ตอนที่ 59 : ตัวอักษรบนกำแพง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    29 ต.ค. 61

เขาไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าศพเดินได้หรือผู้ป่วยติดเชื้อกันแน่ ทีแรก บลูคิดว่าพวกมันคือคนตายที่ถูกทำให้กลายเป็นปีศาจแบบที่เขาเคยเจอในด่านทดลอง แต่หากใช้คำว่าผู้ป่วยติดเชื้อ ก็ยากที่จะทำใจให้เห็นว่าเป็นคนปกติ

บลูยืนมองหัวที่หลุดออกจากร่างหนึ่ง เหมือนถูกมนต์สะกดให้มองแต่มัน ทั้งพิศวง ทั้งหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ดวงตาของมันกะพริบ ไม่ใช่เพราะกล้ามเนื้อกระตุก แต่เพราะมันยังมีชีวิตอยู่ เจ้าสิ่งนั้นขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า ขบฟันลงกับพื้นเพียงเพื่อช่วยให้มันเคลื่อนตัวได้ และเป้าหมายของมันก็คือบลูที่ยืนอยู่ ศีรษะนั้นเขยิบเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ขบฟันลงบนพื้นทีละนิด ทีละนิด

พลัน หัวแตกโพละ มันสมองกระจัดกระจายราวกับลูกแตงโมเพียงเขาเหนี่ยวไก

หัวใจข้างในดิ้นเหมือนคนตีกลองในอก เม็ดเหงื่อผุดขึ้นภายในเสื้อบอดี้สูท เขากลืนน้ำลายลงคออันแห้งผาก ห้าปีแล้วที่ไม่ได้เห็นพวกมัน ลืมไปว่าเคยพบกับฝันร้ายที่สุด เหตุการณ์เหล่านั้นเหมือนควันจางหายไป แต่หัวที่ขยับเมื่อกี้ตอกย้ำว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ฝันร้าย นรกไม่ได้อยู่แค่ในตึกทดลอง หากแต่มันกำลังแผ่อารยธรรมสู่โลกภายนอกและครั้งนี้มันน่ากลัวกว่าซอมบี้พวกนั้นเสียอีก

ซ่า ชายหนุ่มกัดฟัน ดูเหมือนว่าระบบชุดมีปัญหาเพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร หรือเป็นเพราะเขาอยู่ในหมวกนิรภัยนานเกินไปหรือไม่ แม้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือขาดอากาศหายใจแต่อย่างใด ทว่าสังหรณ์ส่งสัญญาณเตือนว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลกับตัวเขา

หน่วยสนับสนุนบางส่วนถูกตามตัวขึ้นมาเข้ามาช่วยหน่วยรุก พอจบจากหัวเมื่อครู่ เขาต้องยิงตัวอื่นอีก หันซ้ายเจอผู้ติดเชื้อเป็นเด็กผู้หญิง บลูลั่นไก ร่างเล็กดูไร้พิษสงล้มหงายลงกับพื้นแล้วเริ่มชักดิ้นชักงอเหมือนปลาขาดน้ำ เขายกปืนเล็งตั้งใจจะให้เธอไปอย่างสงบ แต่ตัวเธอกับกระตุกลุกนั่ง ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นแววตาแห่งชีวิตข้างใน หาใช่ไร้วิญญาณเหมือนซอมบี้ในด่านทดลอง มันไม่เหมือนกันจริง ๆ ใบหน้าเด็กสาวเปรอะเปื้อนของเหลวคล้ายเยื่อเมือกที่ไหลออกจากดวงตา ปาก และจมูก นี่คือความแตกต่างของซอมบี้สองประเภทงั้นหรือ พวกมันทำอะไรกับคนปกติกันแน่ หัวของเขาร้อนไปหมด ร่างเธอกระตุกอีกทีเขาจึงลั่นไกเข้าศีรษะ วิธีเดียวที่จะปลดปล่อยคนเหล่านี้

พวกมันรับสมัครอาสามาให้จัดการกับอะไรกันแน่

ระหว่างนั้นรีเวอร์รัวยิงผู้ป่วยติดเชื้ออยู่ข้างกาย อีกฟาก บลูเห็นอาสาสมัครหญิงคนหนึ่งซัดพลังใส่กลุ่มคนเหล่านั้นจนลอยกระเด็นไปกองกับพื้นก่อนที่พวกทหารจะระดมยิงสังหารหมู่ ใครสักคนวิ่งตัดหน้าแล้วเงื้อดาบฟันแทงอย่างเมามัน เขาหมุนตัวพยายามมองหาเพียซและโอลิแวน สงสัยว่าพวกนั้นเข้ามาในนี้หรือรออยู่ข้างนอก รอบกายชุลมุนจนจับจุดโฟกัสไม่ถูก

มือหนึ่งกระตุกไหล่เขา บลูหันตัวยกปืน ชะงักพลันเมื่อเห็นว่าเป็นรีเวอร์ เพื่อนร่วมหน่วยนิ่วหน้าพยักพเยิดศีรษะให้ไปอีกทาง เขาดูหงุดหงิดที่ถูกยกปืนเล็ง บลูสงสัยว่าทำไมหมอนี่เห็นสัญญาณไวกว่าเขาตลอด ทุกครั้ง รีเวอร์จะเป็นคนคอยเตือนบลู บางทีลูกศรชี้นำปรากฏบนหน้าหน้ากากกระจกเพื่อให้เขาตามกลุ่มได้ถูก แต่เวลาต่อสู้ มันไม่ขึ้นแนะนำเหมือนนำทาง ประสาทสัมผัสของเขาค่อนข้างแคบลงเมื่ออยู่ใต้หมวก และอาจเป็นเพราะเสียงวิ๊งซ่าที่ขึ้นมาถี่ ๆ เขาวิ่งข้ามศพติดเชื้อทั้งหลาย หน่วยกักกันโรคเริ่มพ่นสารสีขาวบางอย่างเต็มไปหมด ไม่มีใครปลดโหมดป้องกันออกเลย ทุกคนจึงเหมือนมนุษย์อวกาศ

แต่บลูยังรี ๆ รอ ๆ มองหาเพียซและโอลิแวน ดูเหมือนว่าสถานการณ์เริ่มควบคุมได้ พวกเขาต้องขึ้นไปตรวจข้างบน ส่วนหน่วยสนับสนุนยังเดินอยู่ เขากวาดตาจนเห็นเจ้ามนุษย์อวกาศคนหนึ่งเดินผ่านไป ศีรษะเธอก้มมองตามศพที่นอนระเนระนาดเหมือนกำลังหาใครสักคน เท้าของเขาก้าวตาม มือคว้าไหล่ให้หันมา แค่เพียงมองผ่านแถบกระจกเมื่อครู่เขาก็จำดวงตาสีน้ำเงินนั้นได้

“เห็นเพียซกับโอลิแวนไหม”

อเล็กซิสส่ายหน้า เธอพูดอะไรบางอย่างแล้วหันกลับไป เขาดึงแขนเธอไว้ สายตามองไปทางหุ่นยนต์ลำเลียงของฝ่ายทหาร พวกมันกำลังขนศพติดเชื้อไปกองรวมกัน อเล็กซิสพูดอะไรบางอย่างอีกครั้งแล้วส่ายหน้า เธอพยักพเยิดไปทางหน่วยรุกแล้วชี้มือตัวเองไปทางกองศพ เขาคว้ามือเธออีก “ไม่มีเพียซกับโอลิแวนเหรอ”

อเล็กซิสจิ้มนิ้วไปที่อกเขาแล้วชี้ไปทางรีเวอร์อีกครั้ง “นายไปทำงานของนาย พวกเขาเรียกตัวอยู่”

บลูขัดใจ “เออ สรุปเธอไม่เห็น พวกเขาอยู่นอกใช่ไหม แล้วเธอก็ออกไปได้แล้ว พวกหุ่นยนต์จัดการกับศพอยู่”

คิ้วเธอเลิกขึ้น ดูข้องใจมากกว่ารำคาญ แต่แล้วเขาจึงเห็นว่าหน่วยสนับสนุนบางคนเรียกอเล็กซิสให้ตามไป บลูจึงเข้าใจว่าเธอถูกเรียกให้มาทำหน้าที่เผาศพ

“เฮ้” รีเวอร์กระตุกไหล่ “ไปกันได้แล้ว” เขาตะโกนออกจากหมวก เสียงอู้อี้

อเล็กซิสเหลือบมองเขาอีกครั้ง แววตาเคลือบแคลงใจแล้ววิ่งไปรวมกับกลุ่ม

เมื่อนั้น บลูได้ยินเสียงซ่าวูบขึ้นมาอีกครั้ง หางตาชำเลืองมองอีกทาง เห็นกว่ากลุ่มอเล็กซิสยกปืนขึ้นแล้วยิง ลูกไฟพวยพุ่งออกจากปากกระบอกแผดเผาร่างไร้วิญญาณ

เปอร์เซ็นต์ตัวประกันรอดชีวิตน้อยลงทุกที จุดประสงค์ที่คนเหล่านี้ถูกลักพาตัวมานั้นยังน่าสงสัยอยู่ดี ถ้าหากอยากทดลองเชื้อโรคหรืออะไรก็แล้วแต่ เหตุใดไม่ไปลักพาตัวคนในนิวโฮป บลูคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก

ลูกศรปรากฏชี้ขึ้นไป ครั้งนี้ รีเวอร์ไม่ต้องคอยกำชับ จวบจนเหยียบชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุด บลูคิดว่าภารกิจตรงนี้ใกล้เสร็จสิ้นสักที แม้พวกทหารยังคงระวังตัวอย่างดีก็ตาม เขาเห็นแต่หุ่นยนต์ลำเลียงของพวกศัตรูซึ่งถูกกำจัดทิ้งโดยที่พวกมันไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย ไม่มีห้องใดเก็บตัวประกันติดเชื้อไว้อีก สักพักคนอื่นทำท่าเหมือนหยุดฟังแต่เขาไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงอื้อซ่า ตอนนั้นเอง เขาเริ่มเอะใจ...หากแต่ยังไม่เฉลียว

พวกเขากระจายกำลังไล่ดูทีละโซนเพื่อหาหลักฐานที่เหลืออยู่ เขาเดินตามทหารสี่นายไปตามที่ถูกเรียก เศษฝุ่นตกลงมาระหว่างทาง ชายหนุ่มยกมือปัดออก แต่ต่อมามันไม่ใช่แค่เศษฝุ่นหากแต่เป็นก้อนคอนกรีตที่แตกออกมาหลาย ๆ ก้อน บลูแหงนหน้าขึ้น

รอยแตกบนเพดานปริออกให้เห็นโครงเหล็กด้านในทีละนิดเหมือนภาพช้า แต่กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ใช่ส่วนเพดานหากแต่พื้นที่ตัวเองยืนอยู่ ก็สายเกินไป ตัวของเขาลอยวูบ เท้าลอยกลางอากาศ

ตกลงมาเบื้องล่าง

หลังของเขากระแทกปืนที่ห้อยอยู่ข้างหลัง ไม่รู้ว่าเพราะบอดี้สูทหรือเป็นเพราะตกลงมาไม่สูงมากนัก เพียงแค่ลงไปชั้นล่าง ทว่าแผ่นคอนกรีตขนาดเท่าตัวคนกำลังจะทับ โชคดีหรือร้าย เขาไม่รู้เพราะพื้นที่รองรับทรุดลงทำให้เขาตกลงมาอีกครั้ง คราวนี้เหมือนบลูตกลงมาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตทั้งยวง แขนของเขาคว้าขอบชั้นไรสักอย่าง ของแข็งตกวืดผ่านไหล่ มือของเขาหลุดจากขอบแล้วตกลงมาอีกครั้ง

ชายร้องดังอั่กเมื่อร่างแตะพื้นก่อนจะกลิ้งอีกหลายรอบเพื่อหลบแท่งเหล็กแหลมเฟี้ยวที่ตกตามกันมา มันเสียบปักข้างกายห่างกันเพียงสองเซนติเมตร พรึบ หน้ากากกระจกเต็มไปด้วยเลือด มือปัดป่ายไปตามร่างกาย ไม่ใช่เรา เขาไม่ได้บาดเจ็บอะไร ทว่าเลือดสีแดงข้นมาจากศพทหารที่ตกลงมาด้วยกันและเสียบเข้ากับเหล็กเมื่อครู่ มีเสียงดังตุ๊บอีกสองสามทีพร้อมกับโครมใหญ่ เขาปัดเลือดออกแต่เห็นเพียงฝุ่นควันโขมง แต่ก่อนที่จะยืนตั้งหลักได้ พื้นที่ยืนอยู่ทรุดอีกที

แม่งเอ๊ย ชายหนุ่มพลิกตัวนอนหงาย เห็นรูโหว่ด้านบนพร้อมกับเสียงโครมดังสนั่นจนพื้นสะเทือน รูนั้นถูกปิดทับเรียบร้อยและเขาตกอยู่ในความมืดมิด

“สัตว์เอ๊ย กูดิ่งเป็นลูกข่าง” เขาลุกขึ้นตะโกน “เฮ้ มีใครรอดบ้าง” ไม่มีเสียงตอบ บลูลองเปลี่ยนประโยค “เฮ้ย มีใครอยู่ข้างบนบ้าง”

เงียบ

เขาเคาะหมวกตัวเอง “ฉันติดต่อใครได้ไหม”

“ขออภัยครับ ตอนนี้เราบังคับเปิดระบบแจ้งข่าวสารกันอยู่ ดังนั้นถ้าคุณอยากติดต่อเป็นการส่วนตัวจะยังทำไม่ได้จนกว่าโหมดนี้จะถูกปิด ถ้าหากคุณอยากแจ้งข่าวให้พูดว่าเปิดไมค์ ผมจะเปิดไมค์ให้ครับ

“เปิดไมค์สิวะ”

“ระบบทำการเปิดไมค์ให้เรียบร้อย”

“บลู เทอร์นเนอร์ เมื่อกี้ตึกถล่ม ผมตกลงมา ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ชั้นไหนและติดอยู่ใต้ซากตึก เอ่อ...ช่วยด้วย” ทว่ารอสักพัก ไม่มีเสียงตอบกลับมา เขาจึงพูดอีกที “บลู เทอร์นเนอร์ เมื่อกี้ตึกถล่ม ผมไม่รู้ตัวเองอยู่ชั้นอะไร เอาเป็นว่าใต้ซากตึกก็แล้วกัน จะมีคนมาช่วยผมไหม”

ไม่มีใครตอบสนอง

“แกเปิดไมค์แล้วใช่ไหมวะ”

“ระบบทำการเปิดไมค์เรียบร้อยแล้วครับ”

เสียงเหมือนสายไฟกระทบกันดังก้องในหูแล้วหายไป

“มีระบบแสงไฟไหม”

“เปิดไฟฉายหรือครับ”

“เปิดสิ เขาสร้างให้แกไม่ฉลาดใช่ไหม”

รอบตัวสว่างวาบ บลูคิดว่าตัวเองอยู่ชั้นใต้ดิน...เขาเดาว่างั้น มันเป็นโกดังเก็บของจำพวกรถเข็น ตะกร้า เดาจากซากสิ่งของ หลายครั้งที่เขาพยายามพูดใส่ไมค์แต่ไม่มีใครตอบกลับมาเลย บลูเริ่มสงสัยว่าตึกถล่มเมื่อครู่กินพื้นที่ทั้งตึกหรือไม่ ถ้าอย่างนั้น พวกเพียซและโอลิแวนจะเป็นอย่างไร ไหนยังจะคนอื่นอีก บลูเดินเคาะกำแพงและพื้นไปทั่วเพื่อหาส่วนที่กลวงหรือแตกร้าว ทางเดียวที่จะออกไปได้คือทำลายกำแพง แต่เพราะมันเป็นชั้นใต้ดิน ถ้าหากตึกถล่มทั้งตึกก็อาจจะเปล่าประโยชน์ เขาลองยิงระเบิดมั่ว ๆ เพื่อหาทางให้ตัวเองและอาจจะถือว่าฆ่าตัวตายด้วยทางหนึ่งถ้าหากมันทำให้โครงที่ยังคงอยู่ทรุดลง และครั้งนี้เขาคงไม่หล่นลงไปอีกแล้ว

มีทางเลือกที่ไหน

เขาคลำหาทางรอดไปเรื่อย ๆ จนพบฝาท่อ เอาวะ เขานั่งลงแล้วใช้มีดที่เลือกมาแงะออก แกได้ออกโรงแล้วนะ พอเปิดฝาท่อปุ๊บก็ได้ยินเสียงน้ำไหลซู่ดังอยู่เบื้องล่าง ขนาดรูกว้างพอให้คนลงไปได้ บลูไม่ลืมที่จะส่องลงไปก่อน ข้างในนั้นมืดสนิท แต่ยังไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว พอแน่ใจแล้วจึงไต่ลงไป

บลูยืนอยู่ในอุโมงค์ทางน้ำ ทางเดินติดกำแพงกว้างพอให้คนเดินได้สองคน ตรงกลางคือทางน้ำไหลเชี่ยว แต่ประตูอุโมงค์ปิดสนิท เขาส่องลงไปข้างล่างเห็นว่าเป็นลูกกรงดักไว้ ไม่มีทางที่จะลอดไปได้ ในใจได้แต่ภาวนาว่าคงไม่มีตัวประหลาดโผล่ออกมา แค่นั้นก็พอแล้ว

“จะว่าไป...นี่ฉันลงมาลึกเรื่อย ๆ นี่หว่า” พูดจบก็หัวเราะกับตัวเอง 

พลันหูแว่วได้ยินเสียงโครมครามตามมาอีกมากมาย เขาหันซ้ายหันขวา แน่ใจแล้วว่าตนเองอยู่เพียงลำพังก็ถอนหายใจ อาจเป็นเสียงข้างบน ชายหนุ่มพิงกำแพงอย่างเหนื่อยอ่อน บลูไม่กล้าแม้แต่ถอดหน้ากากออกแม้เหงื่อชโลมกายไปทั่ว หากแต่ร้องขอความช่วยเหลือผ่านระบบแจ้งข่าวไปเรื่อย ๆ  

“เฮ้ย ไอ้เอไอ ระบบสื่อสารใช้งานได้ไหม” เขาถามอีกทีเมื่อนั่งพูดคนเดียวจนน้ำลายแห้ง

“ตอนนี้ระบบสื่อสารใช้งานได้แล้วครับ ขอชื่อคนที่คุณต้องการติดต่อด้วย”

“เพียซ คาลิงเกอร์ กับโอลิแวน วอลโด”

ทว่าเขาได้ยินแต่เสียงซ่าดังเดิม เดี๋ยวนะ บลูฉุกคิดขึ้นได้ มันมีระบบแจ้งข่าวอยู่ตลอดแต่ทำไมเขาไม่ได้ยินอะไรเลยล่ะ ถ้าอย่างนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าระบบสื่อสารของเขามีปัญหา เพราะที่ผ่านมา รีเวอร์ต้องคอยกำกับ ทีแรกเขาคิดว่าเห็นสัญญาณ แต่รีเวอร์ได้ยินจากระบบต่างหาก แล้วอย่างตอนเจอกับอเล็กซิส เธอก็เดินหน้าไปรวมกลุ่มเหมือนได้รับคำสั่งมาเรียบร้อย จริงสิ มันต้องมีคนคอยสั่ง เขาตีหัวตัวเอง ไอ้โง่เอ๊ย ทำไมเพิ่งรู้ตัว ถ้าไม่มีคำสั่งจะพาพวกอาสาบุกโดยไม่รู้เรื่องได้อย่างไร

“ไอ้บลูเอ๊ย ไอโง่”

หากไม่ใช่คราวเคราะห์ครั้งนี้ เขาคงไม่รู้ตัวเลยว่าระบบสื่อสารของตัวเองใช้งานไม่ได้!

ใครจะไปรู้วะ ก็ยัยทหารคนนั้นบอกเองว่าใช้งานได้ แถมไม่อธิบายฟังชั่นอีก หากใครลงมาเห็นคงนึกว่าคนบ้าสวมหมวกอวกาศชกกำแพงอยู่คนเดียว “สัตว์เอ๊ย ไอ้เอไอ มึงช่วยหาทางออกได้ไหม”

แถบกระจกปรากฏลายเส้นขึ้นกลายเป็นแผนที่ บลูเห็นจุดที่ตัวเองยืนอยู่เป็นแสงสีขาวกลม ๆ กะพริบถี่ ๆ “หาทางออกให้ด้วยสิเว้ยเฮ้ย ฉันดูไม่รู้เรื่อง”

“ผมต้องสแกนก่อนนะครับ”

“ทำเร็ว ๆ”

เสียงจากระบบเงียบไป เขาโมโหหันตัวเตะกำแพงอีกรอบ “โง่ฉิบ...” ขาข้างอยู่ท่าเดิม เมื่อจ้องดี ๆ ยามแสงสว่างบนหน้าผากจ่อเข้ากับตัวกำแพงจึงเห็นว่ามีตัวอักษรขีดเขียนไว้มากมาย ดวงตาตาชายหนุ่มเบิ่งกว้าง “นี่มันอะไรกัน” ทั้งคำและข้อความ...อิสรภาพ เขาเลื่อนตาไปอีก ตามกระแสน้ำไป บางประโยคเหมือนปลุกระดม เราจะออกไปให้ได้ เขาเอามือทาบบนกำแพง บางคำถูกสลัก บางคำถูกเขียนขึ้น

แม้มันเป็นเพียงตัวอักษร แต่กลับส่งพลังบางอย่างที่ทำให้ตัวเขาตกตะลึงอยู่อย่างนั้น มันเหมือนกับว่าบางสิ่งที่หลับใหลมานานแสนนานถูกสะกิด คนพวกนี้...อาจเป็นคำปลุกระดมของพวกต่อต้านทางการสมัยเขตราซายังมีชีวิต

และพวกเขาก็ไปไม่ถึงฝั่ง บลูก้มหน้าลง จำเปลวไฟที่แผดเผาทุกอย่างลงได้อย่างแม่นยำ 

“แกเรียกว่าบ้านเหรอวะ” เสียงริงโก้ดังขึ้นมาในหัว

ราวกับว่าข้อความบนนั้นเปล่งเสียงเองได้ บลูหันหน้าหนี แต่ก็ยังพบว่ามีข้อความอีกนับไม่ถ้วนรายล้อมรอบตัว ถอดมันออกซะ ทำลายโซ่บนข้อมือซะ เขาจับตัวนาฬิกาที่อยู่ในเสื้อบอดี้สูทราวกับจับกระเป๋าตังก์ มันสำคัญนะโว้ย น่าตลกที่ตนเองกลับเถียงข้อความเหล่านั้นเหมือนเห็นผู้เขียนยืนอยู่

แผนที่ใหม่ปรากฏบนหน้าจอ เขามอง ๆ ก็ยังไม่อาจเข้าใจ “เจ้าเอไอ ลองหาจุดที่มีท่อระบาย หรือช่องว่างอะไรก็ได้ทีสิ”

ระบบตอบสนองต่อคำสั่ง บลูเห็นจุดสีแดงหลายจุดกะพริบถี่ ๆ เขาลองขยับ จุดสีขาวขยับตาม บลูเริ่มใจชื้นขึ้น ในเมื่อเขาลงมาได้ก็ต้องขึ้นไปได้ อาจมีจุดที่ไม่โดนถล่มหรือไม่ก็พอให้โงหัวขึ้นจากที่นี่ เขาดึงสติกลับมาเพื่อหาทางรอดให้ตัวเองอีกครั้ง ในนี้ไม่มีอาหาร ไม่มีแม้แต่น้ำ...อ้อมี แต่ใครจะกล้าแดก สักพัก ในหัวก็เริ่มวนประโยคที่ว่า ตามทางน้ำไป

อย่าหลอกเสียให้ยาก เขาเดินสวนทางน้ำตามที่แผนที่บอก บลูอาจโผล่ขึ้นบนถนน หรือไม่ก็ตึกร้างที่อื่น แต่ไม่ว่าอย่างไร เขารีบสาวเท้าให้ไวที่สุด ใจหนึ่งกลัวว่าพวกทหารจะทิ้งตนแล้วเดินหน้าบุกฐานต่อไป อีกใจกลับกลัวข้อความเหล่านั้น มันแปลกพิกลเมื่อชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าแค่คำขีดเขียนบนกำแพงกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เขาเดินไปจนเห็นบันไดเหล็กซึ่งอยู่ห่างจากจุดเก่าประมาณห้าสิบเมตร “ตรงนี้คงไม่ถล่มนะ” เขาปีนแล้วดันฝาท่อออก ทว่ามันติด บลูออกแรงอีกทีก็ยังขยับได้นิดหน่อย จึงจำเป็นต้องใช้มีดแงะเหมือนเก่า เลือกมาเพื่อแงะท่อสินะกู เมื่อเสียงดังคลิก มันเปิดออก

“แม่ง”

พอส่องขึ้นไปก็เห็นเศษซากและฝุ่นเต็มไปหมด เขาส่ายหัวแล้วไต่ขึ้นไปจึงพบว่าจุดนี้ไม่ใช่จุดที่ตึกถล่มลงมา หากแต่เป็นทางที่ถูกซากปิดทับไว้ เขาเผลอยกมือเกาหัวทั้งที่สวมหมวกนิรภัยอยู่

บลูก้มตัวส่องหาช่องทางลอด จู่ ๆ ก็รู้สึกยิก ๆ ตรงเท้า พอมองลงไปถึงกับผงะเมื่อหนูตัวจี๊ดมาออกันนับสิบตัว ฉันไม่ใช่อาหารพวกแกโว้ย เขาสะบัดออก แต่พวกมันก็ตามตอแย บลูเหลียวหลังแล้วร้องเฮ้ย เพราะจำนวนมันมาออเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ“พวกแกคงไม่ใช่สัตว์วิทยาศาสตร์ใช่ไหม!” เขาคำรามแล้วควักปืนไรเฟิลออกมายิงตายไป พวกมันกระเจิงแล้วออไปอยู่แถบหนึ่ง เขาปรับโหมดปืนไปยังโหมดที่สาม เผา กะว่าถ้าพวกมันแยกเขี้ยวเมื่อไหร่จะเผาให้เหี้ยน แต่เมื่อพิจารณาให้ดี พวกมันกับยืนมองเขานิ่งผิดลักษณะหนูทั่วไป

“อะไรของพวกแกวะ”

ทั้งหมดผงกศีรษะ ไม่มีทีท่าว่าจะทำร้าย

“เฮ้ย”

เขาลดปืนลง มันมากันเป็นฝูง พอบลูขยับ มันก็หันตามอย่างพร้อมเพรียง “พวกแก...เป็นอะไร”

กลุ่มหนูหลายสิบตัววิ่งไปทางเศษซากปรักหักพัง เขาส่องไฟตามจึงเห็นว่ามันมีช่องกว้างพอให้คนลอดได้

เจ้าพวกนี้นำทางเราเหรอ

“ให้ฉันลอดไปงั้นสิ” เขาชี้

พวกมันผงกศีรษะแล้ววิ่งเข้าไปทั้งหมด แต่บลูยังยืนลังเล พวกมันกลับแห่กันกลับออกมาใหม่ วินาทีนั้นเขาเริ่มเดาออกแล้วว่ามันเป็นฝีมือของใคร เจ้าสัตว์พวกนี้ไม่ได้ฉลาดหรอก มันถูกควบคุมโดยใครสักคน เขาลองเสี่ยงลอดช่องนั้นดู “เอาวะ” บลูนอนราบลงกับพื้น ใช้มือทั้งสองข้างลากตัวเองผ่านช่องแคบนั้น

ระยะทางไม่ใช่น้อย ๆ และที่สำคัญเนื้อตัวของเขาเหนียวและลื่น ไฟที่ช่วยส่องยังไม่อาจส่องให้เห็นแสงสว่างปลายทาง เขาคลานไปอย่างทุลักทุเลพร้อมกับพวกหนูสกปรก นี่เรากลายเป็นซินเดอเรลล่าแล้วหรือนี่ ผู้ชายตัวโตกลับนึกถึงนิทานเด็กผู้หญิง

ประมาณห้านาทีถัดมา “บลู!” เขาได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขา ทำไมจะจำเสียงเพื่อนตัวเองไม่ได้ เพียซ!

“ไฟ ฉันเห็นไฟ บลู!

“เออ” เขาคำราม “ฉันเอง”

“บลู แกอยู่ข้างในใช่ไหม”

“เออ” เขาตะโกนตอบอีกครั้ง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าแตะที่กรามเพื่อปิดระบบหมวกแต่อย่างใดจนกว่าจะออกไปแตะพื้นถนนนอกตึกติดเชื้อเส็งเคร็ง

เขาถอนหายใจโล่งอกเมื่อใกล้ถึงทางออก จนเมื่อศีรษะโผล่พ้น ชายสองคนก็ลากตัวเขาออกมายืนบนพื้นได้สำเร็จ วินาทีที่เห็นดวงตาเพียซกับโอลิแวนผ่านแถวกระจก น้ำตากลับปริ่มจนแทบกลั้นไม่อยู่ ไม่ร้องโว้ยเขาบอกตัวเอง ใจอยากจะจูบเจ้าสองคนนี้เสียจริง เพียซกับโอลิแวนเปิดหน้ากากช่วงล่างออก พอเห็นพวกเขาทำแบบนั้น เขาจึงกล้าปลดของตัวเอง พวกเขาสวมกอดกัน

“ไอ้บลูเอ๊ย แกรอดได้ไงวะ”

เขาแตะบ่าเพียซ แต่เมื่อจ้องตาจึงเห็นว่าหมอนี่น้ำตาคลอ “โธ่” เขาสวมกอดเจ้าปากร้ายอีกที โอลิแวนสะกิดแขนเตือนให้รู้ว่ายังมีอีกคน

สาวผมสีดำสนิทมัดเป็นเปียเดี่ยวยืนกอดอกทิ้งสะโพกมองด้วยแววตาสีน้ำเข้ม เอกลักษณ์เด่นของเธอคือผิวสีขาวนวลและใบหน้านิ่งเหมือนกับภาพวาด ให้ความรู้สึกเย็นสงบเหมือนดูผลงานศิลปะอันประณีต และแม้บลูไม่ใช่คนดูงานพวกนี้เป็น เขายังสัมผัสได้จากตัวหญิงสาวคนนี้

และที่สำคัญ เธอไม่ได้ปล่อยให้ศีรษะตัวเองโล่ง ไม่มีสิ่งใดป้องกัน ส่วนพวกหนูนั้นกลับกระจัดกระจาย ไม่พร้อมเพรียงกันดังเดิม หลายตัววิ่งกลับเข้าไปในซากเหมือนได้รับอิสระแล้ว

“ขอบใจ ลู”

เธอพยักหน้า ไม่แย้มยิ้มซึ่งเป็นสีหน้าปกติ ลู ยัง คู่รักของเซน เอเดน พวกเขาถูกแยกจากกันเมื่อเซนต้องไปประจำหน่วยรุกกลุ่มเอ ส่วนตัวเธออยู่หน่วยสนับสนุนกลุ่มบี “พวกแกฉลาดนะ ตามยัยนี่มาช่วยฉัน”

“ไปเถอะ” หญิงสาวตัดบทแล้วเดินนำทางออกไป ทั้งสามเดินตาม โอลิแวนกระซิบว่า “พวกเราคิดว่าแกตายแล้ว ตะโกนใส่หูฟังเท่าไรแกก็ไม่ตอบ”

“มันพัง”

“อย่างที่เด็กคนนั้นเดาจริงด้วย”

“ใคร?”

เพียซยิ้มแห้ง “อเล็กซิส เพราะเด็กคนนี้ พวกเราจึงขอร้องลู” เขาพยักพเยิดไปทางผู้หญิงข้างหน้า สายตาบลูมองเอวบางของหล่อนแล้วอมยิ้มนิด ๆ

“เด็กนั่นเกี่ยวไร” เขาเริ่มรู้สึกว่าพักหลัง ชีวิตเข้าไปเกี่ยวพันกับเด็กคนนี้มากขึ้นทุกที

เพียซถอนหายใจ “พอตึกถล่ม แต่ละคนพยายามติดต่อคนที่ติดตกลงไป ไม่มีใครตอบเลยรวมทั้งแก พวกฉันไม่เป็นอันทำอะไรเลยรู้ไหม ภาวนาให้แกส่งเสียงตอบ แต่แกไม่ตอบ”

“ก็มันพัง” เขาย้ำ “มันพังว้อย ฉันติดต่อพวกแกไม่ได้เหมือนกัน ลองใช้ระบบแจ้งข่าวก็ไม่ได้อะไรเลย”

“เออ เพราะงี้ พวกเราเลยคิดว่านายอาจตายแล้ว พวกทหารส่งโดรนลงไปก็เจอแต่ศพ แต่เด็กคนนี้ตั้งข้อสังเกตว่า นาย...” พูดจบ เพียซเขกหัวเขาทีหนึ่ง “อาจมีปัญหากับระบบสื่อสาร ถ้านายมีชีวิตอยู่ ก็ตอบกลับไม่ได้อยู่ดี พวกเราจึงลองให้ลูช่วย แม้ตอนนั้นทุกคนคิดว่าคงไม่มีใครรอด”

เขาพยักหน้าหันไปทางลู “เธอมองเห็นฉันผ่านพวกหนูเหรอ”

“อื้อ” หญิงสาวตอบสั้น ไม่แม้แต่หันมา หากแต่เดินไปเรื่อย ๆ ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงเนิบนาบให้ความรู้สึกเหมือนน้ำนิ่งในบ่อลึก “แต่ก็ไม่เจอใคร จนนายโผล่หัวออกมาจากท่อข้างล่าง”

โอลิแวนพยักหน้า “พวกเราเกือบจะล้มเลิกแล้วนะ”

“ใช่ อีกอย่าง เธออยากไปช่วยอาคุสะมากกว่า”

“อาคุสะนี่ใครวะ” บลูถาม

“เขาเป็นกลุ่มเสี่ยง ปล่อย...อะไรไม่รู้เหมือนออร่าออกมาใช้สำรวจว่ามีใครอยู่ใต้ซากบ้าง แล้วใครมีชีวิตบ้าง เขาบอกว่าจับไอชีวิตเอา โอ๊ย อย่าให้ฉันอธิบายเพิ่มเลย ปวดหัว” เพื่อนผมบลอนด์ดูจะมีปัญหากับการอธิบายพลังของกลุ่มเสี่ยงจริง ๆ เขากุมหัวแน่นราวกับว่าต้องแก้ไขโจทย์ทางคณิตศาสตร์

“แกขี้หงุดหงิดจริงโว้ย” แต่ลึก ๆ เขาเห็นด้วยกับเพียซ เดี๋ยวนี้พวกพิลึกเต็มไปหมด และเขาก็รอดมาได้เพราะคนพวกนี้

ทันทีที่พวกเขาออกมาพ้นตึก ทั้งสี่คนถูกจับตัวไปตรวจหาเชื้อทันทีเหมือนกับคนอื่นที่เข้าไปในตึก เขาเพิ่งรู้ว่ายังมีทหารบางส่วนอยู่ข้างในเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เมื่อเขาเห็นสภาพตึกที่พังไปแถบหนึ่งแล้วยังนึกใจหายปนทึ่งที่ตัวเองรอดมาได้ มันไม่ได้ถล่มทั้งหมดหากแต่ส่วนหนึ่งพังครืนลง ดูแล้วไม่น่ามีใครรอด

หลังจากตรวจสภาพร่างกายเสร็จ พวกเขาจะไปรวมกลุ่มที่ฐานที่สามทันที ถ้าหากบลูช้าอีกนิดเดียว เขาอาจโดนทิ้งไว้ข้างใน บลูได้เปลี่ยนหมวกใหม่ที่ไม่มีปัญหาเรื่องระบบภายในอีก และเขาถูกต่อว่ามากมายที่ไม่รู้ตัว ใครจะรู้วะ พวกมึงไม่อธิบายห่าไรเลยสักอย่าง แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดออกไป และส่วนใหญ่แล้วทุกคนมักอึ้งที่เขารอดมาได้มากกว่า

เขาเปิดระบบอีกครั้ง สายที่เข้ามาคือเอมอน “เฮ้” ดูเหมือนน้องชายจะติดต่อเขารัว ๆ

“เฮ้” เขาตอบ สายตามองไปทางพยาบาลคนหนึ่งที่กำลังอธิบายเรื่องเชื้อที่พวกเขาเจอในตึกให้กับลู ยัง “...สมองของมนุษย์มีสามชั้น ไวรัสดังกล่าวปิดระบบสมองไปเสียสองส่วนที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิด เหตุผล อะไรพวกนี้จะหายไป สิ่งที่ยังทำงานคือส่วนแกนหลักที่ยังคงต้องการมีชีวิตรอดตามแบบสิ่งมีชีวิตทั่วไป และไวรัสมันไม่ได้แค่ปิดส่วนอื่น มันเข้าแทรกแซงการทำงานของแกนหลัก ทันทีที่ติดไวรัส เราถือว่าพวกเขาตายแล้ว...”

“ฉันเห็นพวกเขายังมีชีวิตอยู่แม้ถูกตัดหัว พวกมันยังพยายามจะจู่โจม”

“ปกติแล้วกล้ามเนื้อจะยังกระตุกอยู่ แต่ถ้าถูกตัดคอ สักพักก็จะตายไปเอง พวกติดเชื้อก็เช่นกัน เมื่อถูกตัดหัวก็ถือว่าตายแล้ว หากแต่สมองยังคงทำงาน ตัวไวรัสก็ยังควบคุมมันอยู่ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้มันจะหยุดเคลื่อนไหวเองเพราะเซลล์ทุกส่วนหยุดทำงาน”

“ฉันติดต่อนายไม่ได้...” บลูละสายตาจากลู ยัง แล้วหันมาฟังเสียงน้องชาย “...จนเพียซเล่าให้ฟัง”

“ฉันปลอดภัยแล้ว” เขาบอก “ทางนั้นเป็นไงบ้าง เดสกับริงโก้ล่ะ”

เอมอนไม่สนใจคำถามของเขา “นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม ฉันไม่ได้หมายถึงแค่ที่ตกตึก แต่...ไวรัส เขาว่าพวกนายเจอคนติดเชื้อ”

“ฉันไม่เป็นอะไร ไม่ติดเชื้อ แกล่ะ แกเห็นตัวประกันพวกนั้นแล้วยัง”

เขาได้ยินเสียงลมหายใจยาว “พวกเราเจอแต่หุ่นยนต์” น้ำเสียงนั้นดูโมโหมากกว่ายินดี “ไม่เจอตัวประกันสักคน แทบไม่ได้ทำอะไรเท่าไรด้วย พวกหน่วยรุกรับมือกันหมด อึก...”

เสียงลมหายใจดังอีกครั้ง บลูอมยิ้ม “อย่าบอกนะว่าแกร้องไห้ กลัวฉันจะตายเหรอไง”

“ไม่ได้ร้องโว้ย...ฉันแค่ตกใจ แกลองคิดดูสิ บลูตกตึก! เขาทำเสียงเลียนแบบเพียซ “จะให้ฉันคิดไงวะ”

“แต่ฉันก็ปลอดภัย”

“เออ” เอมอนเคลียร์คอตัวเอง “เดี๋ยวคงได้เจอกันแล้ว ดูแลตัวเองดี ๆ นะบลู”

เขาพยักหน้า แม้เอมอนไม่เห็น “แกก็ด้วย” สายตัดไป

ไอ้น้องบ้า ชายหนุ่มยืนยิ้มอยู่คนเดียว พอหันไปเช็กพวกโอลิแวนกับเพียซ พบว่าทั้งสองตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังยืนคุยกันอยู่ เขาปล่อยให้ลูถกเถียงเรื่องไวรัสกับพยาบาลต่อไป ทั้งสามเดินออกจากเต็นท์หน่วยพยาบาล

สายตาของเขามองหาคนคนหนึ่ง แม่ตาสีน้ำเงินที่มีส่วนช่วยให้เขารอดชีวิต อเล็กซิสไม่ใช่คนที่สังเกตยาก หนึ่งเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างสูง และสองใบหน้าสะสวยเด่นเตะตา  แค่เพียงกวาดตาไม่นานก็เจอเธอนั่งพักกับกลุ่มเพื่อน สายตาบลูชำเลืองมองแม่สาวผิวสีเข้มที่นั่งข้าง ๆ ตามประสาผู้ชายทั่วไปที่เห็นสาวสวย แต่ก็ดึงสายตาตัวเองกลับมาที่ยายลูกบ้านเรื่องเยอะ

“แกจะไปไหน” เพียซถาม

“แป๊บหนึ่ง” เขายกมือขอเวลา

บลูเดินตรงไปยังอเล็กซิส เธอเหลือบตามองขึ้นมาเมื่อเห็นเขา คำแรกที่เธอทักคือ “นายเป็นแมวเก้าชีวิตหรือไง”

เขายักไหล่ “คงงั้น” สาวผิวเข้มและคนอื่น ๆ ในกลุ่มมองมา บลูถอนหายใจ “ขอบใจที่เตือนเพื่อนฉันเรื่องระบบสื่อสาร”

          เด็กสาวยิ้มเยาะ “นายไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตัวเองไม่ได้ยินเสียงอะไร” สีหน้าของเธอค่อนข้างดูแคลนคล้ายจะบอกเป็นนัยว่า นายมันโง่ซะไม่มี และเพราะแบบนั้นเขาจึงไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไร บางทีมันอาจเป็นสิ่งที่เขาอยากลองทำมานานแล้ว เพราะเมื่อรู้ตัวอีกเขา บลูทำลายสีหน้ายิ้มเยาะนั้นลงด้วยการปิดปากเธอให้สนิท ริมฝีปากบดขยี้พยายามเข้าถึงตัวตนของเธอ มันเป็นรสชาติที่แปลกใหม่เร้าใจไม่ใช่น้อย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #130 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 07:47
    บลู -งงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!
    #130
    1
    • #130-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 59)
      31 ตุลาคม 2561 / 09:40
      ขยับแว่นพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก
      #130-1
  2. #129 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 16:23
    น้องงงงงว
    #129
    1
    • #129-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 59)
      30 ตุลาคม 2561 / 21:23
      รอน้องหน่อยนะคะ T^T
      #129-1