ตอนที่ 53 : ปีศาจในหัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    16 ก.ย. 61

“ดูนี่ ความจุตัวดิสก์มีมากถึงหนึ่งพันเพตะไบต์แต่อีกสองตัวยังแค่เทราไบต์”

“ขนาดระบบประมวลยังเล็กจิ๋วขนาดนี้เชียว ทุกอย่างประกอบหลังตัวจอ ไม่กินไฟ แม่ง อยากกลับไปทุบคอมที่บ้านจัง!

เด็กหนุ่มสองคนกับอีกหนึ่งชายหนุ่มรื้อคุ้ยอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดนั่งถกเถียงกันตั้งแต่พวกเขาเข้ามา ส่วนไมเคิลกับอเล็กซิสนั่งกินไอศกรีมมองคนคุยกัน ไม่เข้าเลยสักนิดเดียว ในสายตาคนอื่น ของพวกนี้ต่างอะไรจากเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์กันเล่า ชั่วโมงต่อมา เทสซ่าเข้ามาพร้อมกับเบลินดา พวกเธอมาช้ากว่าไมเคิลและอเล็กซิสเพราะเล่นเควสในเขตเครสเตอร์ เมื่อเห็นสาวร่างท้วมผมสีช็อกโกแลต อเล็กซิสยืดตัวตรงโดยอัตโนมัติ ไม่คุ้นเมื่อเบลินดามาอยู่ในนี้ด้วย และเพราะมีคนถึงเจ็ดคนอยู่ในห้องเดียวกัน ห้องพักของเรมีและไมเคิลจึงเล็กลงถนัดตา

“มินนี่ล่ะ”

โคดี้ถามแฟนสาว

“กินเยอะเลยปวดท้อง นอนพักอยู่ในห้อง” พูดจบก็ก้มลงหอมกระหม่อมแฟนหนุ่ม เรมีเห็น อดผิวปากแซวไม่ได้ “อ้าว แล้วอเล็กซ์...” แต่พอเหลือบเห็นอเล็กซิสก็รีบพูดว่า “อเล็กซิส อยู่นี่เอง” เทสซ่าสวมกอดแน่น “สบายดีไหม เธอซูบไปมากเลย เป็นไง ไปเล่นเควสมาใช่ไหม”

เด็กสาวหัวเราะเบา ๆ รู้ทันว่าเพื่อนแก้เก้ออยู่ “ตอบคำถามไหนก่อนดี เอาเป็นว่า ใช่ ไปเล่นเควสมา ไมเคิลเก่งมากเลยนะ ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วก็ อื้อ สบายดี”

เทสซ่ากลอกตา “แสดงว่าชนะ ดีสิ เพราะฉันก็เพิ่งชนะมา เดี๋ยวนี้เควสประจำวันง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปาก ไม่เหมือนช่วงแรก” เธอดีดนิ้วแล้วมองข้างหลัง เบลินดาย่อตัวลงนั่งระหว่างโคดี้กับอาคุสะ “เอ่อ ฉันมากับ...”

“ทำตัวตามสบายเทสซ่า” เธอตัดบท “แม้ไม่ใช่ห้องฉันก็ตาม” ส่วนไมเคิลเจ้าของห้องตัวจริงก็เอาแต่นอนกลิ้ง หญิงสาวได้ยินดังทำท่าโล่งใจ ส่งยิ้มหวานแล้วลงไปนั่งในวงข้างแฟนตัวเอง อเล็กซิสไม่แปลกใจที่เทสซ่าสนิทกับเบลินดา พวกเขารอดมาด้วยกันนี่นา ก็เหมือนกับเธอกับไมเคิล อีกอย่าง ตั้งแต่รอดจากอันตรายมาได้ เธอไม่ได้แวะไปหาเทสซ่ากับมินนี่เลยสักครั้งดียว ดังนั้นคงไม่แปลกหรอก ที่พวกเขาจะเริ่มห่างกัน แต่ไหนแต่ไรมา อเล็กซิสสามารถคุยกับเทสซ่าได้อย่างสนิทสนม แต่ก็ยังไม่เท่าออสโล่กับเวดอยู่ดี ถึงกระนั้น ที่พวกเขารวมกลุ่มกันได้ขนาดนี้ก็เป็นเพราะเทสซ่า เธอเหมือนกับศูนย์กลางคอยดึงเพื่อนไม่ให้แตกแยกออกไป

สามหนุ่มนักไอทีปรึกษาหารือกัน ส่วนเทสซ่ากับเบลินดานั่งคุยมุ๊งมิ๊งตามประสาผู้หญิง ไมเคิลเองก็นอนไม่รู้จะทำอะไร มันควรเป็นวันสบาย ๆ ถ้าหัวของเธอจะปราศจากความคิดมากมาย บางครั้งเธอมองเห็นเพื่อนที่ตายอยู่ในห้องด้วย บางครั้งเธอคิดถึงอเล็กซ์  เขาเหมือนกับดวงดาวในห้องนั้น ส่องสว่างคล้ายแสงแห่งความหวังท่ามกลางความมืดมิด หากแต่เย็นชาและไร้ซึ่งความอบอุ่น จับต้องไม่ได้ บางครั้งเธอนึกถึงเบ็กกี้ ไม่มีใครพูดถึงเธออีกแล้ว แม้แต่สัญญาณที่ส่งผ่านความฝันก็ไม่มีใครกล่าวถึงอีก ทุกคนล้วนสรุปในใจแล้วว่า เด็กสาวผมเปียสีแดงตายจากไปแล้ว

อากาศในทอยซิตี้ร้อนกว่าฤดูร้อนในเมืองซานโบซ่า อเล็กซิสจิบน้ำ เช้าวันนี้คอค่อนข้างแห้งและกระหายน้ำตลอดเวลา พอเข้าช่วงบ่าย ลมเริ่มพัดแรง เด็กสาวชะโงกหน้าออกนอกหน้าต่าง มองเห็นใบไม้แห้งปลิวไปตามท้องถนน สัญญาณฤดูใหม่ที่กำลังจะเข้ามาผลัดเปลี่ยน “ตุลาแล้วหรือนี่”

เพื่อนข้างกายทะลึ่งตัวลุกขึ้น “ตุลาแล้วหรือ”

“ใช่” เธอหันไป เห็นสีหน้าตกใจก็งง “ทำไมเหรอ”

ไมเคิลยักคอไปมา “ฉันเพิ่งรู้ว่าบรรลุนิติภาวะตั้งนานแล้ว”

 “นายสนใจเรื่องนั้นเหรอวะ” เสียงเรมีลอยมา “หนุ่มน้อยผู้จ้องจะปล้นซูเปอร์ตลอด” ทุกคนหัวเราะ แต่อเล็กซิสสนใจวันเกิดของเขามากกว่า “นายเกิดวันไหนเหรอ”

“สิบเก้า” เขาบอก “วันที่สิบเก้าฉันครบสิบแปด”

ถ้าในทางปฏิบัติ อเล็กซิสน่าจะแก่เดือนกว่าไมเคิล เพราะเด็กครอบครัวเดวิสทุกคนฉลองวันเกิดวันที่หนึ่งเมษายน ดังนั้นเธอจึงอายุครบสิบแปดก่อนใครเพื่อน มันง่ายและประหยัดงบ พวกพี่น้องเดวิสจึงไม่ค่อยตื่นเต้นกับวันเกิดเท่าไร ไม่ใช่เพราะมันไม่ใช่วันที่แท้จริงหรอกนะ ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครรู้วันเกิดตัวเองอยู่ดี แต่เพราะมันเหมือนเดิมทุกปีต่างหาก พี่น้องทุกคนจะอายุเพิ่มขึ้นในวันเดียวกัน ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นวันพิเศษของตนเองโดยเฉพาะ

เธอมองไมเคิลลุกนั่ง กวนเรมีบ้าง หยิบเศษโลหะขึ้นมาดูจนโดนเอ็ด เห็นแล้วนึกเอ็นดู เธอจินตนาการภาพไมเคิลช่วงแรกแทบไม่ออกแล้ว เด็กหนุ่มที่คอยหลบหน้าคน ใครจะรู้ว่าวันหนึ่ง เขาจะกลายเป็นเพื่อนที่เธอไว้ใจที่สุด ถ้าหากออสโล่กับเวดยังอยู่ เธอแน่ใจว่าพวกเขาจะรักไมเคิลเหมือนที่เธอรู้สึก

“ถ้าอย่างนั้น เรามาฉลองมื้อเย็นกันดีกว่า นายอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”

คำว่า มื้อเย็น เป็นคำวิเศษสำหรับหนุ่มผมเงิน (ตอนนี้ควรเรียกว่าผมสีน้ำตาลมากกว่า) เขาหันขวับ ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายระยิบระยับราวกับมหาสมุทรสะท้อนแสงแดด “ฉลองเหรอ จัดปาร์ตี้กันในห้องนี้ก็ได้นะ”

เขากะพริบถี่ ๆ ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่โหยหามานาน ไมเคิลเคยตามดูชีวิตเธอเพียงเพราะอยากมีครอบครัวแบบเด็กทั่วไป เด็กสาวคิดดังนั้นแล้วพยักหน้า “เอาสิ เรมี นายเป็นเจ้าของห้องอีกคน โอเคหรือเปล่า”

“สบาย ใคร ๆ ก็ชอบปาร์ตี้ทั้งนั้น” หนุ่มผิวสีน้ำผึ้งยิ้มแป้น “แต่คงไม่สุดเหวี่ยงเหมือนตอนโน้นนะ”

อเล็กซิสมองคนอื่น ทั้งหมดยินดี โดยเฉพาะเทสซ่าแทบจะเป็นเต้นอยู่แล้ว เธอเริ่มลิสต์รายการว่าต้องซื้ออะไรบ้าง พวกเขาสรุปกันว่าจะซื้อขนมและน้ำ แต่อาหารบางอย่างอาจต้องทำเองเพื่อประหยัดงบ เจ้าของไอเดียเลยอาสา “ซื้อเนื้อสเต๊กเกรดพรีเมี่ยมก็แล้วกัน ฉันเลี้ยงเอง บ้านฉันมีสูตรเฉพาะ รับรองว่าทุกคนต้องติดใจแน่” อเล็กซิสถูมือทำเหมือนตัวเองช่ำชอง ลึก ๆ แล้ว โหยหาอาหารฝีมือคาเลบ แต่ในเมื่อมันเป็นไม่ได้ ก็ทำมันซะเลยสิ ถึงแม้ฝีมือเธอจะอ่อนกว่าไบรซ์ แต่เรื่องจำสูตรนั้นแม่นแน่นอน สเต๊กไม่ยากเท่าสตู อเล็กซิสคิดว่าทุกคนกินได้

และแน่นอนว่าเรื่องเนื้อ ไมเคิลไม่เคยพลาด “เอา ๆ เนื้อชิ้นหนา”

“ฉันทำมันฝรั่งทอดกับสลัดได้นะ อร่อยไม่แพ้ควีนส์เบอร์เกอร์แน่ ๆ”

“แต่ใคร ๆ ก็ทำสลัดกับมันฝรั่งทอดได้นะเทสซ่า” เรมีแย้ง หญิงสาวสะบัดหน้าทำเสียงขู่ขัดใจ “นายไม่รู้หรอกว่าศิลปะการทอดและปรุงมันสำคัญขนาดไหน ให้ตายเถอะ นายไม่ต้องเล่นบทเป็นน้องสาวฉันก็ได้นะยะ”

อเล็กซิสมองเทสซ่ากับเรมีเถียงกันแล้วตลกดี หากไม่นับไมเคิล เทสซ่าดี๊ด๊ากับไอเดียนี้มากที่สุด แต่เธอเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ชอบปาร์ตี้ ชอบเสียงครื้นเครง บางครั้งเธออดอิจฉาผู้หญิงอย่างเทสซ่าไม่ได้ ทั้งความเข้มแข็งและพลังอันเหลือเฟือ แต่เมื่อหางตาเห็นเบลินดามองตนแล้วหลบตาเมื่อเธอจับได้ อารมณ์ขุ่นขึ้นทันที อเล็กซิสพยายามคิดเรื่องอื่นเพื่อระงับความแค้นข้างใน ถึงแม้ตัวตนของอดีตประธานนักเรียนจะทำให้เธออึดอัดน้อยกว่าอเล็กซ์ แต่เธอไม่เคยให้อภัยเด็กสาวคนนี้เลย ถ้าไม่อย่างนั้น อเล็กซิสคงนั่งเรียนอยู่ในเดลฟี ในขณะที่เวดและออสโล่ดำเนินชีวิตไปตามปกติ

 เทสซ่าอาสาไปซื้อของกับเธอ ตลอดทางเธอเป็นฝ่ายชวนคุย อเล็กซิสพอจับได้ว่าหญิงสาวอยากคุยเรื่องอเล็กซ์แต่รอให้เธอเป็นฝ่ายเปิดก่อน อเล็กซิสไม่เคยไม่อยากรู้เรื่องเขาเลย แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า ความเย็นชาที่เขามีต่อเธอตอกย้ำแผลเก่าในใจ เขาอาจไม่ได้หักหลังเธอเหมือนเดวี่ แต่เด็กสาวไม่คิดว่าความรักจะจบลงเร็วขนาดนี้ ยิ่งอเล็กซ์หนีหน้าราวกับรังเกียจเธอ เธอยิ่งเสียใจ นี่หรือ ราชินีงานพรอมของโรงเรียน เธอโดนผู้ชายเทมาสองคนแล้ว อเล็กซิสอยากแน่ใจก่อนว่าตัวเองจะไม่รู้สึกแย่ไปมากกว่านี้เมื่อเผชิญหน้ากับเขา เธออยากตัดใจให้ได้

“เขาเป็นห่วงเธอมากนะ” เทสซ่าโพล่งออกมา หมดความอดทนที่จะรอให้อีกฝ่ายถาม อเล็กซิสยิ้มน้อย ๆ กับอาการของหญิงสาวแล้วแกล้งทำเป็นไม่สนใจ กดจ่ายชิปชำระเงินและเก็บของใส่กระเป๋าเป้ อเล็กซิสหยิบขวดน้ำตัวเองออกมาดื่มอีก วันนี้เธอกินน้ำไปเกือบหกขวด “นี่ ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า” เทสซ่าเขย่าแขน

“ได้ยิน” อเล็กซิสปิดขวดก่อนน้ำกระฉอก “เทส เดี๋ยวน้ำหก”

เทสซ่ากลอกตา

“ฉันไม่ได้แกล้งเธอนะ เทส แล้วก็ไม่ได้งอนที่เขาไม่มา ฉันดีใจด้วยซ้ำเพราะอย่างน้อย ก็ไม่ต้องทนเวลาเขาพยายามอยู่ห่างจากฉัน ขอเถอะนะ อย่าพูดถึงเขาเลย”

“หมอนั่นมันดื้อ” เพื่อนสาวแย้ง “ตอนออกมาแล้วรู้ว่าเธอหายไป เขาวิ่งร้อนรนหาเธอแทบตาย แต่หมอนั่นมัน...บ้า ดื้อ...งี่เง่า ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาด่าแล้ว ที่เขาไม่กล้าเผชิญหน้าคงเพราะกลัวตัวเองต่างหาก อเล็กซิส วันที่เธอกับไมเคิลถูกทหารจับได้ เขามาหาเธอแล้วเห็นพวกเธออยู่ด้วยกัน”

อเล็กซิสวางของลงอย่างแรง “หา”

“วันที่พวกเธอโดนจับได้”

“ฉันรู้ แล้ว?”

“เขาเห็นอย่างนั้น ก็น้อยใจกลับไปเลย”

อเล็กซิสสบถแล้วยัดถุงขนมใส่กระเป๋า “เทส...วันนั้นทหารตั้งแยะ น้อยใจเพื่อ”

เพื่อนสาวยิ้มเจื่อน “ฉันรู้ บอกแล้วไงว่าเขางี่เง่า เธอเข้าใจไหม คนมันคิดฝังใจ อคติก็ไม่มองเหตุผล แต่ความรู้สึกข้างในไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกนะ”

“แล้ว?”

เทสซ่ากัดริมฝีปากเมื่อชักจูงไม่ได้ผล

อเล็กซิสหมดความอดทน “เป็นอาทิตย์แล้วนะ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องเขาหลบหน้า เธอบอกว่าเขาเป็นห่วง แต่...เทส ฉันไม่เข้าใจเขาจริง ๆ ที่ผ่านมา เขาเย็นชากับฉันมากนะ ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายเข้าใจอยู่ตลอด แล้วเขาล่ะ เขาเคยเข้าใจใครบ้างไหม”

เทสซ่าอ้าปากจะเถียง แล้วเก็บปาก แล้วเถียงใหม่ “แต่เธอก็ไม่ได้โผล่ไปเขตอื่นนอกจากเดอะวาลเหมือนกันนะ อย่าลืมสิ วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันเจอเธอ พวกเธอสองคน...เฮ้อ อย่าให้ฉันบ่นเธออีกคนเลย”

เด็กสาวส่ายหัว “ฉันตอบเธอไปแล้วเทส ไม่มีเหตุผลอื่น” ตัดบทเสร็จก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายหลัง มือเปียกเหงื่อเต็มไปหมด เด็กสาวหยุดยืนมองมือตัวเองแล้วตกใจ เธออยู่ในซูเปอร์เหตุใดเหงื่อยังออกมากขนาดนี้ จะว่าไปแล้ว แม้อากาศจะร้อน แต่เธอไม่เคยเป็นถึงขนาดนี้

เพียงคิดเช่นนั้น เหมือนหลอดยาในกระเป๋ากางเกงขยับราวกับมีชีวิต

“อเล็กซิส...” 

“เทส...”

ดวงตาสีเทาสว่างมองเธออย่างห่วงใย “ได้ยินฉันไหม เธอต้องคุยกับเขานะ ถ้าเธอ...”

“ฉันขอตัวก่อน” อเล็กซิสไม่รอให้อีกฝ่ายรั้ง “ฉันลืมของ ของสำคัญมาก เดี๋ยวตามกลับไป เธอกลับไปก่อนนะ ในกระเป๋ามีของสด เดี๋ยวจะเสีย ฉันฝากจัดการก่อน แป๊บเดียวเทส” พูดจบก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก ไม่หันกลับแม้เทสซ่าร้องเรียก เป็นไปไม่ได้ แกไม่ออกฤทธิ์เลยนี่นา ขอร้องล่ะ หัวใจเธอเต้นถี่ ความกลัวเขมือบอวัยวะในช่องอก อเล็กซิสจับกระเป๋ากางเกง เธอไม่เคยลืมพกมันเลย แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้มัน ไม่สิ มันคงเป็นความชะล่าใจ คิดเข้าข้างตัวเองว่ามันจะไม่ออกฤทธิ์

“โอ๊ย”

แรงปะทะทำให้เธอหงายหลังล้ม ริงโก้ยืนมองด้วยสีหน้ายากจะอ่านออก “ขอโทษ” เขาพยักหน้าแล้วดึงเธอลุกขึ้น ฉับพลันภายในกายร้อนวูบเหมือนเปลวเทียนแล่นผ่านร่าง อเล็กซิสดึงมือออก แล้วรีบผละออกมา มือสาละวนควานหายาในกระเป๋ากางเกง เธอวิ่งเข้าตรอกแคบ ร้างผู้คน ดึงมันออก หลอดยาขนาดยาวกว่านิ้วชี้นิดเดียว มือทั้งสองข้างสั่นระริกพยายามแกะบรรจุภัณฑ์ ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีคนหมุนปุ่มเตาแก๊ส จนเธอเริ่มทนไม่ไหว อเล็กซิสพยายามสะกดความแสบร้อนไว้ภายใน แต่สุดท้ายต้องยอมแพ้ มือทั้งสองข้างเกร็ง ร่างทรุดลงกับพื้น น้ำตาซึมออกมาเมื่อรู้สึกว่าผิวหนังหดตัวเพราะความร้อน หยุดเถอะ เด็กสาวร้องโอดโอยไม่อาจถือของในมือให้มั่น หลอดยาหล่นลงพื้นพร้อมกับตัวเธอ อเล็กซิสพลิกตัวไปมาบนพื้น “ฉีดเข้าเส้นเลือด” เสียงทรอยดังในหัว เธอกรีดร้องคำสบถออกมามากมาย เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเอเลน่าจึงขอให้พวกเขายื่นความตายให้ ราวกับว่าอุณหภูมิภายในสูงขึ้นเฉียบพลัน เข็มล่องหนนับพันเล่มทิ่มแทงร่างกายไปจนถึงกระดูก เธอร้องจนสุดเสียง มือหงิกงอตะกายไปตามพื้น พยายามจะหยิบหลอดยาให้ได้ เธอทำได้ เธอบอกตัวเอง กัดฟันแน่น

“อะไรวะเนี่ย”

อเล็กซิสรวบรวมกำลังเปล่งเสียงออกมา “ช่วย...” ดั่งไฟร้อนเผาลามเลียอวัยวะภายใน เสียงกรีดร้องแหลมดังเสียดหู เมื่ออาการเบาลงวูบหนึ่งก็รีบแตะเท้าคนคนนั้น เขาย่อตัวลงมา ริงโก้! “ฉีด...เส้นเลือด...” เธอห่อตัวแล้วร้องอีกครั้ง “ได้...โปรด” เขาจับเธอนอนหงายแล้วดึงแขนเธอออก แต่เพราะร่างกายกลับเกร็งยึดเข้าหากันจนชายหนุ่มต้องล๊อกตัวเธอไว้ก่อนจะง้างแขนออก “กลั้นใจไว้” ริงโก้สบถต่ออีกหลายคำ “เฮงซวยเอ๊ย เปิดไงวะ” อเล็กซิสฟังไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะได้ยินแต่เสียงตัวเอง วินาทีนั้นเหมือนหัวสมองจะระเบิด เลือดร้อนระอุเดือดทะลุผิวหนัง เธอรู้สึกว่าผิวหนังกำลังลอกออก ลอกออกไปจนเห็นชั้นหนังกำพร้า สักพัก เหมือนมีน้ำทิพย์เย็นซาบซ่านแล่นผ่านทั่วกาย

ความร้อนทุเลาลงจนเหมือนมันค่อย ๆ ลอกคราบออกพ้นปลายนิ้ว เธอนอนนิ่ง หายใจเข้าออกช้า ๆ

“นี่มันอะไรกัน”

ไม่มีแรงแม้ตอบริงโก้ เธอเพียงแต่นอนจ้องท้องฟ้าสีครามเปื้อนริ้วปุยเมฆ มันคล้ายท้องฟ้าที่เห็นในเมืองซานโบซ่า และสมองของเธอเห็นแต่ภาพตึกรามบ้านช่องในเมืองนั้น ขณะนั้นการเต้นของหัวใจเริ่มกลับมาเสถียร ริงโก้ประคองเธอนั่งลง ก่อนจะถามด้วยเสียงเข้มแต่เธอได้ยินเขาพูดยานคาง ทุกอย่างช้าลง

“มันคืออะไร เธอเป็นอะไร”

“ฉาน...ม่าย...ด้าย...เล่น...ยา...” และแม้แต่เวลาตัวเองพูดยังช้าเหมือนเทปยืด แม้สมองและร่างกายสงบลงแล้ว เธอกลับไม่มีแรงแม้เพียง...คิด

“ฉันรู้” เขาพยายามจับเธอลุกขึ้น แต่เด็กสาวไม่คล้อยตาม หรืออันที่จริงคือ ร่างกายกลับอ่อนปวกเปียกเหมือนตุ๊กตา “และที่นี่ไม่มียาพวกนั้นขาย บอกฉันมายัยหนู ฉันจับสังเกตได้ตั้งแต่ตอนชนเมื่อครู่แล้ว นี่คงไม่ใช่อาการของพวกกลุ่มเสี่ยงหรอกใช่ไหม”

เธอเข้าใจคำถามของเขาดีหากแต่ตอบไม่ได้ อเล็กซิสรวบรวมกำลังเพื่อพูดประโยคหนึ่ง “ทรอย...พา...ฉาน...ปาย...หา...ทรอย”

 

ตุ๊กตาหญิงชายยืนคู่กันในชุดแปลกตา ดวงตาโตสองข้างวาดด้วยเส้นสีดำหนา และทั้งสองหันศีรษะไปทางซ้ายของเธอ อเล็กซิสคุ้นตาเหมือนเคยเห็นในหนังหรือไม่ก็หนังสือสารคดีเกี่ยวกับงานศิลปะสมัยอารยธรรมโบราณ ผู้ชายถือตะขอและไม้หวด ส่วนผู้หญิงถือไม้เท้า เธอยื่นหน้ามองชั้นหนังสือที่อยู่ข้างหลังโต๊ะ หากไม่นับรวมหนังสือแพทย์ที่มีคำศัพท์ยากเกินกว่าสมองจะเข้าใจ ยังมีหนังสืองานศิลปะและประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงหกพันปีก่อนเวลาปัจจุบัน เธอนึกอยากเปิดอ่านบ้าง ช่วงเวลาก่อนยุคหายนะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ไกลตัว หนังสือบอกเล่าประวัติศาสตร์อันน่าพิศวงล้วนดึงดูดอเล็กซิสเสมอ

“อยากอ่านหรือ”

ทรอยถือแฟ้มสีเขียวเข้ามา ซึ่งน่าจะเป็นผลตรวจของเธอ อเล็กซิสสูดหายใจเข้าช้า ๆ ทำใจก่อนรับฟังความจริง แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าริงโก้เป็นคนพาเธอมาจึงมองหาเขา

“กลับไปแล้ว กระชากคอเสื้อฉันแบบที่เพื่อนเขาทำไม่มีผิด พวกพ้องเทอร์นเนอร์หัวรุนแรงทุกคน” คนเป็นหมอบ่น พลางส่ายศีรษะระอา

อเล็กซิสเงียบ จำได้ว่าบลูเคยเล่าเรื่องทรอยให้ฟัง น่าแปลกนัก เขากลับไม่มีทีท่าเย็นต่อเธอดังที่ถูกกล่าวหาว่าบ้าคลั่งกลุ่มเสี่ยง เพราะอเล็กซิสเป็นเพียงกลุ่มต้องสงสัยเท่านั้น “จำได้น่า ว่าเธอเคยบอกว่าไม่ให้บอกใคร แต่เขาจะชกหมอนะ อีกอย่าง เจอแบบนั้นไป หมอคงโกหกไม่ได้ เธอควรใช้ยาตั้งแต่แสดงอาการแรก ๆ อย่าให้มันออกฤทธิ์จนถึงขั้นรุนแรง จะช่วยตัวเองไม่ได้แบบนี้”

“มันเป็นครั้งแรก” เธอแก้ตัว “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันออกฤทธิ์ ไม่รู้ตัวเลย มันไม่เหมือนกับตอนเอเลน่า” อเล็กซิสนึกสภาพเด็กสาวดิ้นเร่า ๆ เหมือนถูกโยนลงกระทะร้อนทั้งที่นอนอยู่บนเตียง

“ไม่เอะใจ หรือไม่ได้ใส่ใจ เธอคิดว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้น” เขาทักเช่นคนรู้ทัน แต่เมื่อเธอเม้มปาก สายตาเชิงตำหนิเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง “อยากเปลี่ยนใจไหม”

เด็กสาวส่ายหน้าทันที เธอไม่มีทางยอมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แน่นอน “คุณพอประเมินได้ไหมว่าฉันจะทนต่อไปได้นานอีกเท่าไร”

เขายิ้มข้างเดียวราวกับคำถามนั้นโง่เง่าสิ้นดี “มันขึ้นอยู่กับตัวเธอ ความเจ็บปวดเกิดจากสมอง” เขาแตะหน้าผากเด็กสาว “ตรงนี้ ถ้าทนได้ ก็อยู่ได้”

เธอไม่อยากเผชิญกับความเจ็บปวดแบบนั้นอีก ไม่อยากเลยสักนิด พวกเขานั่งเงียบ อเล็กซิสฉวยโอกาสนี้สังเกตริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้าฝ่ายตรงข้าม หมอทรอยไม่น่าจะมีอายุเกินกว่าห้าสิบปี แต่บลูยืนยันว่าอายุชายคนนี้เหยียบเลขเจ็ด ความก้าวหน้าทางการแพทย์อาจช่วยชะลอวัยให้กับบุคลากรของภาครัฐแต่มันจะถึงขนาดนี้เชียวหรือ แล้วถ้าอย่างนั้น หากเขาสร้างยาพิษอย่างอะวีซีขึ้นมาได้ เหตุใดจึงไม่มีตัวถอน

“หมอรู้ว่าเธอคิดอะไร” ทรอยทำลายความเงียบ “ยังไม่มีหน่วยงานไหนทำวิจัยยาถอนอะวีซี มันเป็นโครงการที่ถูกพัฒนาขึ้นแล้วล้มกลางคัน ดังนั้นทีมวิจัยเรื่องนี้จึงถูกยุบไปด้วย และตอนนี้ยังไม่มีทีมใหม่” เขาถอดแว่นออกแล้วพิงพนัก “ส่วนเรื่องเวลา มันอยู่ที่ตัวเธอ หมอขอย้ำให้พกยาไว้เสมอ มันจะถี่ขึ้น อย่าลืมจดอาการทั้งก่อนและหลังใช้ยาด้วย”

พอได้ยินดังนั้น ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ถี่ขึ้นเหรอ “สรุปแล้ว ยาที่คุณให้มีผลข้างเคียงหรือเปล่าคะ”

เขาพยักหน้าแล้วเปิดแฟ้มให้ดู อเล็กซิสจึงเห็นรูปเอกซเรย์สมองตัวเอง แต่ถึงกระนั้นเธอดูไม่รู้เรื่องหรอก ต้องให้ทรอยอธิบายให้ฟัง “มันพยายามสู้กับอะวีซี เวลานั้น เธอจะมีอาการมึนงง สมองแสดงศักยภาพประมาณคนเพิ่งตื่น มีอาการชาและอ่อนเพลีย แต่เมื่อมันกดฤทธิ์ศัตรูสำเร็จ อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไป”

เธอมองหน้าเขานิ่ง

“อาจคล้ายยากล่อมประสาท แต่หมอยังไม่เห็นผลกระทบต่อร่างกาย คงต้อง...ดูผลระยะยาว”

อเล็กซิสหัวเราะในลำคอก่อนจะหัวเราะร่วน มือกุมท้อง “ขอโทษ ฮ่า ๆ...โอเค โอเค เฮอะ ๆ ไอ้ยาสารเลว แม้แต่ตัวช่วยระงับอาการยังไม่วายส่งผลข้างเคียงอีก...” น้ำตาไหลทะลักหยดลงบนแฟ้มดังกล่าว อเล็กซิสเขยิบตัวห่างจากโต๊ะแล้วปาดน้ำตา “บ้าชะมัด”

“มันอยู่ในหัวเธอ” ทรอยย้ำ เขาลุกขึ้นแล้วประคองศีรษะเธอ “มันอยู่ในนี้ ถ้าเธอเอาชนะมันได้ ถ้าวันหนึ่ง...เธอสลัดมันหลุดได้ ก็หมดสิ้น”

แต่ไม่มีใครเคยทำได้? อเล็กซิสอยากตะโกน ใบหน้าบิดเบี้ยวของเอเลน่ายังติดตา ถ้าวันหนึ่งยาระงับเอาไม่อยู่ ถ้าผลข้างเคียงทำให้ร่างกายเธอเสื่อมถอยลง วันนั้นเธอคงร้องขอความตายเหมือนเด็กแฝดคนนั้น

 “เดวิส ทางการจะรับอาสาสมัครเข้าร่วมบุกเขตราซา” ทรอยเปลี่ยนเรื่อง เขาคงคิดว่ามันอาจจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่เปล่า มันไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้นแต่อย่างใด เธอแค่สนใจ “หมอได้ยินเรื่องที่เธอกับวาดาสลักลอบเข้าไปในนั้น เธอคงหงุดหงิดกับความล่าช้า แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครอยากยื้องานหรอก ทุกเรื่องล้วนต้องผ่านการอนุมัติ ขั้นตอนนี้แหละที่ช้า พวกเขาถกเถียงกันนานมาก เพราะหากดึงประชากรเข้ามาในแผนการ ก็จะเสี่ยงต่อความมั่นคง”

“ความมั่นคง? ความจริงแล้ว ทางการควรส่งทหารมาเพิ่มไม่ใช่หรือ”

“ใช่” คิ้วสีเทาขมวดเป็นปมแน่น “แต่พวกเขามีเรื่องให้รับมือเยอะ โดยเฉพาะเขตชายแดน เรื่องทุจริตและซ่องสุมในทอยซิตี้จึงเป็นรองไป ส่วนเรื่องเสี่ยง เธอคงไม่รู้ว่าที่นี่เคยมีจลาจล”

อเล็กซิสนั่งนิ่ง รู้อยู่ก่อนแล้วแต่ไม่พูดอะไร

“หากปล่อยให้พวกเธอเข้าถึงอาวุธ ก็กลัวว่าจะมีคนสั่งสมไว้ก่อเหตุแบบนั้นอีก ผู้บริหารจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายจนมาสรุปเรื่องใช้ระบบอาสา...” อเล็กซิสติดใจคำว่า ผู้บริหาร แต่ยังคงเก็บปาก “...โดยจะมีการลงทะเบียนและคัดสรรให้เข้าร่วม ไม่มีใครได้แตะต้องอาวุธจนกว่าถึงเวลาจริง”

“ฉันขอถามได้ไหมคะ”

“ถ้าตอบได้”

“ผู้บริหารที่ว่าคือใคร หน่วยงานไหน” เธอซัก

ชายผมเทานั่งเคาะโต๊ะ จ้องหน้าเธอเหมือนชั่งใจ “ฟังนะ การปกครองในทอยซิตี้ไม่ขึ้นกับนิวโฮป...จะเรียกว่าอย่างนี้ก็ได้ คณะบริหารของพวกเราไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับนิวโฮป”

อเล็กซิสนึกภาพยานหน่วยพยาบาลที่แล่นลงมาในเขตราซาในคืนนั้นแล้วยิ่งสงสัย เทคโนโลยีระดับนี้สามารถถล่มเขตราซาให้วอดวายได้ง่าย แต่เมื่อลองคิดอีกที มันก็เสี่ยงต่อชีวิตเบ็กกี้ ทว่า... “พวกคุณคือใครกันแน่”

เขาส่ายหัว “เรียกว่าหน่วยพิเศษก็ได้ เดวิส...สิ่งที่เธอควรกังวลก็คือตัวเธอเอง หมอขอย้ำอีกครั้ง พกยาไว้ให้ดีและอย่าปล่อยให้มันออกฤทธิ์จนถึงระดับที่เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ อยู่ใกล้เพื่อนที่ไว้ใจไว้ อย่างวาดาสกับโธมัสที่รออยู่ข้างนอก”

“หา” อเล็กซิสมองเหลียวหลัง แม้มันเป็นกำแพงทึบ

“คงรู้จากเจ้าตัวตึก” ตัวตึก? ทรอยคงไม่ถึงริงโก้

อเล็กซิสยังไม่อยากออกไป อย่างน้อยขอให้หายคาใจอีกสักนิด “ขอสองคำถามได้ไหมคะ”

หมอผมเทาพยักหน้า

“คุณอายุเจ็ดสิบจริง ๆ เหรอคะ”

เขาเลิกคิ้ว คงแปลกใจที่เธอถามคำถามนี้ “ใช่ แปลกงั้นหรือ...อ้อ ใช่ สำหรับพวกเธอคงแปลก แล้วอีกคำถามเล่า”

อเล็กซิสยังคงอึ้งกับคำตอบ แถมเขาไม่อธิบายว่าเหตุใดใบหน้ายังอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงถึงยี่สิบปี สุดท้ายจึงชี้มือไปที่ตุ๊กตาสองตัว “ฉันเคยเห็นศิลปะแบบนี้ในหนัง แต่จำไม่ได้ว่ามาจากอารยธรรมไหน”

“ชาวนิวโฮป...” เขาส่ายหน้าอมยิ้มกับตัวเอง อเล็กซิสไม่อาจเข้าใจได้ว่าเขาคิดอะไร ทรอยหยิบตุ๊กตาสองตัวนั้นมาวางตรงหน้าเธอ “เทพเจ้าโอซิริสและเทวีไอซิส เทพเจ้าของชาวอียิปต์โบราณ อารยธรรมเมื่อหกพันปีก่อน” เด็กสาวพยักหน้า พวกเทวตำนานสมัยก่อนถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังและซีรีส์มากมายจนปะปนกันไปหมด

“คนโบราณมักหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ พวกเทพเจ้าก็เลยมีมากมาย ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีความเชื่อแนวนี้” น้ำเสียงของทรอยฟังสบายและดูกระตือรือร้นกว่านั่งอธิบายอาการเจ็บป่วยเมื่อครู่ “มนุษย์มีความกลัวมากมาย แล้วเธอรู้ไหมว่าอะไรที่คนกลัวมากที่สุด”

ทั้งสองสบตากัน มันมีประกายบางอย่างในดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้าเธอที่ผิดกับแววตาเมื่อสวมบทบาทคุณหมอตามปกติ อเล็กซิสบีบมือตัวเอง “ความตายค่ะ”

“ก็ไม่ผิด” จากนั้นผู้สูงวัยหยิบตุ๊กตาทั้งสองตัววางไว้ในมือเธอ “ความไม่รู้ ไม่รู้ว่าตายคืออะไร ไม่รู้ว่าต่อจากนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าตายแล้วจบหรือไม่ การตายคือจุดสิ้นสุดหรือเปล่ามันจึงก่อความกลัวมากมาย กลัวเจ็บ กลัวจบ กลัวสูญสิ้นตัวตน ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างชาติภพขึ้นมา การเกิดใหม่ ฟื้นคืนชีพ ชีวิตอมตะ สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อปลอบประโลมจากสิ่งข้างหน้าที่ไม่อาจหยั่งถึง แต่สำหรับฉัน มนุษย์ค้นพบวิธีทำให้ตัวเองเป็นอมตะ หรือคงตัวตนไว้ได้ตั้งนานแล้ว”

คำพูดของเขาเหมือนกับตัวเองไม่ใช่มนุษย์ เหมือนกับยืนอยู่เหนือสรรพสัตว์ หมอวัยเจ็ดสิบในร่างชายห้าสิบลุกขึ้นเดินเข้ามาลูบศีรษะเธอ “ความอมตะส่งต่อผ่านทางพันธุกรรม เธอมีสายเลือดบรรพบุรุษแล่นผ่านในตัว...” เธอนั่งนิ่งเมื่อเขาใช้ปลายนิ้วลูบไล้เส้นผมจรดใบหน้า “...มนุษย์วิวัฒนาการตัวเองอยู่เสมอ เพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่แบกรับพันธุกรรมอันชาญฉลาดเอาไว้ ใช่ว่าฉันจะบอกว่ามนุษย์งมงายหรอกนะ บางกลุ่มก็รู้จักวิธีส่งผ่านความอมตะที่ปราศจากตัวตนอื่นปนเปื้อน”

เด็กสาวเลิกคิ้ว “ปนเปื้อน?”

“มนุษย์มียีนบรรพบุรุษมากหน้าหลายตา ตัวตนจึงปะปนกับตัวตนคนอื่นด้วย การสมสู่ผ่านสายเลือดจึงเป็นวิธีหนึ่งที่บางกลุ่มเชื่อว่าจะคงสายเลือดบริสุทธิ์ไว้” ทรอยจับตุ๊กตาในมือเธอ “ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ยิ่งกีดกันความหลากหลายให้น้อยที่สุด ยีนที่ส่งผ่านยิ่งบริสุทธิ์ คนกลุ่มนั้นจึงยกยอตัวเองว่ามีเลือดชั้นสูงกว่าคนทั่วไป แล้วพวกเขาก็ได้กลายเป็นกษัตริย์”

“แต่มันก็นำมาซึ่งโรคทางพันธุกรรมด้วย” เด็กสาวเงยหน้า “ตั้งแต่การแพทย์วิวัฒนาการ เรื่องแบบนั้นถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ฉันเคยอ่านบทความว่าด้วยโรคทางพันธุกรรม พอดีคุณพ่อเป็นหมอและพี่สาวเป็นนักเรียนหมอค่ะ เลยมีวารสารแนวนี้เยอะ”

ทรอยไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เขาตอบเธอว่า “ไม่ใช่นำมา หากแต่เสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรม โอกาสเสี่ยงมีมากกว่า แต่บางครอบครัว ก็เสี่ยงได้ลักษณะพิเศษ พวกนี้สิ ควรจะเรียกว่าได้เลือดบริสุทธิ์สมใจ”

เขาหัวเราะ อเล็กซิสไม่รู้สึกขำ “ฟังดูเหมือนเหตุผลในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยศตวรรษที่ยี่สิบ” เด็กสาวลุกขึ้นยืนเมื่อหมอชรากลับไปนั่งที่ตัวเอง ไม่ลืมวางรูปปั้นลงบนโต๊ะคืนเจ้าของ “ฉันกลับก่อนนะคะ” เธอบอกแล้วโค้งตัว

“เดวิส...”

อเล็กซิสรอฟัง

“เอาชนะมันให้ได้นะ”

ดวงตาสีน้ำตาลขุ่นแฝงแววจริงใจดังที่ปากว่า เด็กสาวโน้มคอลงเป็นเชิงขอบคุณพร้อมกับเหยียดปากให้คล้ายกับรอยยิ้มมากที่สุด ในเมื่อยาข่มส่งผลข้างเคียง และเมื่อเธอใช้มันบ่อย ๆ ก็คงไม่ต่างอะไรจากคนติดสารเสพติด

สภาพจะน่าสมเพชสักเท่าใดเชียว

 

ไมเคิลกับเทสซ่าเข้าใจว่าเธอเป็นลมแดดเท่านั้น  อเล็กซิสนึกขอบคุณริงโก้ แต่ขณะเดียวกัน เธอไม่คิดว่าเขาจะปิดบังเรื่องนี้กับเพื่อนตัวเองหรอก ตลอดทางกลับ เทสซ่าเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่สังเกตอาการเพื่อนจนเธอต้องยืนกรานว่ามันเป็นความผิดของเธอต่างหากที่ไม่ประมาณตนเองเพื่อให้หญิงสาวสบายใจขึ้น 

ปาร์ตี้ฉลองวันเกิดย้อนหลังของไมเคิลผ่านไปด้วยดี ถึงแม้จัดเพียงช่วงสั้น ๆ ไม่มีดนตรี เกม และอุปกรณ์อำนวยสิ่งบันเทิง แต่ยังคงประเพณีร้องเพลงให้เจ้าของงาน แถมยังเอาใจด้วยอาหารเน้นโปรตีนกับขนมหวานมากมาย เขาชอบสเต๊กสูตรคาเลบมากจนขอให้เธอจดไว้เผื่อทำเอง อเล็กซิสยอมรับว่าเห็นไมเคิลไม่ต่างจากเจ้าลิงน้อยชาร์ลีเลย คู่เทสซ่ากับโคดี้ยังทำให้เธออิจฉาตาร้อน เพราะพอพวกเขาร้องเพลงจบ โคดี้นึกสนุกร้องเพลงต่อแล้วดึงเทสซ่าขึ้นมาเต้นรำ สายตาที่เขามองหญิงสาวแทบทำให้อเล็กซิสละลายลงไปกับพื้น แววตาที่แสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผย และมันทำให้อเล็กซิสว้าเหว่ที่สุด เสียงหัวเราะของทุกคนกลับเพิ่มดีกรีหดหู่ไปจนสุดเพดาน ทั้งหมดซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มนี้

ถ้าหาก อเล็กซ์ เบ็กกี้ เบน เวด ออสโล่ โนเอล และ ซาร่าห์อยู่ที่นี่ด้วย มันคงดีกว่านี้ อันที่จริงเธอควรเอาอเล็กซ์ออกจากกลุ่มคนตาย แต่มันเป็นความรู้สึกที่ว่า เขาไม่มีวันกลับมา ไม่ใช่อย่างมินนี่ที่พลาดงานเพราะป่วย เขาเลือกไม่มา

“พวกเราควรจัดงานรื่นเริงบ่อย ๆ โอ๊ย ยัยมินนี่ต้องงอแงแน่ถ้ารู้ว่าพวกเราเลี้ยงขนมกัน” เทสซ่าหน้าแดงก่ำเนื่องจากซัดเหล้าไปหลายขวด อเล็กซิสอดแปลกใจไม่ได้เพราะเมื่อก่อนเธอดื่มหนักกว่านี้อีก อีกอย่าง กลุ่มเสี่ยงจะคอแข็งกว่าคนปกติด้วย แต่เทสซ่าเล่นยกซดราวกับดื่มน้ำเปล่าแบบนั้น ต่อให้คอแข็งกว่าใครก็ต้องเป๋บ้าง “เดินดี ๆ สิ เบล!” หล่อนตะโกนทั้งที่ร่างโงนเงน เบลินดากลั้นขำ

โคดี้ประคองแฟนสาวตัวเองอย่างทุลักทุเล “ฉันจะไม่ให้เธอกินเหล้าอีกเด็ดขาด ใครบอกว่าตัวเองฉายาเทสซ่าสามถังนะ!

“ไว้เจอกานน้า” หญิงสาวโบกมือให้อเล็กซิสกับไมเคิลที่เดินออกมาด้วย เหลือเพียงเรมีเฝ้าห้องคนเดียวไปก่อน ฝั่งโคดี้แยกไปเขตเครสเตอร์ ส่วนอาคุสะกลับนอร์ธตามลำพัง

พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามซอกตึก อาคารในเดอะ วาลคับแคบและอยู่ชิดกัน แม้แต่ถนนยังกว้างเพียงเลนเดียว เธอนึกขำคนออกแบบสถานที่เหล่านี้ ตั้งแต่ในด่านทดลองแล้วที่นี่ คงมีสนุกมาสินะ กับการออกแบบกรงขังและลานประหาร

พวกเขาเลิกไม่ดึกมาก เพิ่งห้าทุ่มกว่าและยังมีคนเดินผ่านไปมาแม้ไม่พลุกพล่าน จู่ ๆ ไมเคิลพูดขึ้นมา “ถ้าหมดสัญญากับที่นี่ ฉันกับเรมีตกลงกันว่าจะย้ายมาอยู่ที่ตึกของบลู”

“ก็ดีนะ นายจะได้ไม่ต้องคอยมาส่งฉันแบบนี้” แม้รู้ดีว่าเขาเป็นห่วง แต่เธออดรู้สึกเหมือนเด็กน้อยไม่ได้

“เธอยังไม่หายป่วยหรือ หมายถึงที่เป็นลมแดด เธอดูเหนื่อยตลอดเวลาเลย”

เด็กสาวตบไหล่เขาเบา ๆ “นิดหน่อย แต่วันนี้ฉันสนุกมาก อย่าห่วงเลย”

จังหวะการเดินของเขาช้าลง “นายมีอะไรหรือเปล่า” เธอสงสัยว่าเขาจะสงสัยเรื่องเป็นลมแดด ปกติแล้วเขาค่อนข้างสัมผัสไวกว่าคนอื่น หรือครั้งนี้ไมเคิลจะจับสังเกตได้

“ฉันรู้ว่าเธอมีหลายสิ่งให้คิด ทั้งเบ็กกี้และอเล็กซ์ แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าฉันขอร้องเรื่องหนึ่ง”

ยังไงเราก็ปิดไม่ได้ตลอด “ได้สิ”

“ถ้าเธอไม่อยากก็ไม่ต้องนะ คือ...” เด็กหนุ่มเกาหัวราวกับว่าต้องสรรหาคำให้ดี “ฉันเบื่อเวลาพวกเขามองพวกเรา แล้วก็อยากให้ตัวเองแน่ใจด้วย” ดวงตาสีฟ้าที่จ้องเข้ามาจริงจังกว่าทุกที “ในกลุ่มเพื่อนทั้งหมด ฉันรู้สึกดีกับเธอที่สุด”

อเล็กซิสหรี่ตา ฟังดูเหมือนเด็กหนุ่มกำลังสารภาพรักแต่เริ่มต้นไม่ถูก ทว่าเธอกลับไม่รู้สึกวาบหวิวหรือเขินอาย มันเหมือนกับว่า เขาอยากได้คำตอบสมการเลขสักข้อมากกว่าให้เธอตอบตกลง

สุดท้าย “ขอฉันจูบเธอได้ไหม”

เธอไม่รู้ว่าตัวเองอ้าปากค้างนานเท่าไร แต่พอรู้ตัวอีกที น้ำลายก็แห้งแล้ว บางครั้งไมเคิลมักใช้คำพูดเหมือนคนที่ผ่านอะไรมามาก บางครั้งก็ดูเหมือนไม่คิดอะไร เหมือนเด็กน้อยที่ถูกเลี้ยงมาอย่างกับไข่ในหิน ดวงตาสีฟ้าเข้มเฉิดฉายท่ามกลางความมืดในคืนเดือนแรม เด็กหนุ่มร่างสูงผอมยืนเอามือไขว้หลังจ้องหน้ามองเธอด้วยแววตาใคร่รู้อย่างที่สุด อเล็กซิสหัวเราะในลำคอ “นาย...”

“ถ้าเธอไม่อยาก...” เด็กสาวกระโดดกอดคอแล้วขยี้ผมเขาเหมือนเวลาเธอเล่นหัวเจ้าชาร์ลี “น่ารักชะมัด”

“หยุด ๆ” เขาดันตัวเธอออกอย่างง่ายดาย แรงของไมเคิลนั้นขัดกับรูปร่างเสมอ “บอกแล้วไง ว่าถ้าไม่อยากให้บอก”

อเล็กซิสย้อนคำถาม “นายอยากจริงหรือ” แววตาไมเคิลนั้นแสดงออกชัดว่าลังเล เขาหลบตา “นายอยากจูบฉันเพื่อให้แน่ใจแค่นั้น ถ้าแค่นั้นก็ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา เวลาจะตอบเอง”

ไมเคิลนิ่วหน้า “ฉันไม่แน่ใจ แต่...”

“นั่นไง” เธอชี้ให้เห็น “นายไม่เคยอยากจูบฉัน เพราะถ้านายอยาก นายจะไม่ลังเลหรอก แค่นี้ก็ตอบได้แล้วว่านายไม่ได้ชอบฉันแบบนั้น บางคนอาจคิดว่าผู้ชายกับผู้หญิงไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ แบบ...เพื่อนสนิท แต่ฉันมีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายตั้งสองคน ไม่สิ ตอนนี้สาม” น้ำเสียงเธออ่อนลงเมื่อนึกถึงออสโล่กับเวด “โลกเราก็แบบนี้แหละ”

เขาพยักหน้า แต่กลับยังลังเลว่าจะเชื่อเธอดีหรือไม่ “อย่างงี้แปลว่า เธออยากจูบอเล็กซ์ตลอดเวลาเลยงั้นสิ”

“ไมเคิล!” เธอร้อง แอบไขว้นิ้วไว้ข้างหลัง “นายสงสัยจริง ๆ หรืออยากแกล้งฉันกันแน่”

“ถามจริง ๆ สิ” เขาร้อง “...แต่ว่า ถ้าฉันอยากแน่ใจล่ะ บางทีฉันก็รู้สึกว่านะ ว่าเธอพิเศษกว่าใคร แล้วถ้าฉันจะมีคนรัก ฉันก็อยากได้แบบเธอ”

“นั่น...” ครั้งนี้ใบหน้าเธอร้อน ไมเคิลเลื่อนเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่น ๆ รดปลายจมูก ทุกส่วนโค้งและรายละเอียดบนใบหน้างดงามดั่งช่างบรรจงปั้น เธอจ้องริมฝีปากที่ประชิดเข้ามา และเมื่อมันวางนาบลงบนเนื้อเธอ แต่มันไม่เหมือนกับเวลาเธอจูบกับเดวี่และอเล็กซ์ ไมเคิลหลับตาพริ้มแล้วเริ่มกดปากตัวเองมากขึ้น ทว่าพวกเขาอย่างนั้นหลายวินาที อเล็กซิสตัดสินใจผละออกแล้วหัวเราะ

ถ้าหากไมเคิลจูบเป็น มันคงออกมาไม่ตลกขนาดนี้ “ขอโทษ” เธอว่า ไม่ได้ขอโทษที่หยุด แต่ขอโทษที่ขำ “ถ้านายรู้สึก มันจะไปเอง”  

ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายหน้าแดงไม่ต่างกัน “พอฉันมองตาเธอ มันเหมือนกับเห็นเขาเลย มันแย่มากเหรอ”

“นายแค่ไม่เป็น” แต่เธออยากรู้เรื่องตาตัวเองมากกว่า มีแต่คนชอบทักเรื่องสีตาของเธอ “เมื่อกี้นายหมายความว่ายังไง ตาฉันเหรอ (ทุกคนเป็นอะไรกับตาฉันเนี่ย) ปาสคาลหน้าเหมือนฉันหรือ”

“เอ๋? ปาสคาลนะเหรอ บ้าสิ จะหน้าเหมือนเธอได้ไง”

อเล็กซิสยักไหล่ ก็เมื่อกี้เขาบอกเองว่าตาเธอเหมือนนี่นา “ตาไง นายบอกตาเหมือน หรือว่าแค่คล้าย นายก็รู้...ถึงเด็กวัยรุ่นสองคนนั้นจะเป็นคนเอาฉันไปทิ้งไว้ แต่ไม่แน่ ลองคิดอีกที พวกเขาอาจจะเก็บมาก็ได้”

เด็กหนุ่มส่ายหัว “ปาสคาลไม่เคยมีลูก แล้วเขาก็โสดมาตลอดเพราะรักแม่ฉันไง”

“โอเค” เด็กสาวเสียงอ่อน “แค่ตาเหมือนก็ได้ เอาเป็นว่า นายแน่ใจแล้วสินะ”

เขาส่ายหน้า “ไว้ฉันเป็นแล้วลองใหม่” สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าเสียดาย “ก็แค่คิดว่าดีเหมือนกันถ้ามีความรักแบบคนอื่น” เขาจับมือเธอแกว่งไปมา พวกเขาเดินไปอย่างนั้นจนถึงตึกของบลู “ถึงพ่อจะจากไปเร็ว และแม่คิดถึงเขาเสมอ แต่ฉันก็อยากมีใครสักคนให้คิดถึงแบบนั้น และเขาก็คิดถึงฉันเหมือนกัน แหวะ ทำไมพูดอะไรแบบนี้ออกมานะ เพราะเทสซ่ากับโคดี้แน่ ๆ”

“โทษคนอื่น” เธอขำ ลึก ๆ แล้วเขาคงรู้สึกอ้างว้าง เธอจึงบีบมือเพื่อนแน่น “รู้ไหม ต่อให้ไม่มีความรักแบบนั้น แต่ถ้าเจอเพื่อนที่ดี ฉันก็ยินดีนะ ทุกครั้งที่ฉัน...เจอเรื่องแย่ ๆ ก็มีนายอยู่เคียงข้างเสมอ” อเล็กซิสสะกดน้ำตาไว้ “บ้าจริง พูดเองซึ้งเอง นายทำให้ฉันรู้สึกว่า อย่างน้อย ในความเลวร้ายทั้งหมด นายเป็นสิ่งดี ๆ ที่เหลืออยู่”

และนั่นคือความจริง เขาเหมือนกับเตาผิงอุ่น ๆ ในฤดูอันหนาวเหน็บ แม้แต่ตัวอเล็กซิสยังไม่เคยคิดว่าเด็กหนุ่มที่ชอบนั่งดื่มวอดก้าเพียว ๆ ปล่อยไอออร่าไม่น่าเข้าใกล้คนนั้นจะกลายมาเป็นคนที่ไม่มีวันทิ้งเธอไปไหน

ไมเคิลยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันคู่หน้า “ฉันไม่ทิ้งเธอไปไหนหรอก” เด็กหนุ่มว่า “แต่ก่อน ฉันไม่อยากมีเพื่อน เพราะกลัวจะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ดังนั้นฉันจึงฝึกให้ตัวเองชินกับมัน แต่เมื่อผูกพันมันก็ยากที่จะตัด ถ้าวันนั้นฉันไม่พลาด...” เขาถอนหายใจ “ฉันกับเขาคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เธอกับอเล็กซ์ก็จะไม่มีปัญหา”

เบน “มันไม่ใช่ความผิดของนาย” ทุกครั้งที่เธอนึกถึงหมอนี่ เหมือนลูกศรนั้นเสียบที่อกเธอด้วย ถ้าพวกเขาทิ้งเธอไว้ ปล่อยให้เธอข้ามมาเอง เบนจะไม่ตาย

เขาส่งยิ้มเศร้า ในใจอเล็กซิสตอนนี้โหวงเหมือนช่องว่างที่ไม่มีวันเติมเต็ม “ฉันไม่อยากเสียใครไปอีก และฉันก็ยังจำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอตอนนั้นได้” ไมเคิลยกมือเกี่ยวก้อยแล้วปล่อย

อเล็กซิสตัวชาวาบ เขาบอกฝันดีแล้วโบกมือลา เธอไม่ได้ยืนดูเขาเดินจากไป หากแต่วิ่งกลับขึ้นห้องจนเมื่อประตูปิด น้ำตาไหลทะลักออกมา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #110 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 16:16
    งื้ออออ
    #110
    3
    • #110-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 53)
      16 กันยายน 2561 / 20:36
      แปลว่าอะไย
      #110-1
    • #110-3 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 53)
      16 กันยายน 2561 / 22:45
      เค้าก็ดีใจ
      #110-3