ตอนที่ 54 : คำทำนายของชายหนุ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    6 ต.ค. 61

“บลู เราไม่ควรเข้ามาแบบนี้”

ไม่สนใจเสียงริงโก้ เขายกขาปีนข้ามระเบียงกำแพงบันไดหนีไฟแล้วกระโดดลงระเบียงห้องลูกบ้านรายหนึ่ง จากนั้นปีนข้ามไปอีกห้อง ไต่ไปตามทางชันขนาดคืบหนึ่งไม่กลัวตกเลยแม้แต่น้อย ทักษะโจรย่องเบายังอาย ในเมื่อการเข้าห้องลูกบ้านโดยพลการต้องได้รับเสียงโหวตอนุมัติจากหุ้นส่วนทั้งหก แต่เพราะยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเขากับริงโก้บวกกับไอ้ประกาศรับอาสาสมัครของทางการที่เขาเห็นเมื่อเช้า บลูจำเป็นต้องรู้ว่าเด็กคนนี้ซ่อนอะไรไว้อีก และความอยากรู้นั้นเร่งเร้าให้เขาต้องค้นหาความจริงเดี๋ยวนั้น

“แม่งเอ๊ย ไอ้บลู ฟังบ้างสิวะ”

เขาปีนข้ามถึงระเบียงห้องอเล็กซิสได้สำเร็จ ปากตะโกนบอก “แกไปรอหน้าห้อง” เพื่อนตัวโตส่ายหัวไม่เห็นด้วย แต่ใครเล่าจะทัดทานคนอย่างบลูได้ เขายื่นมือเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ประมาณสิบเซนติเมตร ปลดล๊อก จากนั้นเลื่อนบานขึ้นจนสุด เพียงแค่นี้ เขาก็ปีนเข้าห้องเธอได้สบาย ๆ

ห้องของอเล็กซิสค่อนข้างโล่ง เห็นแล้วสะอาดตาปนน่าสงสาร ข้าวของน้อยชิ้นวางไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก แต่เพราะมันไม่เยอะจึงไม่รก บลูเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าเธอใช้ห้องนี้ไว้ซุกหัวนอนมากกว่าเห็นเป็นบ้าน ดูจากข้าวของที่แทบไม่วางแสดงความเป็นเจ้าของเลย แม้แต่ของใช้ส่วนตัวก็มีแต่ของสำคัญต่อชีวิตประจำวัน ห้องนี้ปราศจากของตกแต่งใด ๆ บลูปลดล๊อกประตูเพื่อให้ริงโก้เข้ามาได้

“ฉันน่าจะบอกเอมอนดีกว่าบอกแก ไอ้เวรเอ๊ย”

“พูดมาก แกก็เข้ามาแล้วล่ะนะ” เขาปัดมือรำคาญคนขี้บ่น บลูถือวิสาสะเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วลงมือรื้อของข้างใน อเล็กซิสมีแต่เสื้อเก่าของเดสซิเร เด็กนี่ไม่คิดจะซื้อใหม่เลยหรือไง ทำไมชายหนุ่มจะจำไม่ได้ บางตัวเขาเปลื้องออกจากตัวหญิงสาวกับมือ โอเค นั่นมันไม่ใช่ประเด็นหรอก ชายหนุ่มก้ม ๆ เงย ๆ ค้นตรงนู้นที ตรงนี้ที แต่อย่าคิดว่าเขาไม่ใช่คนไร้อารยะขนาดนั้น บลูเก็บทุกอย่างเรียบร้อย จนกระทั่งเขาพบกล่องรองเท้า แต่เมื่อเปิดออกกลับเห็นหลอดเล็ก ๆ จำนวนมาก ชายหนุ่มหยิบมันออกมาแล้วเรียกริงโก้

“แกรู้ไหมว่ามันคืออะไร”

เพื่อนร่างโตยื่นหน้ามา พยักหน้าทีหนึ่ง “ไอ้นี่ไง ยาที่ฉันฉีดเข้าตัวหล่อน”

“มีตั้งแยะ ถ้าเป็นยาพวกนั้นก็ดี” เขาทำมือเป็นปล้อง

“ไม่ตลกนะเว้ย”

บลูกลอกตา ริงโก้ ชายหนุ่มผู้ปราศจากอารมณ์ขัน “แล้วแกเจออะไรไหม”

เพื่อนร่างโตยื่นสมุดเล่มหนึ่งให้ บลูเปิดออกแล้วพบว่ามันเป็นบันทึก โดยหน้าล่าสุดนั้นระบุวันที่ 1 ตุลาคม วันเดียวกับที่ริงโก้เจอเธอนอนทุรนทุรายในตรอก เขาอ่านคำบรรยายในนั้นได้สองบรรทัดแล้วปิด ไม่คิดอ่านต่อ “มันเป็นบันทึกอาการ ไม่มีเรื่องอื่น” เพื่อนของเขาแย่งสมุดแล้วยัดมันกลับลงไปในลิ้นชักราวกับหวาดระแวงว่าอเล็กซิสจะโผล่มาเมื่อไรก็ได้

และเพราะเธอไม่มีของมากมาย บลูกับริงโก้ไม่เจออะไรอีก “ออกกันเถอะ” ริงโก้ว่า “ไม่เจออะไรหรอก ถามเด็กคนนั้นไปตรง ๆ ก็หมดเรื่อง”

“แล้วอยู่หรือวะ” บลูแหวใส่ “เด็กนั่นออกไปกับ...แฟน? ทุกวัน ไอ้วันที่แอบเข้าไปในราซา ก็ไม่โดนลงโทษด้วย แถมยังมีทหารมาส่งถึงที่ ไหนจะไอ้...อะไรนะ ยาพิษในตัว แล้ววันนี้ ก็มีประกาศอาสาสมัครเข้าร่วมกองทัพเพื่อทำลายแก๊งในราซาติดไปทั่ว ฉันไม่คิดว่าเขาไม่รู้เรื่อง เขาต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องวุ่น ๆ นี้แน่”

ริงโก้กอดอกแน่น “เหรอวะ เป็นเหยื่อ แถมยังรอดครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ เป็นฉันก็ไม่อยากข้องเกี่ยว เธอรอดมาได้ ก็ถือว่าเป็นพยานคนสำคัญ ยังไงเราได้เห็นเธอเข้าออกกับพวกทางการบ่อย ๆ แน่”

บลูห่อไหล่ เท้ามือลงบนโต๊ะ “ก็คงใช่ แต่ฉันก็คิดว่าเธอต้องรู้อะไรมากกว่าที่บอกพวกเรา ริงโก้ ที่ฉันกระวนกระวายก็เพราะนี่คือบ้าน จู่ ๆ มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะให้สบายใจได้ไงวะ”

ชายหนุ่มผิวเข้มหรี่ตา หัวเราะ “แกเรียกว่าบ้านเหรอวะ”

เขาไม่เข้าใจ “หมายความว่าไง ถ้าไม่อย่างนั้น พวกเราจะพยายามเพื่อให้ได้ตึกนี้เพื่ออะไร”

“เพื่อเอาตัวรอด” คนตรงหน้าอธิบาย “แต่มันไม่ใช่บ้านหรอกบลู ไม่ใช่เลย แก...เหลือเชื่อว่ะ แกทำใจเรียกที่นี่ว่าบ้านได้ไง นี่มันคุกนะโว้ย”

ชายหนุ่มยักไหล่ “ฉันอยู่กับนรกมาตั้งแต่เด็ก แบบนี้สบายกว่าบ้านจริงตั้งเยอะ ที่ไหนก็เรียกว่าบ้านได้ ถ้าไม่มีพ่อแบบฉัน” เขาคิดเช่นนั้นจริง แม้แต่ด่านทดลองที่ตัวเองผ่านมา หรือแม้แต่เควสต่าง ๆ ทั้งหมดไม่น่ากลัวเท่าปีศาจที่ชื่อว่าพ่อเลยสักนิด อย่างน้อยพวกมันมีจุดประสงค์เดียวคือฆ่า แต่กับคนคนนี้ เขารักที่จะเห็นลูกตัวเองทรมาน ริงโก้แตะไหล่เบา ๆ พอนึกถึงเรื่องในอดีตแล้วหงุดหงิดขึ้นมาทันที พ่อทุบตีคนในบ้านเป็นประจำจนแม่ทนไม่ไหวอุ้มเอมอนเดินออกจากบ้านและไม่กลับมาอีก ส่วนเขาถูกพ่อขังไว้ในห้อง กลัวแม่จะมาเอาตัว บลูรอวันที่แม่จะมารับออกไปจนเขาเลิกรอ คนอย่างพ่อมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหรอก หาเรื่องคนไปทั่ว วัน ๆ เอาแต่กินเหล้า เล่นยา กระทืบลูกตัวเอง สุดท้ายก็ช๊อกตายคาบ้าน วันที่แม่มารับเขาไปอยู่ด้วยก็หลังจากเธอพาเอมอนออกจากบ้านมาได้ห้าปี “ถึงแม้มันไม่เหมือนกับนิวโฮป แต่อย่างน้อยฉันได้เป็นเจ้าของตึก มีธุรกิจของตัวเอง แกว่าอย่างไหนควรเป็นบ้านวะ แต่แกคงไม่เข้าใจหรอก เพราะบ้านจริง ๆ ของฉันคือคุกต่างหาก”

ไม่ทันที่เพื่อนจะตอบ ประตูเปิดออก เจ้าของห้องก้าวขาเข้ามาแล้วผงะเมื่อเห็นชายสองคนอยู่ในห้องตนเอง สายตาอเล็กซิสตวัดลงมองกล่องยาข้างขาคนทั้งสอง บลูและริงโก้สบตากัน ไม่คาดคิดว่าอเล็กซิสจะกลับมาเร็วขนาดนี้ เธอไม่ค่อยอยู่ห้องเท่าไร มักกลับมาถึงตอนดึกดื่นเสมอ เขาจึงกล้าแอบเข้ามา

ดวงตาสีน้ำเงินฉายอารมณ์ขุ่นมัว “เงียบทำไมล่ะ ฉันต้องการคำอธิบาย” น้ำเสียงเธอเย็นจนน่าขนลุก แต่บลูไม่ได้สะทกสะท้านเท่าไร เขาเพียงตบแขนริงโก้ “ว่าไงล่ะ ตอบเขาไปสิ”

เพื่อนทำปากเป็นคำว่า ไอ้เชี่ย

“บลูอยากรู้ว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับประกาศเมื่อเช้าบ้าง ทำไมต้องรับอาสาสมัคร ทำไมพวกนั้นไม่ลงโทษเธอ ทรอยบอกฉันเรื่องยา เอ่อ...”

“อะวีซี” อเล็กซิสทวนให้

“ใช่ อะวีซี และฉันก็บอกบลู พวกเราแค่สงสัย ไม่ได้อยากละลาบละล้วงนะ คือ...”

เด็กสาวยกมือให้เขาหยุดพูด “ไม่ได้อยากละลาบละล้วง” เธอทวนคำแล้วเหล่มองพวกเขา ทั้งสองจนแต้มไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวอย่างไร “ถึงแม้พวกนายจะเป็นเจ้าของตึก แต่ถือวิสาสะเข้ามาแบบนี้ ฉันว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไรนะ”

“ฉันรู้” ริงโก้ว่า “ขออภัย”

บลูยังคงเงียบ อเล็กซิสเหลือบมองเขาเหมือนรู้ว่าตัวการจริง ๆ คือใคร แต่เขายังคงเงียบ เธอจึงถอดใจ “ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่โดนลงโทษ แต่ก็ไม่คิดจะท้วงติงให้เขาลงโทษหรอกนะ ส่วนเรื่องรับอาสาสมัครเพิ่ม กลุ่มที่ลักพาตัวเพื่อนฉันไปไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ทุจริตหรือให้ความร่วมมือกับกลุ่มแก๊งโจร พวกนั้นมีหุ่นพิฆาตในครอบครอง นั่นหมายความว่าพวกมันมีเทคโนโลยีไว้ต้านกองกำลัง ทหารมีจำนวนไม่พอ และทางการไม่อนุมัติกองกำลังเพิ่ม ถ้าอยากจะช่วยตัวประกัน พวกเราต้องช่วยพวกเขา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฉันรู้ เอาล่ะ ที่นี่พวกนายก็ไปได้แล้ว” เด็กสาวเปิดบานประตูค้างไว้ให้พวกเขาเดินออก

ทว่าบลูไม่ขยับ ถ้าไม่นับสีหน้านิ่งเฉยและใบหน้าเปื้อนน้ำตาแล้ว เขาไม่เคยเห็นเธอแสดงอารมณ์อื่นจนวันนี้ “เธอควรบอกพวกเราตั้งแต่แรก”

คิ้วได้รูปสองข้างขมวดเป็นปม “ทำไมฉันต้องบอกพวกนายเรื่องนี้”

“เรื่องยาที่อยู่ในตัวเธอ” เขาชี้นิ้ว “บางทีเราอาจจะหาทางช่วยได้”

อเล็กซิสส่ายหน้า “ไม่พูดออกไปก็ถือว่าช่วย ถ้าอย่างนั้น ฉันจะขอบคุณมาก ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็เชิญ” เธอไล่ครั้งที่สอง “แล้ววันหลังอย่ารื้อของใครแบบนี้อีก”

บลูกลอกตา “ไม่ต้องไล่ แต่เธอต้องมากับฉัน”

ริงโก้บีบแขน กระซิบ “เราไม่รู้ว่าเดสช่วยได้หรือเปล่า อย่าให้ความหวัง”

“ถ้าไม่ลองไม่ก็รู้” เขากระซิบตอบ “มาสิ” อเล็กซิสยังนิ่ง เขาจึงดึงแขนเธอให้ตามมา มีเสียงริงโก้บ่นตามหลังเหมือนเคย “อ่อนโยนเป็นไหมวะ”

 

ห้องของพวกเขาอยู่ชั้นบนสุด เรียงไปตามเข็มนาฬิกาจะเป็นห้องของบลู ริงโก้ เอมอน เพียซกับโอลิแวน และเดสซิเร เขาเคาะประตูห้องหญิงสาวอยู่หลายรอบแต่ไม่มีเสียงตอบจนโอลิแวนเปิดออกมา คงรำคาญ “เฮ้ ถ้าไม่อยู่ก็เหลือไม่กี่ที่หรอกนะ” แล้วปิดประตูดังปัง อเล็กซิสยืนรอในท่ากอดอกแน่น สีหน้าไม่สบอารมณ์ที่ถูกลากขึ้นมาโดยไม่เต็มใจ ริงโก้เองก็ไม่เห็นด้วยกับเขา (ทำไมไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาสักคน) บลูฮึดฮัดเดินไปยังห้องเอมอน ไม่แน่ใจว่าเจ้าน้องชายตัวดียังอยู่หรือเปล่า แต่พอเคาะสองสามทีได้ยินเสียงคนโอดครวญ สักพักเสียงฝีเท้าตามมา เจ้าตัวดีเปิดประตู ห่อตัวด้วยผ้าห่มหนาอย่างกับแยมโรล แค่นี้เขาก็เข้าใจ เอมอนไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมานอนด้วย นอกจากคนที่ไม่อยู่ห้องตัวเอง

“อ้าวบลู มีอะไรตอนเช้า”

“เช้าบ้านแกสิ แดดสว่างโร่ พระอาทิตย์อยู่กลางหัว เดสอยู่ในห้องใช่ไหม”

เอมอนทำหน้าขึงขัง “มีอะไร” พอเห็นอเล็กซิสกับริงโก้ก็ขยับผ้าห่มปิดคลุมตัวเองให้มิดชิดขึ้น แล้วส่งยิ้มแห้ง “แหม ทำไมออกันขนาดนี้”

“ทั้งแกทั้งเดสรีบแต่งตัว มีเรื่องต้องคุย” เขาสั่งเสียงเฉียบ อีกครั้งที่ประตูปิดใส่หน้าดังปัง

พวกเขายืนรอสองคนนั้นจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย บลูยืนกอดอกสั่นขาจ้องสาวน้อยตาน้ำเงินที่เอนศีรษะซบกำแพง รอยฟกช้ำรอบดวงตาหายไปหลายวันแล้ว ต้องขอบคุณวิวัฒนาการต่าง ๆ นานา มิเช่นนั้น เขานี่แหละจะซวย แค่ชกอเล็กซิสจนสลบเพียงหมัดเดียวก็โดนเอมอนกับเดสซิเรสวดยกใหญ่จนหูชา อย่างไรก็ตาม บลูยืนยันว่าตนหวังดี เมื่อถึงเวลาจริง ไม่มีใครวิ่งล่อเธออย่างเอมอนหรอก มีแต่จะตรงเข้ามาฆ่า พวกหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตจิตใจ มันถูกสั่งให้ทำลายเพียงเท่านั้น การใช้ชีวิตในนี้ ถ้าหากรีรอและลังเลก็ไม่มีทางเอาชนะคนอื่นได้ ต้องอาศัยรับจ้างราคาถูก ไม่มีใครอยากทำงานงก ๆ ทั้งชาติหรอก

บลูใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีอธิบายเรื่องอเล็กซิสให้สองคนนั้นฟัง จุดประสงค์ที่เขาพาเด็กคนนี้มาหาเดสซิเรเพราะเธอเป็นกลุ่มเสี่ยงคนเดียวในกลุ่ม นอกจากทำให้คนเป็นอัมพาตได้ชั่วขณะแล้ว ตัวเธอยังต้านพิษได้ทุกชนิด บางทีมันอาจจะนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กคนนี้ได้

 อย่างที่ริงโก้คาด แม้อเล็กซิสจะทำหน้าเป็นหรือแสร้งไม่เชื่อ แต่นัยน์ตาเธอสะท้อนความหวังที่ซ่อนอยู่ข้างในเต็มเปี่ยม เดสซิเรเดินวนรอบตัวเด็กสาวแล้วส่ายหน้า “ฉันไม่แน่ใจ ถึงแม้ร่างกายฉันจะต้านพิษได้ แต่ไม่เคยรู้วิธีรักษาคนเลย ต้องใช้เวลา” เธอกอดอก “ต้องใช้เวลา”

“พวกกลุ่มเสี่ยงแต่ละคน ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนก็ต่างกันลิบลับ เธอเองก็เหมือนกัน ค่อย ๆ หาวิธีไปก็อาจจะช่วยอเล็กซิสได้” เอมอนว่า ยืนยิ้มเช่นคนคิดบวกตลอดเวลา

สาวผมทองทรงประหลาดมองคู่นอนผ่านหางตา “ฉันจะพยายาม” เธอก้ม ๆ เงย ๆ จับศีรษะอเล็กซิสโยกไปโยกมาจนประกายในดวงตาสีน้ำเงินค่อย ๆ ดับหายไป กลายเป็นความไม่แน่ใจจนสุดท้าย เด็กสาวเขยิบตัว บอกให้หญิงสาวหยุดหมุนตัวตัวเธอสักที

“พอเถอะ”

เดสซิเรจับไหล่เด็กสาวไว้ “อเล็กซิส ตอนนี้ฉันยังทำไม่ได้ แต่ฉันจะหาวิธีช่วยเธอนะ อย่างที่เอมอนบอก พลังของฉันพัฒนาได้ และมันจะเป็นประโยชน์กับเธอแน่ ๆ ฉันสัญญา”

ทว่าอเล็กซิสไม่หลงเหลือความหวังอีกแล้ว “ขอบคุณมาก เดส ขอบคุณจริง ๆ” สายตาเลื่อนจากหญิงสาวมาหาบลู “ยังไงก็ขอบใจ” ด้วยน้ำเสียงห้วนกว่า เธอโน้มคอเชิงขอบคุณให้กับทุกคนแล้วรีบเดินแทรกตัวออกไป แต่ไม่วายหันกลับมาหาเขาอีก “อ้อ ถ้ามีอะไรอีก ครั้งหน้าถามฉันตรง ๆ อย่างัดเข้าห้องคนอื่น” เอมอนถึงกับหันขวับ

“ฉันไม่ได้งัด เธอเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เอง” บลูตะโกนไล่หลัง

“นี่ อะไร นายเข้าห้องเขาเหรอ” น้องชายหรี่ตา “คิดอะไร”

เขากลอกตา “เออ ถึงชื่อเสียงฉันจะไม่ดี แต่แกก็ไม่ต้องคิดว่าพี่ชายตัวเองจะคิดเรื่องสกปรกตลอดก็ได้ แกมัวแต่นอน รู้ไหมว่าเมื่อเช้าทางการมาติดประกาศอะไรไว้” เขาดึงคอเสื้อน้องชายแล้วลากไปตรงหน้าต่าง ชี้ออกไปข้างนอกให้เห็นป้ายประกาศจอแอลซีดีขนาดสามสิบสองนิ้ว เอมอนมองไม่เห็นข้อความแน่นอน แต่บลูจำได้บอกให้ฟัง “รับอาสาสมัครช่วยทลายอาชญากรรมในเขตราซา ด่วน หมดเขตวันที่ 3 ตุลาคม”

เขาสะบัดแขนพี่ชายออก ร้องออกมาเหมือนดีใจมากกว่าแปลกใจ “ก็ดีไม่ใช่เหรอ ฉันเอาด้วย ลูกบ้านเราหายตัวไปตั้งหลายคน ถ้าทำให้ใช้ชีวิตปลอดภัยมากขึ้นก็ดีแล้ว ฉันจะลงชื่อ”

บลูแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “แกจะบ้าเหรอ พวกเราเป็นเจ้าของห้องพัก ไม่ใช่ทหาร มันเป็นหน้าที่ของทางการที่จะจัดการเรื่องนี้”

แต่เอมอนใช่ว่าจะฟังง่าย ๆ อย่างที่เขาบอก ไม่มีใครฟังบลูเลย ทั้งที่ทุกคนเลือกให้เขาเป็นหัวหน้าแท้ ๆ “บ้าน่า ถ้าเขาต้องการคนก็แสดงว่าคนไม่พอ อะไรที่พวกเราช่วยได้ก็ควรทำไม่ใช่หรือ บลู พวกเราทำเควสมากี่ปีแล้ว มันกลายเป็นกิจกรรมประจำวันไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสักหน่อย พวกเราสู้เป็น”

“เด็กนั่นบอกว่าพวกมันมีหุ่นยนต์พิฆาต ไม่ใช่แก๊งธรรมดา ไม่อย่างนั้นทหารก็คงจัดการไปหมดแล้ว แค่สู้ในเควสก็พอแล้วน่า”

“ฉันไม่สนว่ามันเป็นแก๊งธรรมดาหรือตัวอะไร แต่ฉันไม่ชอบอยู่เฉย ๆ” เอมอนเถียง ทำไมน้องชายของเขาถึงดื้อดึงขนาดนี้ "นายจะไม่ไปก็แล้วแต่ แต่ฉันจะไปลงชื่อ” เขาว่า หันไปมองหน้าเพื่อนที่เหลือ “ใครไม่ไปฉันไม่สนใจ” แล้วย่ำเท้าแรง ๆ ออกไป

“เอมอน เอมอน” เขาตะโกนตามหลัง แต่น้องชายไม่ฟังเลย “แกโง่หรือไงวะ” เขาหันกลับมาหาเพื่อนที่เหลือ เดสซิเรมองเขาด้วยสายตาตำหนิ “ไม่เอาน่า เธออย่างี่เง่าอีกคน”

“ไดแอนเป็นลูกบ้านที่น่ารักมาก ถ้านายยังจำเธอได้” หญิงสาวมองเขาเหมือนเป็นตัวอะไรสักอย่างแล้วเดินตามเอมอนไปอีกคน

บลูวาดมือกลางอากาศ “เออ แม่ง อะไรวะ ทำไมฉันกลายเป็นคนผิดวะ” เขาถามริงโก้

หนุ่มร่างโตเพียงยักคอ สีหน้าเบื่อหน่ายเต็มแก่

“แล้วแกจะไปอีกคนไหม”

เขาส่ายหัว อารมณ์เดือดจึงเบาลง บลูตบบ่าเพื่อน “มีแต่แกที่พูดรู้เรื่องและเข้าใจฉัน”

ทว่าริงโก้ปัดมือออก “ก็ถ้าแกไม่ดึงเด็กคนนั้นมาหาเดส น้องชายแกจะรู้เรื่องเหรอ ถึงแม้จะรู้เรื่องอาสาสมัครทีหลังก็เถอะ แกน่าจะรู้จักเอมอนดี ยิ่งเรื่องไม่ชอบมาพากลในราซา ทั้งเรื่องยาพิษในตัวอเล็กซิสอีก น้องชายแกอยากจะแหกคุกออกจากที่นี่จะตาย ไม่เหมือนแกที่อยากสร้างวิมานในนี้”

“ก็ตอนแรกฉันไม่คิดถึงเรื่องนั้นนี่หว่า แค่คิดว่าเดสอาจจะช่วยเด็กนั่นได้ สรุปแกก็ว่าฉันผิดสินะ”

ริงโก้ส่ายหัวเดินหนี “ไม่รู้โว้ย”

 

เย็นวันนั้น บลูปลีกวิเวกออกจากกลุ่ม ลังเบียร์กระป๋องวางข้างตัวเคียงคู่กับจานเปื้อนเศษอาหาร ปกติแล้วถ้าไม่เข้าบาร์เพื่อเก็บสาวตามทาง เขาจะใช้เวลาส่วนตัวบนนี้ นาน ๆ ทีจึงจะเดินทางเขตนอร์ธเพื่อเล่นพนันบ้าง หรือลงแข่งขันเองบ้าง อย่างล่าสุดเขาได้ชิปมาหลายหมื่น คู่ต่อสู้ชื่อ รีเวอร์ เขานับถือความกล้าและแฟร์ที่จะเดิมพันเท่าจำนวนที่เขาเสนอ แต่ก็อย่างว่า ชายหนุ่มยิ้มกระหยิ่มในใจ คนชนะก็ต้องชนะ

แม้อากาศเริ่มเย็น แต่มันไม่ถึงกับหนาวหากแต่เย็นสบาย ชายหนุ่มนั่งยกเท้าทั้งสองข้างพาดกับขอบระเบียง แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำตื่น วันนี้พระจันทร์ค่อนข้างขี้อายจึงปรากฏกายเพียงเสี้ยวบาง คำพูดริงโก้ดังก้องอยู่ในหัว “แกทำใจเรียกที่นี่ว่าบ้านได้ไง

อย่างน้อยฉันก็หลุดพ้นจากสภาพอุบาทว์ล่ะวะ เขาจุดบุหรี่แล้วปล่อยควันออกจากปาก ภาพฝ่าเท้าของพ่อยังจำได้ติดตา แรงกระแทกย่ำลงบนตัวเขาเหมือนกับเป็นพรมเช็ดเท้า บลูเคยคิดจะฆ่าเขาหลายครั้ง แต่ไม่เคยหาโอกาสได้เลย พอหลุดพ้นจากพ่อ เขาก็ตกอยู่ในสภาพเด็กเกเร เรียนไม่จบ ทำงานรับจ้าง ๆ ไปวัน ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกจับมาอยู่ที่นี่ เขาจะได้เป็นบลู เทอร์นเนอร์ เจ้าของตึกแบบนี้เหรอ 

เสียงคนคุยกันดังขึ้นจากเบื้องล่าง เขาจับประเด็นไม่ได้เพราะยังอยู่ในรัศมีไกลเกินไป บลูเพียงชะโงกหน้าดูเท่านั้น จึงเห็นอเล็กซิสกับเพื่อนชายเดินตรงมาที่ตึก เธอมักกลับเวลาประมาณนี้เสมอ สี่ห้าทุ่มพร้อมกับเด็กหนุ่มตัวสูงผอมหน้าหล่อเหลาอย่างกับพวกนายแบบบนป้ายโฆษณา บลูมองพวกเขาโบกมือล่ำลากันแล้วแยกย้าย เด็กหนุ่มคนดังกล่าวหมุนตัวกลับไปทางเดิม แต่ไม่วายหยุด มองไปรอบ ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมายังจุดที่เขาอยู่

พวกกลุ่มเสี่ยง บลูสัมผัสได้ทันที พวกนี้สัมผัสไวจะตาย แม้จะมีกลุ่มเสี่ยงบางคนที่ยังคงเหมือนมนุษย์ปกติกับเขาบ้าง แต่สักพัก พออยู่ไปนาน ๆ ก็จะกลายเป็นพวกเหนือมนุษย์ขึ้นมา อย่างเดสซิเร ถึงแม้หล่อนจะแรดและบ้าก็ตาม แต่ถ้าเป็นไปได้ เขาไม่อยากทะเลาะกับเธอหรอก ชายหนุ่มอยู่ปะปนกับคนกลุ่มนี้มาตั้งห้าปีเหตุใดจะดูไม่ออก เด็กคนนั้นมองเขาครู่หนึ่งแล้วเดินกลับไป

นายรู้เรื่องแฟนนายหรือเปล่า เขาสงสัย ริงโก้บอกว่ายา...มันจะชื่ออะไรก็ช่างเถอะ ยาตัวนั้นส่งผลให้เด็กคนนั้นเจ็บปวดอย่างสาหัสเป็นระยะ ๆ เขาไม่เข้าใจ ใครกันช่างคิดผลิตยาทรมานคนแบบนี้มาได้ และเพราะเหตุใดถึงคิดค้นมันขึ้นมา

“งอนสินะ”

เอมอนเท้าแขนลงขอบระเบียง ยืนเบียดเสียดพี่ชายอย่างจงใจ ในมือถือขวดเบียร์ บลูหันไปแล้วเห็นว่าจำนวนกระป๋องในลังหายไป “แกขโมยของฉันอีกละ”

น้องชายยักคอล้อเลียน จนเขาคันไม้คันมืออยากดีดกะโหลกนัก

“แกลงทะเบียนแล้วสินะ”

“อื้อ” บลูได้ยินเสียงเขาซดดังอึก ๆ “ถ้าพวกเราจะลงทะเบียนก็ผ่านหมด เขาวัดจากอะไรรู้ไหม”

“อะไร”

“ว่าเคยมีประวัติเข้าร่วมประท้วงจนเป็นเหตุให้เกิดจลาจลหรือเปล่า พวกเราใสสะอาดสุด ๆ เพราะเป็นพวก...ไม่แยแสสิ่งใดทั้งสิ้น สังเกตการณ์อย่างเดียวตามคำสั่งนาย” บลูรู้ว่าน้องชายจงใจจิกกัด ตอนนั้นเขาห้ามไม่ให้ทุกคนเข้าร่วมกับกลุ่มประท้วงเพราะรู้ว่ามันจะลงเอยแบบนี้ไงเล่า...เขตราซาล่มสลาย คนกลุ่มนั้นก็กลายเป็นเถ้าธุลี

“ถ้าจะมาแซะหาเรื่องทะเลาะก็ไปไกล ๆ ตีน”

เอมอนยกแขนคล้องคอ “บลู ฉันรู้ว่านายเป็นห่วง แต่ถ้าที่นี่สงบสุข ไม่มีเรื่องคนหายอีก พวกเราก็สบายใจขึ้นใช่ไหมล่ะ นายแอบเข้าห้องอเล็กซิสเพราะกังวลเรื่องนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“ไปหาเสียงกับคนอื่นเลย” เขาซดเบียร์จนหมดกระป๋องแล้วโยนมันไปที่โต๊ะ เสียงกระป๋องกระทบโต๊ะหินดังเคร้ง “เมื่อเช้าแกกับยัยเดสยังทำเหมือนกับฉันใจร้ายใจดำ เฮอะ ก็คงเป็นแบบนั้น ตอนที่เขาประท้วง ฉันก็ไม่เข้าไปเดินด้วย จนอยู่สบายมาจนถึงตอนนี้ ทำไมพวกแกอยากลงนรกกันวะ แต่ก็อย่างว่า แกมันไม่เคยอยู่กับมันนี่ ถึงไม่เข้าใจว่ามันไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปเลย”

เอมอนยกมือออก “นายอย่าเอาเรื่องเก่ามาปนได้ไหมวะ แม่ไม่ได้อยากทิ้งนายไว้กับพ่อนะ แต่ตอนนั้นเขากักตัวนายไว้ เธอก็เลยต้องเอาฉันออกไปก่อน เธอคิดหาทางเอาตัวนายคืนมาตลอด”

“ห้าปี” บลูกางมือออก “ห้าปี เขาเลือกเอาแกไปคนเดียวเพราะมันสะดวกและสบายกว่าเอาไปสองคน เขาเลือกทิ้งฉัน ถ้าอยากได้ตัวฉันจริง ๆ ทำไมไม่พาออกจากโรงเรียนล่ะ”

เอมอนเกาหัว “ฉันเหนื่อยจะพูดกับแกเรื่องนี้เป็นบ้า แต่เอาเป็นว่าฉันพูดถูก นายเอาเรื่องเก่ามาปน อย่าเถียง อย่าเถียง” น้องชายเอาไหล่กระแทกตัวเขา “ฉันรู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของพวกเราในนี้มันดีกว่านิวโฮปมาก แต่มันไม่ใช่บ้านนะบลู นายไม่เบื่อเหรอวะ ชีวิต...ที่ไม่มีเป้าหมาย”

เขาสบตากับเอมอน มันเป็นสีเทาเหมือนกับของเขา “เป้าหมายของแกคืออะไรล่ะ”

“ฉันอยากมีครอบครัว”

บลูหัวเราะในลำคอก่อนจะปล่อยออกมาดังลั่น “โธ่ ไอ้น้องชาย แกนึกภาพยัยเดสเป็นแม่ออกเหรอวะ วัน ๆ คงนั่งระแวงว่าชู้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เฮ้ย เดี๋ยวก่อน...แกคิดว่าเดสจะคิดอะไรแบบนี้นี่นะ นอกจากแรดไปทั่ว ยัยนั่นไม่คิดเรื่องอื่นแล้ว”

“บลู!” เอมอนตีแขนของเขาอย่างแรง “อย่าพูดแบบนี้” เขาส่ายหน้าเอือมระอา “นายก็ใกล้เลขสาม ส่วนฉันก็ตามนายติด ๆ ฉันอยากมีครอบครัว วันหนึ่งถ้านายเจอคนที่ทำให้นายรู้สึกแบบนั้น...แต่นายต้องแก้นิสัยนั้นก่อนนะ บอกไว้เลย นั่นแหละ วันนั้นนายจะเข้าใจฉัน ใครจะรู้ วันหนึ่งเดสอาจใจอ่อน และถ้าถึงวันนั้น...พวกเราอยากสร้างครอบครัวในสถานที่แบบนี้แน่”

บลูเงียบลง เอมอนถูกพาออกไปจากแดนปีศาจก่อนที่ความชั่วร้ายจะแทรกซึมไปจนถึงอณูผิว เขาอยู่กับทัศนคติคิดบวก แม้ผ่านเรื่องร้ายแรงมาเท่าใด ยังมีกะใจคิดถึงวันข้างหน้า คิดถึงอนาคตที่สวยงามใสปิ๊ง “แกก็รู้ว่าพวกเรามีลูกไม่ได้” เขาเตือนสติน้องชาย “พวกเราถูกฉีดยาคุมกำเนิดทุกปี ไม่อย่างนั้นแกกับเดสคงมีลูกเป็นโขยง ไม่สิ...ฉันกับแก และเดส จะดูออกไหมว่าลูกใคร” ชายหนุ่มเขยิบตัวหลบเท้าน้องชายที่พยายามจะเตะเขา “พอ พอ เออไม่พูดแล้ว”

เอมอนยังคงฟึดฟัด เขาไม่เข้าใจเลยว่าหมอนี่หลงรักอะไรในตัวเดสซิเร ถ้าเป็นหน้าตาก็อาจจะใช่ส่วนหนึ่ง ถ้าเธอทำตัวเป็นผู้เป็นคน ผู้หญิงคนนี้ก็ถือว่าสวยจัด หรือถ้าหากทำตัวเหมือนชาติกำเนิดอันไฮโซของหล่อนสักหน่อยก็เข้าท่า แม้บลูจะนอนกับเดสซิเรบ่อยครั้ง แต่ความรู้สึกของทั้งสองคนไม่เคยพัฒนาไปมากกว่าคำว่าเพื่อนนอนและหุ้นส่วนเลย แต่สำหรับเอมอน เธอเปรียบเสมือนกับนางฟ้าผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้หญิงในอุดมคติก็ไม่ปาน

“แต่ฉันพูดจริงนะ” เอมอนกอดอก ยอมแพ้แล้ว ไม่มีใครไล่เตะบลูได้ง่าย ๆ “มันอาจเป็นลางสังหรณ์ก็ได้ นายฟังดี ๆ ฉันแค่รู้สึกว่าหลังจากจบเรื่องยุ่งในราซา มันอาจจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทอยซิตี้เปลี่ยนไป”

เขาเหลือบมองน้องชาย แววตาสีเทาของเขาจริงจังขึ้นมา “แกหมายความว่าไง”

“พวกเขาขอกำลังพลเมือง...พวกเขามีขีดจำกัด”

บลูหัวเราะ “แกไม่เห็นยานที่ร่อนผ่านหัวพวกเรามาตลอดห้าปีเหรอวะ”

“ฉันรู้ แต่ที่ฉันแน่ใจคือแค่กองกำลังในนี้ มีเท่านี้ และถ้าไม่มีมาเพิ่มเติม...มันก็ไม่ยากใช่ไหมล่ะ”

ผู้เป็นพี่หรี่ตา ภายในเกิดความเคลือบแคลงความคิดของน้องชาย มันต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่นอน “แกจะบอกอะไรกับฉันกันแน่” แต่ก่อนที่เอมอนจะอ้าปาก เขายกมือห้าม “หยุด สิ่งที่แกคิดจะทำให้แกถูกกำจัด ฉันขอล่ะ แกเป็นครอบครัวคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่ อย่าทำอะไรโง่ ๆ”

ชายหนุ่มวัยอ่อนกว่าสบตาเขานิ่ง เขาต้องรับรู้ได้สิว่าบลูพูดจริง แต่เอมอนยังคงยึดมั่นในความคิดตัวเอง “ถึงนายจะอยู่ปีศาจแบบพ่อพวกเรา แต่นายก็คือนาย รีดเลือดของเขาออกไปให้หมดซะ นายไม่ใช่คนเฉยเมยหรือใจดำแบบนั้น บางครั้งฉันก็รู้สึกว่านายพยายามจะเป็นเขาซะเอง”

“ฉันเกลียดมัน” โทนเสียงบลูต่ำลง “ฉันอยากฆ่ามันตลอดเวลา แกคิดว่าฉันอยากเป็นแบบมันเหรอ”

“ถ้าเช่นนั้น นายก็ลงทะเบียนซะ”

“ไอ้...” เขาอยากจะด่าแต่ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาได้

“ถ้านายไม่สนใจอะไรเลยคงไม่พาเด็กคนนั้นมาหาเดสและขอให้เธอช่วย ฉันรู้นะว่านายพาเธอไปตลาดมือสองแถมยังซื้อของใช้และอาหารให้อีก และมันก็ไม่ใช่เพราะนายอยากนอนกับเด็กคนนั้นด้วย เรื่องเข้าร่วมกับทางการน่ะ ฉันขอให้นายกับริงโก้ทบทวนดูอีกที สักวันหนึ่ง พวกเราอาจจะสร้างบ้านที่แท้จริง...ที่ไม่ต้องแลกกับชีวิตคน”

เขานิ่วหน้า “ฉันกับริงโก้...อย่าบอกนะว่าเหลือฉันกับมันสองคน อย่าล้อเล่น” บลูปาบุหรี่ทิ้ง ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะสูบ “ไอ้เพียซไม่มีทางลงชื่อแน่”

เอมอนยิ้มอย่างผู้ชนะ ลักยิ้มปรากฏตรงแก้มขวา “เพราะโอลิแวนลงทะเบียนด้วย เพียซจำใจยอม เวลาโอลิแวนเอาจริง เพียซก็เหมือนหมาหงอย”

บลูคำรามดังลั่น “ไอ้เวรเพียซ ไอ้คนอ่อนแอ!

เอมอนซดเบียร์จนหมดกระป๋องแล้ววางขยะทิ้งไว้ เขาโบกมือบอกราตรีสวัสดิ์พี่ชาย คืนช่วงเวลาส่วนตัวให้กับบลูดังเดิม
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #112 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 18:43
    งื้ออออออออออ
    #112
    1
    • #112-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 54)
      23 กันยายน 2561 / 21:36
      งื้ออีกแย้ว ยื่นวุ้นแปลภาษา
      #112-1
  2. #111 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 18:42
    งื้อออออ
    #111
    2
    • #111-1 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 54)
      24 กันยายน 2561 / 19:06
      เอาอีกกกกกกกกกก อ่านรวดเดียวจนถึงตอนนีัแล้วโคตรค้างงงงงงงง
      #111-1
    • #111-2 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 54)
      24 กันยายน 2561 / 21:04
      โอ๊ย แอบตอบตรงนี้ เกือบไม่เห็นแล้ว ใจเย็นน้า เค้าพยายามปั่นเต็มที่
      ขอบคุณมาก ๆ แสดงว่าสนุกใช่ไหมละ (มัดมือชก)
      #111-2