เสิ่นหลิงเฟย สตรีมากวาสนา

ตอนที่ 10 : ลังเลใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 568 ครั้ง
    1 เม.ย. 64

 

เสิ่นหลิงเฟยรู้สึกตัวตื่นอีกครั้ง ก็ยามที่แสงแดดเริ่มแผดเผาร่างกาย นางลืมตาขึ้นก่อนมองรอบๆ ปรากฏว่าไม่เหลือใครอยู่บริเวณนี้เลยสักคน สงสัยว่าเสี่ยวฟางคงจะพาเด็กๆ เข้าไปในเรือนแล้ว เพราะเดี๋ยวโดนแดดร้อนมากๆ จะไม่สบาย

ลืมตาสักครู่นางจึงเพิ่งนึกได้ ว่าตนเองพิงไหล่คนคนหนึ่งอยู่ เสิ่นหลิงเฟยขยับยกศีรษะขึ้นจากไหล่คนที่นางพิงอยู่ก่อนหันไปมองหน้า แล้วต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าเป็นอู๋หมิ่นจวิน

“หลับสบายดีหรือไม่” เสิ่นหลิงเฟยไม่ตอบและไม่รู้จะกล่าวต่อว่าเขาอย่างไรได้แต่มองอย่างไม่พอใจ เนื่องจากไม่รู้สถานการณ์ยามหลับไป

เพราะความจริงอาจจะเป็นตัวนางที่ง่วงมากจนเป็นฝ่ายขยับเข้าไปนอนซบเขาเองก็เป็นได้ นางจึงขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วเตรียมจากไปทันที แต่อู๋หมิ่นจวินกลับรวดเร็วยิ่งกว่า เขารีบเดินไปขวางทางนางไว้ทันที

“อาเฟยฟังข้าก่อน เจ้าโกรธมากหรือที่ข้าทำแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นต่อไป ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว” เห็นทีว่าแผนรุกอาจจะไม่เหมาะในการใช้กับนางก็เป็นได้ เขาอาจจะสบายใจที่ได้ใช้แผนแบบนี้เพราะคิดว่าตนเองได้ใกล้ชิดนางไปอีกขั้น แต่สุดท้ายอาจจะกลายเป็นว่านางต่างหากที่จะผลักเขาไปไกลกว่าเดิม

“ข้าคงพูดได้ไม่เต็มปากว่าโกรธหรือไม่โกรธ เพราะยามที่หลับข้าไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แต่วันนี้ทุกอย่างที่ท่านทำตั้งแต่เช้าจนถึงเมื่อสักครู่เป็นสิ่งที่ข้าไม่ชอบใจที่สุด”

“ข้าขอโทษจริงๆ ต่อไปจะไม่ทำให้เจ้าไม่สบายใจอีกแล้ว” อู๋หมิ่นจวินกล่าวอย่างรู้สึกผิดจริงๆ เห็นเขาแสดงท่าทีอย่างนี้ไม่รู้ว่ามีความจริงใจมากน้อยเพียงใด เสิ่นหลิงเฟยจึงเอ่ยเพื่อเตือนเขา

“ท่านคิดว่าเวลาเพียงสองสามวันมาทำดีกับข้ากับลูกหน่อยแล้วทุกอย่างมันจะจบอย่างนั้นหรือ เห็นข้ายอมให้ท่านเข้าใกล้ลูกแล้วหมายความว่าข้าอภัยให้ท่านอย่างนั้นหรือ ข้าจะบอกให้นะที่ข้ายอมให้ท่านเข้าใกล้ลูก เพราะในท้ายที่สุดข้ายอมรับว่าต้องบอกพวกเขาว่าท่านคือบิดา ข้าไม่สั่งให้พวกเขาเกลียดชังท่านก็ดีเท่าไรแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงท่านมันเป็นบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบเพียงไร” กล่าวความในใจจบเสิ่นหลิงเฟยก็จะเดินจากไป แต่อู๋หมิ่นจวินกลับเดินมาขวางหน้านางอีกครั้ง

เขาจ้องนางอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกระแทกเข่าลงพื้นดินที่แข็งแล้วโขลกศีรษะลงจนได้ยินเสียงกระแทกชัดเจนก่อนทำอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ เสิ่นหลิงเฟยตกใจกับกระทำของเขาไม่น้อยจนก้าวถอยหลัง

ผ่านไปครู่ใหญ่อู๋หมิ่นจวินจึงเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยกับนาง

“ข้าขอเอ่ยตรงๆ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไรให้เจ้ายอมรับข้าเข้าไปในชีวิต ทั้งในฐานะสามีและบิดาของลูก เพราะเกิดมาข้าก็ไม่เคยทำผิดต่อผู้ใดมาก่อน ยามนี้ข้าย่อมทำตัวไม่ถูก แต่ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากมาว่าต้องการอะไรจากข้า ข้าก็ย่อมที่จะทำให้แม้กระทั่งเจ้าอยากจะให้ข้าชดใช้ด้วยชีวิตข้าก็ยอม”

อู๋หมิ่นจวินหมดหนทางแล้วจริงๆ เขาคิดว่าควรเอ่ยความรู้สึกออกไปตรงๆ จะดีที่สุด หลังจากนี้ก็สุดแต่เสิ่นหลิงเฟยจะตัดสินใจ

ด้านเสิ่นหลิงเฟยยังอึ้งไปกับสิ่งที่เขากระทำอยู่ ก่อนจะนึกตามคำพูดเขา ตัวนางไม่เคยคิดจะรับเขาไว้ในฐานะสามีตั้งแต่เขาปรากฏตัวขึ้นมา เพราะถึงอย่างไรนางกับเขาก็มีความสัมพันธ์กันแค่คืนเดียว ไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งอะไรต่อกัน ส่วนฐานะบิดาของลูกนั้นนางยินดีรับ เพียงแต่นางต้องใช้เวลาพิสูจน์ความจริงใจของเขาอีกสักหน่อย ซึ่งนางไม่คิดถึงขนาดจะไปเอาชีวิตเขามาแลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น

“ยามนี้ท่านกรุณากลับไปก่อนเถอะ ข้ายังไม่อยากคุยอะไร” กล่าวจบนางก็เดินผ่านหน้าเขาไปทั้งที่เขายังคุกเข่าอยู่ อู๋หมิ่นจวินได้แต่ก้มหน้าลงมองพื้นดินอย่างท้อใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะยอมแพ้ เพียงแต่ยามนี้นางคงกั้นกำแพงขึ้นมากันเขาอีกชั้นหนึ่ง เพียงเพราะการกระทำอันใจร้อนของเขาเอง

***

 

เสิ่นหลิงเฟยกลับเข้ามาในเรือนโดยไม่มีอู๋หมิ่นจวินตามมา เด็กๆ ที่นั่งเล่นอยู่ในห้อง เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาก็ชะโงกหน้ามองเลยไปยังด้านหลัง ก่อนเสี่ยวอ้ายจะถามขึ้นมา

“ท่านแม่ ท่านลุงอู๋ไม่มาด้วยหรือเจ้าคะ”

“ท่านลุงอู๋ไม่ค่อยสบายจึงกลับไปแล้วจ้ะ” เสี่ยวอันได้ยินดังนั้นก็เอ่ยมาด้วยความเป็นห่วง

“ถ้าอย่างนั้นพวกเรานำยาและโจ๊กไปให้ท่านลุงอู๋ดีหรือไม่ขอรับ”

“ไม่ต้องหรอกลูกท่านลุงอู๋มีคนดูแลอยู่แล้ว” กล่าวจบเสิ่นหลิงเฟยก็เดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงทันที

“วันนี้จะมีใครมานอนกลางวันเป็นเพื่อนท่านแม่ไหมนะ” พอนางกล่าวจบ เด็กๆ ทั้งสองก็รีบปีนขึ้นมานอนบนเตียงเป็นเพื่อนนางทันที โดยเลือกที่จะนอนคนละฝั่งเหมือนเดิม

“ท่านแม่พอพวกเราตื่นแล้วไปเยี่ยมท่านลุงอู๋กันนะเจ้าคะ ท่านลุงอู๋อยู่ตัวคนเดียวไม่มีคนดูแลอย่างที่ท่านแม่ว่าหรอก” เสิ่นหลิงเฟยฟังแล้วได้แต่ส่ายหน้า เด็กน้อยสองคนนี้เพียงแค่สามวันกลับผูกพันกับอู๋หมิ่นจวินเหมือนอยู่ด้วยกันมานาน ถ้าหากพวกเขารู้ว่าอู๋หมิ่นจวินเป็นบิดาที่แท้จริง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

“เสี่ยวอัน เสี่ยวอ้าย ถ้าหากวันหนึ่งลูกมีบิดาเหมือนเด็กๆ คนอื่น ลูกจะดีใจหรือไม่” พอนางกล่าวจบเด็กน้อยทั้งสองก็พยักหน้าขึ้นลงอย่างรวดเร็วโดยไม่กล่าวอะไร

“แล้วถ้าวันหนึ่งพวกเจ้าพบว่าแม่โกหกเรื่องบิดาพวกเจ้าที่บอกว่าเขากินหมั่นโถวติดคอตายไปแล้ว แต่จริงๆ เขายังไม่ตายล่ะพวกเจ้าจะโกรธแม่หรือไม่” เด็กๆ เงียบไปชั่วครู่ก่อนเสี่ยวอันจะเอ่ย

“พวกข้าย่อมรู้ว่าท่านพ่อตัวจริงยังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่โกหกมาตลอด แต่ถ้าเป็นความสบายใจของท่านแม่เราก็จะเชื่อ” หลังเสี่ยวอันกล่าวจบ หยาดน้ำตาของเสิ่นหลิงเฟยก็รินไหลทันที เด็กน้อยทั้งสองอายุเพียงเท่านี้กลับรู้ความไปเสียหมด ซ้ำยังยอมให้นางโกหกพวกเขาเพื่อความสบายใจของตนเองอีก

เสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายรู้ว่ามารดากำลังร้องไห้ จึงพากันลุกขึ้นก่อนเช็ดน้ำตาให้นางคนละข้าง แต่ยิ่งเช็ดนางก็ยิ่งร้องไห้ ก่อนนางจะรวบตัวพวกเขาเข้ามากอดพร้อมกัน

“แม่รักพวกเจ้าเหลือเกินรู้หรือไม่” เด็กน้อยทั้งสองได้แต่พยักหน้าอยู่ในอ้อมอกมารดารับรู้ถึงความรู้สึกเศร้าของนางในยามนี้

นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหลิงเฟยร้องไห้ต่อหน้าลูกๆ การกระทำที่แสดงถึงความรู้สึกผิดของอู๋หมิ่นจวินทำให้นางเกิดความสับสนและลังเลใจขึ้นมา ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรดี

ระหว่างบอกเด็กๆ ว่าเขาคือบิดาและให้เขาชดเชยความรู้สึกที่ผ่านมาให้ลูก หรือจะปล่อยให้เขาแสดงออกอย่างนี้ต่อไปจนนางเห็นว่าเขามีความจริงใจที่จะดูแลลูกจริงๆ แล้วค่อยบอกเด็กๆ

“ท่านแม่ๆ ท่านอย่าทะเลาะกับท่านพ่อนานนะเจ้าคะ ถึงท่านพ่อจะใจร้ายไม่ยอมมาเจอหน้าพวกเราเลย แต่เราก็อยากเจอท่านพ่ออยู่ดี แต่ถ้าท่านพ่อไม่ยอมมาเจอเราในเร็วๆ นี้ ข้าจะเลือกท่านลุงอู๋เป็นบิดาใหม่แทน” เสี่ยวอ้ายกล่าวจบก็ซบศีรษะลงบนไหล่มารดาอย่างออดอ้อนทันที

เพราะเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายคิดมาโดยตลอดว่ามารดาโกหกเรื่องบิดา พวกเขาจึงเข้าใจผิดคิดว่ามารดาทะเลาะกับบิดาจนไม่ยอมมาพบหน้ากัน

แต่เสิ่นหลิงเฟยฟังแล้วก็แทบหยุดร้องไห้ด้วยความขำ เหตุใดบิดาใหม่ที่พวกเขาเลือกถึงได้กลายเป็นบิดาที่แท้จริงของตนเองขึ้นมาได้เสียอย่างนั้น

"แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงได้ชอบท่านลุงอู๋นักล่ะ" หลังหยุดร้องไห้เสิ่นหลิงเฟยก็ถามในสิ่งที่สงสัยทันที นอกจากเรื่องไปเที่ยวเมืองหลวงยังมีอะไรที่อู๋หมิ่นจวินสามารถทำให้เด็กๆ ชอบได้อีก ในเมื่อเขาก็มาเจอเด็กๆ แค่วันละไม่ถึงชั่วยาม (2 ชม.)

“อืม อือ” เด็กทั้งสองยังไม่ตอบในทันที กลับโยกศีรษะไปมาทำท่าครุ่นคิด ก่อนคำตอบของเสี่ยวอันและเสี่ยวอ้ายจะทำให้เสิ่นหลิงเฟยนิ่งไปลังเลใจยิ่งกว่าเดิม

“ไม่รู้เจ้าคะว่าเหตุใดถึงชอบ แต่อยู่ใกล้ท่านลุงอู๋แล้วข้ารู้สึกสนุก”

“ข้าก็เช่นกันขอรับ”

❀❀❀❀❀

 

ตอนนี้ดึงดราม่านิดนึงนะคะ เข้าใจอิแม่ด้วยนะคนมันเจ็บมานาน จะให้ยอมรับง่ายๆ เลยคงไม่ได้ อิพ่อก็ได้แต่ต้องสู้ต่อไป

ฝากติดตามด้วยน้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 568 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

365 ความคิดเห็น

  1. #75 J_Jaaaaaa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 09:40
    ผช.ไร้ความอดทนมากแม่ 2-3 วันเอง นางทนมากี่ปีๆ
    #75
    0
  2. #68 ไอติมรสสตอ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 เมษายน 2564 / 04:38

    เราอยู่ฝ่ายท่านแม่นะ.....นางต้องสู้มาลำพังตลอด 5-6 ปี โดยที่ไอ ผช.บอกจะรับผิดชอบกลับหายหัว....พอโผล่มาเจอแค่วันสองวัน กลับจะมาเอาแต่ใจให้คนโดนกระทำยอมรับ เปิดใจและอภัย....ฝันกลางวันอยู่รึไง......

    เวลามีน้อยเข้าใจ แต่ควรให้เวลาคนที่เรียกได้แทบจะเต็มปากเลยนะ ว่าโดนฟันแล้วทิ้งบ้าง...ไม่ใช่เอาแต่ใจ อยากให้เค้ายอมรับในวันสองวัน อันนี้ก็ไม่ใช่ละ.....

    ทีตอนจะมาตามเค้าอ่ะ รอก่อนได้ เรื่องอื่นสำคัญกว่า รอจนผ่านมา 5 ปี มันยังรอได้ ....ทั้ง ๆ ที่ก็มีทั้งอำนาจและเงิน แต่มันขาดความสนใจใส่ใจไง...พอมาทีนี้จะมาทำรีบให้เค้ายอมรับ..เอ่อ .....คิดน้อยไปหน่อยมั้ง


    #68
    0
  3. #41 0632354300 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 11:07
    กำลังดีครับไม่อ่อนเกินไปแข็งเกินไป
    #41
    0