ตอนที่ 51 : ค่ำคืนในราซา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    15 ก.ย. 61

ฝนตกเหมือนไม่มีวันหยุด แม้ไมเคิลสวมชุดกันฝนไว้แต่มันไม่ได้สบายตัวเท่าไรนัก เพราะเมื่อขยับจะเกิดเสียงเสียดสี ทำไมตกกระหน่ำอย่างนี้วะ มันเหมือนกับไม่ใช่ฝน แต่เป็นมวลน้ำเทโครมลงบนหัว แถมยังรู้สึกว่าน้ำซึมผ่านเสื้อข้างใน เขาไม่ชอบให้ตัวเปียกเหนอะหนะ

“ตกหนักชะมัด ตกหนักที่สุดเท่าที่เคยอยู่มาแล้ว” เรมีกอดอก ส่วนอเล็กซิสยืนรอเงียบ ๆ คนอื่นอาจหาว่าบ้าที่พวกเขาตัดสินใจลักลอบเข้าเขตราซาโดยใช้เวลาไตร่ตรองไม่ถึงนาทีดี ในเมื่อมีกฎห้ามไม่ให้เข้า แต่ใช่ว่าไม่มีคนทำ ตรงกันข้าม มีคนลักลอบเข้าเยอะแยะ เมื่อวานก่อน ไมเคิลกับเรมีเข้าไปในตลาดมือสองแล้วพบว่าพวกพ่อค้านำสินค้าราคาถูกมาจากเขตนี้ พวกเขาลักลอบเข้าไปหยิบของเหลือทิ้งมาขายต่อหรือใช้เองบ่อยครั้ง สบู่แชมพูอายุสองปี เศษเสื้อผ้า ทุกอย่างที่ยังไม่หมดอายุ ราคาของในตลาดจึงถูกกว่าในซูเปอร์ และเมื่อเขาบอกเรื่องนี้กับอเล็กซิส เธอต้องการเข้าไปในเขตนี้ทันที

เรมีมองนาฬิกาแล้วก้มตัวลงหยิบอิฐออกทีละก้อน ปากพูดไป “เทสซ่าจะยอมให้หมอนั่นมาหรือเปล่า พักหลัง ๆ ทำตัวเป็นคุณแม่ขี้บ่นอยู่”

ไมเคิลไม่คิดว่าเธอทำตัวเป็นคุณแม่หรอก เทสซ่าห่างไกลจากคำนี้มาก แต่เพราะเธอต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแทนพี่ชายต่างหาก แม้โคดี้เป็นแฟนเธอก็ตาม แต่ทุกคนดูออกว่าด้วยลักษณะขี้เล่นขี้แกล้ง เขาไม่ใช่คนคุมผู้หญิงสุดสตรองอย่างเธอได้ อันที่จริง เทสซ่าต่างจากภาพลักษณ์แรกที่เขาเห็น พวกเขาเป็นกลุ่มแรก ๆ ไมเคิลมาที่หลังกลุ่มอเล็กซ์ ส่วนพวกพี่น้องโธมัสมาทีหลังเขา ไมเคิลชินกับภาพเทสซ่าเต้นนัวเนียส่งสายตาเชิญชวนให้พวกผู้ชายในคลับราวกับกระหายอย่างหนัก ดังนั้นเมื่อเธอทำทีมาทำความรู้จัก ไมเคิลจึงเดินหนี แต่เมื่อได้คบเป็นเพื่อนจริง ๆ เธอกลับไม่ใช่พวกผู้หญิงเล่นสนุกแต่เป็นพวกเล่นเกมกับความรู้สึกเหมือนมีปมในใจ สำหรับเทสซ่า มันเหมือนกับเกมหลอกล่อให้ปลางับเหยื่อแล้วกระชากออกจากเบ็ดโยนลงน้ำ

เรมีดึงอิฐออกจนเกิดรูโหว่พอให้พวกเขาเข้าไปได้ทีละคน “ดูนั่น” อเล็กซิสสะกิด ไมเคิลหันขวับแล้วกางแขนออกราวกับมันจะกำบังเพื่อนทั้งสองได้ เงาคนเดินฝ่าม่านน้ำฝนตรงมา พอเห็นดังนั้นเขาลดมือลง

“ไง” โคดี้โบกมือ ผ้าคาดตาของเขาเปียกโชกจนไมเคิลนึกอยากดึงมันออก “โทษที ฉันไม่ได้บอกเทสซ่า แต่กว่าจะหาโอกาสแวบมาได้ก็ยากอยู่”

“ถ้าเทสรู้ต้องโกรธแน่ ๆ ทำไมไม่บอกไปล่ะ” อเล็กซิสถาม เขามองหน้าเธอแล้วชะงัก คงตกใจที่เห็นรอยหมัดเขียวช้ำตรงเบ้าตาแต่ยังสุภาพพอไม่เอ่ยปากทัก ถึงแม้ฝนตก แต่จุดนี้ได้แสงสว่างจากดวงไฟพอสมควร “ถ้าบอก เธอต้องตามมาแน่ ตามมานะ ไม่ได้ห้าม แต่...ทำไมชวนฉันคนเดียวล่ะ”

“ถ้าเทสซ่ามา มินนี่ก็รั้นจะมา แล้วก็ตามด้วยเบล ฟีบี้ คนเยอะ เรื่องแยะ” เรมีบิดเอว “ไปกันเลยมะ”

“ได้” ไมเคิลขยับมาข้างหน้าเพื่อมุดนำไปก่อน พอผ่านก็ช่วยดึงเพื่อนที่เหลือให้เข้ามาอีกฝั่ง พวกเขาช่วยกันก่ออิฐอุดรอยไว้ไม่ให้เป็นที่สังเกตหากมีใครเดินผ่าน ค่าเสียหายสำหรับทางลับนั้นมีราคาถึงสามพันชิป ไม่มีทางที่ไมเคิลจะยอมเสียชิปไปฟรี ๆ

“วู้” โคดี้ผิวปาก เมื่อปราศจากมนุษย์อยู่อาศัย ธรรมชาติอาศัยจังหวะนี้รุกล้ำทวงคืนอาณาเขต ตึกน้อยตึกใหญ่หลายแห่งห่อหุ้มด้วยคราบวัชพืชสีเขียวและเมื่อมันมืด จึงมีลักษณะเหมือนคราบดำ บางอาคารพังทลาย บ้างมีร่องรอยถูกทำลายด้วยฝีมือคน ซากเสาไฟ บานประตู หน้าต่างบางแห่งกลายเป็นตอตะโก ฝนไม่อาจชำระล้างคราบเหล่านี้ออกไปได้ พวกมันเหมือนกับอนุสาวรีย์ของความล้มเหลว

“พวกนายรู้แล้วเหรอว่าจะหาเบ็กกี้ได้ที่ไหน” โคดี้ถาม และเมื่อไม่มีใครตอบ เขาจึงเสนอไอเดียอีกอย่าง “ฉันขอแยกได้ไหม มันคงดีกว่าถ้าพวกเราแยกกันหา และฉันอยากให้นายไปด้วย เรมี”

เพื่อนร่วมห้องชี้นิ้วไปที่อกตัวเอง “ฉันเนี่ยนะ”

หนุ่มผมบลอนด์พยักหน้าแล้วหันมามองไมเคิลกับอเล็กซิสเพื่อขอความเห็น

“ก็ได้” เขาเหลือบมองอเล็กซิส เธอพยักหน้า “ตีสองมาเจอกันที่นี่นะ”

“ดีล”

เรมีนิ่วหน้าลังเลไม่อยากไป แต่ก็เดินตามโคดี้ในที่สุด ไมเคิลผายมือให้อเล็กซิส พวกเขาไปทางขวา

เท้าสองคู่ย่ำลงบนน้ำเจิ่งนองเกิดเป็นเสียงแข่งกับเม็ดฝนตกกระทบ เขาพยายามเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าหากแต่ไม่อาจรับรู้สัญญาณสิ่งมีชีวิตเลยนอกจากตัวอเล็กซิสและตัวเขาเอง อเล็กซิสเริ่มเดินนำเหมือนมีสถานที่อยู่ในใจ เขาไม่แน่ใจว่าเธอรู้หรือคิดตามสัญชาตญาณ ตั้งแต่เจอกัน เธอไม่เล่ารายละเอียดว่าเจออะไรมาบ้าง และพวกเขาก็มีมารยาทพอที่จะไม่ถามหากเธอไม่อยากบอก เหตุการณ์บางอย่างไม่ใช่เรื่องน่าจดจำนัก ทำไมเขาจะไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่เขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลยคืออากัปกิริยานิ่งเงียบเฉยเมย ความห่วงหาอาทรที่เขามีต่อเธอนั้นมากกว่าเพื่อนคนอื่น ส่วนหนึ่งคือดวงตาแสนงดงามที่เขาอยากปกป้อง ทว่าตอนนี้สีน้ำเงินกลับปราศจากไฟที่ส่องประกายออกมา กลับเป็นเพียงผืนมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง

“เธอจะไปไหน” เขาถามเมื่อเดินตามไปได้ระยะหนึ่ง

อเล็กซิสทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้บอกอะไรเลย “ฉันหาตึกที่เหมือนกับหน่วยงานในเขตพวกเรา”

“คิดว่าเบ็กกี้อยู่ในนั้น?”

“อื้อ ที่นี่อาจไม่มีประชากรอย่างพวกเรา แต่บลูบอกว่ายังมีเจ้าหน้าที่บางหน่วยทำงานอยู่ ถ้าไม่เจอที่นี่ เราก็หมดหวังจะเจอเบ็กกี้แล้ว...นายไม่ได้ฝันเห็นเขาอีกใช่ไหม ช่วงนี้”

อันที่จริง เขาทำใจตั้งแต่เรมีตั้งข้อสังเกตแล้วว่าเธออยู่บนเตียงผ่าตัด และใช่ พวกเขาแทบไม่ฝันเห็นภาพดวงไฟดวงนั้น “อื้อ”

ทั้งสองเดินเข้าไปยังตึกสถานพยาบาลเป็นแห่งแรก โชคดีที่อย่างน้อยมันยังเหลือสัญลักษณ์บ่งบอกว่าคือสถานที่แบบไหน ทว่าเพียงดูภายนอก เขาแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนอยู่ แต่อเล็กซิสดึงดันจะเข้าไป

มันไม่มีประตูทางเข้าเพราะบานกระจกถูกทำลายแตกหักเป็นเศษเล็กเศษน้อย ข้าวของข้างในล้มระเนระนาด สัญชาตญาณบ่งบอกว่าไม่มีใครอยู่ เขาส่ายหน้าให้อเล็กซิส แววตาของเธอฉายแววผิดหวัง ถึงกระนั้นพวกเขายังใช้เวลารื้อค้นอยู่สักพักจนแน่ใจก็เปลี่ยนที่

พวกเขาเร่งฝีเท้า เมื่อเพื่อนสาวเจอตึกร้างที่มีลักษณะต่างจากที่อยู่อาศัยหรือร้านค้า พวกเขาต้องหยุดเข้าไปสำรวจ จนผ่านไปแล้วสามที่ก็ยังไม่เจออะไรเลย

“เราไม่มีแพลน เราไม่มีอะไรเลย” อเล็กซิสถอดเสื้อกันฝนแล้วโยนทิ้ง ฝนหยุดตกแล้ว พวกเขานั่งพักเหนื่อยในตึกที่น่าจะเป็นห้องพักให้เช่า ข้าวของส่วนใหญ่แทบไม่เหลือรอดให้คนต่อไปหยิบใช้ต่อ ทั้งสบู่ ยาสีฟัน แชมพู หรือแม้แต่เสื้อผ้า ก่อนหน้านี้พวกเขายังปะกับมิกกี้ พ่อค้าของมือสองที่ทั้งไมเคิลและเรมีตั้งใจจะเป็นลูกค้าประจำ (เพื่อของถูก) เขากำลังกลับหลังจากได้ของไปขายเพิ่ม

อเล็กซิสนั่งเท้าคางอยู่ริมหน้าต่าง แววตาครุ่นคิดหนัก

ไมเคิลเดินเข้าไปช้า ๆ แล้วย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ เขาหยิบช็อกโกแลตบาร์ออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วหักครึ่ง ก่อนจะแบ่งให้เธอ อเล็กซิสไม่ปฏิเสธ “เธอบอกฉันได้นะ ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ”

สาวตาน้ำเงินเหลือบตามองแล้วเหลือบกลับไป

“ฉันเห็นแก่ตัว ฉันทิ้งเบ็กกี้”

 รสช็อกโกแลตในปากออกขมมากกว่าหวาน เขาคลี่ซองดูเห็นว่ามันเป็นรสดาร์ก หยิบผิดหรือนี่ อันที่จริงเขาน่าจะพอเดาที่มาอารมณ์หดหู่ของเธอได้ “มันไม่ใช่ความผิดของเธอนะ”

อเล็กซิสยังคงไม่สบตา สายตาไมเคิลเช็กสภาพเพื่อน เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแพทย์ช่วยลบรอยแผลทุกอย่างออกจากตัวเธอ เขาจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเธอถูกกระทำอะไรบ้าง มีเพียงรอยหมัดของหนุ่มผิวแทนคนนั้นที่ฝากไว้บนหน้า สิ่งเดียวที่เขาสังเกตเห็นคือเธอผอมลงและเงียบผิดปกติ มันมีบางอย่างในใจที่เธอเก็บไว้แล้วไม่บอกใคร เขารู้สึกเช่นนั้น เพราะท่าทางของเธอเหมือนกับแม่ยามคิดถึงพ่อ เอาแต่โทษตัวเอง หมกมุ่นกับความคิดร้ายต่าง ๆ นานา และแม้ปาสคาลจะปลอบเธอเท่าไร มันก็ไม่หาย

เขานั่งลง เผชิญหน้ากับอเล็กซิส “เธออยากมาที่นี่ ส่วนหนึ่ง...เพื่อหาร่องรอยเบ็กกี้ และอีกส่วนคือเธอไม่อยากเจอคนอื่นใช่ไหม”

อเล็กซิสไม่ตอบ เขาไม่ชอบเวลาเธอเงียบแบบนี้เลย ปกติแล้ว มันควรเป็นตัวเขาสิ

“เธอน่าจะรู้ว่าฉันอยู่เขตเดียวกับเธอตั้งแต่วันแรกที่ออกจากสถานพยาบาล แต่เธอไม่ไปหาพวกเรา” ดวงตาสีน้ำเงินวูบไหวเมื่อเขาตัดพ้อ “ฉันไม่อยากจะถาม แต่เธอไม่เหมือนเดิม อเล็กซิส บอกฉันมาเถอะว่าพวกมันทำอะไร”

น้ำใส ๆ เริ่มเอ่อคลอดวงตาคู่โตทว่าเหี้ยมเกรียม “มันไม่เหมือนเดิม ไม่มีวัน” แต่แล้วแววตานั้นอ่อนลงคล้ายคนสำนึกผิด “...พวกเขา” เสียงออกมาจากคอ มันดังเหมือนกระซิบ “ฉะ...ฉันต้องทำ”

ไมเคิลไม่ขัด รอให้เธอพ่นออกมา

“...ฉันฆ่าคน”

อเล็กซิสมองมือตัวเองเหมือนมันสกปรกมากจนส่งกลิ่นออกมา แต่เขาไม่เห็นอะไรนอกจากเด็กผู้หญิงที่กำลังหมดอาลัยตายอยากเพียงเพราะปกป้องตัวเอง “มันทำร้ายเธอ”

“ฉันรู้” เด็กสาวยังจดจ่ออยู่กับมือตัวเอง “ฉันรู้ ฉันเคยคิดภาพ...แต่มันก็แค่ความคิด ไม่สิ มันไม่ใช่ความคิด ฉันแทงมันไม่ยั้ง แล้วฉันก็ยิง ยิง ยิง ทั้งที่พวกมันตายแล้ว”

ไมเคิลส่ายหน้า “อเล็กซ์...มือของฉันไม่ได้สะอาดอย่างที่เธอคิดนะ”

“ไม่...มันไม่เหมือนกัน นายปกป้องตัวเอง”

“เธอก็ปกป้องตัวเอง”

อเล็กซิสส่ายหัวใหญ่ “ช่วงเวลานั้น” เธอทำท่าเหมือนถือมีด กำปั้นสั่น “ชั่วเวลานั้น ฉันรู้สึกดี” เธอสบตากับเขาเหมือนกับว่าเขาต้องเข้าใจ “ฉันรู้สึกดีมาก บางครั้ง แม้แต่ตอนนี้ฉันก็ยังอยากทำแบบนั้นอีก อยากให้มันเจ็บปวดกว่านี้ เหมือนกับที่พวกมันทำกับเอเลน่าแล้วก็...”

“แล้ว?”

อเล็กซิสหลบตา “...ทำให้เธอตาย”

เขาเอื้อมตัวจับไหล่ทั้งสองข้าง “เธอแค้นพวกมัน มันเป็นความรู้สึกที่...โอเค มันไม่ปกติหรอก แต่มันมีสาเหตุ เวลาฉันนึกถึงพ่อแม่ที่ตาย ปาสคาลที่ตาย ฉันอยากฆ่าพวกมัน อยากทรมานพวกมัน” ไมเคิลกลืนน้ำลาย นึกถึงครั้งแรกที่เขาฆ่าพวกผู้ไล่ล่า ไม่มีแม้แต่ความเสียใจ สิ่งที่เขารู้สึกคือ สาสม “เธอแค่...เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ที่นี่ไม่ใช่ซานโบซ่า มันไม่มีทางเหมือนเดิมตั้งแต่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัย เธอแค่ไม่ชิน เธอแค่ไม่รู้ เพราะเธอไม่เคยเจออะไรแบบนี้ มันไม่ได้แปลว่าเธอกลายเป็นฆาตกรเหมือนพวกนั้น มันไม่เหมือนกัน”

น้ำตาเอ่อล้นไหลรดลงแก้ม อเล็กซิสไม่ใช่คนร้องไห้เสียงดังหากแต่ปล่อยให้อารมณ์ตัวเองส่งไอเย็นแผ่ออกมา เมื่อนั้นไมเคิลเห็นใบหน้ามารดาซ้อนขึ้น แม้ทั้งสองหน้าไม่เหมือนกัน เพียงแต่กิริยายามเสียใจนั้นคล้ายกัน ไมเคิลเพียงแค่จับไหล่เธอเอาไว้ เธอตอบด้วยการกุมมือที่แตะ สัมผัสนั้นเย็นเฉียบ บางครั้งเขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงผูกพันกับอเล็กซิสมากกว่าคนอื่น เพราะดวงตาของเธอหรือ หรือเป็นเพราะอย่างอื่นอย่างที่อเล็กซ์จับผิด

“ขอบใจนะ ไมเคิล”

เขาพยักหน้า “เธอทำให้ฉันนึกถึงแม่” เพื่อนสาวเอียงคอแปลกใจ เขารู้ว่าตัวเองไม่ค่อยเล่าอดีตเท่าไรนัก “เธอชอบมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วคร่ำครวญ...คิดถึงพ่อ คิดถึง...มาเซอร์ล่า”

“นายคงเหมือนเขา” อเล็กซิสพินิจพิจารณาใบหน้าของเขาอย่างสำรวจ แววตาอบอุ่นขึ้นมา สีน้ำเงินในนั้นส่องแสงสว่างออกมา “เธอคงสวยมาก”

“เอ่อ” เขาหัวเราะเบา ๆ รู้สึกผิดต่อมารดานิดหน่อย “ไม่หรอก คือ สำหรับฉัน เธอสวยที่สุดแล้ว แต่...ถ้าถามสายตาคนอื่น พวกเขาว่าเธออัปลักษณ์”

“อย่าไปฟัง”

“ไม่” เขาแย้ง “มันเป็นเรื่องจริง ฉันถึงนับถือปาสคาลที่คอยอยู่ดูแลเธอมาตลอดตั้งแต่พ่อตายไป ฉันได้ดวงตาของเธอมา ของแม่ แต่หน้าตาฉันว่า ฉันไม่ค่อยเหมือนพ่อนะ” ไมเคิลย่อตัวลง มือที่จับไหล่เลื่อนลงมาแปะที่ตักของเพื่อน

“มาร์เซอล่า เมื่อกี้นายพูดชื่อนี้ ใครเหรอ”

เขายักไหล่ “มันเป็นชื่อที่แม่พึมพำเวลาหลับ คิดว่าน่าจะเป็นชื่อคุณย่า เธอเคยพูดถึงแม่ของเธอ ซึ่งก็ต้องเป็นคุณย่าของฉันถูกไหม เธอขอโทษ ขอโทษที่หนีมา ขอโทษที่ทรยศ เธอไม่ได้ตั้งใจ แต่มันไม่มีทางเลือก ฉันได้ยินเวลาเธอพูดกับปาสคาล พวกผู้ใหญ่ชอบคิดว่าเด็กหลับง่าย”

“จริงที่สุด” คนตรงหน้าพยักหน้า

เขานึกถึงครอบครัวของอเล็กซิสแล้วตัดสินใจถาม “เธอเคยอยากรู้จักพ่อแม่ตัวจริงไหม”

“แน่สิ หมายถึงเคยนะ” เมื่อพวกเขาเปลี่ยนเรื่องคุย เห็นได้ชัดว่าท่าทางของเธอดูสบายมากขึ้น “พวกวัยรุ่นไม่มีความรับผิดชอบน่ะ ทางศูนย์บอกไว้แค่ว่าพวกเขาอุ้มฉันมาวางไว้ อายุน่าจะไม่เกินสิบห้าทั้งคู่ คนผู้ชายมีดวงตาคล้ายกับฉัน แต่ไม่มีใครรู้ชื่อ ส่วนแม่ของฉันเป็นเด็กแถวนั้น”

“ว้าว รู้ขนาดนี้เลย”

“อื้อ แต่เธอตายไปนานแล้ว ก่อนที่ฉันจะรู้ความจริงเสียอีก บ้านของเธอถูกไฟไหม้ ไม่มีใครรอด”

“โอ้”

อเล็กซิสยักไหล่ ไม่สนใจ “ตอนแรกฉันก็รู้สึกแย่ แต่พวกเขาไม่ต้องการฉันแต่แรก อีกอย่าง ฉันมีความสุขกับครอบครัวปัจจุบัน และมันแย่มากเมื่อต้องจากพวกเขา”

เขาพยักหน้า ถึงแม้อเล็กซิสไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตัวเอง แต่เขายอมรับว่าตนเองเคยอยากมีชีวิตแบบเธอ ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้า นั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นพร้อมกัน ตื่นเช้าไปเรียน กลับดึกเพราะปาร์ตี้ เขาไม่เคยมีชีวิตแบบนั้น แต่อย่างน้อย พ่อแม่รักเขามาก และแม้พวกเขาจะไม่มีศักยภาพพอเลี้ยงดูเขาได้แบบที่พ่อแม่คนอื่นทำ ไม่ใช่แค่เพราะพลังพิเศษ แต่พวกเขาก็เหมือนพ่อแม่จริง ๆ ของอเล็กซิส คือมีลูกตั้งแต่วัยรุ่น การกระทำบางอย่างก็ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะด้วย พวกเขาค่อนข้างสูดกู่

ทั้งสองมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสิ้นหวัง “เราช่วยเบ็กกี้ไม่ได้” ไมเคิลสารภาพสิ่งที่อยู่ในหัว เขาไม่อยากตัดกำลังใจ แต่อเล็กซิสต้องยอมรับความจริง “ไม่มีไม่ห่วงเธอหรอกหรอกนะ แต่พวกเราช่วยเธอไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะบอกความจริงกับพวกเรา แต่เธอก็รู้การทำงานของคนที่นี่...” เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินอยู่ข้างล่าง พวกเขาสวมชุดทหารสีเทาแบบเดียวกับนายหัวฟูลมูน ชุดทหารของคนที่นี่ แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือทุกคนสวมหมวกนิรภัย และมีรถถังตามหลังอยู่สองคัน

“ตามพวกนั้นไป” ทั้งสองพูดพร้อมกัน

กลุ่มทหารยกพลกันมาสองคันรถ ตัวรถถังกึ่งรถบรรทุกจุคนได้ราวคันยี่สิบ เขานับเมื่อทั้งหมดออกมาจากรถ บวกกับพลเดินเท้าอีกหยิบมือก็ได้สี่สิบกว่า ทั้งหมดสวมชุดป้องกันและอาวุธพร้อม ไมเคิลตัดสินใจดูเชิงอยู่ห่าง ๆ พวกเขากำลังจะบุกเข้าไปในตึกสูงเจ็ดชั้นซึ่งเมื่อก่อนน่าจะเป็นศูนย์บังคับการกลางของเขตราซา ตัวตึกเป็นทรงห้าเหลี่ยมขนาดกว้างพอดู ไมเคิลกับอเล็กซิสเล็งไว้ว่าจะเข้าไปหลังจากพักเหนื่อยแต่ถูกตัดหน้าเสียก่อน เจ้าหน้าที่รายหนึ่งถือแผ่นสกรีนแบบที่พวกเขาชอบพกกัน (มีไว้ครอบครองเพียงแค่ข้าราชการ) กดอะไรบางอย่างแล้วปรึกษากับเจ้าหน้าที่อีกคน สักพัก คนที่สองยกมือหมุนรอบหนึ่ง ทหารทุกนายหันหน้ามาพร้อมเพรียง

“ระวังตัวให้มากที่สุด และพยายามหาตัวประกันให้เจอ ผู้ต้องสงสัยทุกรายขอให้จับเป็น แต่หากขัดขืน สังหารทิ้งได้ทันที เราจะไม่เสียพละกำลังของเราเพื่อแลกกับพวกมัน นอกจากปกป้องตัวประกัน คำสั่งของท่านซีโนฮอฟเป็นอันว่าที่สุด”

ทั้งหมดยกมือขวาทาบอกตอบพร้อมกันว่า “ขอรับ!

เขามองหน้าอเล็กซิส “ซีโนฮอฟ เธอเคยได้ยินชื่อนี้ไหม”

เพื่อนข้างตัวส่ายหน้า “รัฐมนตรีกลาโหมคือไทโรน บุนน์ อาจเป็นไปได้ว่ามีการเปลี่ยนตำแหน่ง หรือไม่ก็ พวกนี้ไม่ใช่หน่วยงานในสังกัดนี้”

“พ.ร.บ.นี้สังกัดในหน่วยงานพิเศษ ฉันจำได้ว่ามันขึ้นตรงกับประธานาธิบดี”

“แต่เธอชื่อจอร์จิน่า ลอว์เลนซ์”

พวกเขาหันกลับไปเพื่อสังเกตการณ์ต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่อเล็กซิสพูดขึ้นมาคือ “อย่างน้อยพวกเขาพยายามปกป้องเบ็กกี้และคนอื่น ๆ”

ไมเคิลไม่ตอบ แม้เขาเกลียดทุกคนที่ทำงานให้กับกรณีเอชโอวันมากแค่ไหน แต่ลึก ๆ เข้าใจว่าบางคนย่อมต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ทว่ามันใช่ว่าเขาจะเปลี่ยนใจมาชื่นชมหรือสำนึกบุญคุณ ในเมื่อตัวประกันคือตัวอย่างของสนามทดลองที่ชื่อทอยซิตี้ การที่พวกเขาพยายามปกป้องทรัพยากรของตนเองก็นับว่าเป็นหน้าที่หนึ่ง ใช่ความเห็นอกเห็นใจใด ๆ อีกอย่าง มันข้องเกี่ยวกับการทำงานโดยทุจริตในหน่วยงานของตัวเองด้วย พวกมีหน้าที่ชำระความก็ทำกันไปสิ

ทั้งหมดเริ่มทยอยกันเข้าไปด้านใน ทั้งสองออกจากที่ซ่อนแล้วค่อย ๆ ตามเข้าไป เว้นระยะห่างพอสมควร พอถึงบันไดขึ้นชั้นสองพวกเขารอให้เสียงฝีเท้าเบาลง จากนั้นค่อยขึ้นตาม ทันใดนั้นเพียงแค่อยู่คาขั้นบันได เขารู้สึกเหมือนเพดานสั่น จากนั้นได้ยินเสียงโครมครามตามมาด้วยเสียงปืนบวกกับกลิ่นไหม้ “ปืนกล” เขาคว้าแขนเพื่อนแล้วหันตัวก้าวลง ทว่าเพดานถล่มลงมาตรงจุดทางลงเฉียดตัวอเล็กซิสไปพอดิบพอดี ควันและฝุ่นคละคลุ้งจนพวกเขาสำลักไอ เมื่อม่านฝุ่นจางลงจึงเห็นหุ่นเหล็กจอมโฉดที่เขาเจอในด่านทดลอง มันเป็นรุ่นที่มีตาเลเซอร์และแขนปืนกล สภาพนอนนิ่งสิ้นฤทธิ์เพราะถูกดาบมือสองเล่มเสียบหัวซึ่งจุดตายพัง ส่วนผู้พิชิตนอนตายตัวขาดอยู่ด้านบน ลำไส้ไหลทะลักเกี่ยวพันกับผู้แพ้

อเล็กซิสเกาะแขนเขาแน่น คนพวกนี้ไม่ใช่แค่พลทหาร เขาตระหนักแล้วว่าตนยังเด็กน้อยเกินไปนัก จำนวนคนเพียงสี่สิบเศษ ๆ จะช่วยผู้ที่ถูกจับมาได้กว่าสิบคนเชียวหรือหากฝีมือไม่ถึง คนพวกนี้ไม่ใช่แค่ทหาร แต่เป็นระดับหน่วยรบเลยทีเดียว

“ไมเคิล” ตัวอเล็กซิสเย็นเฉียบเหมือนเลือดในกายกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง “เราต้องหนีแล้ว ให้พวกเขาจัดการ” เธอพยักหน้าเหมือนรอให้เขาขยับนานแล้ว ไมเคิลไม่ลืมดึงดาบสองเล่มออกจากหัวเหล็ก มันหนักและคมเหลือเกิน ทั้งสองกระโดดข้ามศพมนุษย์และซากเหล็ก แต่เมื่อเท้าทั้งสองแตะลงบนชั้นหนึ่ง บานเหล็กเลื่อนลงมาปิดตรงทางออกทั้งหมด กับดัก พวกเขาตามเข้ามาติดในกับดักแท้ ๆ

“ระวัง!” เขาผลักเธอกลับไปที่ราวบันไดแล้วกระโดดสองก้าวฟันหัวหุ่นยนต์ขาดฉับ หุ่นยนต์พิฆาตโผล่มาอีกสามตัว คราวนี้ไม่มีปืนกลหากแต่เป็นรุ่นสูงเพรียวและเคลื่อนไหวได้พลิ้วดั่งมนุษย์ ฉันจะฟันหัวแกขาดอยู่ดี เขาตวัดดาบต้าน อีกข้างพยายามสวนแทง สองตัวรุมที่เขา ส่วนอีกตัววิ่งไปหาอเล็กซิส เขารีบสะบัดพวกมันวิ่งกลับไปก่อนจะฟันกลางหลัง ความคมของดาบทะลุเหล็กราวกับกระทบเนื้อนิ่ม เขาเตะมันออกใส่เพื่อนมันอีกสองตัว แล้วจู่โจม ชักเริ่มสนุก 

เสียงฝีเท้านับสิบกรูเข้ามา “เวร มีเด็กสองคนแอบเข้ามาในนี้”  กลุ่มทหารเมื่อครู่ถอยทัพลงมาแล้ว แต่ไม่ใช่แค่พวกนั้น หุ่นยนต์มันตามลงมาด้วย โชคดีที่อาวุธในมือคุณภาพดีกว่าปืนโง่ ๆ ไมเคิลทำลายที่เหลืออีกสองและเห็นทหารบางคนเข้าคุ้มกันตัวอเล็กซิส อย่างไรก็ตาม เขาไม่วางใจจึงวิ่งไปสมทบ

พวกเขาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ส่วนหนึ่งต้านหุ่นที่ดาหน้าเข้ามา ส่วนอีกฝั่งทำลายประตูเหล็กเพื่อเปิดทางออก ไมเคิลเข้าถึงตัวอเล็กซิสแต่ถูกมือหนึ่งกระชาก “ทำบ้าอะไรของนาย

นายทหารคนดังกล่าวเปิดหน้ากากบนหมวก เขาเห็นดวงตาสีน้ำตาลก็จำได้ “แสตนเนอร์!

“เออฉันนี่...” เขาหันไปยิงอีกตัว ปืนในมือแสตนเนอร์อานุภาพร้ายแรงกว่าปืนปกติ เพียงนัดเดียวก็เป่าหัวหุ่นเหล็กกระจุย รอบตัวเริ่มชุลมุนหนักขึ้นทุกที เขารู้สึกเหมือนทุกคนเบียดเป็นวงล้อม กลุ่มทหารเปิดวงจรอะไรบางอย่างที่คล้ายกับสร้างเกราะที่มองไม่เห็นขึ้นมากันไม่ให้เขากับอเล็กซิสเป็นลูกหลง (แม้จะแส่หาเรื่องเข้ามาเอง) เมื่อพวกเขาทำลายบานเหล็กได้สำเร็จก็รีบพากันออกมาทั้งหมด

“บ้าชะมัด ฉันบอกให้พวกเธอรอ แล้วเข้ามาได้ไง” แสตนเนอร์ตามมาเอ็ดติด ๆ ทั้งเขาและอเล็กซิสคล้องแขนแล้วก้มหน้า ทหารคนหนึ่งรีบมาดึงดาบในมือออกไปด้วยโดยไม่หันมามองว่าสีหน้าไมเคิลอาลัยมันแค่ไหน ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์มีหน้าที่ปกป้องตึก เมื่อผู้บุกรุกออกไป มันกลับไม่ตาม ทั้งหมดมองกลับไปเห็นหุ่นเหล็กยืนสงบ ดวงตาสีแดงนั้นอับแสงลง

“คุณจะโกรธพวกเราไม่ได้” เพื่อนสาวดูท่าจะรวบรวมความกล้าได้ก่อน “พวกคุณไม่บอกอะไรเราเลย

อเล็กซิสระเบิดออกมาได้แป๊บเดียวเท่านั้น ท่าทางดั่งสิงโตเมื่อกี้หายกลายเป็นลูกแมวเมื่อเธอมองสภาพทหารบางคนที่รอดออกมา ร่างพวกเขาโชกเลือด เขารู้ว่าจิตสำนึกของเพื่อนนั้นเร็วกว่าเขามาก

แสตนเนอร์ยืนมองพวกเขาครู่หนึ่ง สายตายังคงโกรธแต่เบาลงจากเมื่อครู่ “แล้วจะให้เราบอกพวกเธอยังไง เรามีความคืบหน้าแล้วนะ วันนี้เราจะบุกเข้าไปในรังที่คาดว่าเป็นหนึ่งในตัวสั่งการ แต่ไม่ขอรับประกันว่าจะเจอเพื่อนเธอ”

อย่างที่คิด อเล็กซิสเงียบ ทำหน้าสำนึกผิดเรียบร้อย ให้ตายเถอะ จู่ ๆ เขานึกถึงใบหน้าเบนและน้ำเสียงเวลาเขาเรียกอเล็กซิสว่า แบมบี้

“ใช่” ไมเคิลตอบ ทหารบางคนเงยหน้ามองเขา “พวกคุณควรบอก ไม่จำเป็นต้องรับประกันอะไรหรอก แต่อย่างน้อย พวกเราไม่จมอยู่ความว่างเปล่า พวกคุณให้ความหวัง จำไม่ได้เหรอ คุณบอกพวกเราเองว่าชุดเก่าถูกย้ายเพื่อให้ชุดคุณได้ทำงาน เด็กบางคนหายไปเป็นปีแล้ว พวกเราแทบไม่เหลือความหวัง จนพวกคุณมา แต่แล้วหลังจากนั้นคือความเงียบ จะให้พวกเราทำยังไงวะ...แม่ง”

แสตนเนอร์ชี้นี้ว “อย่า...หยาบ...คาย แล้วผลเป็นไง ลูกน้องของฉันตาย”

“พวกคุณติดกับเองต่างหาก!

อเล็กซิสดึงแขนเขาไว้ “พวกเราก็เหมือนกันนะ” เธอกระซิบ

“ติดกับ!” เขาเขวี้ยงหมวกทิ้ง “ติดกับ! พวกมันทำลายข้อมูล พวกเราเริ่มจากศูนย์ จากศูนย์” เขายกกำปั้นจ่อหน้าไมเคิล “แม้แต่คนที่รอดมาได้ยังไม่มีเบาะแสชี้ทางให้พวกเรา แล้วนายก็โทษพวกฉัน ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีใครอยากย้ายมาที่นี่เลยด้วยซ้ำ!

“นี่” นายทหารข้างหลังจับไหล่เขาไว้ เด็กหนุ่มชะงัก เพราะเครื่องแบบที่ใส่ไม่ได้เน้นรูปร่างจนดูออกว่าเป็นผู้หญิง

เสียงลมดังเหนือศีรษะ พวกเขาเงยหน้า ยานพาหนะอีกสองลำแล่นลงมาบนพื้น พวกที่ไม่บาดเจ็บลุกขึ้นสีหน้าดีใจ ตัวยานสีขาวและสัญลักษณ์กากบาทสีเขียวบ่งบอกว่าเป็นหน่วยพยาบาล หญิงชายในชุดขาวสะอาดช่วยกันขนเตียงและอุปกรณ์พยาบาลออกมา ชายในชุดเสื้อคลุมสีขาวเดินออกมาตรงมายังแสตนเนอร์ เขาน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้หากแต่...

ซีโนฮอฟ? เขาสบตากับอเล็กซิส ดูเหมือนเธอจะสงสัยเหมือนเขา

แสตนเนอร์ยืดหลังตรง เปลี่ยนท่าทางเป็นนอบน้อม

“เหลือกี่คน”

“ยี่สิบเจ็ดครับ พวกเราไม่คิดว่ามันมีหุ่นไว้ครอบครองแถมยังตั้งระบบไว้รอบอาคาร เราต้องการทีมเทคนิคมาปิดมัน”

คนคนนั้นส่ายหัว สีหน้าบ่งบอกว่าเสียดาย “ผมขอกำลังเสริมมาไม่ได้ พวกเขาประเมินเคสนี้ต่ำกว่าพวกเรามาก แต่ผมจะลองเสนอเรื่องฝ่ายเทคนิคเข้ามาช่วยอีกแรง” น้ำเสียงที่พูดออกมาแหลมและเล็กเหมือนกับรูปร่าง แต่เมื่อเขายกมือจึงเห็นว่าบนแขนนั้นมีรอยสัก “อีกอย่าง มันยังมีเรื่องสำคัญกว่า...” หางตาของเขาเหลือบมองไมเคิล และเมื่อเขาหันมาเต็ม ๆ จึงเห็นว่าใบหูอีกข้างเจาะตุ้มหูระเบิดไว้ สายตามองเขากับอเล็กซิสอย่างสนใจ จากนั้นเลื่อนสายตาไปยังอเล็กซิสคนเดียว “โอ้ คนไข้ของพี่เขยฉันนี่เอง”

พี่เขย?

“สองคนนี้มาทำอะไร” เขาทำมือชี้ ๆ

แสตนเนอร์กลืนน้ำลาย “ลักลอบเข้ามาขอรับ”

ชายคนดังกล่าวหัวเราะในลำคอ “ดูท่าจะสั่งสอนไปพอสมควรแล้วนี่ ช่างเถอะ อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ พวกนายก็รู้ว่ามีคนลักลอบเข้ามาตลอด ถ้าไม่อย่างนั้นก็หาอะไรอุดกำแพงซะ อย่าทำเป็นหน้าเข้มเวลาจับได้ มันไม่เนียน”

ไมเคิลชักชอบเขาแล้วสิ

“นายไปดูแลลูกน้อง ส่งพวกที่ไม่บาดเจ็บพาเด็กสองคนนี้กลับไป”

แสตนเนอร์หงอเต็มที่ เขาก้มหัวรับคำสั่งแล้วให้ทหารหญิงข้างตัวพาพวกเขาขึ้นรถ ไมเคิลและอเล็กซิสจำต้องทำตามแต่โดยดี และหวังว่าเรมีกับโคดี้คงไม่รอพวกเขาจนถึงเช้า

“เดี๋ยว” ชายคนนั้นเรียกพวกเขา แล้วหันไปทางแสตนเนอร์ “บางที พวกเขาอาจเป็นกำลังให้เราได้”

แสตนเนอร์มองตาม

ไมเคิลหันหน้าหนีแล้วดึงอเล็กซิสให้หันกลับมา เขาเดินตามนายทหารหญิงกลับขึ้นรถ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #108 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 15:12
    น้องงงงง
    #108
    1
    • #108-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 51)
      2 กันยายน 2561 / 21:24
      แฟนคลับอเล็กซิสที่แท้ทรู
      #108-1