ย

“เขาอยากทำอะไรก็ให้เขาทำเถอะ ขอเพียงไม่มาคุกคามทำให้พวกเราเดือดร้อนก็เป็นพอ” เสิ่นหลิงเฟยกล่าวจบก็ก้มทำงานของตนเองต่อ

สำหรับเรื่องการขนส่งสินค้าทั้งหมดในกิจการของเสิ่นหลิงเฟยนั้น นางพึ่งพาเรือขนส่งสินค้าของคุณชายเฉียนมาโดยตลอด แต่ช่วงสองเดือนที่ผ่านมานางเปลี่ยนไปใช้บริการเรือขนส่งสินค้าของคุณชายหยางแทน

เนื่องจากคุณชายเฉียนขึ้นราคาค่าขนส่ง ตัวนางที่ต้องใช้บริการเรือขนส่งอยู่ตลอดจึงไม่อยากแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งที่ตนเองยังมีทางเลือกอื่นอยู่ ซ้ำก่อนที่นางจะเปลี่ยนไปใช้เรือขนส่งของคุณชายหยางยังเกิดเรื่องขึ้นอีก เพราะอาหารสดที่เสิ่นหลิงเฟยใช้บริการเรือขนส่งของคุณชายเฉียนเกิดล่าช้าจนทำให้อาหารสดของนางเน่าเสียหมด นางต้องสูญเงินไปเป็นหมื่นตำลึง

แต่คุณชายเฉียนกลับปัดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าของที่นางสั่งซื้อไม่สดพอ เดินทางไม่กี่วันก็เน่าเสียแล้วทั้งที่บรรจุในลังที่ใส่น้ำแข็งมาโดยตลอด เสิ่นหลิงเฟยฟังแล้วจึงตัดสินใจยุติการใช้บริการเรือขนส่งของเขาทันที

“ท่านแม่ๆ พวกเรากลับมาแล้ว” เสิ่นหลิงเฟยกำลังจะก้มทำงานต่อ แต่เสียงของเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็ดังขึ้นก่อนแล้ว พร้อมกับอู๋หมิ่นจวินที่หอบข้าวของเสียมากมายเดินตามเด็กๆ มา

“ท่านแม่วันนี้พวกเราไปซื้อกระดาษและอุปกรณ์เล่าเรียนมาเจ้าค่ะ ท่านลุงอู๋เป็นคนจ่ายให้ทั้งหมดเลย” เสี่ยวอ้ายกล่าวจบเสิ่นหลิงเฟยก็เงยหน้าขึ้นมองอู๋หมิ่นจวินทันที เขาก็ทำเพียงส่งยิ้มมาให้นางรอรับคำชม เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองได้ปรึกษาเรื่องสำนักศึกษาที่จะให้เด็กๆ เข้าเรียนมาบ้างแล้ว อู๋หมิ่นจวินเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่เด็กๆ จะได้เข้าเรียนแล้วจึงช่วยเด็กๆ เตรียมตัว ก่อนประโยคของนางจะทำให้เขาหุบยิ้มลง

“ท่านจะลำบากไปเดินซื้อของและใช้เงินให้สิ้นเปลืองทำไม ไม่รู้หรือไรว่าอุปกรณ์เหล่านี้สำนักศึกษาเขาเตรียมไว้ให้เด็กๆแล้ว ค่าเล่าเรียนแรกเข้าก็ไม่ใช่น้อยๆ” อู๋หมิ่นจวินหน้าหมองลงทันที ทำดีอย่างไรก็ยังไม่ถูกใจนาง เด็กทั้งสองเห็นดังนั้นจึงเข้าไปเกาะแขนมารดาทันที

“ท่านแม่อย่าดุท่านลุงอู๋ซิขอรับ ท่านลุงอู๋อุตส่าห์มีน้ำใจซ้ำยังบอกว่าวันนี้ถ้าเราเป็นเด็กดีช่วงเย็นจะพาไปนั่งกินบะหมี่ร้านผู้เฒ่าถงอีกด้วย” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินจึงเอ่ยประชดเขาทันที

“ท่านนี่ร่ำรวยดีจริงๆนะ ใช้เงินได้มือเติบยิ่งนัก” แต่ถึงจะประชดอย่างนี้เสิ่นหลิงเฟยก็ไม่ได้เอ่ยถามว่าเขาเป็นใครอยู่ดี ถ้าอยากบอกเขาคงเอ่ยปากกับนางด้วยตนเอง อู๋หมิ่นจวินได้ยินก็เอ่ยตอบโต้นางทันที

“ถ้าเจ้าไม่พอใจที่ข้าใช้เงินอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าเป็นผู้เก็บเงินทั้งหมดของข้าไปก็ได้นะ แล้วเจ้าอยากให้ข้าใช้เท่าไรข้าก็จะใช้ตามที่เจ้าบอก” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินก็โต้กลับในทันควันเช่นกัน

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรกับท่านเหตุใดต้องเก็บเงินให้ ท่านอยากจะใช้จนหมดก็เป็นเรื่องของท่าน” เด็กน้อยทั้งสองได้แต่มองผู้ใหญ่ทั้งสองโต้ตอบกันไปมา ก่อนคำพูดของเสี่ยวอ้ายจะทำให้เสิ่นหลิงเฟยและอู๋หมิ่นจวินหยุดทันที

“ช่างเป็นคู่รักที่ทะเลาะกันเก่งจริงๆ ไม่เหมือนพี่เสี่ยวฟางกับพี่เหลียนฉีเลย” อู๋หมิ่นจวินถึงกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันทีด้วยความพอใจ เมื่อได้ยินบุตรสาวตัวน้อยเอ่ยอย่างนี้ ในขณะที่เสิ่นหลิงเฟยหน้าแดงเรื่อไปหมดไม่รู้ว่าโกรธหรือเขินอายกันแน่

“เสี่ยวอ้ายใกล้ถึงเวลานอนกลางวันแล้วรีบพาเสี่ยวอันไปนอนได้แล้ว” เสิ่นหลิงเฟยไม่รู้จะทำอย่างไรจึงหันไปดุบุตรสาวแทน เสี่ยวอ้ายได้ยินดังนั้นก็เดินมาหาขอให้นางอุ้มทันที เสิ่นหลิงเฟยก็ยอมอุ้มบุตรสาวขึ้นมาอย่างง่ายดาย

“ท่านแม่ช่วยกล่อมข้าด้วยนะเจ้าคะ” เสิ่นหลิงเฟยเห็นท่าทีบุตรสาวดูแปลกไป เพราะเดิมทีนางก็ไม่ได้ออดอ้อนอย่างนี้ จึงเอาหลังมือแนบลงไปยังหน้าผากนาง ก่อนจะพบว่าอุณหภูมิร่างกายนางสูงกว่าปกติอย่างที่คิดสงสัยจะไม่สบายแล้ว

“หลินคังช่วยไปตามท่านหมอไปที่เรือนให้ข้าหน่อย”

“ขอรับนายหญิง” หลังสั่งงานหลินคังเรียบร้อย นางก็หันมาอู๋หมิ่นจวิน

“ท่านก็อยู่ที่นี่พาเสี่ยวอันเข้านอน แสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อยว่าท่านดูแลเขาได้” เสี่ยวอันได้ยินก็ขยับมาหามารดาทำท่าอ้อนเช่นกัน

“ท่านแม่ข้าอยากไปด้วย” เสี่ยวอันเห็นพี่สาวเหมือนไม่สบายก็พร้อมจะเริ่มงอแง เสิ่นหลิงเฟยจึงลองแตะหน้าผากเขาดูปรากฏว่าตัวไม่ร้อน นางจึงเอ่ยกับลูก

“เสี่ยวอันรออยู่ที่นี่กับท่านลุงอู๋นะลูกเดี๋ยวแม่จะรีบกลับมา ตอนนี้เสี่ยวอ้ายไม่สบายอยู่” เสี่ยวอันได้ยินก็เริ่มเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้งอแง อู๋หมิ่นจวินเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาอุ้มเขาขึ้นทันที

“เสี่ยวอันอยู่กับลุงนี่แหละ เดี๋ยวพอเสี่ยวอันตื่นลุงจะพาไปกินบะหมี่” เสิ่นหลิงเฟยเห็นเสี่ยวอันเหมือนจะไม่งอแงแล้วนางจึงรีบเอ่ยเสริมทันที

“เสี่ยวอันเด็กดีไม่ดื้อนะลูก ท่านแม่ไปครู่หนึ่งเดี๋ยวก็กลับมา” ที่เสิ่นหลิงเฟยต้องทำอย่างนี้เพราะเด็กทั้งสองไม่ค่อยป่วยบ่อยก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ไม่เคยป่วยเลย นางจึงเรียนรู้ที่จะจับเด็กทั้งสองแยกกันยามป่วย ถ้ายังปล่อยให้ใกล้ชิดกันก็จะป่วยพร้อมกันได้

เสี่ยวอันเมื่อได้อู๋หมิ่นจวินช่วยปลอบก็ยอมหยุดงอแง เสิ่นหลิงเฟยจึงได้โอกาสพาเสี่ยวอ้ายกลับไปที่เรือน ปล่อยเสี่ยวอันให้อยู่กับอู๋หมิ่นจวินสองคน

***

 

เสิ่นหลิงเฟยกลับมาที่ร้านอีกครั้งในช่วงค่ำ หลังจากท่านหมอไปตรวจอาการให้เสี่ยวอ้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาการของเสี่ยวอ้ายไม่น่าเป็นห่วงเพียงแค่อ่อนเพลียจนเกินไป บวกกลับเดินในวันที่อากาศร้อนจึงยิ่งทำให้อ่อนเพลียเพิ่มขึ้นไปอีก ได้พักผ่อนเล็กน้อยก็หายแล้ว แต่วันนี้คงไม่สามารถออกมาเล่นข้างนอกได้อีก

“เสี่ยวอ้ายเป็นอย่างไรบ้าง” อู๋หมิ่นจวินเห็นเสิ่นหลิงเฟยเดินเข้ามาในร้านก็รีบเอ่ยถามทันที

“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพียงอ่อนเพลียเล็กน้อย” เขาได้ยินนางเอ่ยก็มีสีหน้ารู้สึกผิดทันที

“คงเป็นข้าที่พาลูกเดินจนเหนื่อย” เสิ่นหลิงเฟยเห็นเขาทำหน้าอย่างนี้ก็รู้สึกอยากปลอบขึ้นมาทันที จึงเอ่ยพร้อมกับเสมองไปทางอื่น

“ร่างกายเด็กๆ ก็อย่างนี้แหละยังไม่แข็งแรงเต็มร้อยคงไม่ใช่ความผิดท่านหรอก” อู๋หมิ่นจวินมองมาที่นางด้วยสายตาประหลาดใจก่อนเสิ่นหลิงเฟยจะรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“แล้วเสี่ยวอันอยู่ที่ไหน”

“เขาคัดอักษรอยู่ด้านใน” อู๋หมิ่นจวินตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายเต็มใบหน้า

เสิ่นหลิงเฟยจึงรีบเดินเข้าไปหลังร้านทันที ก่อนจะเห็นเสี่ยวอันกำลังนั่งคัดอักษรอย่างมีความสุขอยู่บนโต๊ะทำงานของนาง โดยเขากำลังคัดชื่อตัวเองและชื่อพี่สาว เสิ่นหลิงเฟยเดินยิ้มเข้าไปก่อนเอ่ยเรียกบุตรชายเสียงดัง

“เสี่ยวอัน” เสี่ยวอันไม่ได้มีอาการสะดุ้งตกใจแต่อย่างใด ค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า เสิ่นหลิงเฟยเห็นท่าทีของเขาแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างเหมือนอู๋หมิ่นจวินยามยืนเฉยๆ ยิ่งนัก เสี่ยวอันเมื่อเห็นว่าเป็นมารดาก็รีบวิ่งเข้ามาออดอ้อนทันที ก่อนถามหาพี่สาว

“ท่านแม่เสี่ยวอ้ายเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เสิ่นหลิงเฟยอุ้มบุตรชายตัวอ้วนกลมขึ้นก่อนเดินออกมาหน้าร้าน

“เสี่ยวอ้ายไม่เป็นอะไรมาก ยามนี้นางแค่ขี้เกียจและกำลังนอนหลับอยู่” เด็กน้อยฝาแฝดสองคนนี้เหมือนมีอะไรเชื่อมถึงกัน ถ้าคนหนึ่งไม่สบายอีกคนหนึ่งก็จะไม่สบายใจไปด้วย เสิ่นหลิงเฟยจึงต้องกล่าวกับบุตรชายเช่นนี้

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เสี่ยวอ้ายก็ต้องอดกินบะหมี่ผู้เฒ่าถงน่ะซิ”

“ลูกยังอยากกินบะหมี่อยู่หรือ”

“ขอรับข้าอยากกินบะหมี่และอยากให้ท่านลุงอู๋เป็นคนเลี้ยงด้วย” เสี่ยวอันเพิ่งกล่าวจบอู๋หมิ่นจวินก็เอ่ยตามทันที

“ถ้าเสี่ยวอันอยากกิน อย่างนั้นเดี๋ยวลุงจะพาไปเลี้ยงเอง” เขาเพิ่งกล่าวจบเสี่ยวอันก็ยื่นมือขอให้เขาอุ้มทันที อู๋หมิ่นจวินรับลูกมา ก่อนให้เขานั่งไหล่เดินไปร้านบะหมี่ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเสี่ยวอันเพราะหวาดเสียวความสูงที่เผชิญยามนั่งไหล่ของบิดา

เสิ่นหลิงเฟยก็ปล่อยให้บุตรชายสนุกไป นางก็ได้แต่เดินตามอยู่ข้างหลังเงียบๆ ท่ามกลางชาวเมืองที่พากันมองมาที่นางและเขา แล้วพากันซุบซิบไปต่างๆ นานา แต่เสิ่นหลิงเฟยก็ไม่ได้สนใจทำเพียงเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้น

ที่ร้านบะหมี่ผู้เฒ่าถงเริ่มมีคนหนาตาบ้างแล้ว เพราะฟ้าเริ่มมืดถึงเวลาอาหารเย็นพอดี นางจึงเลือกนั่งที่มุมลึกสุดของร้าน ก่อนจะสั่งบะหมี่มาให้ทุกคนคนละหนึ่งถ้วย

เสี่ยวอันเลือกที่จะนั่งข้างๆ อู๋หมิ่นจวิน แต่เสิ่นหลิงเฟยเห็นว่าเขาอาจจะไม่สะดวกในการกินจึงเอ่ยเรียกบุตรชาย

“เสี่ยวอันมานั่งข้างๆ แม่เถอะ เดี๋ยวแม่จะป้อนให้” เสี่ยวอันอยู่ในวัยที่กินอาหารเองได้แล้วก็จริง แต่อาหารบางประเภทนางก็ยังต้องช่วยป้อนให้อยู่ ไม่อย่างนั้นกว่าจะกินเสร็จคงเปลอะเปื้อนกันไปหมดก่อนพอดี

“ให้ลูกนั่งตรงนี้เถอะ เดี๋ยวข้าช่วยป้อนเอง” อู๋หมิ่นจวินไม่อยากขัดใจบุตรชายจึงอาสาด้วยตนเอง เสิ่นหลิงเฟยจึงไม่เอ่ยอีกเขาอยากป้อนก็ให้เขาป้อนไป

แต่เมื่อบะหมี่ถูกยกมาส่งแล้วสายตาของเสิ่นหลิงเฟยก็เริ่มจับจ้องแต่ท่าทางเก้ๆ กังๆ ของอู๋หมิ่นจวินอยู่ตลอด เขาคงไม่เคยป้อนอาหารเด็กมาก่อนเป็นแน่ จึงทำให้กว่าจะพันเส้นใส่ตะเกียบป้อนเข้าปากเสี่ยวอันได้แต่ละคำก็ใช้เวลาพอสมควร

ด้านเสี่ยวอันก็ไม่ได้บ่นท่านลุงอู๋แต่อย่างใดได้แต่อ้าปากรอ ถ้านานเกินไปก็จะซดน้ำซุปเข้าปากไปพลางๆ ก่อน เสิ่นหลิงเฟยจึงได้แต่ขำไปกับท่าทางของทั้งสองคน แต่นางไม่ช่วยหรอกนะก็เขาอยากเป็นคนอาสาป้อนเอง นางจึงนั่งกินบะหมี่ของตนเองอย่างมีความสุขบ้าง แต่ความสุขของนางก็ถูกขัดเพราะเสียงบุรุษคนหนึ่งเอ่ยทัก

“ข้าก็มองอยู่ตั้งนาน นึกว่าใครที่แท้ก็แม่นางเสิ่นมานั่งกินบะหมี่กับบุรุษรูปงามนี่เอง” เสิ่นหลิงเฟยวางตะเกียบลงทันที เมื่อได้ยินเสียงคุณชายเฉียนเอ่ยทัก

“คารวะคุณชายเฉียนไม่คิดว่าจะบังเอิญมาพบกันที่นี่” เสิ่นหลิงเฟยถึงจะมีปัญหาขัดแย้งกับเขาด้านการค้า แต่นางก็ยังรู้จักแยกแยะว่าควรปฏิบัติตัวให้มีมารยาทอย่างไร

“เอ๊ะ แม่นางเสิ่นแล้วเสี่ยวอ้ายไม่ได้มากับแม่นางเสิ่นด้วยหรือ” คุณชายเฉียนถามพร้อมกับทำเป็นมองหาเสี่ยวอ้าย

“พอดีนางไม่ค่อยสบายสักเท่าไรจึงนอนพักอยู่ที่เรือน” คุณชายเฉียนทำเป็นพยักหน้าเข้าใจ แต่ประโยคต่อมากลับตั้งใจกล่าวว่าเสิ่นหลิงเฟยให้เสียหาย

“เสี่ยวอ้ายไม่ค่อยสบายแต่แม่นางเสิ่นกลับสามารถมานั่งกินบะหมี่ได้อย่างสบายใจกับบุรุษรูปงาม ข้านับถือความเข้มแข็งในจิตใจของแม่นางเสิ่นยิ่งนัก”

เสิ่นหลิงเฟยฟังจบก็อยากจะเข้าไปตะบันหน้าเจ้าคนขี้แพ้คนนี้ทันที นางเพียงไม่ใช้บริการเรือขนส่งของเขา เพราะไร้คุณภาพและราคาแพง ยามนี้ถึงกลับตามมาจิกกัดนางด้วยคำพูดอย่างนี้ แต่เสิ่นหลิงเฟยยังไม่ทันได้โต้ตอบกลับไป เสียงอันเยียบเย็นของอู๋หมิ่นจวินก็ดังขึ้นก่อนแล้ว

“ขออภัยคุณชาย แต่ข้าขอกล่าวอธิบายหาได้แก้ตัวแทนแม่นางเสิ่น ยามนี้เป็นความจริงที่เสี่ยวอ้ายไม่สบาย แต่แม่นางเสิ่นก็ได้ดูแลนางอย่างที่สมควรทำในฐานะมารดาทั้งหมดแล้วและยามนี้ท่านหมอแนะนำให้นางได้พักผ่อนมากๆ แม่นางเสิ่นจึงปล่อยให้นางได้พักผ่อน แต่ก็สั่งให้คนคอยเฝ้าไม่ได้ห่าง จริงหรือไม่แม่นางเสิ่น” เสิ่นหลิงเฟยพยักหน้าตามคำพูดของอู๋หมิ่นจวินยืนยันว่านางทำอย่างนั้นจริงๆ

“และแม่นางเสิ่นก็ไม่ได้มีบุตรเพียงคนเดียว ในเมื่อคนหนึ่งไม่สบายออกมาข้างนอกไม่ได้ก็จำเป็นต้องปล่อยให้พักผ่อนแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยปละละเลยความรู้สึกของบุตรอีกคนหนึ่ง ซึ่งยังปกติดีทุกอย่าง การที่แม่นางเสิ่นพาบุตรชายที่ไม่ได้เจ็บป่วยมากินบะหมี่เพราะเขาอยากกิน ซ้ำออกมาเพียงไม่กี่เค่อแล้วจะกลับไปดูแลบุตรสาวต่อเป็นเรื่องที่ท่านต้องมาพูดประชดให้นางไม่สบายใจได้หรือ และข้าอยากจะถามประโยคสุดท้ายว่าท่านมายุ่งอะไรกับเรื่องของครอบครัวคนอื่น”

ถ้อยคำยาวเหยียดของอู๋หมิ่นจวินทำให้คุณชายเฉียนถึงกลับหน้าชาทันทีเพราะความอับอาย ผู้คนที่อยู่ในร้านก็เห็นด้วยกับอู๋หมิ่นจวินไม่น้อย เพราะนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวผู้อื่นจริงๆ แล้วเขาสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวทำไมก็ไม่รู้ คุณชายเฉียนเห็นว่าในร้านไม่มีใครเข้าข้างตนเองเลย จึงฝากถ้อยคำไว้ให้เสิ่นหลิงเฟยไม่สบายใจ

“แม่นางเสิ่นทำหน้าที่มารดาได้ดีแล้วก็ดีไป แต่หวังว่าต่อจากนี้ไปเจ้าคงจะดูแลลูกๆ ไม่ให้คลาดสายตานะ ไม่อย่างนั้นถ้าเด็กๆ หายไปอย่างกะทันหันเจ้าอาจเสียใจได้” กล่าวจบคุณชายเฉียนก็สะบัดหน้าเดินจากไปทันที เสิ่นหลิงเฟยได้แต่คิดตามคำพูดของเขาอย่างไม่สบายใจพร้อมกับมองตามคุณชายเฉียนไปอย่างดุร้าย อู๋หมิ่นจวินเองก็ไม่สบายใจเช่นเดียวกันเมื่อได้ยิน เขาจึงเอ่ยชวนนางกลับทันที

“อาเฟยกลับกันก่อนเถอะ เสี่ยวอันอิ่มแล้วใช่ไหม” เสี่ยวอันพยักหน้าทันทีถึงจะเป็นเด็กแต่เขาก็รับรู้ถึงความไม่สบายใจของผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับกันเถอะ” อู๋หมิ่นจวินเดินไปจ่ายเงินก่อนทั้งหมดจะเดินทางกลับเรือนทันที

 

 

????

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 528 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

362 ความคิดเห็น

  1. #209 150221 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 17:57
    ตัวร้ายแกจะทำร้ายเด็กไม่ได้
    #209
    0
  2. #17 jeerasuda0610 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มีนาคม 2564 / 21:32
    รอค่ะๆ
    #17
    0
  3. #14 068981 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มีนาคม 2564 / 15:02

    ข่มขู่กันอย่างนี้มีพยานรู้เห็นเยอะแยะใหญ่มาจากไหนเหรอพ่อ

    #14
    0