ตอนที่ 61 : แผนวิปลาส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    11 พ.ย. 61

“แบมบี้ แบมบี้น้อยในทุ่งหญ้า เหตุใดเจ้าช่างอ่อนเปลี้ยเหมือนถูกศรนายพรานเสียบอกอย่างนั้นเล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แต่แฝงความเยาะเย้ยขบขันคุ้นหูนัก หนังตาเด็กสาวเลิกขึ้นช้า ๆ มองเห็นแต่เพดานห้องพักอันว่างเปล่า ผิวกายสัมผัสลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอดผ่านหน้าต่าง ลูบไล้ไปทั่วร่าง ฤทธิ์ยาพิษถูกข่มด้วยยาระงับพิษ แต่ผลข้างเคียงส่งผ่านความเจ็บปวดต่างกันเพียงทางร่างกายกับจิตใจ

“แบมบี้ แบมบี้ เพราะมันฟังดูเหมือนเบบี้ใช่ไหมเล่า”

เจ้าของเสียนั่งลงบนตัวเธอ โน้มคอลงมา “เบน” ดวงตาสีเหลืองทองจ้องมองนิ่ง เธอไม่ได้ตกใจหรือดีใจ มันเป็นความรู้สึกที่แปลก ใจหนึ่งก็อยากให้เป็นเขา ใจหนึ่งรู้ว่าไม่มีวัน ผู้ชายคนนี้ตายไปแล้ว นั่นคือความจริง แต่สิ่งที่เธอเห็นอยู่ เป็นวิญญาณหรือภาพหลอน?

“หรือทั้งสองอย่าง” เขาเลียริมฝีปาก อ่านความคิดเธอออก “ฉันตายเพราะใครน้า” ดวงตาหมาป่าเขยิบใกล้เข้ามา “อ้อ ตายเพราะช่วยชีวิตพวกเธอไม่ใช่หรือ” อเล็กซิสพยายามพยุงตัวขึ้น แต่ร่างเบนคร่อมไว้ หรือเป็นเพราะเธอไม่มีแรงสู้กับมัน “แบมบี้ ฉันช่วยชีวิตเธอไว้จนแลกชีวิตตัวเอง ทำไมถึงไม่รักษาไว้ให้ดี คิดถึงฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ยกมือแตะใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้า หากแต่มือกลับทะลุไป เบนไม่มีทีท่าแปลกใจหรือตกใจ หรือพูดให้ถูก ไม่มีทีท่าตอบสนองต่อกิริยาของเธอ ปากกลับพูดไม่หยุด “ทำไมไม่รักษาชีวิตไว้ เธออยากอยู่กับฉันใช่ไหม”

“ออกไป” เธอส่ายหน้า มือกุมศีรษะ “ออกไปจากหัวฉัน”

“แบมบี้น้อย หัวใจของฉันถูกเธอทำลาย” เขาเขยิบตัวเพื่อให้เห็นลูกศรที่ปักอก “แล้วพวกเธอก็โยนร่างฉันลงบนลาวาร้อนสีแดง” หนังของเขาพุพองแล้วปริแตกออกจากกัน

“ออกไป! เธอกรีดร้องราวกับถูกโอนถ่ายความเจ็บปวดมาสู่ตัวเธอ เด็กสาวคว่ำหน้าลงกับพื้นที่นอน พอเสียงเบนเงียบไปเธอพลิกตัวกลับมา

เพดานอันว่างเปล่า

“อเล็กซิส”

คราวนี้ไรผมสีแดงโผล่พ้นขอบเตียง “เธอลืมฉันแล้วเหรอ” ใบหน้าตกกระโผล่ขึ้นมาเต็มสองตา เด็กสาวสะอึกสะอื้นคิดถึงเพื่อนที่ไม่มีโอกาสได้บอกลา “พวกมันกัดกินร่างฉันแล้วจับฉีกออกเป็นชิ้น ๆ” ริมฝีปากของเขาสั่นระริก ออสโล่แหกปากตัวเองแล้วดึง ใบหน้าของเขาแหกเป็นสองซีกเผยให้เห็นหนังแท้และลายกล้ามเนื้อสีแดงคล้ายกับหุ่นจำลองกล้ามเนื้อในห้องวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน เพียงแต่มันน่าสยดสยองกว่าของปลอมเป็นล้านเท่า

เธอฟุบหน้าลงกับที่นอนอีกครั้ง “ได้โปรด หยุดเถอะ”

“แล้วฟันทื่อ ๆ ของพวกมันก็ฝังลงบนอกฉัน...”

“หยุดได้แล้ว!

 

“อึก” เธอกระแทกศีรษะกับกำแพงเพื่อสลัดภาพเหล่านั้นออกไป เหตุการณ์เมื่อคืนยังสดใหม่สำหรับเธอ เพราะฉีดยาเข้าเส้นเลือดเพื่อป้องกันไม่ให้อะวีซีออกฤทธิ์ระหว่างอยู่ในราซา...อเล็กซิสกลับพบว่าผลข้างเคียงของยาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทรอยไม่เคยบอกทริคนี้และเธอไม่คิดว่ามันได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ ณ เวลานี้ ทุกอย่างยังปกติดี แต่อย่างที่กล่าวไป การใช้ยาระงับเข้าบ่อย ๆ ไม่ได้เกิดผลดี มันต้องแลกกับกำลังกายที่สูญหายชั่วครู่และอีกมากมาย

เหล่าเพื่อนที่ตายไปแล้วพร้อมใจกันผลัดเวรมาหาเธอจนกระทั่งกำลังฟื้นคืนมา บางครั้งเธอสับสนว่ามันคือผลผลิตของความคิดอันบิดเบี้ยวในหัวหรือพวกเขามาหาเธอจริง ๆ คงไม่แปลกหากเอลม่าอยากย้ายห้องใจจะขาด เสียงกรีดร้องของเพื่อนบ้านอย่างเธอดังพอ ๆ กับเวลาอะวีซีออกฤทธิ์เต็มที่ ยาสะกดการทำงานของพิษช่วยให้สมองหยุดคำสั่งสร้างความเจ็บปวดบนร่างกายแต่มันกลับยิ่งส่งผลให้เธอสร้างภาพมากมายออกมาทำร้ายจิตใจตัวเอง

ทนทรมานไม่มีสิ้นสุด สมชื่ออะวีซีเสียจริง (Avīci = อเวจี) 

แสงไฟฉายคนข้างหน้าเลือนหายไป เหลือความมืดเป็นเพื่อน เธอลังเลว่าตัวเองควรเปิดไฟฉายหรือไม่ เด็กสาวใช้เวลาเสี้ยววินาทีตัดสินใจก้าวต่อไป เธอพยายามเว้นระยะห่างจากคู่หูของแสตนเนอร์เพื่อไม่ให้รู้ตัวว่าถูกตาม จากชั้นใต้ดิน ขึ้นมายังชั้นหนึ่งผ่านประตูกลสองชั้น อเล็กซิสกำลังเล่นซ่อนหากับเธอโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว เธอสังหรณ์ใจแปลก ๆ กับเจ้าหน้าที่ผู้นี้มาพักใหญ่แล้ว ทุกครั้งที่แสตนเนอร์ตัดสินใจ เขาจะหันไปหาคู่หูโดยอัตโนมัติราวกับขออนุมัติ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้อยู่ใต้บังคับเขา แต่เขาอยู่ใต้เธอต่างหาก หญิงสาวไม่เคยถอดหมวกออกเพื่อเปิดเผยใบหน้าทั้งหมดเลย ระหว่างที่แสตนเนอร์คุยกับตัวประกันที่เหลือรอด เธอก็แอบปลีกตัวออกมา อเล็กซิสไม่ลังเลที่จะตาม

“อเล็กซิส เธออยู่ไหน ฉันขอร้องล่ะ กลับมา มันอันตราย”

เสียงสาวผิวเข้มผ่านสายรอบที่สิบกว่า แต่อเล็กซิสไม่ตอบ ตามมาด้วยเสียงแสตนเนอร์ออกคำสั่งแต่เธอยังคงเก็บปากเงียบ ภายใต้หน้ากากกระจก อย่างน้อยมันช่วยในการมองเห็นมากกว่าตาปกติ  

ขอโทษนะอิซล่า เธอนึกถึงแฝดของเอเลน่าที่ยังรอดชีวิตจนบัดนี้ อเล็กซิสเลือกไม่ตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับแฝดอีกคน และที่สำคัญ เธอรู้ว่าอีกไม่นาน อิซล่าจะตามเอเลน่าไป หรือไม่ก็อาจจะตามไปแล้วก็ได้ “...ผลลัพธ์เท่ากัน ไม่ว่าจะตอนนี้ หรือรออีกหน่อย” คำพูดของแสตนเนอร์ยืนยันได้ว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง เด็กพวกนั้นจะตายหลังจากตอบคำถามทั้งหมดเหมือนที่ฌาปนกิจผู้ติดเชื้อคนอื่น ต่อให้พวกเขาไม่ถูกไวรัสครอบงำสมองจนบัดนี้ มันไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตพร้อมกับเชื้อไวรัสในตัว

ของเสียก็คือของเสีย พวกเขาไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อโครงการทดลองตามอายุขัยเช่นนี้

ประตูกลเผยอเปิดแง้มไว้นิดหน่อย เธอมองผ่านรอยแยกเห็นทางเดินข้างใน มันไม่ถึงกับมืดสนิทนัก น่าจะเป็นเพราะแสงจากด้านใน เพียงแต่เธอยังไม่เห็นสุดทางเดินอยู่ตรงไหนเพราะเป็นทางหักโค้งเสียก่อน เขาวงกตหรือไงนะ ตึกถูกสร้างขึ้นมาแบบนี้แต่แรกแล้วหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกเขตก็น่าจะมีห้องลับมากมายเหมือนกัน

...ไม่สมเหตุสมผล อเล็กซิสส่ายหน้า พยายามวิเคราะห์เหตุการณ์ภายในหัวตัวเอง ถ้าทุกเขตมีแปลนแบบนี้ก็ง่ายสำหรับจับกุม

มือสองข้างผลักบานประตูจนสุดเผื่อว่าตัวเองอาจต้องวิ่งกลับมา มือใครคนหนึ่งทาบลงทับมือเธอ อารามตกใจกลัวว่าเป็นผู้ติดเชื้อก็รีบจ่อปืนแต่บุคคลดังกล่าวหักข้อมือเธอขึ้น ปลายกระบอกปืนชี้ขึ้นข้างบน

“นายอีกแล้ว” ในความช้าก็มีความโชคดี ถ้ายิงไป คนที่เธอตามก็คงรู้ตัว

“ก็เธอชอบรนหาที่ไม่ใช่เหรอ” เจ้าของดวงตาสีเทาตำหนิราวกับเธอชวนเขามาอย่างนั้น

“ฉันไม่ได้ขอให้นายมา...” อเล็กซิสเหลือบมองข้างใน แน่ใจว่าบุคคลที่ตนตามอยู่ไม่ได้ยินหรือย้อนกลับมาก็หันกลับไปยังตัวเจ้าปัญหา

บลูหัวเราะเบา ๆ “เธอนั่นแหละตัวหาเรื่องชัด ๆ”

เด็กสาวกลอกตาก่อนจะมองตอบอย่างท้าทาย “ชอบฉันเหรอ”

เธอคิดว่าเขาว่าจะรีบปฏิเสธหรือจนมุม ตรงกันข้าม เขากับกัดริมฝีปากล่าง พร้อมรอยยิ้มกวนเพื่อทบทวนความจำ  “เธอไม่ได้น่าเกลียดนี่ แถมครั้งก่อนยังจูบฉันกลับ งั้นก็แสดงว่า...” 

อเล็กซิสถอนหายใจ ใช่แล้ว ตอนนั้นเธอควรผลักออก แต่จูบของบลูไม่ได้แย่ และลึก ๆ แล้วเธอต้องการมัน บางครั้งสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ก็น่ากลัวพอ ๆ กัน แต่ขณะเดียวกัน เด็กสาวไม่เข้าใจว่าทำไมพวกผู้ชายถึงคิดว่าวิธีนี้คือการให้รางวัลผู้หญิง จะว่าไปแล้วเบนกับบลูก็มีบางอย่างคล้ายกัน นั่นคือความมั่นใจในความฮอตของตัวเอง เพียงแต่ว่าจูบของบลูกับเบนไม่เหมือนกันเลยสักนิด คนหนึ่งจูบเพื่อหยอก อีกคนจูบเพื่อลาและเธอก็ไม่แน่ใจว่าเบนจูบเธอเพราะเห็นคนอื่นในดวงตาคู่นี้หรือไม่

แต่หากนับสถิติแล้ว เธอจูบกับผู้ชายสี่คนภายในเวลาหกเดือน จูนคงยิ้มอ่อน

“โอ้” เธอร้องเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว

เพียซกับโอลิแวนยืนอยู่ข้างหลัง ท่าทางของหนุ่มผมทองนั้นดูก็รู้ว่าไม่เต็มใจมา เขาเป่าปากอยู่หลายรอบ  อเล็กซิสมองหน้าบลู “สรุปแล้วตามมาทำไม”

“ใช่ ตามยายนี่มาทำไม” เพื่อนของเขาย้ำ “รนหาที่แท้ ๆ กลับไปยังทันนะ”

บลูทำเสียงชู่ให้เพื่อนหุบปาก “ฉันอยากรู้ว่าเธอออกมาทำไม หรือว่ายากำเริบ”

“เปล่า ฉันตามคู่หูของแสตนเนอร์ เธอแอบออกมาคนเดียว”

“แล้วตอนนี้ล่ะ” โอลิแวนถาม

“กำลังจะตามไป ถ้าไม่โดนพวกนายขัดเสียก่อน” อเล็กซิสนิ่วหน้า “ฉันไม่ได้หมายถึงนายนะโอลิแวน”

“เฮอะ ๆ งั้นกลับกันเถอะ” เพียซตีไหล่ชายหนุ่มทั้งสอง แต่ไม่มีใครขยับ เขากลอกตา ถอนหายใจแรง “เอมอนแบ่งวิญญาณมาสิงเหรอไงวะไอ้บลู หรือแกคิดอะไรกับเด็กนี่”

หัวหน้ากลุ่มยักไหล่

“ฮึ่ย” เธอส่ายหน้า อยากตามก็ตามมา เอาเลย ก็ดี คิดได้ดังนั้นจึงเดินเข้าไปข้างใน ได้ยินเสียงเพียซบ่นกลัวมีผู้ติดเชื้อโผล่ออกมาตามหลัง อย่างน้อยทางเดินนี้เป็นทางเดี่ยว แคบ ไม่มีทางที่ทหารคนนั้นจะไปทางอื่น หรือซ่อนตัวได้ ขณะเดียวกัน มันเป็นหนทางเดียวที่จะกลับไป แต่เมื่อเธอเลือกเดินต่อก็ต้องแล้วแต่ว่ามันสุดลงตรงไหน ทว่าไม่กี่วินาทีถัดมาก็ได้ยินเสียงปึงปัง ดูเหมือนว่าผู้ที่ถูกติดตามคงรีบจนไม่รู้สึกว่ามีคนตามหลังถึงสี่คน เธอจึงไม่ระวังตัวเลย

“หยุด อย่าขยับ” นั่นไง

อเล็กซิสยกมือขึ้นเดี๋ยวนั้น พวกผู้ชายข้างหลังถึงกับหัวเราะ แต่ก็ยังมีสติพอให้ได้ยินเพียงเสียงลมที่ออกมาจากรูจมูก ไม่มีใครสั่งทั้งนั้น เธอถอนหายใจเมื่อรู้ว่าตัวเองปล่อยไก่แต่ก็โล่งใจที่ไม่ถูกจับได้ ผู้หญิงคนนั้นพูดกับอีกคนต่างหาก

เงาเจ้าหน้าที่สาวทอดลงบนพื้นข้างหน้าในสภาพยกปืนเล็ง แต่มีเงาอีกคนขนาบข้าง มือสองข้างยกขึ้นเหนือศีรษะก่อนที่จะค่อย ๆ ลดระดับลง

ทั้งหมดเขยิบเข้าไปอีก พยายามสังเกตว่าเงาตัวเองไม่โผล่ออกมาให้สองคนนั้นจับได้

มีเสียงหัวเราะดังแผ่ว ๆ ดังขึ้น “ที่แท้เรื่องประจำการที่ชายแดนก็ตบตา เธอแอบเข้ามาที่นี่เพื่อจับผิดฉัน?” เสียงนี้ อเล็กซิสแน่ใจว่าเคยได้ยินมาก่อน

“ไม่ใช่แค่ฉัน แค่นายเข้าไปในตึกนั้นแล้วกับดักทำงานก็มีคนสงสัยแล้ว คิดว่าจะตบตาพวกเขาได้เหรอ”

“ฉันไม่คิดจะตบตา แต่ฉันต้องการเวลานำเธอไปให้ทุกคนดู แต่แปลกนะ เธอกลับสงสัยฉัน แทนที่จะเบนไปหาทรอย”

“ทรอยหมกมุ่นกับเรื่องอะไรพวกเรารู้ดี แต่เขาไม่เคยยุ่งกับไวรัส” เสียงหญิงสาวกลับสั่น ในขณะที่อีกคนใช้คำพูดปกติ “อีกอย่าง เขาไม่มีอำนาจพอที่จะทำเรื่องพรรค์นี้ได้ แล้วใครกันล่ะหากไม่ใช่ทรอย? ในหมู่ชนชั้นเรืองปัญญาที่นายคอยอวดอ้างข่มฉันตลอดเวลา ก็มีแต่ตัวนายเองไม่ใช่หรือ เมื่อก่อนนายชื่นชมทรอย สนใจแนวคิดของเขา ถ้าจะมีสักคนที่บ้าพอกับเขาตอนนั้นก็คงเป็นนาย”

“สมเป็นแฝดของฉัน แกลิส” เสียงถอนหายใจ “ที่นี่มีประตูกลมากมาย เก่งนะ ที่ตามหาเจอ”

“ฉันแอบให้ไทรอนติดเครื่องติดตามไว้กับตัวนายหลังจากออกจากฐานเอ”

ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้งและครั้งนี้มันดังกว่าเดิม “เก่งมาก เก่งมาก” มีเสียงปรบมือตังเปาะแปะพลอยให้เงาสะท้อนสั่นไหวไปตามแรงเคลื่อนไหว

“แต่อย่าประเมินทรอยต่ำเกินไป สามีของเธอไม่ใช่หมาเชื่องหรอกนะ”

“อย่าเฉไฉ”

สามี? ผู้หญิงคนนี้คือภรรยาของทรอยหรือ จะว่าไป อายุอย่างเขาก็ควรมีภรรยาแล้ว แต่...เธอไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาของทรอยอยู่ในหน่วยทหาร

แต่เราก็ไม่เคยคุยเรื่องส่วนตัวกับหมอทรอยนี่นา

“ตอบฉันมา นายทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

ไม่มีเสียงตอบ อเล็กซิสได้ยินแต่เสียงคนขยับสิ่งของ

“หยุด อย่าหาว่าฉันไม่เตือน อย่าคิดว่าฉันไม่กล้ายิงนาย ทำไมไม่เอาสมองไปใช้กับเรื่องอื่น นายสร้างที่นี่ ทำทั้งหมดเพื่อการทดลองบ้า ๆ เสียสติแล้วหรือ”

“เธอไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจหรอก ชีวิตเธอมีแต่เอไลโต เอไลโต” เด็กสาวหันไปมองพวกบลูเพื่อถามหาที่มาของคำว่าเอไลโต แต่ทั้งสามไม่รู้ “ฉันสิ ฉันทำเพื่อทุกคน เมื่อมวลมนุษยชาติ”

“นายมันบ้า!

อเล็กซิสขยับตัว ล็อกคอเธอไว้ “ยัยโง่ ฟังอยู่เฉย ๆ นี่แหละ”

“ฉันอยากเห็นหน้ามัน”

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยื้อกำลังกับคนตัวโตกว่า โดยเฉพาะคนที่ชกเธอสลบในหมัดเดียว “ฉันต้องเห็นหน้ามัน” เธอกัดฟัน ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอให้หมอนี่อนุญาตด้วย ถ้าเขาไม่ตามมา...

“พวกแกรออยู่นี่” เขาหันไปบอกเพื่อนอีกสองคนแล้วปล่อยเธอเป็นอิสระ อเล็กซิสเดินออกไปไม่รอ มือข้างขวาคว้าปืนข้างหลัง ขาจ้วงเดินตรงไปหน้าห้องนั้น เธอไม่สนแล้วว่ามันอันตรายหรือไม่ แต่วินาทีนี้ขอแค่เห็นหน้าตัวการใหญ่ของที่นี่

พื้นสีดำเงาวับสะท้อนดวงไฟที่ฝังติดเพดานด้านบน พอตเตียงเดี่ยววางอยู่หลังบุคคลทั้งสอง ส่วนหัวครอบวงแหวนขนาดใหญ่คล้ายเครื่องสแกนสมองประดับดวงไฟวงกลมรอบสีฟ้าเรืองรอง บนเตียง ร่างเล็กกะทัดรัดนอนไม่ไหวติง ท่อนบนถูกวัสดุทำจากโลหะครอบไว้ อีกครึ่งวางระเกะระกะเตรียมครอบร่างกายส่วนที่เหลือ ท่อนขาเรียวของเด็กหญิงกับเท้าเปลือยเปล่าโผล่พ้นออกมา มันเป็นสิ่งเดียวที่เธอมองเห็นและทำให้รู้ว่าคนบนเตียงเป็นมนุษย์ ผู้ที่จับพันธนาการเธอไว้ยืนอยู่ข้างพอต เขาก้มตัวคร่อมร่างเด็กหญิง ขยับไม่ได้เพราะถูกปืนจ่ออยู่

หญิงสาวผมสีแดงอมชมพูมองผู้มาใหม่ แววตาตื่นตระหนกเมื่อเห็นบุคคลที่สามและสี่ ครั้งแรกที่เด็กสาวเห็นใบหน้าที่แท้จริง ยากนักที่จะคาดเดาอายุเพราะหากตัดสินจากรูปร่างแข็งแรงและการเคลื่อนไหวคล่องตัว ผู้หญิงคนนี้สามารถตีลังกาได้สิบตลบ อเล็กซิสเดาว่าเธอคงไม่น่าเกินสามสิบห้า แต่ริ้วรอยแห่งวัยที่แต่งแต้มบนหน้าสะสวยระบุให้พอเดาว่าช่วงวัยกลางคน เธอมีใบหน้าละม้ายคล้ายอีกคน ใช่สิ พวกเขาเป็นฝาแฝด แกลิส แฝดของกลี

“คุณเองหรือ”

มุมปากของเขาเชิดขึ้น หัวหน้าหน่วยพยาบาลผละจากร่างบนเตียงแล้วผายมือราวกับต้อนรับ “แกลิส เธอน่าจะรู้จักเด็กคนนี้ไว้นะ” ดวงตาสีเขียวแวววับ “สิ่งเดียวที่เธอมีเหมือนเด็กคนนี้ทำให้ทรอยสนใจ เดวิสเป็นผลผลิต...”

เด็กสาวยกปืนขึ้น ทว่าทหารหญิงกลับหยิบปืนอีกกระบอกจ่อที่เธอ “ฉันจัดการเอง”

“ยังไง?”

เธอย้ำ “ฉันจะจัดการเขาเอง” แต่อเล็กซิสกับเห็นความลังเล หวั่นไหวในดวงตาคู่นั้น

“คุณไม่แม้แต่ตามลูกน้องมาแต่เลือกมาคนเดียว คิดจะจัดการหรือช่วยน้องชายกันแน่”

สองมือบลูช่วยจ่อปืนไปยังแกลิสและกลี ไม่มีใครขยับ สายตาอเล็กซิสเลื่อนไปยังร่างเล็กนั้นอีกครั้ง ในเมื่อเธอไม่ได้อยู่ในกรงแก้ว ก็เหลืออยู่ที่เดียว

“เบ็กกี้”

เท้าเล็กสองคู่ขยับขึ้นลงตอบรับเสียงเรียก ราวกับถูกปลุกให้ตื่น มันขยับไปมารุนแรง ขึ้นลง ขึ้นลงอยู่อย่างนั้น จนสั่นสะเทือนไปทั้งตัว เด็กสาวพยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธการ แต่ทำได้เพียงสั่นเตียงที่นอนอยู่เพียงเท่านั้น อุปกรณ์นั้นรัดแน่นเกินกว่าที่เธอจะปลดเปลื้องมันออกไป เธอได้ดิ้นและร้องคราง

“เบ๊กกี้!” อเล็กซิสแน่ใจแล้วว่าร่างนั้นคือเบ็กกี้ เธออยู่ในนั้น เบ็กกี้ยังไม่ตายและยังมีสติครบถ้วน “ปล่อยเด็กคนนั้นเดี๋ยวนี้” เธอสั่งกลีที่เอาแต่ยืนยิ้มเย็นไม่รู้สึกรู้สา

“เธออยู่เฉย ๆ” บลูเขยิบเข้ามา “จำที่แสตนเนอร์บอกไม่ได้เหรอ”

แต่สายตาเด็กสาวจดจ่ออยู่ที่เพื่อนของเธอ

“อเล็กซิส” เขาพยายามเตือนสติ “เพื่อนเธออาจติดเชื้อก็ได้นะ”

 เขาพูดถูก และถ้าเป็นแบบนั้น จุดจบของเบ็กกี้จะเหมือนกับเด็ก ๆ ในกรงแก้ว กลีกระแอมเสียงเรียกความสนใจ เธอไม่เคยรู้สึกเกลียดใครมากเท่านี้มาก่อน เหตุใดเขาถึงยังคงสีหน้านิ่งเฉยเหมือนพยายามอธิบายให้เขาทุกคนเห็นพ้องให้ได้อย่างนั้น จิตใจคนคนนี้ทำด้วยอะไร

“เธอคือของขวัญล้ำค่า” เขาลูบขาเด็กสาว อเล็กซิสเกร็งมือแน่น “อะ ๆ อย่าเพิ่งขัด พวกเธอต้องฟัง”

“กลี พอเถอะ หยุดพล่าม ยอมให้ฉันจับ” แกลิสตัดสินใจลดปืนที่จ่อคนอื่นลงแล้วหยิบวงแหวนสีเงินขนาดพอล็อกข้อมือได้ “พอได้แล้ว”

เขาไม่สนใจคำพูดพี่สาว “เบ็กกี้ ควินน์จะช่วยพวกเราให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏอันน่าอดสู เธอคือของขวัญจากพระเจ้าที่แท้จริง”

ทหารหญิงส่ายหน้าช้า ๆ หยาดน้ำตาไหลลงมา “ส่งข้อความเสียงถึงทุกหน่วย”

ปึ่ก เพียซกับโอลิแวนวิ่งออกมาจากมุมซ่อนตัว แกลิสตกใจ ในขณะที่กลียังคงพล่ามของเขาต่อไป “หลังจากร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ แต่ละส่วนย่อมเสื่อมสภาพ เซลล์ค่อย ๆ ตายลง โรงงานผลิตเซลล์หยุดชะงัก วัยถดถอย ร่างกายทรุดโทรมต่อให้เราพยายามยืดอายุเพียงเท่าไร เราก็ต้องตาย”

“แกลิส กลุ่มบี ฉันพบผู้ต้องสงสัย”

เธอสบตากับบลู มองสองพี่น้องที่ดูจะมีสมาธิจดจ่อกันคนละเรื่อง “เกิดอะไรขึ้น พวกแกออกมาทำไม” เขาถามเพื่อนทั้งสอง

“ประตูปิดล็อกโว้ย พวกเราพยายามง้างก็ไม่ออก”

แกลิสชะงักเมื่อได้ยินคำตอบนี้ แต่ยังรายงานต่อไป “ไทรอนกลุ่มเอ ส่งพิกัดของกลีให้กับแสตนเนอร์ ฉันต้องการกำลังเสริม”

เป็นอันว่าได้ยินกันทุกคน “ไทรอน/แสตนเนอร์ รับทราบขอรับ”เพราะบทสนทนานั้นดังผ่านหู แกลิสตัดสินใจจับน้องชายตัวเองก็เป็นได้ ข้อนี้ทำให้อเล็กซิสวางใจขึ้นมานิดหนึ่ง

“แกลิส!” กลีตวาด “เธอหัดฟังที่ฉันพูดบ้างเซ่ ฉันทำสำเร็จแล้ว และกำลังอธิบายให้เธอเข้าใจ”

ทหารหญิงปัดมือให้พวกเธอออกไปแล้วปรี่หมายจู่โจมน้องชายตัวเอง กลีกระชากตัวเบ็กกี้ออกจากเตียง “ระวัง!”อเล็กซิสร้อง กลัวเพื่อนบาดเจ็บ ร่างเบ็กกี้สั่นเทิ้ม เขาใช้ตัวเธอบังไว้ แกลิสหยุดทัน

“ไอ้เลว” บลูสบถ

กลีใช้เบ็กกี้เป็นเกราะกำบัง เขาถอยหลังเข้าไปข้างในช้า ๆ ในสภาพทุลักทุเล เบ็กกี้อยู่ในสภาพน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เหล็กที่ครอบช่วงบนนั้นแทบพอดีกับตัว คนข้างในจะอึดอัดขนาดไหน สายตาอเล็กซิสมองตามเท้าเปลือยที่ถอยร่นไปตามดึงของคนข้างหลัง “เพราะคุณมัวลังเล!” เธอแหวใส่ทหารหญิง

“มันขังพวกเราไว้แล้ว” เพียซแทรกขึ้น “ “ฉันไม่น่าหาเรื่องมากับแกเลยไอ้บลู”

“เงียบน่า” ชายหนุ่มดุเพื่อน เพียซสบถเป็นขบวนรถไฟ

“กลี ขอร้องล่ะ ปล่อยเด็กคนนี้ แล้วยอมมอบตัวซะ ได้โปรดฟังฉันเถอะ มันจบแล้ว ฉันไม่อยากทำร้ายนาย!

เขาส่ายหน้า “พวกกลุ่มเสี่ยงต้านไวรัสได้มากกว่าพวกเรา แกลิส เด็กพวกนี้ไม่แสดงอาการทันทีที่ได้รับเชื้อไวรัส” เสียงที่ออกมาดังเหมือนตวาด เบ็กกี้เริ่มขืน แต่แขนของกลีรัดเธอแน่น อเล็กซิสเริ่มกลัวว่าเธอจะตายเพราะขาดอากาศหายใจ “ดังนั้นพวกเขาจึงเหมาะที่จะช่วยพัฒนาโครงการของเรา ไวรัสตัวนี้ทำให้สมองตื่นตัวตลอดเวลา มันสร้างเซลล์ใหม่เพื่อให้สมองทำงาน หากสมองไม่ถูกทำลายมันก็จะสร้างวนไปแบบนั้น และถ้าเราพัฒนามันมาใช้กับเซลล์อื่นในร่างกาย คิดดูสิ พวกเธอคิดดู” เขากลั้นหายใจ แววตาเป็นประกายเหมือนกับตื่นเต้นเวลารายงานหน้าห้อง “สิ่งมีชีวิตล้วนมีวิวัฒนาการ แต่มันไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเป็นล้านปีไม่ใช่หรือ นี่ไง ฉันทำได้แล้ว”

“ปล่อยเบ็กกี้!

“เดวิส อย่าโกรธฉันเลย” เขามองมาที่เธอ “เพื่อนเธอกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนวิเศษ ฉันตัดแต่งพันธุกรรมของไวรัสเพื่อไม่ให้มันปิดการทำงานของสมองบางส่วน มันไม่ใช่อาวุธทางเคมี พวกเธอต้องขอบคุณฉัน มันคือยารักษา!

เมื่อนั้นเธอเข้าใจแล้วว่าเขาถอยเข้าไปข้างในทำไม ที่นี่มีประตูกลมากมายจริง ๆ กลีกดสวิตช์ กำแพงเลื่อนออกเผยให้เห็นยานพาหนะโค้งมนขนาดพอให้กลีกับเบ็กกี้ขึ้นไปได้ ด้านในไม่มีคนควบคุม มันจะเคลื่อนตัวไปตามรางที่ซ่อนอยู่ภายใน “และฉันจะนำเสนองานนี้ต่อหน้าซีโนฮอฟและนักวิจัยทุกคน พวกเขาจะเข้าใจ แกลิส”

ทว่าพี่สาวของเขาดึงคันโยกลง ที่แท้มันคือคัทเอาท์ ระบบไฟฟ้าดับลงส่วนหนึ่ง รวมทั้งพอร์ตที่เขาคิดจะใช้หนี เหลือเพียงส่วนโซนหน้าตรงประตูทางเข้าเท่านั้น

“ยัยบ้า!” เขากรีดร้องเหมือนเด็กเอาแต่ใจ “โง่จริง เธอจะขัดความเจริญของฉันไปถึงไหน ชีวิตถึงเอาแต่รับใช้รองเท้าคนอื่น เธอไม่มีทางอยู่ในหมู่ชนชั้นปัญญาได้หรอกถ้ายังสมองทึบแบบนี้”

“ก็ยังดีกว่าเสียสติแบบนาย” คนเป็นพี่น้ำตาคลอ “ฉันขอร้อง พอเถอะ”

ทั้งสองจ้องหน้ากัน อเล็กซิสมองสลับไปมา เสี้ยววินาทีนั้นเขายิ้มแล้วปล่อยมือจากเบ็กกี้ เด็กสาวล้มคว่ำลงพร้อมกับเครื่องพันธนาการ ในขณะที่มือกลียกขึ้น ทว่ามันไม่ใช่มือเปล่า เขายิงปืนประหลาดมาทางเธอ...อเล็กซิส

พริบตาเดียวเด็กสาวนอนล้มลงบนพื้นโดยมีแกลิสทับอยู่ข้างบนพร้อมกับเสียงเคล้งเหมือนแก้วแตก ทั้งสองหันไปมองด้านหลังจึงเห็นหลอดแก้วแตกกระจายกลางพื้น ของเหลวสีชมพูใสนองพื้น “ทำลายมัน!” หญิงสาวตะโกนจนหูชั้นในสั่นสะเทือน พวกบลูเลิ่กลั่ก เป็นโอลิแวนที่ไวพอใช้โหมดที่สาม เปลวเพลิงพวยพุ่งออกจากปืนของเขาทำลายหรือระเหยมันจนหมด เหลือเพียงควันจาง ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นฉับพลัน วินาทีต่อมาแกลิสลุกขึ้นแล้วเขวี้ยงมีดไปทางน้องชายตัวเอง มือข้างขวาของเขาถูกเสียบติดกับกำแพงอย่างแม่นยำ ร้องโอดครวญดังลั่น

“มันคืออะไร หมอนั่นจะยิงเธอทำไม” เธอไม่เคยเห็นบลูตกใจมาก่อน แต่คงไม่มีใครตกตะลึงเท่าตัวอเล็กซิสเอง ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบยาบ หากไม่ใช่เพราะแกลิสช่วยไว้ เธอคงถูกสิ่งนั้นปักเข้าตัว แล้วยังของเหลวในนั้นอีก...คงเดาไม่ยากมั้งว่าข้างในคืออะไร

กลีทรุดตัวลงในสภาพมือยังถูกเสียบอยู่ หมดแรง “เธอมันตัวทำลายชีวิตฉันจริง ๆ”

ผู้เป็นพี่สั่นหน้า “ฉันช่วยนายไม่ได้แล้วสินะ” น้ำตายังไหลไม่หยุด อเล็กซิสเริ่มเห็นใจ

เขาเงยหน้ามองพี่สาว “สิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพื่อมนุษย์จริง ๆ ในเมื่อควินน์ยังปรับตัวรับสิ่งที่ฉันพัฒนาได้ เด็กคนนี้อาจปรับตัวได้ดียิ่งกว่า เธอก็รู้ว่าทำไม”

อเล็กซิสนิ่วหน้า หูผึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน “หมายความว่าไง ฉันทำไม!” ในเมื่อตัวเธอมีแต่พิษอะวีซี... สายตาคาดคั้นหญิงสาว แต่แกลิสเพ่งมองที่กลีอย่างเดียว “ฉันเป็นอะไร”

เขาหัวเราะ “เด็กโง่ ที่เธอทนมันได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะปริมาณมันน้อยหรอกนะ”

เธอสบตากับบลูโดยอัตโนมัติ เขาเองก็มองเธอข้องใจ “กลุ่มเสี่ยงงั้นหรือ?” แล้วหัวเราะ “มิน่าเล่า ไอ้ทรอยมันถึงประคบประหงม หมอนั่นมันบ้าพวกกลุ่มเสี่ยงจะแย่ ขนาดพลังง่อย ๆ ไม่สิ แม้แต่พวกที่ดูไม่มีพลัง...”

อเล็กซิสส่ายหน้า เรานี่เหรอ กลุ่มเสี่ยง? แกลิสเองก็ดูหงุดหงิดเมื่อบลูพูดถึงสามีตัวเองในเชิงคนบ้าคลั่ง เธอจ้องหน้ากลี เขามองสู้แม้สีหน้าบ่งบอกว่าเจ็บปวดกับแผลที่พี่สาวทำให้ “โกหก”

“ถ้าพวกมันไม่พลาด ฉันคงได้ตัวเธอมานอนบนเตียงนั้น ไม่แน่ มันอาจสมบูรณ์ก็ได้ แต่พวกมันโง่ ไม่รู้ว่าเธอมีค่ากับงานวิจัยขนาดไหน”

“อืออออ”

ทั้งหมดละความสนใจเรื่องนี้ไปก่อน เพราะเบ็กกี้กำลังตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น พอเธอขยับขาตั้งใจจะเข้าไปช่วย แกลิสรีบยกมือห้าม “ห้ามแตะตำต้องเด็กคนนั้น ถอยออกไป” มือผลักอเล็กซิสไปทางเพียซ ไม่ลืมหันไปเตือนบลู “นายด้วย”

“คุณต้องช่วยเบ็กกี้” อเล็กซิสขอร้อง “อย่าฆ่าเธอเลยนะ”

เธอไม่ตอบรับ แต่จับปืนแน่นแล้วยิง

“ไม่!” อเล็กซิสพุ่งตัวยื้อปืน ครั้งนี้เพียซดึงไว้ “ยัยโง่”

แกลิสลั่นไกไปแล้ว เพียงแต่...

เพียงแค่ยิงเพื่อปลดล็อกโลหะที่ครอบท่อนบนของเบ็กกี้เท่านั้น อเล็กซิสกุมอกตัวเอง ใจหายใจคว่ำ หญิงสาวยิงอีกสามนัดจึงปลดล็อกจนหมด แต่เบ็กกี้ยังคงดิ้นเร่า ๆ หัวใจในอกเต้นตุบ ๆ กลัวว่าเปิดมาแล้วเพื่อนของเธอจะไม่เหมือนเดิม แต่เมื่อร่างเล็กค่อย ๆ เป็นอิสระ จังหวะหัวใจช้าลงจนแทบจะหยุดนิ่ง

มันเกินกว่าคำว่าไม่เหมือนเดิมเสียอีก

เพียซสบถออกมาคำหนึ่ง ส่วนเธอ...น้ำตาไหลออกมาช้า ๆ ดวงตาสีเขียวเหมือนป่าทึบนั้นจับจ้องมาที่เธอ เด็กหญิงลุกขึ้นยืน และเมื่อเธอขยับก้าวหนึ่ง ทุกคนถอยออกมา รวมทั้งตัวอเล็กซิสด้วย

ดวงตากลมโตนั้นไม่ได้มีเพียงคู่เดียวหากแต่มีถึงสี่คู่ สองคู่ตรงแก้ม และอีกหนึ่งบนหน้าผาก ผมสีแดงที่เคยยาวจนถักเป็นเปียสองข้างขึ้นเป็นหยุ่มหย่อมเหมือนต้นหญ้าพยายามแทรกผ่านพื้นคอนกรีต ส่วนกระหม่อมมีศีรษะเล็กงอกขึ้นมาเพียงส่วนหน้าผากพร้อมกับมือเล็ก ๆ อีกคู่ที่ขยับไปมา ปากบนหน้าอ้าค้างปล่อยให้น้ำลายหยดลงพื้นเพราะจำนวนฟันเยอะเกินกว่าจะปิดได้หมด สิ่งมีชีวิตในร่างกายที่เคยเป็นของเบ็กกี้ร้องอือ อา อือ อา พูดไม่ได้ อเล็กซิสเข้าใจผิดทุกอย่าง เบ็กกี้ไม่ได้ตอบรับเสียงของเธอ มันเป็นเรื่องบังเอิญ ร่างกายนี้มีชีวิต...แต่ไม่ใช่เพื่อนเธออีกแล้ว

“นี่คือสิ่งที่นายบอกว่าสำเร็จหรือ?” อเล็กซิสพูดขึ้น เสียงสั่นยิ่งกว่าอยู่ในอุณหภูมิศูนย์องศา

กลีมองสัตว์ประหลาดตัวนั้นราวกับเห็นเทพธิดา “ทุกครั้งที่เซลล์ถูกทำลายมันจะสร้างขึ้นใหม่ เพียงแต่ระบบการสร้างของมันยังค่อนข้างสับสน แต่มันสำเร็จในระดับหนึ่ง ฉันยืนยันได้ เราต้องพัฒนาอีกหน่อย ฉันอยากได้เวลาและงบประมาณ” เขาก้มหน้า เลือดสีแดงฉานไหลลงหัวไหลเมื่อมือนั้นห้อยติด เธอเห็นเขาพยายามดึงมีดออกหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล กลีกลั้นใจอธิบายต่อ “มันควรได้รับการพัฒนาต่อไป ถ้าเธอจะยอมช่วยฉัน เดวิส”

“แกมันไม่ใช่คนแล้ว!” โอลิแวนตะโกน

เด็กสาวสบตากับพี่สาวของเขา หญิงสาวไม่กล้าสบตา อาจเป็นความระอายจากผลการกระทำของแฝดผู้น้อง  

เงาร่างเบ็กกี้สะท้อนผ่านพื้นสีดำมันวาว แม้เธอก้มหน้าลงพยายามไม่สบตากับดวงตาสีเขียวหลายคู่แต่ก็ยังเห็นพวกมันจับจ้อง อย่างน้อย เธอขอให้เบ็กกี้อยู่ในกรงแก้วยังดีเสียกว่า อวัยวะที่งอกเกินมามากมายแสดงให้เห็นว่ากลีทรมานเธอขนาดไหนเพื่อทดสอบการทดลองของเขา เขาฆ่าเพื่อนเธอทั้งเป็น ต่อให้เบ็กกี้ยังมีสติหรือไม่ เธอจะอยู่กับสภาพนี้ได้อย่างไร

มือแกลิสขยับ เธอจับแขนหญิงสาวไว้

“มันไม่ใช่เพื่อนเธออีกแล้ว”

“รู้”

ฉันเชื่อเธอแล้วเบ็กกี้ เชื่อหมดหัวใจ

มือข้างซ้ายเลื่อนขึ้น เธอยังจำคำสอนของอเล็กซ์ได้ดี ปืนคืออวัยวะของร่างกาย เพียงนิ้วลั่นไกเดียว กระสุนเลเซอร์เจาะตรงเข้ากะโหลกเด็กสาวพอดิบพอดี

ฉันฆ่าเธอจริง ๆ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #137 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 19:17
    งื้ออออ ทำร้ายกันเกินไปแล้วววว
    #137
    1
    • #137-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 61)
      11 พฤศจิกายน 2561 / 20:58
      สงสารน้อง T^T
      #137-1
  2. #136 FA_WK (@fangylovely) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 17:19
    อ่าา เพราะแบบนี้เอง ช่วงหลังพลังของเบกกี้ถึงหายไป นี่มันแย่ยิ่งกว่าตายอีก..
    #136
    1
    • #136-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 61)
      11 พฤศจิกายน 2561 / 20:58
      จริง โหดร้าย แย่ที่สุด -*-
      #136-1
  3. #135 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 15:35
    เลววววววววว
    #135
    1
    • #135-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 61)
      11 พฤศจิกายน 2561 / 20:57
      (เอียงคอ) ไม่ใช่เก๊าใช่ไหม
      #135-1
  4. #134 OOO- (@OOO-) (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 13:21

    ไไม่เกินความคาดหมายว่าเบ็กกี้ เป็นป็็นผุ้รอด แบบแปลกๆ

    #134
    1
    • #134-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 61)
      11 พฤศจิกายน 2561 / 20:57
      ฮี่ย เดาง่ายไปใช่มั้ย
      #134-1