ตอนที่ 55 : คนขี้แย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    6 ต.ค. 61

บ่ายสองสี่สิบห้านาที

ขาข้างขวาสั่นเป็นจังหวะ ใจของเขาจดจ่อว่าเมื่อไหร่เวลาจะหมด เขาเงยหน้ามองแสงไฟเบื้องบน สติค่อย ๆ ศิโรราบต่อความง่วง พลันในหัวเห็นเปลวไฟปกคลุมร่างชายคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อ เมื่อนั้นเขาผงกศีรษะลงเพื่อลบภาพนั้นออกไป

ห้องประชุมขนาดหกเหลี่ยมในศูนย์บัญชาการกลางเขตเดอะวาลกว้างพอจุคนได้เป็นร้อย แต่สถานที่หาได้แออัดไม่ เพราะจำนวนอาสาสมัครมีเพียงเจ็ดสิบสองคน น่าใจหาย แต่ถ้าหากเทียบกับจำนวนประชากรจากสามเขตที่ไม่น่าจะถึงสามพัน (ซึ่งหนึ่งในสี่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร ดูเหมือนว่าพวกเขาเองไม่ได้ต้องการจำนวน หากแต่ต้องการความสามารถของพวกกลุ่มเสี่ยงเสียมากกว่า ไมเคิลหยิบช็อกโกแลตในกระเป๋ากางเกงแล้วหักแบ่งให้อเล็กซิสกับเรมี ส่วนตัวเองยัดส่วนที่เหลือเข้าปาก

ผู้บรรยายชี้จุดต่าง ๆ กลุ่มเสี่ยงถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเอและบี ไมเคิลถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอและต้องอยู่แนวหน้า อาสาสมัครกลุ่มบีและกลุ่มต้องสงสัยอยู่ในหน่วยสนับสนุนทั้งหมด ฐานที่พวกเขาจะบุกเข้าไปมีสามแห่ง คือ ศูนย์บัญชาการกลางราซา ตึกร้าง และสถานพยาบาล โดยแบ่งกำลังเป็นสองฝ่าย บุกศูนย์บัญชาการและตึกร้างก่อนพร้อมกัน เมื่อทลายได้สำเร็จจะเข้าไปยังสถานพยาบาลซึ่งถือว่าเป็นเรดโซน ยังไม่อาจจัดสรรได้ว่าใครจะได้เข้าไปเรดโซนบ้างและเหตุใดจึงใช้คำว่าเรดโซนแค่ที่นี่

“เรดโซน” อเล็กซิสพึมพำ เธอจดทุกอย่างลงบนสมุด และดูจะเป็นคนเดียวที่ตั้งใจฟังที่สุด อาจเป็นเพราะอเล็กซ์นั่งอยู่ข้างหน้า จึงจำเป็นต้องจดจ่อสมาธิไปยังสิ่งอื่น 

ส่วนไมเคิลกังวลเรื่องแนวหน้าเขาไม่มีปัญหาที่จะอยู่จุดนั้น แต่ไม่อยากแยกกับคนอื่นโดยเฉพาะกับอเล็กซิส แม้เทสซ่าและเรมีถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอเหมือนกัน (แถมอเล็กซ์อีกคน) เพื่อนที่เหลืออยู่ฝ่ายสนับสนุนหมด แม้แต่โคดี้เองก็ไม่พอใจจนเทสซ่าพยายามปลอบด้วยการบอกว่าเขาจะได้ปกป้องมินนี่แทนเธอ

เสียงปากกาดังครืด ๆ ข้างหู สายตาเด็กหนุ่มจดจ่ออยู่กับริมฝีปาก เธอเม้มมันอยู่เหมือนกำลังใช้ความคิดนั้น จูบวันนั้นลอยขึ้นมาในหัวและเขาเลือกที่จะคิดถึงมันดีกว่าเห็นภาพเปลวไฟ ทั้งสองไม่พูดถึงมันอีกเลย แต่เขายังใคร่รู้ว่าจูบที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร อเล็กซิสบอกว่าถ้าความรู้สึกมันใช่ ก็ไม่ต้องพยายาม บางครั้งเขาสงสัยว่าอเล็กซิสสัมผัสได้ถึงอารมณ์เชื่อมต่อที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาหรือไม่ แค่เพียงไมเคิลวางแขนแนบกับของเธอ อเล็กซิสก็หันมายิ้ม บางครั้งเธอลูบผม ไมเคิลชอบเพราะมันทำให้เขาอบอุ่น อย่างเมื่อครู่เขาจับมือเธอมาแบออกแล้ววาดรูปเล่น เธอก็ปล่อยให้เขาทำไป แต่อเล็กซิสคนสบาย ๆ หรือว่าความพิเศษนี้มันเกิดขึ้นแต่กับตัวเอง เพราะไมเคิลไม่เคยมีเพื่อนสนิท เขาจึงคิดว่ามันพิเศษแต่จริง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องปกติ และเมื่อเขาเหลือบมองเรมี เขาก็ไม่ได้อยากกวนหมอนี่เท่าไรแม้พวกเขาจะสนิทกันมากขึ้น

ไม่ทัน เรมีเหล่มองกลับ จากนั้นยื่นหน้ากระซิบข้างหูซ้ายว่า “นายจูบเธอแล้วยัง

คำถามของเรมีตอกย้ำว่าตัวเองโง่เง่าขนาดไหน เขาไม่ควรปรึกษาเรื่องนั้นกับหมอนี่เลย กลายเป็นว่าเพื่อนร่วมห้องตั้งเวลาตัวเองไว้ว่าหากเห็นเขาเผลอเมื่อไรจะจู่โจมด้วยคำถามแนวนี้ เขาเพียงแค่สงสัยว่าถ้าไม่ใช่ปากชนปากแล้ว จูบจะมีลักษณะแบบไหน แต่นั่นแหละ เขาถามผิดคน

พรึบ อเล็กซิสพลิกหน้ากระดาษอีกครั้ง เธอไม่ใช่แค่จดหากแต่วาดรูปแผนที่ตาม ทักษะวาดรูปของเธอน่าทึ่งจนเขาแอบคิดว่าอเล็กซิสเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่าด้วยซ้ำ เธอวาดเร็วแถมยังเหมือนอีกต่างหาก

“อย่าลืมทำเควสซ้อมมือไว้ เตรียมร่างกายให้พร้อม พวกเธอจะได้จับอาวุธจริงต่อเมื่อเข้าไปในเขตราซาแล้วเท่านั้น”

ไมเคิลอ้าปากหาว ทีแรกเขาหวังว่าจะโดนเรียกมาจับอาวุธ หรือฝึกต่อสู้ (มันเป็นกิจกรรมเดียวที่ทำให้ช่วงเวลาที่อยู่ในศูนย์ฝึกกับเคียนโต้ไม่น่าเบื่อ)  เขามองไปทางคนอื่น เรมีตั้งใจฟังแต่ไม่ได้ถึงขั้นจดบันทึกเหมือนอเล็กซิส เทสซ่าและโคดี้ดูสะลึมสะลือแต่พยายามจดจ่อกับเนื้อหา มินนี่วาดรูปเล่นแต่ไม่ได้วาดลงกระดาษ เธอวาดมันลงบนโต๊ะ เบลินดาจดบันทึกเหมือนอเล็กซิส อาจเป็นอีกคนที่เขาถือว่าตั้งใจฟัง เด็กหนุ่มมองข้างหน้าตัวเองสำรวจคนที่เหลือ เนื่องจากเห็นแต่ข้างหลังจึงไม่แน่ใจว่าสีหน้าพวกเขาเป็นอย่างไร อาคุสะยังอยู่ในท่านั่งปกติ ฟีบี้เท้าคาง ส่วนอเล็กซ์เหมือนจะฟุบลงกับโต๊ะแต่ไม่รู้ว่าหลับหรือไม่ พอไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ มือของอเล็กซิสก็ไม่มีที่ว่างให้เขาวาดแล้ว ช๊อกโกแลตก็เอามาแค่แท่งเดียว ไมเคิลจึงเอนตัวซบแขนเพื่อนสาวแทน พอเธอวางปากกาลง เขาก็จับมือนุ่มให้ลูบหัวตัวเองเหมือนเวลานอนตักแม่ เด็กสาวหัวเราะในลำคอแล้วเกาศีรษะให้เบา ๆ

พลันกระแสไฟฟ้าแล่นเข้าสู่ร่างกายวูบหนึ่งจนตัวกระตุกสั่น ร่างไมเคิลสะดุ้งเด้งขึ้นหลังตรงก่อนจะทิ้งตัวกระแทกพนักพิง “ไมเคิล!” อเล็กซิสร้องตกใจ ไฟบริเวณที่พวกเขานั่งอยู่กะพริบถี่ ๆ เทสซ่าแหวทันที “โคดี้!

หนุ่มผมบลอนด์สีซีดผู้น่าสงสารร้อง “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

อเล็กซิสเงยหน้ามองไฟข้างบนอย่างกับจะจับผิดระบบ แต่ไมเคิลรู้ตัวการดีจึงเหยียดเท้าถีบเก้าอี้ข้างหน้า แม้ยั้งแรงไว้บ้างแต่อเล็กซ์อัดเข้ากับขอบโต๊ะดังอั่ก หน้าคะมำกระแทกโต๊ะ ไม่ทันร้องว่าเจ็บก็ลุกพรวดจนเก้าอี้กระแทกโต๊ะข้างหลังซึ่งก็คือตรงไมเคิล เขาหมุนตัวแล้วเตรียมจะพุ่งเข้ามา ไมเคิลรออยู่แล้วง้างหมัดเตรียมสวน ทว่าสงครามยุติก่อนที่มันจะเริ่ม อเล็กซิสกับเรมีพร้อมใจกันกดเขาไว้กับโต๊ะ ส่วนอาคุสะและฟีบี้ทำแบบเดียวกันกับอเล็กซ์

“ตรงนั้นมีอะไรกัน!

“เข้าใจผิดครับ เข้าใจผิด” เรมีตะโกน “พวกนายหยุดเดี๋ยวนี้”

ทั้งสองจ้องหน้ากันราวกับเป็นศัตรูมาช้านาน ยิ่งอเล็กซ์ไม่ได้ตัดผมโกนหนวด หน้าตารุงรัง ยิ่งทำให้สีหน้านั้นเอาเรื่องกว่าตอนใบหน้าเกลี้ยงเกลา “บอกให้เขาหยุดสิ” ไมเคิลเถียง เสียงแหบแห้งเพราะน้ำลายติดคอ

“นายนั่นแหละที่หยุด” เรมีกดศีรษะเขาลง

“เบา ๆ เรมี ไมเคิลนายอยู่นิ่ง ๆ” ฉันไม่ได้เริ่มสักหน่อย!

“เฮ้ ๆ พวกนาย” เทสซ่ายืนขึ้นเตรียมพร้อมว่าถ้าปะทะเมื่อไร เธอจะใช้พลังผลักให้กระเด็นออกจากกันเสียเลย

สุดท้ายเขาเลิกขืนตัวเพราะเรมีเริ่มใช้พลังกดตัวเขาหนักขึ้น และเมื่อเห็นว่าอเล็กซ์หยุดขัดขืนเหมือนกัน ทั้งสองขยับเสื้อผ้าแล้วนั่งลงดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทำไมจู่ ๆ ถึงเตะเขาล่ะ” อเล็กซิสถามด้วยเสียงอันเบาจนอีกฝ่ายไม่ได้ยิน

โทสะแล่นขึ้นหัวจี๊ด ไมเคิลกำลังจะอ้าปากฟ้องว่าอเล็กซ์ใช้กระแสไฟฟ้าเล่นงานแต่ จู่ ๆ เขาบังเกิดอารมณ์สุขุมขึ้นมา ทะเลาะไปก็ไร้ประโยชน์ เพลิงโทสะเมื่อครู่ดับมอดราวกับมีฝนเย็นฉ่ำตกในหัว โลกเกิดสงครามก็เพราะอารมณ์พวกนี้แหละ ทำไมเขาถึงไม่ตระหนักมาก่อนเลยนะ

เอ๊ะ หรือฝีมืออาคุสะ?

“ช่างมันเถอะ” เขาตอบเธอ ถึงแม้ไม่แน่ใจว่าอารมณ์เย็นลงเพราะตัวเองหรือฝีมือคนอื่นก็ตาม เด็กหนุ่มเขยิบตัวแล้วเลื่อนมาซบไหล่อเล็กซิส เธอเอื้อมมือมาแตะศีรษะเขาคล้ายปลอบโยน สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับหลังของอเล็กซ์ นายเป็นคนห่างเธอเอง จะมาโทษคนอื่นไม่ได้ โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนการบรรยายจบลง ทุกคนลุกขึ้นเหมือนรอมานานแล้ว อเล็กซ์แยกตัวไปอีกตามเคย หัวเสียอย่างเห็นได้ชัด เขาเห็นสาวผมสั้นมองมาทางกลุ่มพวกเขาแล้ววิ่งตามไป

“ยัยนั่นชื่อคิทแคต” เทสซ่าว่า ปรายตามองเงาสาวคนนั้น ไม่พอใจ ดูเหมือนว่าเธออยากพูดเรื่องนี้มานานแล้ว “ตามเขาแจ”

เทสซ่าคงคาดหวังว่าอเล็กซิสจะมีปฏิกิริยาตอบกลับ แต่เพื่อนของเขากลับอ่านทบทวนสิ่งที่ตัวเองจดให้ทุกคนฟัง  ไม่สนใจว่าเรื่องผู้หญิงคนนั้น “สี่คนอยู่แนวหน้า ส่วนอีกหกคอยสนับสนุน เธอไหวแน่นะเทส”

เทสซ่าปัดมือกลางอากาศ “ไหวสิ แต่...” เหลือบมองแฟนตัวเองกับมินนี่แล้วถอนหายใจ ทั้งสองทำหน้าบึ้งเหมือนกันเด๊ะ ไมเคิลลืมตัวอมยิ้มขำ เขาไม่เคยนึกภาพเทสซ่ากับโคดี้เป็นคู่รักกันได้เลย แม้บางครั้งพวกเขาจะแสดงบทหวานต่อหน้าคนอื่น แต่นิสัยจริงจังของเทสซ่าทำให้เธอดูโตกว่าแฟนหนุ่มมาก ทั้งที่อายุไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่ แต่หากลองคิดกลับ ถ้าไม่ใช่เธอ ใครจะปราบตัวแสบอย่างเขาได้

ทั้งหมดทยอยกันออกมาจากห้องประชุม บ้างทักทายกัน บ้างแนะนำตัว ไมเคิลเจอเดสซิเร ผู้หญิงผมทองผมสั้นข้างยาวข้างยืนข้างผู้ชายผมสีน้ำตาล ตาสีเทาหรือเอมอน น้องชายของบลู เทอร์นเนอร์ พวกเขามากันเป็นกลุ่มสี่คน อเล็กซิสยืนคุยกับกลุ่มนั้นสักพักโดยที่เขาค่อย ๆ ออกห่างเพราะสายตาเดสซิเรและผู้ชายผมทองที่มีลักษณะชอบผู้ชายด้วยกันมองเขาแทบจะกลืนกิน ฝั่งเทสซ่าก็ทักทายคนจากเขตตัวเอง บางกลุ่มรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว และหลายคนลงทะเบียนเพราะเพื่อนตัวเองหายไป น้อยคนนักที่จะมาโดยปราศจากเงื่อนไขส่วนตัว

เขาเหลือบมองไปทางเรมี หมอนี่ก็เจ๊าะแจ๊ะเก่งใช่เล่น ทักทายคนนั้นที คนนู้นที ไมเคิลเริ่มเคว้ง เขาเดินซอกแซกหาที่หลบมุมเพื่อจะได้หลุดจากสายตาสองคนนั้น มีผู้หญิงเดินมาทักเขาสองสามคน แต่ไมเคิลเพียงพยักหน้าแล้วเดินหนี จนหลุดออกจากกลุ่มคน เขาเท้าแขนเกาะขอบหน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก ถึงแม้ตนเองไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่งในนิวโฮป แต่มันให้บรรยากาศที่ดีกว่า ที่นี่ไม่มีสุนัขจรจัดริมถนน ไม่มีคนไร้บ้าน ไม่มีคนแก่ ไม่มีเด็ก ปราศจากสีสัน มันเป็นโลกที่ประหลาด

“วาดาส มายืนทำอะไรที่นี่คนเดียว”

เขาหันไปเห็นชายผมสีเทา “คุณหมอ”

ทรอย หมอประจำเขตเดอะวาลวางมือลงบนไหล่ไมเคิล แต่เด็กหนุ่มปัดออก “เดวิสล่ะ?” ผู้สูงวัยกว่าไม่ได้ถือสาอะไร ไมเคิลเหลือบเห็นอเล็กซิสเดินมาหาเขา แต่สายตาเพ่งไปที่ทรอย

“พวกคุณคุยอะไรกัน”

“ฉันเพิ่งทักเขาเองสาวน้อย” ทรอยตอบ เขาดูอารมณ์ดี

ไมเคิลแอบมองสำรวจ แม้ผมของหมอชราจะเป็นสีเทาบ่งบอกกาลเวลาที่ล่วงเลยมาแต่ใบหน้าไม่อาจบอกได้ว่าคนคนนี้อายุเจ็ดสิบ “พวกเธออยู่ด้วยกันเสมอเลยนะ”

แม้คนจะบอกว่าทรอยเลือกที่รักมักที่ชัง และแม้ไมเคิลอยู่ในกลุ่มที่รักของทรอย หากแต่เขาไม่เคยชอบรอยยิ้มและสายตาหมอนี่เลย มันมีบางอย่างซ่อนอยู่ในรอยยิ้มที่ดูเหมือนเมตตา โดยเฉพาะเวลาเขามองอเล็กซิสนั้นค่อนข้างลึกซึ้งเกินกว่าปกติ ที่น่าแปลกเพราะอเล็กซิสไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงด้วย แต่เขากลับดีกับเธอ

“คุณมีเรื่องอะไรจะพูดกับผมหรือ”

ทรอยส่ายหน้าแล้วผละไป พิลึก เด็กหนุ่มคิดในใจ แต่เมื่อเห็นทรอยเดินไปหาชายร่างเล็กในชุดขาว คนเดียวกับที่เขาเจอในราซา หัวหน้าหน่วยพยาบาลผู้เจาะระเบิดหูและรอยสักเต็มตัว “ซีโนฮอฟ”

“คนนั้นไม่ใช่ซีโนฮอฟ” อเล็กซิสแตะไหล่ให้เขากลับไปหากลุ่ม

“เธอรู้ได้ไง”

“วันก่อนฉันเห็นเขามาหาทรอย โทษทีลืมเล่าให้ฟัง คนนั้นชื่อกลี ท่าทางสนิทกันน่าดู”

ไมเคิลเลิกคิ้ว สะกิดใจตรงประโยคอื่น “เธอไปหาหมออีกแล้วเหรอ”

สาวผมสีน้ำตาลอ่อนพยักหน้า หากมองนัยน์ตาแล้วจะเห็นว่าอเล็กซิสค่อนข้างเหนื่อย เหนื่อยใจ คิดมาก? เขาพยายามเดา “สรุปแล้ว ซีโนฮอฟก็ยังเป็นปริศนาต่อไปสินะ”

เธอพยักหน้าอีกครั้ง

 

ห้องของไมเคิลกับเรมีแออัดยิ่งกว่าเดิมเมื่อรองรับคนถึงเก้าคน คอมพิวเตอร์จอแบนขนาดสิบห้านิ้วตั้งกลางวง หน้าตามันดูดีจนไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาประกอบกันเอง เรมีเสียบปลั๊กแล้วกดเปิด หน้าจอสีดำกะพริบถี่ ๆ ก่อนเปลี่ยนเป็นสีฟ้าน้ำทะเลปรากฏเปลวไฟเป็นตัวอักษรรูปทับต้นไม้ มันพลิ้วไหวเหมือนไฟมีชีวิต “โอ้โห” พวกเขาตื่นเต้น ไม่นานกล่องสีขาวเด้งออกมาเพื่อให้กรอกรหัส

“ข้างในมีอะไรบ้าง” อเล็กซิสยื่นหน้าเข้ามา มือกำขวดน้ำแน่นท่าทางกระหายน้ำตั้งแต่เข้ามาในห้อง

“ต้องกรอกรหัสก่อน” เรมีย้ำ สายตาจดจ่อกับหน้าจอดังกล่าว

“กรอกสิ” เทสซ่าเร่ง “ฉันอยากรู้แล้ว”

“เอ่อ” หนุ่มน้อยวัยสิบหกเคาะคีย์บอร์ดสัมผัส “เรายังแฮคมันไม่ได้”

“หา?” พวกที่เหลือร้องออกมาพร้อมกัน “ถ้าอย่างนั้น...พวกนายเรียกให้พวกเราดูแค่ว่ามันเปิดได้”

“ใช่” เรมีพยักหน้าหงึก ๆ “ไม่ตื่นเต้นกันเหรอ”

“ฉันบอกแล้วว่าเราควรเจาะรหัสให้ได้ก่อน” อาคุสะพูดเสียงเรียบ เขานั่งขัดสมาธิกอดอกมองหน้าจอดังกล่าว

“หน้าที่นายแล้ว” โคดี้ตบหลังเรมีเบา ๆ ถอนหายใจพลาง “ขอโทษที พอดีพวกเรามัวแต่ตื่นเต้นที่เปิดมันได้ก็เลยรีบเรียกให้ทุกคนดู ไหน ๆ ก็ต้องมาเดอะวาลนี่นา”

“ไม่เลย ถ้าพวกนายเปิดได้ เดี๋ยวก็เข้าได้” เบลินดาให้กำลังใจ

“พูดได้ดี” โคดี้ดีดนิ้วแล้วขยิบตาให้เธอ

“พวกนายจะทำอะไรกันต่อ” อเล็กซิสถามขึ้น แขนกอดขวดน้ำแน่น “ถ้าไม่มีอะไรฉันขอตัวก่อน”

ไมเคิลเงยหน้า “เธอจะไปไหน”

“มีเรื่องต้องคุยกับที่พัก พอดี...” คิ้วได้รูปย่นเข้าหากัน “น้ำไม่ค่อยไหล”

เทสซ่ามองหน้าเขาเหมือนต้องการถามความเห็น เขาจึงพยักพเยิดให้เธอตัดสินใจว่าจะทำอะไรกันต่อ

“เอางี้ ไม่ได้อยู่รวมกันนานแล้ว หาอะไรกินตอนเย็นก่อนแยกย้ายไหม สักหกโมงเย็นออกไปนั่งดื่มกัน”

อเล็กซิสพยักหน้าตกลง “งั้นเดี๋ยวฉันตามไป”

“เฮ้ ร้านตรงหัวมุมตึกนี้นะ” เทสซ่าชี้

สาวตาน้ำเงินพยักหน้าเพื่อบอกว่ารับทราบ แต่ไมเคิลกลับตงิดใจกับท่าทีของเพื่อนตัวเอง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนดวงหน้าบวกกับอาการหวงแหนขวดน้ำยิ่งกว่าอะไร พอเขาขยับตัวจะตามไปด้วย อเล็กซิสส่ายหน้าทันที ท่าทางเร่งรีบจนแม้แต่คนอื่นยังมองหน้ากัน สงสัยว่าเป็นอะไร พอเธอจะออกดันชนกับอเล็กซ์ที่เพิ่งมาถึง  “โทษที” พูดเสร็จก็รีบผละออกไป ครั้งนี้อเล็กซ์ไม่ได้ทำเป็นไม่สนใจหากแต่เหลียวหลังมอง มือจับกลอนประตูค้างไว้ไม่ยอมก้าวเข้ามา สีหน้าลังเลเหมือนความคิดข้างในสู้กัน ไม่ถึงสามวินาทีเขาก็ปิดประตูตามอเล็กซิสไป จนเบลินดาถึงกับพึมพำ “เล่นอะไรกัน”

“อเล็กซ์คงยอมคุยแล้ว เดี๋ยวก็คืนดีกัน” ฟีบี้เปรย เขาแทบลืมไปแล้วว่าเธออยู่ด้วย

“ฉันก็ขอให้เป็นแบบนั้น” อาคุสะว่า ทว่าแววตาของเขาไม่แน่ใจนัก

ไมเคิลไม่คิดเช่นนั้น มันไม่น่าเกี่ยวกับปัญหาหัวใจที่ยังคาราคาซัง หากแต่อเล็กซ์น่าจะเห็นความผิดปกติเหมือนที่เขาเห็น และเพราะเหตุนี้ไมเคิลจึงนั่งอยู่ไม่สุข ในอกโหวงเหมือนตอนปาสคาลตกหน้าผา เหมือนกับตอนที่แม่หมดลมหายใจ เลือดในกายของเขาดิ้นพล่านเหมือนตอนที่เทสซ่ากลับมาโดยไม่มีอเล็กซิส สังหรณ์ของเขาไม่เคยผิด เด็กหนุ่มลุกขึ้นคว้ากลอนประตู...

ทว่า เทสซ่ารั้งแขนไว้ เธอส่ายหน้า “ปล่อยพวกเขา ถ้านายเข้าไปจะเป็นเรื่อง”

เขาส่ายหัว “ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเทสซ่า เธอไม่เข้าใจ” ตอบแล้วดึงแขนตัวเองกลับมาก่อนจะตามไปอีกคน

เป็นอะไรของเธอ เขาชะโงกหน้าจากระเบียงบันไดมองลงไปข้างล่างแต่ไม่เห็นใครสักคน จึงกระโดดลงมาจากชั้นสาม เท้าแตะขอบระเบียงชั้นสอง เขากระโดดอีกจนแตะขอบระเบียงชั้นหนึ่ง แล้วลงมาถึงพื้นชั้นล่าง ใช้เวลาไม่ถึงห้าวินาที เร็วพอเห็นหลังอเล็กซ์หายวับไปจากประตูทางเข้า แต่เมื่อวิ่งออกไปนอกตึก อเล็กซ์กลับยืนเคว้งคว้างเดินไปเดินมาไม่รู้จะไปทางไหน

“ไปไหนแล้ว” เขาหันกลับมาถามไมเคิล

เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว แม้รู้ว่าไม่ใช่เวลาแต่อดแปลกใจไม่ได้ที่ถูกถามโดยปราศจากท่าทีมึนตึง ปกติแล้วชายคนนี้มองเขาเหมือนเป็นตัวแมลงร้ายน่ารังเกียจ

“เธอบอกว่าจะกลับห้องพัก”

“นายเห็นใช่ไหม” อเล็กซ์พูด สีหน้าจริงจังปราศจากอคติ “ท่าทางเธอแปลก ๆ แถมยังตัวร้อนราวกับไฟ”

ไมเคิลหวนนึกถึงตอนที่ชายผิวสีเข้มแบบโนเอลเคาะประตูมาแจ้งข่าวถึงในห้อง ว่าอเล็กซิสเป็นลมกลางทาง ก่อนหน้านั้น เทสซ่าเล่าว่าอเล็กซิสขอตัวเพราะลืมของ จะว่าไปแล้ววันนั้นเธอดื่มน้ำเยอะมากเหมือนเมื่อครู่ และรู้สึกร้อนตลอดเวลา หรือว่า...เป็นลมอีกเหรอ แต่ถ้าเป็นลมก็แค่ขอนอนพักในห้องก็ได้นี่นา

เขตเดอะวาลอาจไม่ใหญ่มากหากเทียบกับการแบ่งเขตในนิวโฮป แต่ด้วยโครงสร้างเมืองที่ค่อนข้างแออัด ตึกซ้อนสลับและมีตรอกซอยมากมาย ใช่ว่าเขาจะเจอตัวอเล็กซิสได้ง่าย “ฉันจะไปดูที่ห้อง ถ้าอเล็กซิสไม่ได้เป็นอะไรก็ต้องกลับไปที่ห้อง”

อเล็กซ์ส่ายหน้า “หรือไม่ก็เป็นอะไร ถึงรีบแบบนั้น”

เพราะข้อสันนิษฐานนี้ ปกติแล้ว จากที่พักของไมเคิลไปยังตึกบลู เทอร์นเนอร์ใช้เวลาสิบห้านาที เขาใช้เวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น ห้องอเล็กซิสอยู่ชั้นสี่ ไมเคิลได้เปรียบอเล็กซ์ตรงความเร็วดังนั้นเขาจึงมาถึงก่อน พอเคาะประตูห้องก็ไม่มีใครตอบ เมื่อเคาะอีกหลายครั้งจนอีกฝ่ายตามมาทัน ประตูยังปิดอยู่อย่างนั้น แถมห้องข้าง ๆ ยังทำเสียงปึงปังในห้องเหมือนเตือนกลาย ๆ ให้เขาหยุดก่อกวน เด็กหนุ่มจึงแนบหูกับประตู หากแต่ไม่ได้ยินเสียงข้างในเลย

“ลืมไปหรือเปล่า” อเล็กซ์ทักขึ้น “พวกเราเดินเร็วกว่าอเล็กซิส”

“แต่ถ้าเธอกลับมาที่ห้อง ก็ต้องเจอกันระหว่างทางสิ”

มีเหตุผลเดียว เพื่อนของเขาโกหก

ไมเคิลรุดไปยังหน้าต่างตรงทางเดิน ยกบานหน้าต่างจนสุดแล้วชะโงกหน้าออกไป ลมแรงตีปะทะหน้า ถึงแม้เขาจะชอบอากาศเย็นสบายมากกว่าร้อน แต่เมื่อทอยซิตี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ลมกลับไม่น่าพิสมัย สายตาของเขาเลื่อนไปช้า ๆ ทีละจุด ทีละจุด แต่ไร้ประโยชน์ ถึงอเล็กซิสอยู่แถวนี้ก็ยากที่จะเห็นอยู่ดี ทำไมต้องโกหก เธอไปไหนกันแน่ หัวใจบีบรัดเมื่อความผิดหวังจู่โจม เขาคิดว่าเธอไม่ไว้ใจเขา ทั้งที่เข้าใจว่าตนเองคือคนที่เธอสนิทใจที่สุด มากกว่าเทสซ่า แต่สุดท้าย เขาคิดผิด

อเล็กซ์โผล่หน้าออกมาข้าง ๆ ผมของเขายาวจนต้องจับมันไว้ไม่ให้ปลิวและพัดเข้าหน้า “เขามีท่าทีแบบนี้มาสักพักแล้วยัง”

ไมเคิลไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไร ถึงแม้ทุกคนเห็นว่าเธอค่อนข้างโทรมและเงียบกว่าตอนอยู่ในศูนย์ฝึก แต่หาได้นึกถึงเรื่องอื่นเลย ใช่แล้ว ไม่มีใครสังเกตเลยรวมทั้งตัวเขาเองด้วย

“เขาบอกอะไรนายบ้าง” ชายหนุ่มเริ่มยิงคำถาม “มันเกี่ยวกับที่โดนจับไปหรือเปล่า หรือไม่ใช่”

“ไม่รู้!” ไมเคิลตอบอย่างมีอารมณ์ “แล้วนายทำอะไรอยู่ตอนนี้ ตอนเธอหายไปก็ร้อนรนอย่างกับคนบ้า พอเธออยู่ นายก็หายไป ทำตัวอย่างกับพายุ”

แววตาสีเข้มกลับมาฉายรังสีไม่ชอบขี้หน้าอีกครั้ง “ก็เธอมีนายแล้วนี่ สนิทกันมากไม่ใช่เหรอ น่าจะเห็นอะไรผิดปกติบ้างสิ”

“นายมันโง่ เขาไม่ได้ชอบฉัน ถ้าเป็นแบบนั้น วันนั้นคงได้จูบจริง ๆ แล้วมั้ง”

“หา” ดวงตาสีเข้มจนแทบจะเป็นสีดำมองเค้น “จูบเหรอ!

ไมเคิลออกห่างเมื่ออเล็กซ์ขึ้นเสียง “ใช่ ฉันจูบเขา”

แทนที่ชายหนุ่มจะเข้าใจความหมายที่เขาสื่อประโยคแรก กลับโมโหกระชากคอเสื้อ “ไหนเทสบอกตลอดว่าพวกนายเป็นเพื่อนกัน แล้วจูบคืออะไร”

ไมเคิลดึงมือเขาออก “โกรธอะไร นายไม่ได้เป็นแฟนเขานี่ นายไม่มีสิทธิโกรธ อีกอย่างนายควรรู้ไว้ว่าเขาก็ไม่ได้ลืมนาย จะว่าไปมันจะเรียกว่าจูบก็ไม่ได้ อเล็กซิสบอกเองว่าแค่ปากชนปาก”

“นี่แกจงใจกวนประสาทใช่ไหม” เส้นเลือดบนขมับเต้นกระตุก คำพูดทั้งประโยคออกมาจากไรฟัน “สรุปนายชอบเขาใช่ไหม” หนุ่มผิวซีดผลักอกเขา “ตอบสิ”

“แล้วมันสำคัญตรงไหน” ไมเคิลผลักกลับ “ทำไมนายพูดไม่รู้เรื่อง ต่อให้ฉันชอบเธอ ถ้าเธอไม่ได้คิดมากกว่านั้นมันก็ไม่มีอะไร ตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่นายต้องไล่เธอออกไป นายทำตัวเอง แล้วตอนนี้ก็จุ้นจ้านกับคนอื่น ถึงตอนนี้ ถ้าอเล็กซิสจะรักใคร ไม่จำเป็นต้องเป็นฉันก็ได้ นายก็ไม่มีสิทธิหึง”

เด็กหนุ่มยังจำได้ว่าอเล็กซ์แอบแกล้งซัดไฟฟ้าใส่ เพราะเหตุการณ์นั้นทำให้ไมเคิลดูเหมือนหาเรื่องอีกฝ่ายก่อน พลังของอาคุสะหมดฤทธิ์แล้วสิ

แต่สิ่งที่ประหลาดที่สุดคือ อเล็กซ์สูดหายใจอย่างแรง “มันไม่ใช่เวลา” มือทั้งสองข้างยกขึ้น “ฉันจะไปหาเธอ นายอยู่นี่ แล้วเราค่อยคุยกัน”

“ทำไมฉันต้อง...” ยังไม่ทันที่เขาจะตอบตกลง อเล็กซ์ก็พุ่งตัวออกไปนอกหน้าต่าง ไมเคิลตกใจจะคว้าไว้แต่ไม่ทัน จังหวะที่เท้าแตะพื้นเหมือนภาพช้า อเล็กซ์ยืนตัวตรงแล้ววิ่ง เจ๋งว่ะ หากเขากระโดดจากชั้นสี่คงต้องกระโดดไปตามระเบียง ไม่สามารถกระโดดลงไปแบบนั้นได้ทีเดียว พลังของอเล็กซ์สามารถต้านแรงโน้มถ่วงได้ด้วย มันเท่ไม่เบา

แต่การรอคอยอย่างเดียวมันทรมานกว่าเป็นฝ่ายตามหา ทางเดินในห้องพักไม่มีอะไรให้เขาทำ มันมีแต่กำแพง ประตู และหน้าต่าง เขาเดินไปเดินมา นั่ง ๆ นอน ๆ หน้าห้องอเล็กซิสอยู่จนครบชั่วโมง กลายเป็นว่าต้องรอทั้งอเล็กซ์และอเล็กซิส จนปะเข้ากับเดสซิเรผู้ที่ตรึงใจเรมีไว้ตั้งแต่วันนั้น เธอยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร แต่เหมือนเดิม ไมเคิลไม่ได้ยิ้มตอบ ดวงตาสองสีจ้องจนเขาเริ่มอึดอัด

“มารอแฟนเหรอ” เธอเดินนวยนาดตรงมา ผมข้างยาวสะบัดไปตามลม วันนี้ไม่ใช่กระโปรงหนังแนวพังค์เหมือนวันนั้น เธอสวมเพียงเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ขาสั้นเผยเรียวขาขาวเนียน

“เพื่อน” เขาไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้ามากนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเคยให้เนื้อพรีเมี่ยมมาฟรี ๆ และเพราะเห็นเธอเป็นอาสาสมัครด้วย ไมเคิลจะไม่ตอบเลย “คุณรู้จักอเล็กซิสใช่ไหม”

หญิงสาวฉีกยิ้ม “ทำไมจะไม่รู้จักลูกบ้านตัวเองล่ะ” แต่เธอไม่ได้พูดเปล่าหากแต่เขยิบเข้ามาแนบชิด โดยเฉพาะส่วนหน้าอกที่สีกับแขนของเขา เด็กหนุ่มเขยิบออกห่าง “เล่นตัว” หล่อนยิ้มแล้วกัดริมฝีปาก เขายิ่งขนลุก จึงถอยอีกสองก้าว “ไม่ใช่บลู เทอร์นเนอร์เป็นเจ้าของเหรอ?”

สาวผมทองกลอกตา เสียงหวานใสเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น “มีเจ้าของตึกหกคน แต่คนเอาแต่เรียกตึกของเทอร์นเนอร์จนฉันชักจะยัวะแล้วนะ”

“เอ่อ...” เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องขอโทษหรือเปล่า แต่ถ้าเธอเป็นเจ้าของตึกอีกคน... “อเล็กซิสบอกว่าน้ำในห้องไม่ค่อยไหล คุณดูให้แล้วยัง”

เธอยกมือ “โอ๊ย มีตั้งหกคน เธอแจ้งกับใครล่ะ”

ไมเคิลเกาหัว ตัวเองก็ไม่รู้ พอใช้ความคิด หญิงสาวก็เข้ามาประชิดตัวอีกแล้ว “เป็นอะไรของคุณ”

เธอกลอกตา “เด็กน้อยนี่นา ไม่น่าเชื่อว่าหน้าตาแบบนี้จะเป็นไก่อ่อน” ว่าแล้วก็ดีดนิ้ว “ฉันสอนให้ไหม” ไม่ทันไรเธอวางมือลงบนอกเขา เวลานั้นขนในกายลุกซู่ไปทั้งตัว เขาจับข้อมือเธอแล้วบิด ทว่าเหมือนมีบางสิ่งปล่อยออกจากข้อมือเล็กนี้ เขารีบปล่อยเธอ แม้ไม่ไวพอแต่ก็ยังทัน เพราะแค่นั้นมือข้างขวาก็ไร้ความรู้สึกไปแล้ว“คุณ...”

หญิงสาวเป่าปาก “โทษที ฉันไม่คิดว่าจะทำให้นายตกใจขนาดนี้ นายกับเพื่อนนายเหมือนกันเลยนะ แต่เมื่อกี้บิดแรงมากฉันเลยเผลอต้องป้องกันตัว รอแป๊บเดียว มันก็หาย”

ไมเคิลไม่สน เขาตั้งการ์ดเตรียมจะสู้กลับ แม้มือข้างขวาจะห้อยตกจากข้อมือ “นี่ ฉันไม่ทำร้ายนายหรอกน่า เวรจริง ไม่คิดว่าจะซีเรียสขนาดนี้”

“...อย่าเข้ามา!””

เธอหยุดชะงัก มือทั้งสองข้างยกขึ้นขอให้เขาใจเย็น “เดี๋ยวก็หาย เชื่อฉันสิ”

เสียงตึงตังดังขึ้นเหมือนคนวิ่งขึ้นมา ไมเคิลละความสนใจจากเดสซิเร อเล็กซ์วิ่งขึ้นมาพร้อมกับอเล็กซิสในอ้อมแขน เขาหาเธอเจอจนได้ “เกิดอะไรขึ้น” สาวผมทองรีบรุดไปดู แต่อเล็กซ์กลับตะโกนลั่น “เธอถอยไป”

“เฮ้ ฉันต้องรู้เรื่องสิ ลูกบ้านทั้งคน”

ชายหนุ่มมองเธอแล้วทำหน้างง “แล้วเธอเป็นใคร”

“เจ้าของตึก” เธอส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่มแบบที่ยิ้มให้กับไมเคิลตอนแรก “ถึงจะผมและหนวดรุงรังแต่นายก็ดูดีนะ”

“เจ้าของตึก?” คิ้วอเล็กซ์ผูกกันเป็นปม “ไม่ใช่บลูเหรอ”

หญิงสาวหน้าหงิกทันที “มีเจ้าของหกคนย่ะ” ไมเคิลส่ายหัวปัดมือให้เธอถอยออกไป (ไม่กล้าแตะตัวเธออีก) อเล็กซิสในอ้อมกอดอเล็กซ์ไม่ได้นอนหรือหลับ หากแต่ตื่นอยู่แต่เหมือนไม่ค่อยมีสติ ริมฝีปากพึมพำว่า “ปล่อย” เบา ๆ งึมงำในลำคอ

“เปิดประตูสิ” อเล็กซ์สั่งเพราะมือทั้งสองอุ้มเพื่อนของเขาไว้

“นายก็เขยิบสิ” เขาสั่งกลับ อเล็กซ์เลื่อนตัวเข้ามาใกล้ประตู เขาจับมืออเล็กซิสแตะที่ตัวสแกนเพื่อปลดกลอน มีเสียงดังกริ๊ก เขาบิดประตูเปิดออกแล้วให้อเล็กซ์เข้าข้างใน “นี่” ไมเคิลไม่สนใจหญิงสาวแล้วปิดประตูใส่หน้าหล่อนดังปัง เธอทุบครั้งหนึ่งก่อนจะด่าออกมา เมื่อนั้นเสียงฝีเท้าห่างออกไป ในที่สุด

“ฉันอยากได้ผ้าชุบน้ำ”

เขาพยักหน้า ส่วนอเล็กซิสก็พยายามจะลุกขึ้นจากเตียงให้ได้ “ไม่...ต้อง...” จนชายหนุ่มดันตัวเธอลง “ไม่...” สภาพอเล็กซิสไม่ต่างจากคนเมายา เขาไม่รู้ว่าเธอไปโดนอะไรมาแต่ก็ทำตามที่อีกฝ่ายบอก นั่นคือเข้าไปในห้องน้ำแล้วคว้าผ้าขนหนูผืนเล็ก พอเปิดก๊อกก็พบว่าน้ำแรงปกติ โกหกจริงด้วย มือทั้งสองรีบบิดน้ำหมาด ๆ พอออกมาก็เห็นสองอเล็กซ์เถียงกันผ่านทางกิริยา ฝ่ายหญิงพยายามจะลุก ฝ่ายชายก็กดเธอนอนลง

“นายเจอเธอที่ไหน” เขาถาม

อเล็กซ์ยังจ้องเด็กสาวไม่วางตา “แอบอยู่หลังตึกนาย” ตอบเสร็จก็แย่งผ้าในมือแล้วเช็ดหน้าเธอ แววตาของเขาอ่อนโยนลงมาก

“พอ...แล้ว” อเล็กซิสพยายามปัดมือออก เธอพยุงตัวเองขึ้น มือเท้าเบาะไว้ “ฉัน...ไม่...เป็น...ไร” ทว่าถ้อยคำที่ออกมาแต่นั้นเหมือนกับเค้นพลังออกมาจนสุด

“ทำไมเธอต้องใช้มัน?” อเล็กซ์ซัก แต่ไร้การตอบสนอง “ทำไมล่ะ เธอไม่ใช่เหรอที่คอยบอกฉันว่าบุหรี่มันไม่ดี แต่นี่อะไร เล่นยาเลยเหรอ”

“...เปล่า”

ไมเคิลมองพวกเขาสลับกัน “เล่นยา? หมายความว่าไง”

อเล็กซ์จับแขนข้างขวาของเธอแล้วหงายให้ดู มีรอยแดงจุดเล็กเหมือนเข็มเจาะแถวข้อพับพอดีกับเส้นเลือด รอยยังสดใหม่ เห็นแค่นั้นขาของเขาแทบหมดแรง “ทำไมเธอใช้มัน”

อเล็กซิสหลับตา ส่ายหน้าช้า ๆ ชายหนุ่มผละออกจากเตียง เดินวนไปวนมาเหมือนพยายามสะกดอารมณ์ อีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะถึงเวลานัดกับพวกเทสซ่าแต่สภาพอเล็กซิสตอนนี้ไม่มีทางออกไปไหนได้ เด็กสาวลืมตาขึ้นมองไมเคิล แววตาปวดร้าวเหมือนอ่านความคิดเขาออก เธอเขยิบตัวพิงกำแพงช้า ๆ “น้ำ...” ไมเคิลคว้าเหยือกข้างเตียงแล้วรินลงแก้วนั่งลงข้างเธอเพื่อประคองเวลาดื่ม

อเล็กซิสดื่มจนหมด ทั้งห้องเงียบ มีเพียงเสียงหายใจเข้าออกช้า ๆ เขาได้ยินเสียงเธอกลืนน้ำลายแล้วอ้าปากพูด ครั้งนี้มันไม่มาทีละคำ แต่เสียงยังเบาอยู่ “พวกนายไปกันก่อนเถอะ ฝากบอกคนอื่นด้วยว่าฉันจะตามไปทีหลัง”

“เธอใช้มันทำไม” อเล็กซ์ไม่ละความพยายาม “แล้วไปหาจากไหน” 

“ออกไปจากห้องฉัน”

ทั้งห้องเงียบอีกครั้ง ไมเคิลเองก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะไล่ แถมยังไม่มองหน้าอีกฝ่ายสักนิด ส่วนอเล็กซ์นั้นจ้องจนตาแทบถลน ความโกรธแผ่ซ่านไปทั่วห้องจนน่าจะสงสัยว่าจะยืมพลังอาคุสะมาใช้ได้ “จนกว่าเธอจะบอกว่าทำไมถึงใช้ยานั้น!

“ไม่ใช่เรื่องของนาย”

เขาไม่แน่ใจว่าอเล็กซิสตอนมีแรงกับอ่อนปวกเปียกแบบไหนน่าเป็นห่วงกว่ากัน แต่เมื่อตัวเองต้องอยู่ท่ามกลางสนามรบทางวาจาและอารมณ์แล้ว กลับเป็นคนที่รับแรงกดดันมากที่สุด เขามองหน้าอเล็กซ์พยายามจะสื่อผ่านสายตา บอกไปสิ บอกไปสิว่านายห่วงเธอ นายคิดยังไงกับเธอ ขอโทษไปสิ ทว่าสัญญาณไม่ถึงเป้าหมาย

“ออกไป” เด็กสาวตวาด

ไมเคิลจ้องชายหนุ่มตาแทบถลนแต่เขาไม่รับสารใด ๆ

แทนที่อเล็กซ์จะอ่อนลง เขากลับสบถหลายคำที่เขาฟังไม่ทัน สุดท้าย “ได้” แล้วปิดประตูอย่างแรงจนบานเกือบหลุดออกมา เขาส่ายหน้า

“เขาเป็นห่วงเธอ” ไมเคิลเป็นฝ่ายพูดเอง “เธอน่าจะรู้”

อเล็กซิสหัวเราะแต่น้ำเสียงนั้นฝืน “เขาก็จะมาแล้วไปแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปเลยดีกว่า”

ทั้งสองเงียบ แต่เมื่อมองแขนของเธอแล้วนึกขึ้นได้ “แล้วเธอใช้ยาทำไม”

อเล็กซิสนิ่งไป ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้ง “มันไม่ใช่ยาเสพติด มันช่วยให้ฉันไม่เจ็บ” สายตามองไปที่ประตูราวกับเกรงว่ามันจะเปิดออก “ไมเคิล ฉันคงปิดนายไม่ได้แล้ว แต่นายอย่าบอกใครได้ไหม ไม่ว่าใครจะสงสัยว่าฉันเป็นอะไรก็ห้ามแก้ตัวให้ ห้ามพูดเด็ดขาด”

เด็กหนุ่มพยักหน้า อเล็กซิสจึงเล่าที่มาของอะวีซี สารพิษที่อยู่ในตัวเธอ “...มันจะควบคุมสมองให้ฉันรู้สึกเจ็บทุรนทุราย อาการจะมาเป็นพัก ๆ ยาที่ฉันฉีดเข้าเส้นเลือดจะช่วยให้มันสงบลง แต่ก็จะอยู่ในสภาพอย่างที่นายเห็นเมื่อครู่ ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกก่อน”

เขานึกถึงวันที่เธอออกไปซื้อของเพื่อฉลองวันเกิดให้ “วันนั้นเธอไม่ได้เป็นลมใช่ไหม”

เธอส่ายหน้า

“แล้วเมื่อไรจะเลิกใช้ เธอจะหายใช่ไหม ฉันช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า”

อเล็กซิสยิ้มบาง ๆ “ขอบใจนะ แต่มันไม่มียารักษา”

คำตอบของเธอกลับกลายเป็นก้อนจุกอยู่ที่คอ สังหรณ์ในใจเริ่มทำหน้าที่บีบหัวใจข้างใน “เพราะเหตุผลนี้ใช่ไหม เธอถึงไปหาทรอยบ่อย ๆ”

“อื้อ”

“เขาพยายามหาทางรักษาเธอใช่ไหม” ไมเคิลภาวนาให้เธอตอบว่าใช่

อเล็กซิสส่ายหน้า “เขาคอยดูอาการและให้คำแนะนำ”

“มันคือการรักษาใช่ไหม”

ดวงตาสีน้ำเงินคู่นี้ปราศจากดวงไฟข้างในอย่างเคย ไม่มีอีกแล้ว ไฟในนั้นมอดดับไปแล้ว ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นมันลุกโชติช่วงไปตลอดกาล “ยาที่ฉันใช้คุมอาการได้ระยะหนึ่ง จนวันหนึ่ง มันจะเอาไม่อยู่ แล้วฉันก็ทนไม่ไหว”

เพียงเท่านั้นน้ำตาเด็กหนุ่มไหลตกลง มันหยดลงบนแขนเล็ก ๆ ของเธอ ไมเคิลยังจำวันที่เขาจุดไฟลงบนเศษไม้ใต้ร่างของแม่ได้ชัดเจน “โกหกฉันใช่ไหม”

อเล็กซิสบีบมือ น้ำใสคลอเบ้าตาแต่มันไม่ได้ไหลเหมือนกับของเขา ไมเคิลรู้ว่าตัวเองทำตัวเหมือนเด็กขี้แย แต่เขาห้ามมันไม่ได้ มันออกมาเอง “ฉันก็อยากให้มันเป็นเรื่องล้อเล่น”

อีกแล้วหรือ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องทิ้งเขา ไม่ควรเลย ไมเคิลไม่น่าปล่อยให้ตัวเองผูกพันกับใคร เขาเหมือนกับคนถูกสาป ไม่ว่าจะพ่อแม่และปาสคาล ทุกคนล้วนจากเขาไปทั้งนั้น จนแม้แต่เพื่อนคนแรกอย่างอเล็กซิส เขาไม่รู้ยังดีเสียกว่ามองดูวันเวลาของเธอหมดลงไปทุกวัน เบนปกป้องพวกเขาจนตัวเองต้องตาย และอาจเป็นเพราะเขาต้องการปกป้องอเล็กซิส สุดท้ายแล้วเขากลับทำอะไรไม่ได้เลย เขาจะต้องมองดูเธอตายแบบนี้เหรอ เบนจะตายโดยเปล่าประโยชน์เหรอ ทั้งที่ตัวเองสาบานแล้วว่าจะปกป้องเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินคู่นี้อย่างที่เขาไม่อาจทำได้กับคนเก่า แต่เขาทำอะไรไม่ได้เลย

          มือเรียวบางกลับเป็นฝ่ายเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของเขา เขาปล่อยให้ผู้หญิงเช็ดน้ำตาให้ตัวเอง ไมเคิลจับมือเธอไว้ข้างแก้ม ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้ “อย่าทิ้งฉันเหมือนพวกเขาเลยนะ" 

 










ฮัลโหล มาถึงตอนที่เก้ากันแล้ว ขอสารภาพเลยว่าเล่มสองเขียนยากกว่าเล่มหนึ่ง เพราะความสัมพันธ์ตัวละครค่อนข้างพันกันยุ่ง ไหนจะยังตัวใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อไปเรื่อย ๆ ไหนจะปมเยอะแยะ (สร้างเอง ผูกเอง บ่นเองเนาะ)

เรื่องรูปที่มีคนถามหา ด้วยความมั่นใจ (แบบผิด ๆ ในฝีมือตัวเอง) ก็เลยลองวาด วาดอเล็กซิสตั้งสองรูป แต่ไม่สวยพอมาอวด รอเข้าพัฒนาหรือมีเงินก่อนน้าตัวเอง ส่วนตอนนี้กำลังวาดรูปไมเคิล เนื่องจากเป็นโทนขาวดำ ดูง่ายขึ้นหน่อย ถ้ารูปน้องออกมาดี เค้าจะอวดนะ

อย่างไรก็ตาม เราขอบคุณที่ยังติดตามกันจนถึงตอนนี้ ยืนยันคำเดิมว่าไม่ทิ้งให้ค้างคา ไม่มีเท ต้องแต่งจบแน่นวล ช่วยเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ

Love

Jes คนเขียนผู้สวยเลิศที่สุดนปฐพี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #115 OOO- (@OOO-) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 22:04

    ออเล็กซ์ แอบอยู่หลังประตูแน่เลย

    #115
    1
  2. #114 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 22:37
    น่าจะบอกอเล้กไปเลย
    #114
    1
    • #114-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 55)
      4 ตุลาคม 2561 / 12:51
      ขอน้องซิสเล่นตัวนิดนึง 555
      #114-1
  3. #113 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 11:39
    งื้อออออออ

    สงสารรรร
    #113
    1