เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 12 : สถานการณ์เป็นใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 499 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

 “ท่านแม่เสร็จหรือยังขอรับ” เสียงเสี่ยวอันเอ่ยเรียกเสิ่นหลิงเฟยดังมาจากด้านหน้าประตู เพราะนานแล้วนางก็ยังไม่ออกไปจากห้องเสียที

วันนี้เสิ่นหลิงเฟยใช้เวลาแต่งตัวค่อนข้างนานกว่าปกติ เพราะวันนี้เป็นวันแรกในการจัดงานเทศกาลโคมไฟของเมืองซื่อชวน นางและเด็กๆ ก็จะไปเดินเที่ยวเล่นเช่นเดียวกัน

เนื่องจากนานๆ ทีนางถึงจะมีโอกาสได้แต่งตัวเต็มที่ วันนี้จึงประทินโฉมตนเองเป็นพิเศษ โดยวันนี้เสิ่นหลิงเฟยเลือกจะแต่งตัวด้วยชุดสีม่วงอ่อนปักลายดอกหมู่ตาน (ดอกโบตั๋น) พร้อมเครื่องประดับเงินที่แกะสลักและวาดลวดลายดอกหมู่ตานด้วยเช่นกัน ซ้ำยังลงเครื่องสำอางบนใบหน้าบางๆ

“ท่านแม่เจ้าคะข้าอยากไปเดินเที่ยวแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายเองก็เริ่มเอ่ยเร่งนางบ้างแล้ว เสิ่นหลิงเฟยจึงลุกขึ้นจัดชุดอีกครั้งก่อนเดินออกไปนอกห้อง ซึ่งพบเด็กๆ ทั้งสองต่างเกาะฝาผนังเอาหูแนบจนชิดเพื่อฟังเสียงด้านในห้องนาง

“เด็กๆ ทำอะไรกันอยู่ ท่าทางไม่น่ามองเลย”

“ท่านแม่ออกมาเสียที ข้ายืนรอจนจะเป็นตะคริวแล้ว” เสี่ยวอ้ายบ่นก่อนเดินเข้ามาจับมือนางลากออกไปหน้าเรือน

วันนี้นอกจากเสิ่นหลิงเฟยที่แต่งตัวด้วยชุดสีม่วงอ่อนแล้ว เด็กน้อยทั้งสองก็แต่งด้วยชุดสีม่วงอ่อนเช่นกัน เพียงแต่ชุดของเสี่ยวอันปักด้วยลายเมฆขาวเพราะเขาเป็นเด็กผู้ชาย นางกลัวว่าเขาจะไม่ยอมถ้านางให้เขาสวมชุดปักลายดอกไม้ เรียกได้ว่าวันนี้ย่อมไม่มีใครที่มองไม่ออกว่านางกับเด็กๆ เป็นครอบครัวเดียวกัน

เสิ่นหลิงเฟยเดินออกมาหน้าเรือน เพราะวันนี้นางนัดกับอวิ๋นเหวินตี้ไว้ เดิมทีงานเทศกาลโคมไฟอย่างนี้ นางมักจะให้อวิ๋นเหวินตี้เป็นคนพาเดินเสมอ แต่ไม่ใช่เพราะนางถูกใจอะไรในตัวเขา แต่เป็นเพราะนางต้องการให้มีคนมาคอยช่วยดูแลเด็กๆ

เพราะเสี่ยวฟางหรือเสี่ยวอิงเองพวกนางก็มักจะใช้เวลานี้ไปเดินเที่ยวเล่นกับคนรักของตนเอง เสิ่นหลิงเฟยเองก็ไม่อยากไปขัดบุพเพของผู้อื่น จึงปล่อยให้พวกนางไปมีความสุขตามอัธยาศัย

รออยู่เพียงครู่รถม้าของอวิ๋นเหวินตี้ก็มาจอดที่หน้าเรือนนาง อวิ๋นเหวินตี้เดินลงมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้ม วันนี้เขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มซึ่งดูแล้วไม่ค่อยเข้ากับสีชุดของครอบครัวตระกูลเสิ่นสักเท่าไร แต่เรื่องนี้หาใช่เรื่องที่เสิ่นหลิงเฟยใส่ใจไม่ จะชุดไหนขอเพียงเขาช่วยนางดูแลเด็กๆ ได้ก็เป็นพอ

“สวัสดีเด็กๆ วันนี้พวกเจ้าแต่งกายได้น่ารักมากเลยนะ แม่นางเสิ่นเองก็งดงามเช่นเดียวกัน” อวิ๋นเหวินตี้เอ่ยชมเด็กๆ ไปอย่างนั้น ประโยคที่เขาตั้งใจพูดจริงๆ คือประโยคหลังต่างหาก เสิ่นหลิงเฟยเพียงยิ้มตอบกลับเล็กน้อยก่อนเอ่ย

“ขอบคุณคุณชายอวิ๋นสำหรับคำชม” อวิ๋นเหวินตี้มองท่าทีของนางแล้วได้แต่ท้ออยู่ในใจ เสิ่นหลิงเฟยแม้จะเรียกเขาว่าสหายสนิท แต่ท่าทีของนางที่มีต่อเขาก็ยังดูห่างไกลคำว่าสนิทยิ่งนัก

“ข้าว่าพวกเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะดึกเสียก่อน” เสิ่นหลิงเฟยกล่าวจบก็หันมาเอ่ยเรียกเด็กๆ

“เสี่ยวอัน เสี่ยวอ้ายไปกันเถอะลูก” เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายพอได้ยินมารดาเรียกกลับก้าวถอยหลังส่ายหัวไปมาก่อนเอ่ย

“คนยังไม่ครบเลยเจ้าค่ะ ท่านลุงอู๋ยังไม่มาเลย” เสิ่นหลิงเฟยหยุดเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าทันที วันนี้นางไม่ได้จะชวนอู๋หมิ่นจวินไปด้วยกันเสียหน่อย

ถ้าเขาอยากจะไปเที่ยวกับลูกๆ ในวันหลังนางย่อมอนุญาต เพราะถึงอย่างไรนางก็ได้เปิดใจแล้วว่าจะให้เขาได้ทำหน้าที่บิดาชดเชยให้เด็กๆ นางจึงจะหันไปเร่งเด็กๆ อีกครั้ง แต่อู๋หมิ่นจวินก็ปรากฏตัวขึ้นก่อน นางลืมไปเลยว่ายามนี้เขากลายเป็นเพื่อนบ้านนางแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นหลิงเฟยแปลกใจที่สุดคือชุดที่เขาสวมอยู่ อู๋หมิ่นจวินสวมชุดสีม่วงอ่อนเหมือนนางและเด็กๆ ซ้ำชุดเขายังปักลายเมฆขาวเหมือนของเสี่ยวอันอีกด้วย ยิ่งมายืนข้างเสี่ยวอันยิ่งเหมือนกันจนแยกไม่ออก มีเพียงขนาดตัวเท่านั้นที่ต่างกัน แต่นางไม่เข้าใจว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยวอันจะสวมชุดสีนี้และปักลายนี้ แน่นอนว่านางย่อมไม่ถามออกไปเพราะตรงนี้ยังมีอวิ๋นเหวินตี้อยู่อีกคน

ด้านอู๋หมิ่นจวินเมื่อเห็นเสิ่นหลิงเฟยที่แต่งตัวงดงามกว่าทุกวันก็เผลอมองอย่างลืมตัว แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยชมนางออกไป ด้วยกลัวว่านางจะหาว่าเขาล้ำเส้นอีก

อวิ๋นเหวินตี้เองเมื่อเห็นอู๋หมิ่นจวินยืนข้างเสี่ยวอันก็อดไม่ได้ที่จะถามนางขึ้นมาด้วยความสงสัย

“บุรุษผู้นี้ใช่เป็นเพียงลูกค้าของแม่นางเสิ่นจริงๆ หรือ เหตุใดใบหน้าของเขาถึงได้ดูเหมือนเสี่ยวอันยิ่งนัก” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนี้ก็ใช้ความไม่พอใจกลบเกลื่อนทันที

“ไม่ใช่ลูกค้าแล้วจะให้เขาเป็นอะไร หรือท่านคิดว่าเขาเป็นสามีข้าจึงได้มีใบหน้าเหมือนเสี่ยวอัน” อวิ๋นเหวินตี้เห็นนางดูไม่พอใจขึ้นมาก็ไม่กล้าถามอะไรอีก ได้แต่เพียงเก็บงำความสงสัยไว้

“เด็กๆ รีบขึ้นรถม้าเถอะ ถ้าช้ากว่านี้ก็คงไม่ได้ไปกันแล้ว” เสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายได้ยินอย่างนี้ก็รีบวิ่งไปคว้ามืออู๋หมิ่นจวินคนละข้างทันที

“วันนี้พวกเราจะนั่งรถม้าของท่านลุงอู๋ไปเจ้าค่ะ” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินอย่างนี้ก็นึกเกรงใจอวิ๋นเหวินตี้ขึ้นมาทันที เขาอุตส่าห์นำรถม้ามารับนางกับลูกถึงหน้าเรือน แต่จะปล่อยลูกไปกับอู๋หมิ่นจวินตามลำพังก็ไม่สบายใจ เสิ่นหลิงเฟยชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้

“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็นั่งกับท่านลุงอู๋เถอะ เดี๋ยวแม่จะนั่งไปกับคุณชายอวิ๋นแล้วไปเจอกันหน้างาน” เสิ่นหลิงเฟยยอมปล่อยเด็กๆ ไปกับอู๋หมิ่นจวิน นางเชื่อว่าเขาคงไม่หักหลังแล้วลักพาตัวเด็กๆ ไปแน่ นางต้องนั่งรถม้ากับอวิ๋นเหวินตี้ไป เพราะเกรงว่าเขาจะเสียน้ำใจที่ตั้งใจมารับนางด้วยตนเอง

“ไปกันเถอะคุณชายอวิ๋น” เสิ่นหลิงเฟยก้าวขึ้นรถม้าโดยมีอวิ๋นเหวินตี้คอยช่วยเหลือ พร้อมสายตาของอู๋หมิ่นจวินที่มองมาอย่างไม่พอใจ

เสี่ยวอันเสี่ยวอ้ายเมื่อเห็นมารดานั่งรถม้าจากไปแล้วจึงหันมาคุยกับอู๋หมิ่นจวิน

“เป็นอย่างไรบ้างท่านลุง ชุดของท่านกับของข้าเหมือนกันเลย บอกแล้วว่าท่านแม่ต้องประทับใจแน่เมื่อเห็นท่านใส่ชุดนี้” เสี่ยวอันเอ่ยอย่างภูมิใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้คิดแผนโดยไม่มีเสี่ยวอ้ายมาเกี่ยวข้อง

เพราะเขาได้ยินมารดาคุยกับเสี่ยวฟางว่านี้เป็นชุดครอบครัว เสี่ยวอันที่อยากให้อู๋หมิ่นจวินเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว จึงรีบหอบชุดนี้ไปให้อู๋หมิ่นจวินดูทันที อู๋หมิ่นจวินได้ยินบุตรชายเอ่ยอย่างนี้ก็ลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู

“เจ้าทำดีมากเสี่ยวอัน” ด้านเสี่ยวอ้ายกับทำเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ

“ประทับใจอันใดกัน ท่านแม่ไม่เห็นพูดอะไรเลย ซ้ำมีแต่ความแปลกใจ ทีหลังเจ้าจะทำอะไรต้องปรึกษาข้าก่อนรู้ไหม ยามนี้รีบตามท่านแม่ไปเถอะ ขืนช้าคุณชายอวิ๋นทำคะแนนเอาใจท่านแม่ก่อนพอดี”

“รู้แล้วๆ ข้าขอโทษ” อู๋หมิ่นจวินมองบุตรสาวและบุตรชายโต้ตอบกันอย่างเอ็นดู ก่อนเขาจะอุ้มเด็กทั้งสองขึ้นรถม้าพร้อมกัน

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ลุงคงต้องรีบไปทำคะแนนแล้ว” กล่าวจบรถม้าของอู๋หมิ่นจวินและเด็กๆ ก็ตามรถม้าของเสิ่นหลิงเฟยและอวิ๋นเหวินตี้ไปทันที

***

 

เสิ่นหลิงเฟยและอวิ๋นเหวินตี้ยืนรอเด็กๆ และอู๋หมิ่นจวินอยู่บริเวณเข้างาน ซึ่งยามนี้ผู้คนก็เริ่มทยอยมาเดินชมงานกันมากพอสมควรแล้ว นางยืนรออยู่ครู่หนึ่ง เด็กทั้งสองและอู๋หมิ่นจวินก็มาถึงแล้ว

“พวกเรารีบเข้าไปในงานเถอะ เดี๋ยวเด็กๆ จะง่วงเสียก่อน” เสิ่นหลิงเฟยหันไปคุยกับอวิ๋นเหวินตี้ ก่อนเขาจะขยับเข้ามาเพื่อจูงมือเด็กๆ เหมือนเคย แต่เสี่ยวอันกับเสี่ยวอ้ายไม่ยอมปล่อยมืออู๋หมิ่นจวิน

“คุณชายอวิ๋นเดินไปเถอะเจ้าค่ะ ข้ากับเสี่ยวอันจะเดินกับท่านลุงอู๋” กล่าวจบเสี่ยวอ้ายก็เมินอวิ๋นเหวินตี้ทันที เขาจึงหันมาหาเสิ่นหลิงเฟย ซึ่งนางเองก็จนใจกับท่าทีของเด็กๆ

“ตามใจเด็กๆ เถอะ” เสิ่นหลิงเฟยคร้านจะเอ่ยห้ามเด็กๆแล้ว นางจึงขอให้อู๋หมิ่นจวินออกเดินนำ ส่วนตัวนางจะเดินตามจะได้ช่วยดูเด็กๆ ด้วย โดยมีอวิ๋นเหวินตี้เดินอยู่ข้างๆ

อู๋หมิ่นจวินเดินชมเทศกาลโคมไฟกับเด็กๆ อย่างมีความสุข เขาชี้ชวนให้เด็กๆ ดูของแปลกใหม่ที่นำมาจากนอกด่านมากมาย เด็กทั้งสองก็สนุกจนลืมมารดาตนเองไปแล้ว

อวิ๋นเหวินตี้ที่กังวลว่าอู๋หมิ่นจวินอาจจะเป็นคู่แข่งด้านความรักของตนเองก็เริ่มเบาใจลง เพราะไม่เห็นเสิ่นหลิงเฟยจะแสดงท่าทีสนใจอู๋หมิ่นจวิน และนางยังเลือกที่จะเดินชมงานเทศกาลข้างเขาเหมือนเดิม

เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายเดินชมงานเทศกาลโคมไฟอยู่ครู่ใหญ่จึงเพิ่งนึกถึงมารดาของตนเองขึ้นมา รีบพากันหันกลับไปด้านหลังทันที อู๋หมิ่นจวินก็หันกลับไปเช่นกัน แต่เห็นเพียงเสิ่นหลิงเฟยกำลังคุยกับอวิ๋นเหวินตี้พร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

อู๋หมิ่นจวินก็เผลอกัดฟันข่มความไม่พอใจอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงได้หึงหวงนางเช่นนี้ ทั้งที่เขามั่นใจว่าตนเองก็ยังไม่ทันได้รู้สึกลึกซึ้งกับนางขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้นที่ไม่พอใจ เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็ไม่พอใจเช่นเดียวกัน

“ท่านแม่ข้าอยากกินถังหูลู่จังเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายรีบวิ่งมาหามารดาทันทีก่อนจะยืนแทรกกลางระหว่างเสิ่นหลิงเฟยและอวิ๋นเหวินตี้

“ถ้าอย่างนั้นก็รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวแม่จะเดินไปซื้อให้” เสิ่นหลิงเฟยกำลังจะเดินไปซื้อถังหูลู่ตามความต้องการของบุตรสาว แต่เสี่ยวอ้ายกลับดึงรั้งนางไว้ก่อน

“ท่านแม่เป็นสตรีคงไม่เหมาะจะเดินไปคนเดียว คุณชายอวิ๋นท่านช่วยไปซื้อถังหูลู่ให้ข้าแทนท่านแม่จะได้หรือไม่” เสี่ยวอ้ายกล่าวพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ให้อวิ๋นเหวินตี้สงสาร

“ได้ เจ้าช่วยรอสักครู่แล้วกัน” กล่าวจบอวิ๋นเหวินตี้ก็หายไปซื้อถังหูลู่ทันที เสี่ยวอ้ายจึงยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

“พวกเราไปกันเถอะท่านแม่”

“รอคุณชายอวิ๋นก่อนซิ ไหนเจ้าบอกว่าอยากกินถังหูลู่” เสิ่นหลิงเฟยถามพร้อมมองท่าทีลุกลนของบุตรสาวอย่างแปลกใจ

“ไม่ต้องรอหรอกเจ้าค่ะ เดี๋ยวคุณชายอวิ๋นก็ตามมาเองแหละ” เสี่ยวอ้ายไม่ยอมให้มารดาได้ถามหรือตั้งตัวนางก็ลากมารดามาหยุดตรงหน้าอู๋หมิ่นจวินแล้ว ส่วนอวิ๋นเหวินตี้เมื่อหันกลับมาก็คงไม่พบเจอใครแล้ว

“พวกเราเดินต่อเถอะเจ้าค่ะ” กล่าวจบเสี่ยวอ้ายก็จับมือเสี่ยวอันแล้วเดินอยู่เดินหน้าปล่อยให้เสิ่นหลิงเฟยเดินกับอู๋หมิ่นจวิน แต่แน่นอนว่าบรรยากาศระหว่างทั้งคู่มีแต่ความเงียบเพียงเท่านั้น ก่อนอู๋หมิ่นจวินจะเอ่ยขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบนี้

“วันนี้เจ้าแต่งตัวแบบนี้แล้วงดงามมาก” เสิ่นหลิงเฟยได้ยินคำชมจากปากเขาแล้วแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นางทำเป็นกวาดสายตามองร้านรวงต่างๆ จนอู๋หมิ่นจวินซึ่งเป็นฝ่ายชมรู้สึกกระดากอายขึ้นมาแทน

แต่ระหว่างเดินอยู่เด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่ก็วิ่งมาจากด้านหน้าด้วยความรวดเร็วซ้ำยังตรงมาทางเสิ่นหลิงเฟย นางซึ่งกำลังมองร้านรวงต่างๆ เพื่อแก้เขินก็ไม่ทันระวังตัว แต่อู๋หมิ่นจวินรวดเร็วยิ่งนัก เขารีบรวบตัวนางเข้ามากอดป้องกันให้ทันที เสิ่นหลิงเฟยตกใจกับสิ่งที่เขาทำมากกว่าเด็กผู้ชายที่วิ่งมาอย่างรวดเร็วเมื่อสักครู่เสียอีก

“ปล่อยข้าได้แล้ว” เมื่อเด็กกลุ่มนั้นจากไปนางก็เริ่มขยับตัวทันที แต่ไม่รู้ว่าผู้คนหลั่งไหลมาจากไหน เหตุใดถึงได้เบียดเสียดกันยิ่งนัก ถึงอู๋หมิ่นจวินอยากจะปล่อยนาง แต่ก็ทำได้ยากเพราะยามนี้ร่างกายทั้งคู่ชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจหรือขยับแล้ว เสิ่นหลิงเฟยเห็นสถานการณ์อย่างนี้จึงนึกถึงเด็กๆ ขึ้นมาทันที นางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างเป็นกังวล

“ลูกล่ะอยู่ที่ไหน” หลังเสิ่นหลิงเฟยถามจบก็รู้สึกถึงแรงกระตุกตรงชายแขนเสื้อ นางก้มลงมองเป็นเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายนั่นเอง ซึ่งยามนี้กำลังมองนางและอู๋หมิ่นจวินที่กอดแนบชิดกันอยู่ด้วยสายตาล้อเลียน

เสิ่นหลิงเฟยทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเลยทันที แต่โดนเบียดอย่างนี้ถึงอู๋หมิ่นจวินจะปล่อยแขนนางก็เกรงว่าท่าทางของทั้งคู่คงไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่เขาก็ไม่ได้ฉวยโอกาสกับนางเพียงโอบกอดเพื่อไม่ให้นางโดนคนอื่นเบียดจนล้มได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ซ้ำยังช่วยกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาเบียดเด็กๆ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ของเขาด้วย

ทั้งสี่คนเดินอย่างทุลักทุเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเลี่ยงฝูงชนกลุ่มใหญ่ออกมาได้ บริเวณที่ผ่านมาเมื่อสักครู่มีการแสดงมายากลอยู่นั่นเอง จึงได้รับความสนใจจากชาวเมือง แต่ดูเหมือนจะมีคนตีเนียนไม่ยอมปล่อยตัวนาง อู๋หมิ่นจวินยังคงใช้ร่างกายตนเองโอบรอบตัวนางอยู่เหมือนเดิม เสิ่นหลิงเฟยจึงเอ่ยเตือนเขาทันที

“ท่านจะปล่อยหรือไม่ หรือคิดจะฉวยโอกาสต่อ” อู๋หมิ่นจวินได้ยินก็ยอมปล่อยทันที แต่ก็ดูเชื่องช้าอ้อยอิ่งยิ่งนัก เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายก็เอาแต่หัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน เพราะยามนี้ดูเหมือนท่านลุงอู๋ของพวกเขาจะคะแนนนำบุรุษคนอื่นไปมากแล้ว

“ท่านแม่พวกเราไปซื้อโคมไปปล่อยเถอะเจ้าคะ ไปปล่อยที่ประจำของพวกเรากัน” เสี่ยวอ้ายเอ่ยชวนมารดา เพราะปกติยามมีเทศกาลโคมไฟ เสิ่นหลิงเฟยจะพาเด็กๆ มาเดินแค่วันเดียว ถ้าไม่ปล่อยโคมไฟวันที่เดินเที่ยวก็จะไม่ได้ปล่อยเลย เสี่ยวอ้ายจึงไม่อยากพลาดโอกาส

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปซื้อกันเถอะ” เสิ่นหลิงเฟยเดินนำพร้อมกับจูงมือเด็กๆ ไปด้วย แต่เสี่ยวอันดูเหมือนจะเงียบผิดปกติ เมื่อก้มมองก็เห็นเขาเอาแต่ขยี้ตาตัวเองสงสัยจะง่วงนอนแล้ว เสิ่นหลิงเฟยจึงหยุดเดินก่อนอุ้มบุตรชายขึ้น เมื่อถูกมารดาอุ้มเสี่ยวอันก็ซบไหล่เริ่มหลับตาลงทันที

“เสี่ยวอ้ายง่วงหรือยังลูก” เห็นบุตรชายหลับทันทีเสิ่นหลิงเฟยจึงเป็นห่วงว่าบุตรสาวจะง่วงนอนด้วย ด้านเสี่ยวอ้ายมองน้องชายที่หลับไปแล้ว แต่ตัวนางกลับส่ายหัว

“ยังเจ้าค่ะ ข้าอยากปล่อยโคมก่อน” เสี่ยวอ้ายยังมีแผนในใจขั้นสุดท้ายอยู่ ซึ่งแผนนี้นางวางไว้กับเสี่ยวอัน เป็นแผนที่จะทำให้มารดาของนางใจเต้นแรงเพราะท่านลุงอู๋ แต่เสี่ยวอันกลับมาหลับไปเสียได้ ช่างเถอะนางเพียงคนเดียวก็จัดการได้

เสิ่นหลิงเฟยเดินไปซื้อโคมไฟโดยมีอู๋หมิ่นจวินเป็นผู้จ่ายเงิน ก่อนนางจะเดินนำมาริมสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นที่ปล่อยโคม ทุกครั้งนางกับลูกๆ ก็จะมาปล่อยตรงนี้เสมอ

เสิ่นหลิงเฟยขยับตัวเพื่อปล่อยโคมได้ลำบากกว่าปกติ เพราะยังอุ้มเสี่ยวอันอยู่ จนอู๋หมิ่นจวินจุดโคมอันแรกแล้วจับกับเสี่ยวอ้ายสองคนอธิษฐานแล้วปล่อย เสี่ยวอันจึงค่อยขยับตัวก่อนดิ้นขอลงจากอ้อมกอดมารดา

“ท่านแม่ข้าอยากปล่อยโคมด้วย” เสี่ยวอันเพิ่งตื่นก็ขอปล่อยโคมทันที อู๋หมิ่นจวินจึงช่วยจุดแล้วพาเขาปล่อย เสี่ยวอ้ายเห็นน้องชายตื่นแล้วก็ส่งสัญญาณให้เขาทำตามแผนทันที เสี่ยวอันกลับจำไม่ได้แล้วว่าคุยกันไว้อย่างไรเพราะเพิ่งตื่น เสี่ยวอ้ายเห็นน้องชายเอาแต่ทำหน้างุนงง นางจึงตั้งใจจะเดินเข้าไปเขกหัวน้องชายเพิ่มความจำให้เขาเสียหน่อย

แต่ตนเองดันเดินสะดุดก้อนหินจนล้มถูกตัวมารดา เสิ่นหลิงเฟยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะนางกำลังนั่งยองๆ เพื่อปล่อยโคมของตนเอง โคมเพิ่งปล่อยไป ก็ถูกน้ำหนักของบุตรสาวที่ไม่ใช่น้อยๆ ทำให้ล้มแล้ว

แต่ก็คงจะดีกว่านี้ถ้าหากนางไม่ล้มทับตัวอู๋หมิ่นจวินซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าเพื่อจุดโคมให้นางเมื่อสักครู่ นางจึงตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างเพียงเล็กน้อย เพราะริมฝีปากของนางกลับอยู่ไม่ถูกที่ เมื่อมันประทับเข้าที่ปลายคางเขาเต็มๆ

เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายรีบยกมือขึ้นมาปิดตาทันที แต่ดวงตาน้อยๆ กลับมองลอดผ่านนิ้วมือมาเสียอย่างนั้น เหตุการณ์ข้างหน้าออกจะผิดแผนไปสักหน่อย แต่ก็ดีกว่าที่คิดยิ่งนัก

ด้านเสิ่นหลิงเฟยกลับแข็งเป็นรูปปั้นไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางจุมพิตบุรุษก่อน อู๋หมิ่นจวินเห็นนางเอาแต่นิ่งไม่ขยับลุกขึ้นไปจากตัวเขา จึงอดแซวไม่ได้

“เจ้าเองก็ชอบเป็นฝ่ายรุกเช่นกันหรือ” อู๋หมิ่นจวินเอ่ยแซวทั้งที่รู้ว่าเป็นอุบัติเหตุ เสิ่นหลิงเฟยจึงได้สติเพราะคำพูดเขาทันที นางรีบลุกขึ้นยืนก่อนปัดเศษดินออกจากตัว โชคดีที่วันนี้นางแต้มชาดที่แก้มมาด้วย ไม่อย่างนั้นเขาต้องมองออกแน่ว่านางหน้าแดง

อู๋หมิ่นจวินก็ค่อยๆ ขยับลุกขึ้นยืนปัดเศษดินออกจากร่างกายอย่างเชื่องช้า ในดวงตายังมีแววล้อเลียนนางอยู่เล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“เจ้าไม่เจ็บตรงไหนใช่หรือไม่” เสิ่นหลิงเฟยยังไม่ทันได้ตอบกลับเขา เสี่ยวอ้ายเห็นเหตุการณ์กลับมาปกติแล้วก็รีบเข้ามาแสดงอาการเป็นห่วงมารดาทันที

“ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

“แม่ไม่เป็นไร พวกเรามาปล่อยโคมดวงสุดท้ายแล้วกลับกันเถอะ ดึกมากแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นมาจับโคมด้วยกันเถอะ” อู๋หมิ่นจวินนำเสนอเพราะโคมดวงสุดท้ายนี้เป็นของเขา เด็กๆ ได้ยินก็รีบกรูเข้าไปจับทันที มีเพียงเสิ่นหลิงเฟยที่ยืนเฉย เสี่ยวอ้ายจึงต้องเข้าไปลากมารดามาร่วมวง

“ท่านแม่จับตรงนี้เลยเจ้าค่ะ” เสิ่นหลิงเฟยวางมือลงตำแหน่งที่บุตรสาวบอก

เสี่ยวอันเห็นพี่สาวทำผลงานเมื่อสักครู่ได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ตัวเองยังไม่ทันได้ทำอะไรที่แสดงออกถึงการสนับสนุนอู๋หมิ่นจวินจึงรอจังหวะให้อู๋หมิ่นจวินจุดโคมเสร็จ แล้วรีบดึงมืออีกฝ่ายมาวางทับมือมารดาทันที ก่อนจะวางมือน้อยๆ ของตนเองทับลงไป

“ต้องวางมือแบบนี้จึงจะถูกขอรับ” เสิ่นหลิงเฟยรู้สึกตกใจกับสิ่งที่บุตรชายทำจึงพยายามจะดึงมือกลับ แต่อู๋หมิ่นจวินกลับกุมมือนางไว้แน่นก่อนเอ่ย

“รีบปล่อยโคมเถอะ เดี๋ยวเศษไฟจะโดนตัวเด็กๆ” เขาเอ่ยเตือนอย่างนี้นางจึงยอมไปก่อน ก่อนโคมดวงสุดท้ายที่จับร่วมกันทั้งสี่คนจะถูกปล่อยลอยไปบนฟ้า จากนั้นมือนางจึงได้เป็นอิสระเสียที

เสิ่นหลิงเฟยยอมรับว่ายามนี้นางเสียอาการเป็นอย่างมาก ความใกล้ชิดทั้งหมดที่อู๋หมิ่นจวินทำวันนี้ นางยังไม่เคยได้รับจากบุรุษคนไหนมาก่อนจึงตื่นเต้นมาก แต่ในความตื่นเต้นก็ยังมีความไม่พอใจอยู่นิดๆ เพราะสิ่งที่เขาทำมันคล้ายการหยอกล้อสตรีของบุรุษเท่านั้น หาได้มีความจริงจังไม่

“เด็กๆ วันนี้พวกเรากลับกันเถอะ” เสิ่นหลิงเฟยกล่าวจบก็พาเด็กๆ เดินอ้อมกลับไปอีกทางเพื่อขึ้นรถม้ากลับเรือนทันที ลืมแม้กระทั่งอวิ๋นเหวินตี้ที่กำลังตามหานางในงานไปแล้ว

***

 

เมื่อกลับมาถึงเรือนเด็กๆ ก็หลับไปแล้ว นางจึงเรียกเสี่ยวฟางและเสี่ยวอิงมาช่วยกันอุ้มเด็กๆ ไปเข้านอน

“ขอบคุณท่านมากที่ให้ข้านั่งรถม้ากลับมาด้วย” เสิ่นหลิงเฟยกล่าวขอบคุณอู๋หมิ่นจวินเสร็จก็หันหลังกลับเข้าเรือน

“อาเฟยเจ้าไม่พอใจอะไรข้าอีกหรือ” อู๋หมิ่นจวินไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินนางเลยสักครั้งในวันนี้ เพียงแต่สถานการณ์หลายอย่างมันเป็นใจให้เขาเอง เมื่อสักครู่ยามอยู่บนรถม้านางก็เอาแต่นั่งเงียบไม่รู้ว่าพอใจหรือไม่พอใจเขาอย่างไรกันแน่ จึงอดที่จะถามไม่ได้

“ไม่พอใจอะไรอีกอย่างนั้นหรือ ท่านไม่น่าถามคำถามนี้นะเพราะข้าไม่เคยพอใจท่านเลยสักครั้งต่างหาก” เสิ่นหลิงเฟยยอมรับว่าก่อนหน้านี้นางตื่นเต้นเพราะเขา

แต่ระหว่างการเดินทางเมื่อสักครู่ นางคิดว่าตนเองตื่นเต้นเพราะไม่เคยได้ใกล้ชิดบุรุษในลักษณะนี้มาก่อนเท่านั้นเอง หาได้มีความรู้สึกอย่างอื่นปะปน อู๋หมิ่นจวินได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย นางที่ไม่เคยเอ่ยคำดีๆ กับเขาอย่างนี้ค่อยสมเป็นนาง เขายอมให้นางด่าดีกว่าเงียบไม่พูดอะไรเลย

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน” เสิ่นหลิงเฟยเดินไปจนถึงประตูเรือน กำลังจะงับปิด อู๋หมิ่นจวินกลับเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง

“อาเฟยข้าเข้าใจที่เจ้าไม่เคยพอใจในตัวข้า แต่เหตุใดไม่รู้ข้าถึงได้พอใจในตัวเจ้านัก” กล่าวจบเขาก็ไม่รอให้นางตอบ รีบเดินกลับเรือนตนเองทันที ได้ยินเพียงเสียงงับประตูดังลอยมา ก่อนเขาจะลอบยิ้มออกมาอย่างพอใจ บางทีรุกด้วยร่างกายไม่ได้ใช้คำพูดแทนคงได้ วิธีนี้น่าจะเหมาะกับเสนาบดีที่ใช้คำพูดฟาดฟันกับศัตรูในท้องพระโรงอย่างเขามากกว่า

 

✿✿✿✿✿✿✿

 

ตอนนี้ยาวนิดนึงนะคะ ชดเชยไว้ก่อนเพราะไรท์อาจจะไม่ค่อยได้มาอัพเรื่องนี้บ่อยสักเท่าไร ตั้งใจจะอัพเรื่อง ‘สตรีอย่างข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ’ ให้จบก่อน แต่ก็จะพยายามมาลงให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังไงก็อ่านนิยายเรื่องอื่นๆของไรท์คั่นเวลาก่อนได้นะ (ขายของนิดนึง) 

ฝากติดตามด้วยน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 499 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

377 ความคิดเห็น

  1. #207 150221 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 17:50
    รู้จักรุกถูกวิธีแล้วนะท่านพ่อ เด็กๆเป็นแบ็คให้ไม่ต้องกลัว
    #207
    0