ตอนที่ 60 : ชั้นใต้ดิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    4 พ.ย. 61

ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ใบหน้าอเล็กซิสแดงจนไม่แน่ใจว่าอายหรือโกรธ หรือทั้งสองอย่าง เทสซ่าไม่อาจอ่านสายตาหรือจับผิดอากัปกิริยาของเพื่อนคนนี้ได้อีกต่อไป แม้อเล็กซิสจะยืนอยู่ข้างเธอ แต่นับวันเธอกลับยิ่งรู้สึกว่าทั้งสองห่างกันมากขึ้นทุกที อเล็กซิสเหมือนกับเมฆที่ค่อย ๆ ลอยออกไป เทสซ่าจึงไม่กล้าแม้แต่เผยความรู้สึกหรือปรึกษาเรื่องของรีเวอร์ และเพราะเธอไม่เคยถามถึง กลายเป็นว่าเธอกล้าที่จะเผยความในใจให้เบลินดารับรู้ มันเหมือนกับว่าเธอรู้จักเด็กสาวคนนี้เหมือนก่อน

“ดูท่าอเล็กซ์ของพวกเราจะแย่นะ” ฟีบี้เปรยกับอาคุสะ

“ฉันเตือนเขาแล้ว ช่วยไม่ได้นะ”  

ทั้งสองคนไม่ได้พูดเบาและอเล็กซิสต้องได้ยิน แต่เธอไม่พูดอะไร ขนาดโดนจูบจู่โจม กลับยังนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย จนเทสซ่ามองไม่ออกว่าอเล็กซิสมีความสัมพันธ์กับบลูหรือเมื่อกี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่น

หลายครั้งเธอเห็นอเล็กซิสเหม่อลอย หรือไม่ก็ทำหน้าครุ่นคิดอยู่คนเดียว มีเพียงไมเคิลที่เข้าถึงเธอได้ พวกเขาสองคนกำลังต่อแพแล้วพยายามลอยออกจากฝั่งด้วยกัน

 

“เบลอนกลุ่มบี ขณะนี้เรากำลังจะออกจากฐานที่สอง”

 

ตึกสูงสี่ชั้นพังยุบไปแถบหนึ่งราวประหนึ่งสร้างโฟม เธอมองมันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วภาวนาว่าชาตินี้อย่าได้กลับมาที่นี่อีก เทสซ่าไม่เคยคิดว่าต้องสู้กับไวรัส ซอมบี้พวกนั้นไม่ใช่ศพฝังชิป แต่คือคนปกติที่ติดเชื้อจนกลายเป็นปีศาจ อย่างน้อยกลุ่มเอไม่เจอพวกมัน อย่างน้อยมินนี่ไม่ถูกจับไปเหมือนกับเบ็กกี้ หากคนที่ออกมากับเบ็กกี้ไม่ใช่อเล็กซิสแต่เป็นมินนี่ บางที...ในกลุ่มนั้นอาจมีน้องสาวเธออยู่

“เธอคิดว่าฐานที่สามจะเป็นไง” เรมีถามขึ้น

“นั่นสินะ” หางตาเหลือบมองฟีบี้กับอาคุสะที่เปลี่ยนมาถกเรื่องผู้ติดเชื้อ ส่วนอเล็กซิสยังเงียบเหมือนเดิม เธอเหล่ตามองเรมี เขาสั่นหัว ไม่ให้เธอซักไซ้

แล้วเหตุใดเธอกลับคิดถึงชีวิตในหอพักสีขาว...เทสซ่าระอาความคิดตัวเอง ไหนจะยังสายตาของรีเวอร์อีก มันอาจจะเป็นคุก แต่ในนั้นเธอปลอดภัย...เธอคิดว่างั้น

“ฉันไม่เคยทิ้งเธอ”

“อื้อ เข้าใจแล้ว”

“อยากให้เธอรู้ไว้ว่ามันไม่เคยเปลี่ยน”

บทสนทนาในวันนั้นยังหลอกหลอนเธอจนวันนี้ แม้สุดท้ายทั้งสองตกลงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่เหตุใดกลับเห็นเขาอยู่ในสายตาเสมอ ทั้งที่พยายามแล้ว พยายามให้ดีที่สุด แม้แต่ตอนนี้ เธอยังรู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลัง จับจ้องแผ่นหลังเธออยู่

 

“เบลอนกลุ่มบี ขณะนี้เรามาถึงฐานสุดท้าย”

 

“ไทรอนกลุ่มเอ พวกเราเข้าไปในตึกแล้ว และกำลังสำรวจชั้นสอง”

 

“เบลอนกลุ่มบี พวกเรากำลังตามไป”

 

“ทรอย หน่วยพยาบาล เราส่งเจ้าหน้าที่กักกันโรคสิบนายเข้าไปกับกลุ่มบี”

 

ไม่นาน กลุ่มบีทั้งหมดมาถึงฐานสุดท้าย “พวกเธอกล้าเข้าไปได้ไง” เทสซ่าลั่นทันทีเมื่อเห็นสภาพศูนย์พยาบาล มันเหมือนกับตึกผีสิงที่มีผีพยาบาลถือเข็มฉีดยาคอยไล่แทงคนไข้ข้างใน ขนาดเวลากลางวันยังหลอนขนาดนี้ กลางคืนจะขนาดไหน ยิ่งเห็นคราบตะไคร้สีเขียวเกาะป้ายสัญลักษณ์เขรอะยิ่งขนลุก

อเล็กซิสหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “อยู่กับไมเคิลจะกลัวอะไร” แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเพื่อน เด็กสาวหุบยิ้ม “ฉันแค่อยากเจอเบ็กกี้เร็ว ๆ ตอนนั้นพวกเราเข้าไปนานพอสมควรไม่ยักกะเจออะไร แต่พวกเขาตั้งเป็นเรดโซน อยากรู้นักว่าหาทางเข้ากันตรงไหน” 

ไม่ทันไรก็มีประกาศตามสาย “ไทรอนกลุ่มเอ พบศพเจ้าหน้าที่ในศูนย์อนามัย ชั้นสอง แต่ทุกคนเสียชีวิต ไม่มีใครติดเชื้อ และไม่มีการต่อสู้”

“ฉันไม่อยากให้มินนี่เข้าไปเลย ให้ตายสิ”

ถึงแม้จะยุบหน่วยรุกและหน่วยสนับสนุน แต่ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อยทยอยเข้าไป เทสซ่าจับแขนเรมีกับอเล็กซิสโดยอัตโนมัติ แล้วพยักพเยิดอาคุสะกับฟีบี้ตามมาด้วยกัน ทุกคนจะมีทหารประกอบ หน่วยพยาบาลบางส่วนตามมาด้วย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่กักกันโรค กลุ่มเทสซ่ามีแปดคน หนึ่งคือแสตนเนอร์และทหารที่อย กับเจ้าหน้าที่หน่วยพยาบาลอีกคน

เธอดีใจที่รีเวอร์เข้าไปก่อน

ขึ้นไปถึงชั้นหนึ่ง แสตนเนอร์เดินนำไปที่ห้องตรวจหมายเลขสี่ ด้านในเฟอร์นิเจอร์ยังอยู่ในสภาพดี โดยเฉพาะตู้ยา แต่ข้าวของพังเสียหาย ตัวตู้เปิดค้างไว้ให้เห็นว่ามีห้องว่างอยู่ด้านใน และห้องว่างนี้นำไปสู่ลิฟต์แก้วสามตัวกับบันไดขึ้นลง เทสซ่าหมุนตัวสำรวจสภาพแวดล้อม เมื่อเดินเข้าข้างในเหมือนเดินเข้าไปในอีกโลก ระบบไฟฟ้ายังทำงานภายในตึกที่ซ้อนอยู่ บ่งบอกว่ามีคนใช้งาน

“เทสซ่า โธมัส ขณะนี้เราเปิดระบบแจ้งข่าว แต่เราสร้างห้องสื่อสารสำหรับกลุ่มคุณด้วย หากต้องการพูดให้กล่าวชื่อตัวเองนำหน้าก่อนรายงานสิ่งที่พบ”

ดีเหมือนกัน เธอจะได้ไม่ต้องบุ้ยใบ้หรือตะโกนคอแทบแหกเหมือนตอนอยู่ตึกร้าง

แสตนเนอร์กับเพื่อนทหารของเขานำเทสซ่าและเพื่อนลงไปยังชั้นล่างซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องทดลองทางเคมีขนาดใหญ่ มันแบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นในสุด ชั้นกลาง และชั้นนอก พวกเธอสำรวจชั้นนอก

หน้าจอคอมพิวเตอร์นับสิบแสดงแผนภาพและข้อมูลที่เธอไม่มีวันเข้าใจ และที่น่าแปลกคือมันไม่ใช่ห้องเปล่า มีคนอยู่ในนี้สองคน ทั้งสองต่างสวมชุดกาวน์สีขาว ตำแหน่งและท่าทางอยู่ในลักษณะผิดปกติ หนึ่งในนั้นนั่งฟุบศีรษะลงกับโต๊ะ มือสองข้างจิกที่ลำคอ อีกร่างนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น เธอหันไปสบตากับเรมี แปลกใจที่ทหารสองนายไม่แตะต้องศพพวกนี้เลย แต่เริ่มเช็กข้อมูลข้างใน  

 “เบลอนกลุ่มบี พบศพผู้เสียชีวิตเก้าคนบนชั้นใต้ดิน ไม่มีใครติดเชื้อ” เธอมองลอดผ่านช่องกระจก เห็นศพหนึ่งอยู่ในสภาพเดียวกับศพที่นั่งอยู่ในห้องนี้ หน่วยอาสาคนหนึ่งเงยหน้าสบตากับเธอ เทสซ่ารีบหันหน้าหนี หันเหความสนใจตัวเองไปยังอเล็กซิสที่ยืนกอดอกอ่านหน้าจอ เมื่อเห็นว่าบางคนถอดหน้ากากส่วนล่างออก เธอดึงมันลง “มันหมายความว่าไง”

สาวตาน้ำเงินส่ายหน้า ถอดหน้ากากตอบมาว่า “ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร พวกเขาทดลองอะไรสักอย่างกับมนุษย์” อเล็กซิสชี้ไปทางรูปร่างคน “สีแดงหรือส้มน่าจะหมายถึงความร้อนในตัว อุณหภูมิ...มั้งนะ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นคนที่โดนจับมาหรือเปล่า” เธอแตะหน้าจอ มันเลื่อนเป็นภาพกราฟแสดงสถิติ แสตนเนอร์เงยหน้าเอ็ด

“ห้ามแตะต้องของในนี้ พวกเรากำลังดูดข้อมูลกันอยู่ไม่เห็นหรือไง”

ขี้บ่น

อเล็กซิสยกมือทั้งสองข้างให้เขาเห็นว่าเธอไม่แตะอะไรแล้ว ทันใดนั้นหน้าจอทั้งหมดขึ้นข้อความ “Remove all Data” จากนั้นมันนับถอยหลังเป็นเปอร์เซ็นต์  

“อะไรวะเนี่ย”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ” อเล็กซิสออกตัว

เธอมองกลับเข้าไปในส่วนชั้นใน แต่ละคนวิ่งวุ่นแตกตื่น ดูเหมือนว่าทั้งระบบกำลังจะถูกล้างในไม่ช้านี้ บางส่วนพยายามระงับคำสั่งหากแต่ไม่เป็นผล “ไทรอนกลุ่ม เอ ข้อมูลกำลังถูกลบ ย้ำข้อมูลกำลังถูกลบ”

“เบลอนกลุ่มบี ฝั่งนี้ก็เหมือนกัน!

เทสซ่าสบตาอเล็กซิส พวกเธอไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยพวกเขาได้ หากแต่ “ดับเครื่องซะ!” เรมีตะโกน เขาไม่พูดเปล่า หากแต่ใช้แขนตัวเองฟาดแผงวงจรพังกระจาย พรึ่บ หน้าจอดับสนิทยกเว้นแสงไฟ ก่อนที่ใครจะห้ามเรมี อาคุสะผลักประตูเพื่อเข้าไปยังชั้นข้างในแล้วทำแบบเดียวกัน แต่เขาออกแนวทำลายล้างมากกว่าเพราะเล่นยิงจนอุปกรณ์ต่าง ๆ พังกระจุยกระจาย พอเห็นทหารยกปืนเล็งเพื่อน เทสซ่าที่วิ่งตามไปซัดพลังเสียงของเธอใส่คนพวกนั้น “เขาพยายามจะช่วยพวกคุณ” ปากตะโกน

ชายหนุ่มพยักหน้าขอบคุณ วางปืนลงแล้วดึงปลั๊กออก เพิ่งคิดได้สินะ ทว่า เครื่องที่ยังทำงานอยู่ยังปรากฏตัวเลขนับถอยหลังลงเรื่อย ๆ “เจ็ดสิบเก้าเปอร์เซ็นต์” เธอหันซ้ายหันขวาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ เรมีวิ่งผ่านเข้าไปยังชั้นในสุดแล้วทำแบบเดิม พริบตาเดียวที่ทุกคนจดจ่อกับตัวเลขที่กำลังถอยหลัง อาคุสะดึงชิ้นส่วนออกมาเก็บไว้เอง แต่แล้ว...คลิก

ทั้งสองหันขวับ ประตูห้องทดลองปิดแล้วล็อกเอง เธอรีบดึงหน้ากากขึ้นเพื่อปิดอวัยวะทั้งหมด

“เทสซ่า”

อาคุสะชี้ให้ดู สิ่งที่เธอเข้าใจว่ามันเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ธรรมดาแปรเปลี่ยนเป็นหุ่นยนต์ขนาดครึ่งตัวมนุษย์ ลำกล้องปืนโผล่ออกมาแล้วโน้มลง จากนั้นระเบิดกระจายเพราะหญิงสาวใช้พลังทำลายมัน เธอไม่สนว่ามันจะยิงอะไรออกมา คนอื่นรวมทั้งเหล่าหุ่นพิฆาตคิดแบบเดียวกัน กว่ามันจะประกอบร่างเสร็จ พวกเขารีบทำลายมันทิ้ง  

“หกสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์”

เธอวิ่งตรงไปที่ประตูฝั่งชั้นนอก ปัดมือให้อเล็กซิสเขยิบออกไปก่อนปล่อยพลังรัวจนบานแอ่นแต่มันไม่ยอมหลุดออก กลไกในห้องยังคงทำงานเรื่อย ๆ เธอผละจากมันแล้วจัดการตัวอันตรายข้างใน

“ห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์”

“ทำอะไรหน่อยสิ!

พวกทหารจำเป็นต้องผละจากคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันตัวเอง ทันใดนั้นแสงออร่าของอาคุสะห่อล้อมรอบกาย มันเป็นแสงสีเหลืองที่ให้กระตุ้นพลังงานข้างใน มือของเธอส่องประกายระยิบระยับ “ก้มลงให้หมด!” เธอตะโกนแต่ไม่มีใครคล้อยตาม “เทสซ่า ฉันบอกให้ก้มลงให้หมด”

ทุกคนในห้องก้มตัวลงยกเว้นทีมอื่น เธอตะโกนอีกทีพร้อมกับทำมือให้พวกเขาก้ม เมื่อทุกคนหลบใต้โต๊ะ เธอใช้สมาธิรวบรวมคลื่นพลังนั้นวิ่งวนอยู่ภายในตัวเหมือนคลื่นสึนามิที่ก่อตัวในทะเล มันเอ่อล้นออกมาจากเทสซ่าต้องถอดหน้ากากออกพร้อมกับตะโกนออกมาสุดเสียง หากแต่เสียงที่ออกมานั้นกลายเป็นคลื่นทำลายทุกสิ่งทุกอย่างภายใน

...รวมถึงคอมพิวเตอร์พวกนี้ด้วย

ไม่ได้ตั้งใจนะ

เทสซ่าไม่มีเวลาขอโทษขอโพย เธอตรงไปที่ประตูและทำแบบเดิมหากแต่พยายามลดทอนพลังลงมาหน่อย บานประตูกระเด็นออก คอมพิวเตอร์เหนือศีรษะอเล็กซิสแสดงหน้าจอว่ายังเหลืออีกสี่สิบเก้าหกเปอร์เซ็นต์  เธอวิ่งไปยังประตูอีกบานเพื่อช่วยพวกที่อยู่ชั้นในด้วยพลังเสียงเช่นเดิม บานประตูพังทลาย

“โธมัส หยุดก่อน”

เธอหยุดชะงัก

แสตนเนอร์ยกมือยั้งเธอไว้ เขาคงกลัวว่าเธอจะทำลายอุปกรณ์พังหมด แต่เมื่อเห็นว่าคนอื่นรับมือกับกับดักในห้องได้ เทสซ่าจึงเดินไปสมทบกับอาคุสะแล้วพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณ รวมทั้งฟีบี้ที่ไม่ขโมยพลังเธอไปใช้เหมือนครั้งก่อน สถานการณ์สงบลง มีเสียงปืนดังประปรายแต่แล้วก็หยุดไป

อาคุสะถอดหน้ากากลง “ฉันว่ามันแปลก ๆ ปกติพวกทหารจะจับสัญญาณได้ว่ามีศัตรู แต่หุ่นยนต์พวกนี้ถูกตั้งกลไกไว้พอดีกับเวลาลบข้อมูล”

ทั้งสามหันไปมองไปหน้าจอพร้อมกัน เหลืออีกยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ พอดีกับที่อเล็กซิสวิ่งมา “เรมีล่ะ”

เธอบุ้ยใบ้ไปทางห้องชั้นใน เรมีกำลังเถียงกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหน้าดำหน้าแดง เทสซ่าจำได้ว่าอาคุสะแอบขโมยบางสิ่งออกมา แต่เธอยังไม่ทักเพราะคนของทางการอยู่ห้อมล้อมอยู่

“อีกอย่าง มันไม่ใช่การลบ มันคือการโยกย้ายออกไป” หนุ่มตาชั้นเดียวตั้งข้อสังเกต เขาวางมือลงข้างซากจอที่พังเป็นเศษเหล็กด้วยฝีมือเทสซ่า “ในนี้อาจมีหนอนก็ได้นะ”

ทั้งฟีบี้และเทสซ่าร้องแปลกใจขึ้นมาพร้อมกันโดยบังเอิญ

“ก็จริง” ฟีบี้เห็นด้วย “พวกเขาจะลบข้อมูลเมื่อไรก็ได้ ทำไมต้องรอให้พวกเราถึงก่อน หนอนอยู่ในกลุ่มพวกเรา และต้องเป็นคนที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ อาจจะเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้ด้วยซ้ำ ถ้าพวกเขาอยู่กับเรา ก็ไม่มีโอกาสมาลบข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้นา”

“ทำไมฉันเดาอะไรพวกนี้ไม่ค่อยออกนะ” หญิงสาวรำพันเมื่อฟังความเห็นเพื่อน ซึ่งมันดูเข้าท่า “แต่ว่า ทำไมนายถึงบอกว่าโยกย้ายล่ะ”

“มันขึ้นว่า Remove ไม่ใช่ Delete” อเล็กซิสกอดอก เดาความคิดอาคุสะ “ใช่ไหม”

เขาพยักหน้า แววตามองผู้อ่อนกว่าอย่างเอ็นดู

“แต่ทำไมมันต่างกันล่ะ” เธอยังคงซัก

“คืองี้นะเทส” ชายหนุ่มกางมือออกทุกครั้งเวลาที่เขาต้องเล่าเรื่องอธิบายให้คนอื่นฟัง ส่วนมืออีกข้างจะกอดเอวตัวเองไว้ “Remove หมายถึงลบก็ได้ แต่มันไม่เหมือนกับ delete เพราะข้อมูลหายไปจากที่อยู่เดิมแต่ไปอยู่ในที่เก็บใหม่ บางครั้งคนเราก็ใช้ผสมกัน แต่ถ้าเธอพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่าคำ re ทำซ้ำ และ move เคลื่อนย้าย ทั้งสองคำมันผสมอยู่ ส่วน delete คือลบออกไปเลย เหมือนเวลาเธอเขียนคำแล้วใช้ยางลบลบคำคำนั้น มันก็จะหายไปตลอดกาล”

หญิงสาวพยักหน้า “โฮ่ ทำไมรู้สึกว่าตัวเองโง่จัง เราควรบอกพวกเขาไหม” เธอพยักพเยิดไปทางแสตนเนอร์ที่กำลังคุยกับเพื่อนร่วมงาน และตอนนี้เหลือเพียงเก้าเปอร์เซ็นต์ “ดูท่าสองคนนั้นจะถอดใจแล้วนะ”

อเล็กซิสส่ายหน้า “พวกเขารู้ดี” ไม่จำเป็นต้องให้เด็กบอกหรอกว่าควรทำอย่างไร เจ้าหน้าที่คนอื่นละมือจากคอมพิวเตอร์แล้วส่ายหน้า พวกเขาควรตระหนักได้แล้วว่ามีบางสิ่งผิดปกติในกลุ่มพวกเขา ไม่ใช่แค่ข้างนอก เธอมองเข้าไปในห้องทดลองชั้นใน เรมีเดินหัวเสียออกมา และเมื่อมองเลยไปจะเห็นรีเวอร์มองกลับมาเหมือนทุกครั้ง

หญิงสาวดึงความสนใจตัวเองกลับมาที่กลุ่ม

อเล็กซิสเดินวนไปรอบ ๆ โต๊ะและศพที่บัดนี้ลงมากองกับพื้นหมดแล้ว “คนพวกนี้ต้องถูกฆ่าปิดปากแน่”

“หรือไม่ก็เต็มใจ” ฟีบี้กล่าว

แสตนเนอร์สั่นหัวไปมา ท่าทางหัวเสีย เสียงของเขาดังขึ้นในหัว “แสตนเนอร์ พวกเธอทั้งหมดกลับมารวมกันที่เดิมเดี๋ยวนี้ ย้ำ ขอให้ทุกคนกลับมารวมกันที่เดิมที่เดี๋ยวนี้”

“จอมออกคำสั่ง” เรมีเค้นเสียง

“แล้วนายไปเถียงอะไรกับพวกข้างใน” เธอถาม

“ฉันบอกให้ดึงแต่ส่วนที่เก็บข้อมูลออกมาก็สิ้นเรื่อง แต่พวกเขาไม่ยอมให้ฉันแตะ และสุดท้ายก็ทำตามที่ฉันบอก” เด็กหนุ่มส่ายหัว ดูแคลนผู้อาวุโสแต่สมองไม่ไวตามอายุประสบการณ์

“ฉันได้มาหนึ่งชิ้น” อาคุสะกล่าวเปรย ๆ แต่มุมปากเชิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเหนือกว่า

เรมีฉีกยิ้มกว้าง “ดี”

เทสซ่าสบตากับอเล็กซิสเมื่อสองหนุ่มคุยกันสองคน แต่ความสนใจของอเล็กซิสอยู่ที่แสตนเนอร์ “อเล็กซิส?”

สาวผมสีน้ำตาลอ่อนเดินตรงไปยังหัวหน้ากลุ่มและเพื่อนร่วมงานของเขา เทสซ่าก้าวตาม “อเล็กซิส” ปากเรียก แต่เพื่อนสาวเพียงยกมือห้ามไม่ให้รั้ง “พวกมันจับคนพวกนี้มาทำไม ใครอยู่เบื้องหลัง”

ทั้งสองอ้าปากค้างเมื่อเจอเด็กสาวซัดคำถามใส่ เทสซ่ากอดอก “ฉันเห็นด้วยนะ มันถึงเวลาที่พวกคุณต้องพูดออกมาให้หมด ยังไม่นับเรื่องที่พวกเราต้องเผชิญกับเชื้อโรคที่ตึกนั้น (“ไวรัส” ชายหนุ่มเถียง) เออ นั่นแหละ พวกฉันตั้งใจเข้ามาหาเพื่อน พร้อมสู้ แต่มันไม่แฟร์ถ้าพวกคุณไม่บอกว่ามีอะไรรอพวกเราอยู่”

“คุณจะเงียบไม่ได้แล้วนะ พวกเรามีสิทธิที่จะรู้” เรมีวางแขนเหล็กลงกับโต๊ะ แต่เสียงดังปึง เธอเหลือบมองแล้วตกใจ เมื่อพบว่าคนอื่น ๆ เริ่มเดินมาออคาดคั้นเช่นเดียวกัน

หญิงสาวนัยน์ตาเรียวแบบอาคุสะย้ำคำพูดเธอด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว พวกคุณต้องพูด”

“ฉันตกตึกมาเลยนะ และฉันก็อยากรู้” คนนี้คือบลูอย่างไม่ต้องสงสัย

ดวงตาสีน้ำตาลของแสตนเนอร์ขุ่นมัวขึ้นเมื่อโดนกดดัน เขาคงไม่คาดคิดว่าคำสั่งรวมตัวจะกลายเป็นว่ารวมกลุ่มบีครึ่งกลุ่ม “ถึงบอกไปพวกเธอก็ไม่เข้าใจ อย่างกับว่ารู้จักไวรัสตัวนี้ดีกันนัก”

“มันปิดระบบสมองสองชั้นนอก เหลือเพียงชั้นที่สองทำงาน และติดต่อผ่านของเหลว” หญิงสาวนัยน์ตาเรียวโต้ตอบอีกครั้ง เทสซ่าเพิ่งสังเกตว่าเธอยืนกอดอกในท่าเดียวกับเธอด้วย “แต่ฉันอยากรู้เหมือนที่เด็กคนนี้ถามพวกคุณ พวกมันจับเพื่อนพวกเรามาทำไม เพราะอะไร อย่าบอกว่าป่านนี้พวกคุณยังไม่รู้ กับดักเมื่อกี้ก็ทำงานเพื่อกันไม่ให้พวกเราดึงข้อมูลออก ทุกอย่างถูกวางแผนไว้แล้ว ยอมรับมาเถอะ”

แสตนเนอร์เหลือบมองทหารข้างตัว ยังคงลังเล  

“แค่ตอบมาว่า พวกเขาถูกจับมาเพื่ออะไร” อเล็กซิสย้ำ “จุดประสงค์ที่ลักพาตัวคน เพื่ออะไร”

ทหารคนนั้นพยักหน้า

“ก็ได้” เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น จนมุม “เพื่อพัฒนาไวรัส แต่เรายังไม่แน่ใจจุดประสงค์ของการพัฒนานัก หมายถึง...แน่ชัด เชื่อฉันเถอะ ข้อนี้พวกฉันพูดจริง แต่...มันไม่ใช่เพื่อการพัฒนาอาวุธชีวภาพก็แล้วกัน ทางการสงสัยว่า...” ทุกคนเงียบรอฟังคำตอบ “...เป็นการพัฒนาเพื่อต้านวัฏจักรทางธรรมชาติ”

“เบลอนกลุ่มบี ข้อมูลทั้งหมดถูกลบแล้ว ถึงแสตนเนอร์กลุ่มบี ฝั่งพวกคุณเป็นอย่างไรบ้าง”

แสตนเนอร์กระแอมเสียง “แสตนเนอร์กลุ่มบี ถึงเบลอนกลุ่มบี ข้อมูลถูกลบหมดแล้ว คณะของเราจะสำรวจต่อ”

“...ต้านวัฏจักรทางธรรมชาติงั้นหรือ” อเล็กซิสทวนคำ

 “ใช่” เพื่อนแสตนเนอร์แทรก เธอเปิดหน้ากากให้เห็นช่วงล่าง “เพื่ออายุยืนยาว...”  ไรผมสีแดงแปร๊ดหลุดแพรมออกมาข้างแก้ม ดูจากร่องบนริมฝีปากแล้วน่าจะอยู่ในวัยสี่สิบต้น ๆ

อเล็กซิสกำมือแน่น เธอเห็นดังนั้นจึงจับไหล่เพื่อนไว้กลัวว่าจะทำการณ์ขาดสติ เด็กสาวตอบน้ำใจเทสซ่าด้วยการจับมือที่วางบนไหล่ ความแค้นเคืองส่งผ่านมาถึงตัวเธอ เทสซ่าบีบมือนั้นไว้ ทั้งสองต่างเข้าใจความรู้สึกกันดี อายุยืนยาว ไม่มีสิ้นสุดงั้นหรือ...ชีวิตอมตะ ไม่แก่ ไม่เจ็บป่วย ทั้งหมดทั้งมวล ถึงกับต้องแลกชีวิตคน

 

สี่นาฬิกา

อาการอ่อนเพลียเริ่มปรากฏ หลายครั้งที่เธอพยายามต่อสายถึงมินนี่ แต่ระบบยังคงบล็อกไว้และจำกัดการสื่อสารเพียงคนในกลุ่มเท่านั้น เธอสงสัยว่ามันบล็อกแต่กลุ่มอาสาเท่านั้น ถึงแม้พวกเขาต้องการกำลังคน ต้องการพลังของกลุ่มเสี่ยงเมื่อรัฐบาลไม่ส่งกำลังพลเพิ่ม แต่พวกเธอก็ยังเป็นอดัมกับอีฟในอีเดนที่ไม่ควรละเมิดกฎและอยากรู้มากเกินไปกว่าที่ทางการป้อนให้ และข้อนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มไม่พอใจกับกระบวนการทำงานของคนที่นี่

ระหว่างค้นหาห้องอื่น ทั้งหมดเจอผู้ติดเชื้อสองคนแต่ทั้งสองถูกขังอยู่ในหลอดแก้วที่ให้ความรู้สึกเหมือนโลงศพ สองร่างนอนราบพร้อมเข็มขัดพันรัดรอบตัวจนถึงคอ ถึงแม้ข้อมูลจะถูกลบไปหมด แต่ระบบยังทำงานอยู่ พวกเจ้าหน้าที่เลือกปลิดชีพด้วยปุ่มปุ่มเดียว ไม่ถึงนาที ไอร้อนขึ้นเป็นไปเกาะกระจก พื้นผิวแปรเปลี่ยนจากกระจกใสเป็นทึบมองไม่เห็นด้านในแต่ทุกคนเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น

“เผาสด”

ฟีบี้ยักไหล่เมื่อเธอเหล่มองไม่ชอบใจ “ฉันพูดจริง”

“ใครถาม” ยิ่งเห็นสาวผมบลอนด์เดินทิ้งสะโพกเหมือนกวนประสาทอยู่ข้างหน้าแล้วยิ่งไม่สบอารมณ์ ถึงแม้อเล็กซิสจะปลีกตัว แต่กับฟีบี้ เธอไม่เคยอยากเสวนาด้วยสักวินาทีเดียว เทสซ่าเห็นกำแพงระหว่างทั้งสอง เธอไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เลยราวกับพวกเขาเกิดมาเพื่อไม่ถูกกัน

แต่เรมีเองก็ไม่ได้ช่วยสถานการณ์ดีขึ้น “ฉันหวังว่าเธอไม่รอด” เขาสารภาพ “ฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเบ็กกี้อยู่ในนี้เป็นเดือน ฉันขอให้เธอตายดีกว่า”

“ใครมีสิทธิสั่งให้ใครตายได้ถ้าเธอไม่อยาก”

“เทส” เขาหรี่ตา “ที่ผ่านมาเธอเองไม่ใช่เหรอที่เลิกหวังแล้วว่าเบ๊กกี้มีชีวิตอยู่”

ก็จริง แต่เธอก็ไม่ได้ต้องการให้เบ๊กกี้ตายจริง ๆ เสียเมื่อไหร่ มันคนละความรู้สึกกัน “ฉันพูดจริงนะ  ฉันอยากเห็นศพเบ็กกี้มากกว่ามีชีวิตเป็นหนูทดลองในโลงแก้วเหมือนผู้ติดเชื้อสองคนนั้น” เรมียังคงย้ำความคิดตัวเอง

ห้องสุดท้ายของชั้นใต้ดิน เทสซ่าเริ่มรู้สึกว่าเธอเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากจะไม่เจอเบ็กกี้แล้ว พวกเขาเพียงแค่ช่วยทำลายฐาน ปล่อยให้คนชั่วหายเข้ากลีบเมฆทั้งที่มันอาจยังมีชีวิตอยู่ดีในฐานะเจ้าหน้าที่สักคน

แสตนเนอร์พิงตัวกับกำแพง ท่าทางเหนื่อยอ่อนกว่าครั้งไหน เหลือเพียงความคืบหน้าจากกลุ่มเอ แต่ช่วงหลัง ๆ แทบไม่มีใครแจ้งข่าวเข้ามา และเธอยังติดต่อมินนี่ไม่ได้เหมือนเดิม

“เทส” รีเวอร์แทรกตัวเข้ามา เธอหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว กลุ่มของแสตนเนอร์จบที่ห้องนี้ และคงไปรวมกับกลุ่มของเบลอนในไม่ช้า “เจอเพื่อนเธอบ้างไหม”

เธอส่ายหน้า “นายล่ะ”

“อื้อ” ชายหนุ่มพยักหน้า “เป็นพวกติดเชื้อในตึกร้าง แต่ฉันยังไม่ได้บอกเธอ...ไม่กล้าบอก”

เทสซ่าพยักหน้า เธอ แฟนนายสินะ “เสียใจด้วยนะ”

“เพื่อนเธอทำอะไร” เธอมองตามสายตาเขา เรมีทำท่าเหมือนตุ๊กแกเกาะฝาผนัง เขาแนบศีรษะลงกับกำแพงแล้วบุ้ยใบ้ให้อาคุสะทำอะไรบางอย่าง ฟีบี้กับอเล็กซิสกก็ตั้งใจมอง เขาเคาะมือไปตามทางแล้วพยักหน้าให้กัน จากนั้นก็เงื้อมือทุบ ครั้งนี้มันไม่สะเทือนและความเจ็บปวดส่งผ่านออกมาทางสีหน้า

“เฮ้ ข้างในมีห้อง” เด็กหนุ่มผิวเข้มตะโกนเรียก

คู่หูของเขาเรียก “แสตนเนอร์!

ชายหนุ่มพยักหน้า ประมาณสิบวินาทีต่อมา หุ่นยนต์พิฆาตสองตัวดาหน้าเข้ามา พวกเรมีถอยแล้วปล่อยให้พวกมันยิงเลเซอร์ใส่กำแพงเพื่อให้เกิดช่องว่าง เทสซ่าเกร็งมือเตรียมพร้อม จนเมื่อมนุษย์เหล็กตัดกำแพงเป็นช่องสี่เหลี่ยมกว้างพอให้คนเข้าไป

“ไม่ต้องใช้เจ้าเฟร็ด นายก็ใช้ได้นะ” สาวนัยน์ตาเรียวกล่าวกับเด็กหนุ่ม เธอค่อนข้างดึงดูดสายตาเทสซ่าเป็นพิเศษแม้เห็นแค่ช่วงตาและปาก อาจเป็นเพราะไอเย็นพิลึกที่ส่งผ่านออกมา และด้วยบุคลิกที่นิ่งจนดูแปลก “นายรู้จักเธอคนนี้ไหม”

รีเวอร์พยักหน้า “ลู ยัง เธออยู่เขตเดียวกับเธอนะ”

แต่เทสซ่าไม่เคยเจอเธอมาก่อน หรืออาจจะไม่ได้สังเกตจนวันนี้

พวกเขาปล่อยให้พวกทหารนำเข้าไป แต่ไม่มีเสียงปะทะใด ๆ เลย จนเมื่อเทสซ่าย่างก้าวเข้าไปถึงกับอ้าปากค้าง เพราะพวกเขาพบตัวประกันในสภาพคนปกติอยู่สี่คน

“อิซล่า”

อเล็กซิสจับจ้องเด็กสาวผมสีน้ำตาลเข้มกรงแก้ว มันตั้งซ้อน ๆ กันราวกับกรงขังสัตว์ ส่วนใหญ่ด้านในว่างเปล่า มีเพียงเด็กสี่คนที่ถูกจับขังแยกกัน หัวใจของเธอเหมือนถูกมือบีบ สงสารคนเหล่านี้จับใจ กี่เดือนแล้วที่พวกเขาถูกขังอยู่ในนี้ในสภาพของสัตว์มากกว่ามนุษย์ เมื่อเห็นคน เด็กเหล่านั้นทุบ ๆ ขอร้องให้พาพวกเขาออกไป โดยเฉพาะ อิซล่า เด็กสาวใบหน้ารูปไข่ที่จับจ้องอเล็กซิสแล้วตะโกนหลายคำออกมา ทว่าพวกเขาไม่ได้ยิน

แต่เบ็กกี้อยู่ไหน

“เธออาจจะยังไม่ตายนะ” เทสซ่าจับมืออเล็กซิส

“อื้อ” มือนั้นบีบตอบ   

แต่เมื่อพวกเจ้าหน้าที่หยิบเครื่องสแกนออกมา มันกลับเป็นข่าวร้าย “พวกเขาติดเชื้อ”

เกิดเสียงฮือฮาขึ้น “หมายความว่าไง” อเล็กซิสถาม “พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ยังมีสติ คุณรักษาไม่ได้เหรอ”

แสตนเนอร์ส่ายหน้า “สำหรับกลุ่มเสี่ยง ร่างกายอาจต่อต้านไวรัสได้ดีกว่า แต่...” แสตนเนอร์ส่ายหน้า “เรามาช้าไปพวกเขาสามารถแพร่เชื้อได้ และถ้ามันติดคนธรรมดา พวกเธอก็ต้องฆ่าคนมากขึ้น”

“เฮ้ย ๆ อย่าบอกนะว่า...” รีเวอร์ส่ายหัว “มันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้”

“ใช่” แสตนเนอร์กล่าวแล้วพยักพเยิดไปทางคนอื่น พวกเขาแตะต้องอุปกรณ์ข้างใน เมื่อนั้นเธอจึงได้ยินเสียงเด็กทั้งสี่ “ช่วยด้วย ปล่อยพวกเราออกไป”

“ใครจับพวกเธอมา”  

“ไม่รู้ พวกมันส่งพวกเราต่อให้คนในนี้ ช่วยด้วย พาพวกเราออกไปที”

“เอเลน่าล่ะ เอเลน่าเป็นไงบ้าง”

“พวกคุณจะช่วยพวกเราใช่ไหม”

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประเด็นได้ถูก เธอฟังทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันหลากหลายคำถาม ตั้งแต่โดนทำอะไรบ้าง พวกเขาได้รับคำตอบว่าทุกคนจะถูกจับฉีดยาและให้กินนอนในกรงแก้ว หากใครเริ่มมีอาการแปลก ๆ จะถูกนำออกไป คนที่อยู่นานสุดคือเด็กชายวัยสิบห้าปีย่างหกเดือน เขาถูกจับมานานเกินกว่าแปดเดือน และมีการนำตัวออกไปตรวจเลือดทุก ๆ สามวัน

“ฉันอยู่ในนี้ไม่ได้แล้ว” อเล็กซิสพึมพำแล้วเดินออกไป

“เดี๋ยวสิ” เธอคว้าแขนเพื่อนไว้

“เทส เชื่อฉัน อย่าอยู่ต่อ” เด็กสาวเหล่มองกลุ่มเจ้าหน้าที่ด้วยแววตายากจะอ่านออกแล้วสะบัดหน้าหนี ในขณะที่คนอื่นยังยืนฟังการสอบสวน เทสซ่าลังเล เพราะใจหนึ่งก็อยากรู้เรื่องราวต่อ

“ขอบคุณมาก” แสตนเนอร์จบบทสนทนา เทสซ่าเพิ่งสังเกตเห็นว่าคู่หูของเขาไม่ได้อยู่ข้างตัว แต่แล้วเมื่อลำโพงถูกปิด กระจกใสกลับกลายเป็นกระจกทึบ...

“จะทำอะไร!

แต่พวกทหารกลับดันให้ทั้งหมดออกไป

“พวกเขายังมีชีวิต!

“ไม่ได้ยินที่เขาพูดเมื่อกี้เหรอ ผลลัพธ์เท่ากัน ไม่ว่าจะตอนนี้ หรือรออีกหน่อย”

แม้ครั้งนี้ฟีบี้ไม่ได้เปิดปาก แต่เธอกลับได้ยินคำว่า เผาสด

“ปล่อย!” กลุ่มหนึ่งพยายามจะยับยั้งเจ้าหน้าที่ เธอไม่แน่ใจว่ามีใครในนั้นเป็นเพื่อนหรือพี่น้องพวกเขาหรือไม่ แต่เทสซ่าจ้องไปยังกรงทึบ ยังมีเวลา ยังมีเวลา คลื่นพลังก่อขึ้นภายในตัว มันพร้อมที่จะออกมา

“อย่า...” รีเวอร์ส่ายหัว “เทส มันสายเกินไปแล้ว”

เธอสะบัดหน้าไปทางเรมี เขาก้มหน้าแล้วจับบ่าเธอ “ไปเถอะ”

“เรมี?”

“เราช่วยพวกเขาไม่ได้ ถ้าเธอพังกรงนั้นออกมา...” เขามาทางรีเวอร์ที่ปลดหน้ากากส่วนล่างลงมา “แสตนเนอร์พูดถูก เราจะต้องฆ่าคนเพิ่ม”

“แต่พวกเขายังไม่ตาย พวกเขายัง...ไม่เหมือนพวกนั้น”

“ฉันรู้ แต่เทส พวกมันเพาะเชื้อในตัวเด็กพวกนั้น...”

“ใครกัน ใครที่คิดทำแบบนี้ขึ้นมา”

“ชู่ว” อาคุสะปรามทั้งสองคน “อเล็กซิสหายไปไหนแล้ว” เธอวิ่งออกไป แต่ไม่พบอเล็กซิส “ไม่อยู่...เทสซ่า อเล็กซิส เธออยู่ไหน อเล็กซิส!”หญิงสาวตะโกนใส่ไมค์แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

“ไม่ใช่แค่นั้นนะ” เรมีชี้ไปทางแสตนเนอร์ที่เดินออกมาท่ามกลางสายตาผิดหวังและเสียงก่นด่า “คู่หูหมอนั่นก็ด้วย”

 

 

 

 

 

 

 








กว่าจะเขียนบทนี้จบ ยากมาก ประเด็นสำคัญเลยคือ เขียน ๆ หยุด ๆ เพราะป่วย ปกติแล้วเราเป็นหวัดสองวันหาย และแทบไม่เป็นเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นภูมิแพ้ ครั้งนี้กลับเป็นเรื้อรัง เป็นอยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่งบวกกับมีอาการนอนไม่หลับ พอเหมือนจะหายก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ อาการกลับมาอีก สรุปลากยาวจะถึงตอนนี้ จนตอนนี้หวัดเราหายแล้ว แต่หลอดลมอักเสบแทน ไม่น่าเชื่อการไอหนัก ๆ จะเป็นอุปสรรคชีวิตขนาดนี้

ตอนนี้โลกเราก็น่าจะป่วยเหมือนกัน ดูจากอากาศแปรปรวนในหลาย ๆ ประเทศ อย่างไรก็อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ และช่วยกันดูแลโลกของเราด้วยนะ

(จบแบบนางงาม ขอมงด้วยค่ะ)

และขอแจ้งข่าวดีสำหรับแฟน ๆ อเล็กซิส บทหน้าได้อ่านน้องเต็มอิ่มแน่ค่ะ

 

แค่ก ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #132 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 19:37
    หายไวๆนะครับไรท์
    #132
    1
    • #132-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 60)
      5 พฤศจิกายน 2561 / 20:37
      ขอบคุณนะคะ :)
      #132-1
  2. #131 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 14:59
    น้องงงว จะทำอะไรรร
    #131
    1
    • #131-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 60)
      4 พฤศจิกายน 2561 / 15:04
      ติดตามต่ออาทิตย์หน้าเลยค่ะ :P
      #131-1