Undisclosure Series - ขึ้นเล่มสอง

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 7,690 Views

  • 240 Comments

  • 285 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    139

    Overall
    7,690

ตอนที่ 50 : คนที่หายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    26 ส.ค. 61

“อย่าปล่อยเด็ดขาด”

น้ำตาเด็กสาวไหลรินหยดลงบนแขน แต่ความเค็มในหยาดน้ำตาก่ออาการแสบร้อนเป็นจุด ๆ นิ้วของเบ็กกี้จิกลึกลงบนแขนจนเลือดไหลซิบ ๆ อเล็กซิสกัดฟันทนความเจ็บปวดทุกอย่างขืนตัวรั้งเธอไว้ไม่ให้พวกมันเอาตัวเธอไป ชายสองคนต่างพยายามแยกพวกเธอออกจากกันราวกับเล่นชักเย่อ “ใช้มันซะ เบ็กกี้ ได้โปรด” เธอขอร้อง “ได้โปรด...” เด็กสาวหวีดร้อง เล็บบางนิ้วที่จิกอยู่กับเนื้อฉีกขาดฝังอยู่ข้างใน บางนิ้วแข็งเกินจึงเฉือนฉวัดขูดผิวเป็นรอยยาว เสียงดังตุบกลางหลังเด็กสาว เบ็กกี้ล้มฟุบลงกับพื้น ยูฟุนแบกร่างเธอออกไปพร้อมกับเด็กอีกคน

“แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง” เกรกอรี่พึมพำแล้วเหวี่ยงตัวอเล็กซิสลงไปกองกับพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำโสโครกเจิ่งนอง คราบเลือดคละเคล้า เธอตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นไม่ทันไรก็ล้มลง เด็กแฝดที่ยังเหลืออีกคนถูกโขกกับกำแพงดังจนคล้ายกับกะโหลกแตก ร่างอ่อนปวกเปียกไถลครูดลงเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิต อเล็กซิสปากสั่น เกรกอรี่ย่างสามขุมแล้วกดหน้าเธอลงกับพื้นก่อนจะมัดมือไพล่หลัง เธอดิ้นจนแขนเสียดสีกับเชือก รอยแผลที่เบ็กกี้ฝากไว้ครูดคราด อาการแสบร้อนดั่งไฟลามเลียแผดเผาไปทั่วแขน “อยู่นิ่ง ๆ ซะ” มันกระซิบแล้วตีหัวจนหน้าคว่ำลงไปอีกรอบ ทั้งน้ำสกปรกและเลือดแฉลบเข้าปาก ร่างกายเริ่มสงบลงเพราะหมดแรง เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นและห่างออกไป เธอไม่มีทางช่วยเบ็กกี้ได้แล้ว แม้แต่ตัวเอง...ทำไมจะเดาไม่ได้ว่ามันจะทำอะไรต่อ สายตาของพวกมันเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่านายตำรวจสองคนนั้นเสียอีก

ลำคอแห้งผากคล้ายมีฝุ่นผงติดข้างใน เธอไอหลายครั้ง “เธอ” เสียงที่ออกมานั้นแหบแห้ง ขาข้างขวาจำเป็นต้องใช้เขี่ยร่างเด็กสาวที่นอนไม่ไหวติง เธอกระแอมเคลียร์ลำคอตัวเองหลายรอบ พวกมันออกไปแล้ว เธอไม่เคยเห็นหน้าสองคนนี้ ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยบาดแผล แววตาเหี้ยมโหดยิ่งกว่าผู้ใด “เธอ...เอเลน่า” เด็กสาวคนดังกล่าวขยับนิดหนึ่ง เธอเห็นหน้าผากของอีกฝ่ายแตกเลือดไหลซึมออกมาจนเหมือนกับสระผมด้วยน้ำเลือด อเล็กซิสขยับตัวอยู่หลายครั้งจนลุกนั่งได้แล้วพยายามหยิบไฟแช๊กของอเล็กซ์ออกมา ระหว่างนั้น “อิซล่า อิซล่า อย่าพาอิซล่าไป” เด็กคนนั้นพึมพำเรียกชื่อแฝดตัวเองเหมือนไม่มีสติ

 ตื่น ตื่นได้แล้ว เธอบอกตัวเองแต่ร่างกายยังคงขยับไปเองราวกับวิดีโอที่ไม่อาจกดปุ่มหยุด กลิ่นไหม้และไอร้อนลามเลียผิวหนัง เธอเม้มปากฝืนใจทนความร้อนจนเชือกเริ่มคลายลง หูได้ยินพวกมันคุยกันวางแผนจะฆ่าพวกเธออย่างไร

 “ยังมีเวลา ฉันอยากลองใช้ไอ้นี่ ไม่รู้ว่ามันทำอะไร”

“ได้มาจากไหนอย่าบอกนะว่า...แอบขโมยของพวกมันมา”

เอเลน่าลืมตาขึ้นสบตากับเธอ ดวงตาที่อ่านไม่ออกว่ายอมแพ้หรืออย่างไร อเล็กซิสส่ายหน้า ตื่น ๆ ตื่น ไม่อยากเห็นอีกแล้ว เมื่อนั้นเชือกหลุด เธอรีบดึงมันไว้ให้ดูเหมือนยังผูกกันอยู่ อเล็กซิสนั่งสูดหายใจเข้า สูดหายใจออก พยายามคงให้สติแน่วแน่ ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดอัตคัด กำแพงปูนเปลือยเปรอะคราบสกปรกมากมาย มีสักกี่คนที่รอดออกไป มีสักกี่คนที่ถูกจับมาไว้ในนี้ นี่คือนรกอีกแห่งที่เธอเผชิญอยู่ เสียงกลืนน้ำลายและลมหายใจดังเป็นจังหวะช้า ๆ มันเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

กับอีกหนึ่งชีวิตที่หายใจรวยรินเต็มที่

ข้างกายเอเลน่า ใยแมงมุมขาดแหว่งสั่นไหวตามลมหายใจอันแผ่วเบา แมลงตัวเล็กที่ติดอยู่ใยกับดักดิ้นทุรนทุรายในขณะที่ผู้ล่ากำลังสานใยเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ ยิ่งเธอฝันถึงมัน รายละเอียดชัดขึ้นทุกที อเล็กซิสได้ยินเสียงตัวเองกลืนน้ำลายนับไม่ถ้วนจนเกรกอรี่กลับเข้ามาใหม่ ข้างนอกฝนตกหนัก เห็นเพียงความมืด มันปิดประตูเบา ๆ แล้วเดินดุ่ม ๆ พร้อมกับของในมือ สายตาของเธอชำเลืองมองปืนที่เหน็บอยู่ตรงเอว “หมดแรงแล้วสิ” มันหัวเราะแล้วดึงตัวเอเลน่าขึ้นมา เด็กสาวไม่แม้แต่ขัดขืน เธอเห็นดวงตาของเอเลน่าลืมตาปราศจากอารมณ์ เส้นผมเหนียวหนืดปรกใบหน้าแทบมิด เกรกอรี่หยิบหลอดคล้ายเข็มฉีดยาออกมาแล้วจิ้มเข้าที่คอเด็กสาว อเล็กซิสสะดุ้งเฮือกเหมือนโดนด้วย “แกทำอะไร” เธอควรจะสู้ไหม สมองของเธอสั่งว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เข้าไปสิ ช่วยเอเลน่า มันช่วยเธอด้วย ยายโง่ แต่ร่างของเธอยังตรึงอยู่กับที่เดิม

เพราะอดีตแก้ไขไม่ได้

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันทิ้งตัวเอเลน่าลงกองกับพื้นเหมือนของเล่นใช้แล้ว อเล็กซิสคือรายต่อไป หัวใจข้างในเต้นโครมคราม กล้ามเนื้อหนังตาเกร็งจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นบนมือของมัน เกรกอรี่ส่ายหัวยิ้มเหมือนเล่นกับลูกหมา มันค่อย ๆ ย่อตัวลง ในหัวอเล็กซิสเอาแต่ตีกันระหว่างลงมือกับรอจังหวะ อึ๊ก เธอสะดุ้งตัวเกร็งอีกครั้งเจ็บแปลบที่ต้นคอ เข็มเสียบเข้าเนื้อ ครั้งนี้มันเจ็บกว่ามดกัดมากนัก หัวของเกรกอรี่โค้งต่ำก้มลงดู เขานั่งทรงตัวในท่าที่ไม่มั่นคง เธอใช้จังหวะนี้กำมือแน่นแล้วเหวี่ยงแขนขวาออกฟาดเข้าที่กกหูสุดกำลังจนเกิดเสียงลมผ่านอากาศดังวูบ เกรกอรี่ตัวเอนแต่ไม่ได้ล้มลง เด็กสาวดึงของแหลมออกจากคอ อีกฝ่ายสวนหมัดเข้ามา เธอล้มตัวลงไปทางขวาและทะลึ่งพรวดแทงของสิ่งนั้นเข้าดวงตา

ชายหน้าแผลเป็นร้องโหยหวน อเล็กซิสเอากำปั้นข้างซ้ายยัดปากแล้วดึงอาวุธออก แทงใหม่ ทำแบบนี้วนไปเป็นสิบรอบ เลือดของมันกระเซ็นเข้าหน้า มือปัดป่ายให้เธอหยุดจนสุดท้ายอเล็กซิสคว้าปืนบนตัวมันแล้วลุกออกยืนมองผู้ล่าบัดนี้กลายเป็นเหยื่อนอนดีดดิ้งอยู่กับพื้นในสภาพตาบอดกำลังจะตาย แผลเป็นกลายเป็นแผลสด เธอยืนมองมันหลั่งเลือดลงเคล้ากับเลือดของเหยื่อคนก่อน ๆ ประตูเปิดผัวะ ยูฟุนชะงักเมื่อเห็นสภาพลูกพี่มัน แต่กว่าที่เขาจะตั้งสติว่าต้องทำอย่างไรก็สายไปแล้ว เพราะนิ้วของอเล็กซิสกำลังเหนี่ยวไก

ตื่น ตื่นเดี๋ยวนี้

ผ้าห่มสีขาวสะอาดส่งกลิ่นหอมจากการอบความร้อนฆ่าเชื้อ เธอพยายามลุกขึ้นแต่เหมือนติดอยู่ในร่างนี้ เสียงกรีดร้องของเอเลน่าดังเข้าโสตประสาทประหนึ่งมีพลังสั่นคลอนสะเทือนไปจนถึงแกนหูข้างใน อเล็กซิสหันไปเห็นเธออยู่ในสภาพมัดติดกับเตียง เธอร้องระบายความเจ็บปวดข้างในจนขากรรไกรแทบฉีกออกจากกัน “ฆ่าฉันซะ ฆ่าฉันซะ” ราวเหล็กบนเตียงกระตุกรัว อเล็กซิสมองดูเหมือนเตียงจะถล่มตามแรงเคลื่อนไหว เสียงหวีดร้องกรีดหัวใจจนอยากตะโกนบอกให้พวกเขา...ฆ่าเธอซะ ทำตามที่เธอบอก

“เราจะทำอย่างไรดีคะคุณหมอ”

“พาแม่หนูคนนี้ออกไป เราช่วยเธอไม่ได้แล้ว” อเล็กซิสมองทรอย เห็นแต่เพียงแผ่นหลังและผมสีเทา พวกเขาเข็นเตียงเธอออกไปตามคำสั่ง ไม่นานเสียงเอเลน่าสงบลง และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นเด็กสาว

“มันอยู่ในตัวเธอด้วย”

เธอส่ายหน้า “ฉันกำลังจะตายเหมือนเธอเหรอคะ”

ทรอยไม่ตอบ

“มันอยู่ในตัวเธอ”

“มันอยู่ในตัวเธอ”

อเล็กซิสลืมตาพรึบ สำลักไอ

เธอขยับตัวลุก สมุดและปากกาหล่นลงจากเตียง ตัวเองคงเผลอหลับในสภาพล้มฟุบทั้งที่ยังใส่รองเท้า หลับไปได้ยังไง เธอสงสัยนัก อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ คิดดูสิ ว่าแล้วก็ก้มเก็บสมุดขึ้น เปิดหน้าวันพุธที่ 23 กันยายน 3012 ขีดฆ่าแล้วปิดสมุด จากนั้นเก็บมันในลิ้นชักแล้วเดินเลยเข้าห้องน้ำ เธอหมุนก๊อกเปิดน้ำไหลแรง น้ำอุ่นทั้งที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น เธอก้มตัวลงแล้วล้างหน้าจากนั้นใช้เวลายืนจ้องหยดน้ำไหลลงจากใบหน้า เหมือนต้องการให้สิ่งที่อยู่ข้างในซึมขับออกมาด้วย

ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้

จากที่ทรอยอธิบายให้เธอฟัง อะวิซีอีเอ็กซ์โอโอเซเว่นคือยาพิษที่อยู่ในขั้นทดลองและยังไม่มียาถอน อย่างมากที่ช่วยได้คือยาระงับอาการ การทำงานของมันคล้ายกับยากล่อมประสาท ตัวสารบรรจุอนุภาคลำเลียงผ่านหลอดเลือดขึ้นสู่สมอง ตัวอนุภาคอะวีซีจะเกาะติดที่เส้นประสาท จากนั้นบังคับให้สมองสั่งการให้ร่างกายรู้สึกเจ็บปวดแม้ปราศจากสิ่งเร้า ความเจ็บปวดเกิดจากสมอง มันจึงทำหน้าที่ควบคุมให้เราเผชิญกับความเจ็บปวดไม่รู้จบสมดังชื่อของมัน แต่กรณีของเธอต่างกับเอเลน่า เพราะอาการที่ทรอยกล่าวคืออาการของผู้ที่ได้รับสารตามปริมาณที่บรรจุไว้ อเล็กซิสได้รับเพียงนิดเดียว (แม้เธอเถียงคอเป็นเอ็นว่าอาจไม่มีสารเข้าไปในร่างกายก็ได้ แต่ผลตรวจเลือดที่เขาแสดงให้เธอดูระบุว่ามีสารปนเปื้อน เธอจึงเถียงไม่ออก) แต่เพราะยังไม่มีอาการแสดงให้เห็นบวกกับความกลัวว่าเขาจะส่งเธอเข้าห้องทดลอง อเล็กซิสขอร้องทรอยให้ช่วยเธออยู่ที่นี่เหมือนคนปกติ เธอเสนอให้เขาเก็บข้อมูลตัวยาผ่านเธอที่ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนอื่น เธอไม่รู้ว่าเขาขอร้องได้อย่างไรแต่อย่างน้อยตอนนี้ ขนาดคุกที่อาศัยอยู่ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมแต่เป็นเกาะ

ก็ยังดีสำหรับคนที่มีทางเลือกแค่นี้

เธอไม่รู้ว่ามันจะแสดงอาการเมื่อไร และมันจะอยู่กับเธอไปตลอดชีวิตหรือไม่ หากแต่ถ้าไม่มียาถอน ของสิ่งนี้ก็อาจจะอยู่กับเธอไปจนตาย

นาฬิการะบุว่าบ่ายสองโมงครึ่ง อเล็กซิสถอนหายใจ “สายแล้วสินะ”

อเล็กซิสเก็บเสื้อแจ๊กเก็ตเข้าไปในตู้ เสื้อผ้าของใช้งอกเงยเพราะรับต่อจากเดสซิเร เธอต้องขอบคุณทั้งบลูและเอมอนที่มาเล่นเควสเป็นเพื่อน ทำให้ได้ชิปจากเควสประจำวันเกือบเต็มจำนวน กลุ่มของบลูเรียกว่าเป็นหนึ่งในทีมอันตราย นาน ๆ ที คนกลุ่มนี้จะลงมาเล่นเควสระดับหนึ่ง และถ้าเห็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พวกที่เหลือจะรู้ชะตากรรมทันทีว่าพวกเขาไม่มีวันชนะในวันนั้น บลูช่วยอเล็กซิสชนะไปแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนวันนี้เป็นเอมอน

มีคนเคาะประตู เธอคิดว่าเป็นเอมอน “ขอโทษ ฉันกำลังจะไป”

“ฉันเอง”

เสียงผู้หญิง  

อเล็กซิสเปิดประตู เห็นแขกสาวผมสีทองยาวข้างสั้นข้าง แถมดวงตายังมีสองสีคือมีสีเขียวข้างหนึ่งและสีน้ำตาลอีกข้างหนึ่ง หญิงสาวยืนฉีกยิ้มกว้าง เจสซี่คงไม่คาดคิดว่าน้องสาวจะได้พบกับผู้หญิงที่ปรากฏอยู่ในงานวิจัยเล่มนั้น ใช่ ผู้หญิงคนนี้คือเดสซิเร ดัลคา สาวไฮโซที่หายตัวไปเมื่อสองปีก่อน เมื่ออเล็กซิสเอ่ยถามว่าเธอนามสกุลนี้หรือไม่ หญิงสาวร้องออกมาด้วยแววตาตื่นเต้นดีใจ และยิ่งดี๊ด๊าเมื่อเธอบอกว่าชื่อของเธออยู่ในงานวิจัย “โอ๊ย เจ๋งเป็นบ้า พวกเขาเขียนถึงฉันว่าอะไรบ้าง”

แน่นอนว่าอเล็กซิสตอบไปว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่าสาวสังคมที่หายไปลึกลับ ทั้งที่คำบรรยายมีมากกว่านั้น และเมื่อเธอได้รู้จักตัวจริงแล้ว งานวิจัยนั้นไม่ได้เขียนเกินเลยแต่อย่างใด

“กินข้าวหรือยัง ให้ฉันเลี้ยงไหม แล้วเราไปช้อปปิ้งเสื้อผ้าสวย ๆ กัน แล้วดึก ๆ พวกเราข้ามไปเขตนอร์ธดูแข่งประลองกันไหม”

อเล็กซิสเลิกคิ้ว “แข่งประลอง?”

“อื้อ” หญิงสาวพยักหน้า “เหมือนดูมวยปล้ำ เธอเคยดูหรือเปล่า สู้กันในกรง บางทีก็ในลาน ถ้าฝนตกก็ยิ่งสนุกแต่จะดูลำบากหน่อย เธอจะลงพนันก็ได้นะ หรืออยากแข่งเองก็ได้”

“อ่า” หญิงสาวเขย่าแขนทำตาออดอ้อน “ไปนะ ๆ”

“ไว้วันหลังได้ไหม” อเล็กซิสแบ่งรับแบ่งสู้ “เดี๋ยวฉันจะไปหาเอมอน เขาสัญญาว่าจะช่วยฝึก แล้วหลังจากนั้นฉันจะไปหาเพื่อนอีก”

หญิงสาวทำตาโต “เธอเจอเพื่อนแล้วเหรอ”

อเล็กซิสพยักหน้าช้า ๆ รู้ตั้งนานแล้วว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหน แสตนเนอร์เป็นคนบอกเธอเอง ไมเคิลกับเรมีอยู่ห่างจากเธอไม่เท่าไร แต่เธอเลือกไม่ไปหาพวกเขาเดี๋ยวนั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอ แต่เธอกลัวว่าตัวเองจะอ่อนไหวจนเล่าทุกอย่างออกไปหมด เธอกลัวคำถามของพวกเขา กลัวว่าตัวเองต้องตอบอย่างไร “ใช่ ฉันเจอเพื่อนแล้ว” อเล็กซิสย้ำกับเดสซิเร

สาวตาสองสีจ้องเธอนิ่งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่หรอก เอ่อ ฉันต้องไปแล้ว เอมอนคงรอ” ถึงแม้พวกเขาจะช่วยมาเล่นเควสกับเธอ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นแบบนี้ตลอดไป พอจบวันนี้ เธอคืนชิปค่าเช่าให้เอมอนทั้งหมด พรุ่งนี้เธอจะเริ่มหาชิปด้วยตัวเอง และเพราะแบบนี้เอมอนจึงเสนอคลาสพิเศษให้ แม้เคียนโต้จะเป็นครูฝึกที่โหดขนาดไหน แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสถานการณ์จริง เธอต้องการครูที่เจนจัดกับวิถีชีวิตแบบนี้

หญิงสาวพยักหน้า “ก็ได้ ไม่ตื๊อแล้ว มา ฉันจะพาไป” เธอหยุดแป๊บหนึ่ง “แต่ว่า...เขาจะทำตัวเป็นครูฝึกหรือ ขนาดศัตรูเป็นผู้หญิง หมอนั่นยังไม่กล้าเลย เอางี้ไหม ไว้ฉันจะลองขอริงโก้ให้ช่วยฝึกให้ หมอนี่ฝึกฉันด้วย รับประกันได้ ภายในอาทิตย์หนึ่ง เธอต้องชนะได้แน่”

อเล็กซิสนึกถึงชายร่างสูงใหญ่เทียบเท่าโนเอล เขามีสีผิวน้ำตาลแดงเหมือนคาเลบและเบียนน่า ผมตัดสั้นเกรียนแบบแสตนเนอร์และมีไรหนวดรอบคาง แต่ริงโก้เป็นชายที่เธอค่อนข้างเกรงใจและเกรงกลัวเมื่อต้องพูดด้วย เธอจำได้ว่าเวลาเขาคุยกับโอลิแวนและเอมอน ริงโก้จะใช้คำสั้น ๆ ไม่อธิบายมากความ สายตาที่เขามองเธอไม่เย็นชา ไม่อาทร ไม่แม้แต่เฉยชา แต่รำคาญแม้เธอแทบไม่ได้พูดอะไรหรือขอร้องเอมอนให้ออกค่าเช่าให้เลยสักคำ อีกอย่าง เขาเป็นคนหนึ่งที่โหวตไม่ให้เธอเข้ากลุ่ม แม้อเล็กซิสไม่ได้เสียใจหรือน้อยใจ แต่...ก็อดเกร็งไม่ได้อยู่ดี

“ไม่เป็นไร” อเล็กซิสตอบหญิงสาว เดสซิเรเดินย่ำเท้าเหมือนกำลังเต้นรำ เธอดูอารมณ์ดีตลอดเวลา อีกเรื่องที่เปิดมุมมองของอเล็กซิสคือความสัมพันธ์อันน่าสับสนระหว่างเดสซิเรกับพี่น้องเทอร์นเนอร์ ทีแรกเธอคิดว่าหญิงสาวคบหากับเอมอนเสียอีก (จากวันแรกที่พวกเขาแสดงบทรักให้เธอดู) แต่แล้วต่อมาเธอเห็นเดสซิเรนัวเนียกับบลูเช่นกัน และบางครั้ง เอมอนก็อยู่ด้วย ที่น่าแปลกเข้าไปใหญ่คือ สาวตาสองสีดูสนใจอเล็กซิสพอสมควร

“แล้ว...ขอโทษนะ เรื่องเพื่อนที่หายไปล่ะ เธอจะทำยังไง”

เธอนิ่งคิดเมื่อเดสซิเรถามคำถามนี้ เพราะเหตุนี้วันนี้เธอจึงตัดสินใจจะพบไมเคิล แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจความคิดตัวเอง “ก็...”

ข้างหลังตึกมีพื้นที่โล่ง ๆ ขนาดเท่าครึ่งสนามบาสเกตบอล เอมอนสวมเสื้อกล้ามเผยผิวแทนแกว่งแขนไปมา เขาพยักหน้าให้หญิงสาวข้างอเล็กซิสแต่นัยน์ตานั้นเป็นประกายปิดบังความสนใจของตัวเองไม่อยู่ แม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะอธิบายเป็นคำพูดยาก สิ่งหนึ่งที่อเล็กซิสมั่นใจคือเอมอนหลงรักเดสซิเร เขาไม่ได้มองเธอเป็นเพื่อนกินกันมันดีแต่อย่างใด แต่ฝ่ายหญิงคิดอย่างไร เธอเดาไม่ออก

เด็กสาวกวาดตามองโดยรอบแต่ไม่เห็นอุปกรณ์ใด ๆ เลยนอกจากนวมสีน้ำเงิน 

“นายนี่นะ จะฝึกสาว” เดสซิเรกอดอก ทำเสียงดูแคลน “แน่ใจรึ”

ชายหนุ่มยักไหล่ “ก็...ฉันทำร้ายผู้หญิงไม่ลงเธอก็รู้” เขาโยนนวมชกให้อเล็กซิส “ดังนั้น เริ่มบทเรียนด้วยการโดนตัวฉันให้ได้ดีกว่า”

เดสซิเรผิวปาก ทึ่ง “เข้าใจคิดนี่”

ทว่าคนที่ถูกฝึกกลับผิดหวัง อเล็กซิสอยากให้เขาทำให้เธอแข็งแกร่ง

“ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าเสียใจสิ จะโดนตัวฉันไม่ง่ายหรอกนะ” เอมอนกวักมือ “เริ่มเลยนะ”

เธอมองเดสซิเรและเอมอน พยักหน้า เริ่มต้นเพียงแค่แกว่งหมัดออกไป เอมอนหลบสบาย แต่เมื่อผ่านไปสักสิบนาทีอเล็กซิสเริ่มเหนื่อยเหมือนเธอชกอากาศอยู่คนเดียว ชายหนุ่มขยับตัวหลบด้วยท่าทางสบาย ๆ หมุนตัววิ่งเล่นไปมาทั้งที่พื้นที่มีจำกัด อเล็กซิสเริ่มลุกมากขึ้น ยิ่งเร่ง ยิ่งเหนื่อย เธอหยุดหอบหายใจ พื้นที่แค่นี้กลับยังสะกิดแขนเขาไม่ได้สักที

“จับเวลาไหม” เดสซิเรเสนอ “สามสิบนาทีต่อจากนี้ต้องโดนตัวเอมอนให้ได้”

ชายหนุ่มกางแขนออก “ยังไงก็ได้ที่รัก”

อเล็กซิสพุ่งตัว เขาหมุนตัวหลบทัน “อ๊ะ ๆ ทีเผลอ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันวางห้าพันชิป ให้เจ้าเอมอนชนะ” เสียงบลูดังขึ้นเหนือศีรษะ เธอเงยหน้ามอง พี่ชายของเอมอนยืนสูบบุหรี่อยู่ริมระเบียงชั้นหนึ่งกับริงโก้ที่แข่งพ่นควันออกมา “พ่อยักษ์ให้อีกฝั่ง ฉันเชื่อใจแกนะโว้ยไอ้น้องชาย”

“ยี่สิบเจ็ดนาที” เดสซิเรเตือน อเล็กซิสจด ๆ จ้อง ๆ คู่ต่อสู้ยิ้มกวนแล้วทำท่าเหมือนจะขยับไปทางขวาไม่ก็ซ้าย อเล็กซิสขยับเท้าซ้ายแล้วเปลี่ยนขวา วืด ชกอากาศอีกตามเคย เธอลองเปลี่ยนแผนเป็นขยับตัวช้า ๆ เพื่อให้เขาเบื่อ แต่กลายเป็นว่ายิ่งเสียเวลาหนักกว่าเดิม จนแล้วจนรอดเวลาผ่านไป “สิบห้านาที”

อเล็กซิสสบถในใจ เวลาเดินเร็วชะมัด เอมอนเป็นต่อทั้งหมด ทั้งทางกายภาพและกำลัง พลังในตัวเหลือเฟือ ใครจะคิดว่าผู้ชายตัวกำยำจะเคลื่อนไหวพริ้วพรายได้ราวกับเป็นลิงค่าง ส่วนเธอต่างหากที่จะหมดแรงไปเรื่อย ๆ พอทบทวนสิ่งที่เคียนโต้สอนก็หาทางไม่ได้ ครูฝึกสาวเน้นแต่ทักษะและความกล้าที่จะสู้มากกว่าสอนทริคใด ๆ เธอเหลือบมองบลูกับเดสซิเร มีบางอย่างติดในหัว บางสิ่งที่จะทำให้เธอชนะเขาได้

“สิบนาทีแล้วนะ”

อเล็กซิสทบทวนตัวเอง เธอเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างได้ ไม่ใช่เพราะมีทักษะเหนือกว่าศัตรูหากแต่...เธอพุ่งตัวใส่เอมอนอีกครั้ง และเมื่อเขาหลบ เด็กสาวไถลต้วล้มลงจากนั้นส่งเสียงร้องเจ็บข้อเท้า

เขาวิ่งกลับมาจะดูอาการ เธออาศัยโอกาสนี้กวาดเท้าเตะเอมอนให้ล้มลง ไหวพริบของเขานั้นฉับไว แม้ไม่ถูกเตะล้มแต่ก็ถือว่าโดนตัว ชายหนุ่มหัวเราะลั่นเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเสียรู้ก็ล้มตัวลงนั่งข้างเธอ

“ไอ้โง่ ไอ้น้องโง่!” บลูตะโกนด่าน้องชายดังลั่นขัดกับเสียงหัวเราะของริงโก้ ครั้งแรกที่เธอเห็นชายคนนั้นหัวเราะจากข้างใน เพราะเสียงหัวเราะของเขาดังแผดคู่คี่กับคำด่าของบลู “ไอ้โง่ ไอ้คนแพ้ผู้หญิง เอาห้าพันชิปคืนมา”

คู่ต่อสู้ของเธอยังคงหัวเราะใส่ตัวเองจนเธอหัวเราะตามไปด้วย “อ่ะ ถือว่าผ่านไปสเต็ปหนึ่งแล้วนะ ใช้ได้นะเรา” เขาขยี้หัวเธอ ท่าทางเอ็นดู

“นายมันอ่อนเองต่างหาก” เดสซิเรทำหน้าเอือม “แล้วที่นี้จะสอนอะไรเขาอีกล่ะ”

“บ้าน่า ให้สอนจริง ๆ ฉันก็สอนได้” เอมอนเขยิบเข้ามาปลดนวมในมือเธอออก “เราจะสู้กันจริง ๆ นะ หนึ่งชั่วโมงสำหรับวันนี้ ห้ามร้องไห้เชียวล่ะ เมื่อกี้แค่อุ่นเครื่องเฉย ๆ”

เธอพยักหน้าทันที รอเวลานี้มานาน

“แกสอนไม่ได้หรอก” บลูโผล่เข้ามา เขาลงมาไวเป็นบ้า “ฉันจะสอนเธอเอง ให้แกสอนนะ ยัยนี่เบะปากร้องโอดโอยแกก็ยกเลิกคลาสแล้ว”

“ไม่ได้!” เดสซิเรกลับเอมอนค้านออกมาพร้อมกัน “ไปเรียกริงโก้มาเถอะ” หญิงสาวยืนกราน

อเล็กซิสมองคนทั้งสามคุยกันเหมือนเธอเป็นเด็กอนุบาล รอให้พวกผู้ใหญ่ถกกันว่าโรงเรียนไหนเหมาะกับเธอ

“พอชนะพนัน หมอนั่นก็ออกข้างนอกแล้ว ทำไม กลัวฉันทำเด็กนี่ตายเหรอ”

“เออสิวะ” น้องชายลั่น

“เอาสิ” อเล็กซิสแทรก จากการที่เธอจับคู่เล่นเควสกับบลูมา สนุกกว่าจับคู่กับเอมอน เพราะเขาไม่พยายามสู้คนเดียว หากแต่ให้เธอสู้ด้วย ส่วนเอมอนนั้น ทำเอาอเล็กซิสวิ่งตามเฉย ๆ “พวกหุ่นมันก็ไม่ปรานีเหมือนกัน ฉันจะได้ชนะเควสได้เร็ว ๆ”

บลูส่งยิ้มให้เพื่อนตัวเองอย่างเป็นต่อ อเล็กซิสลุกขึ้นพร้อมจะสู้กับชายหนุ่ม

ทว่ามันกลับเป็นการฝึกที่สั้นที่สุด

 

เธอกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้ง อเล็กซิสพยายามปลุกสติตัวเอง เล็บของเบ็กกี้จิกลึกมากขึ้นทุกที เลือดไหล่ทะลักออกมาจากใต้ผิว ทุกอย่างช้าลงตรงข้ามกับความรู้สึกที่ทวีคูณ เล็บค่อย ๆ ฉีกออกจากกัน บางนิ้วฝังแล้วกรีดลงบนเนื้อเธอ หนังค่อย ๆ ปริแยกออกพร้อมลาวาสีเลือดเอ่อล้นขึ้นมา กล้ามเนื้อขึ้นเป็นเส้นหนา เส้นเกร็งไปจนถึงขมับ ตัวเธอถูกยกขึ้นสูงแล้วดิ่งลงปะทะกับพื้น ริมฝีปากชิมน้ำสกปรกและคราบเลือด ใบหน้าถูไถลไป...

ตื่น!

เธอลืมตาโพล่ง ภาพเหล่านี้ชัดขึ้นทุกทีจนอเล็กซิสแทบไม่อยากนอน แต่แล้วจำต้องหลับตาอีกรอบเพราะเจ็บเบ้าตาก่อนจะสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดจากนั้นไอสำลักออกมา มือใครสักคนแปะอยู่บนศีรษะแล้วเลื่อนมาจับไหล่เธอไว้ อเล็กซิสลุกขึ้นนั่งทันที ตกใจ พอมองเต็มตาจึงเห็นดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องกลับมา “ไมเคิล...”

คงเรียกว่าเป็นเด็กหนุ่มผมเงินไม่ได้แล้ว เพราะเฉดผมสีน้ำตาลเริ่มโผล่ออกมามากขึ้น มุมปากเลิกขึ้นก่อเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ “เธอผอมไปนะ”

ไม่ทันคิดอะไร อเล็กซิสโผเข้ากอด เธอไม่ได้ฝันไป และข้างหลังไมเคิลคือเรมีที่นั่งมองพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น อเล็กซิสกวาดตามอง เธออยู่ในห้องเช่าของตัวเองนี่นา เมื่อนั้นจึงคลายกอดไมเคิล “เอ๊ะ...พวกนายมาตั้งแต่ตอนไหน”

“ตอนที่เธอโดนน๊อค...” เขากำมือทำท่าชกหน้าตัวเอง “...แน่นิ่ง”

เธอทบทวนความจำตัวเอง จำได้ว่าเริ่มต้นไปไม่เท่าไร ก็โดนบลูชกแล้วสติวาร์ปกลับไปในห้องนั้น เด็กสาวกลืนน้ำลายช้า ๆ เข้าใจแล้วว่าทำไมเดสซิเรกับเอมอนถึงห้ามไม่ให้บลูสอนเธอ เพราะบทเรียนของเขานั้นสั้นเหลือเกิน เขาไม่รอให้เธอค่อย ๆ เรียนรู้ แต่ยัดคำว่าอ่อนหัดผ่านหมัดกระแทกเข้าสู่สมองจนสลบไปนั่นแหละ

“ไมเคิลเกือบสู้กับหมอนั่น ดีที่ฉันห้ามไว้” เรมียีหัวเพื่อน “ถ้าฉันจำแม่สาวผมบลอนด์คนนั้นไม่ได้ มีมวยอีกคู่แน่”

“เขาฝึกให้ฉัน” เธอบอก ไมเคิลหัวเราะในลำคอ พึมพำกับตัวเอง เธอได้ยินคำว่า ร่างแยกของปาสคาลหรืออะไรสักอย่าง “หา นายว่าอะไร”

“เปล่า” เขาส่ายหัว กวาดตามองห้องของเธอ “มันเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่พวกเธอออกมา” เขาถามเข้าเรื่องทันที อเล็กซิสไม่สบตาทั้งสองคน

“มีคนจับตัวพวกเราไป เบ็กกี้ถูกส่งตัวไปที่อื่น ส่วนพวกมันกะจะฆ่าฉันทิ้งทีหลัง แต่ฉันรอดออกมาได้” ดูเหมือนว่าพวกไมเคิลจะยังต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ แต่อเล็กซิสไม่อยากลงรายละเอียดว่าเธอเจอกับอะไร หรือหนีได้อย่างไร เพียงแค่ฝันเห็นมันถี่ ๆ ก็เกินพอแล้ว เธอไม่อยากทบทวนแม้ในเวลาที่ตัวเองมีสติ “ฉันไม่รู้ว่าเบ็กกี้อยู่ไหน ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าจับไปทำไมด้วย รู้แต่ว่ามันไม่ได้ต้องการจำนวนเยอะ แต่ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงก็จะดีมาก” อเล็กซิสจำได้ว่าได้ยินคนเถียงกัน ฝ่ายเกรกอรี่และยูฟุนยืนกรานว่าถ้าพวกมันไม่จับเด็กคงไม่มีของให้พวกมัน เพราะคนในนี้ล้วนมีฝีมือทั้งนั้น และถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงยิ่งยากไปใหญ่

เธอสังเกตอาการของทั้งสอง ไมเคิลกอดอกครุ่นคิด ส่วนเรมีเดินวนไปวนมา “พวกเราฝันด้วยนะ” อดีตหนุ่มแว่นเกริ่น เมื่อไม่มีแว่น บวกกับร่างกายที่เคยผอมกลับกลายเป็นแข็งแรงขึ้น เรมีเปลี่ยนลุคไปเยอะ "คือ...มีฉัน มินนี่ และไมเคิล มันเหมือนกับเป็นเมสเสจของเบ็กกี้ เพียงแต่เห็นแค่ดวงไฟ มินนี่ได้ยินเสียงเบ็กกี้ขอให้ช่วย แต่หลัง ๆ ฉันก็ไม่ได้ค่อยเห็นนะ มีฝันเห็นประปราย ส่วนไมเคิลไม่เห็นอีกเลย"

เธอมองหน้าเพื่อนร่างสูง เขาพยักหน้ายืนยันคำพูดของเรมี “เธอไม่เห็นบ้างเหรอ”

อเล็กซิสส่ายหัว เบ็กกี้โกรธเธอหรือเปล่า หรือว่าไม่คิดว่าอเล็กซิสจะรอด   

“พวกเราคิดว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็แย่...” เรมีสรุป

บางครั้งเธอไม่รู้ว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ดันเป็นคู่แรกที่ออกมาและถูกลักพาตัว ยังไม่นับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันเธอยังโชคดีที่รอดจากสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะเมื่อมองกลับไป อเล็กซิสเห็นว่าตนเองค่อนข้างตายยากพอสมควร และเมื่อคิดทบทวนอีกที ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวซวยของทุกคน

ไมเคิลดูเหมือนจะสังเกตอาการเงียบผิดปกติได้ เขาบีบมือแน่น “ไม่เป็นไร มันไม่ใช่ความผิดของเธอนะ”

แต่ลึก ๆ แล้วอเล็กซิสอดโทษตัวเองไม่ได้อยู่ดี ถ้าเป็นคนอื่นจะช่วยเบ็กกี้ได้หรือไม่ และถ้าเวลานั้นเธอลงมือเร็วกว่านี้ เอเลน่าคงไม่ถูกฉีดยา มีแต่คำว่า ถ้า ถ้า ถ้า ถมอยู่ในหัว

“มันซับซ้อนนะ” เธอบ่น “สองตัวที่จับพวกเราชื่อเกรกอรี่กับยูฟุน พวกเขาถูกบันทึกว่าตายไปแล้ว บลูเองก็ยืนยันว่าเห็นพวกเขาตายไปแล้ว แต่แสตนเนอร์ยืนยันว่ามันเป็นพวกเขาจากหลักฐานทางนิติเวช”

“บลู?”

เธอหันไปตอบเรมี “คนที่ชกฉันไง เขาเป็นเจ้าของที่นี่ กลุ่มนั้นทั้งหมด”

พวกเขาเงียบ อเล็กซิสจึงแน่ใจว่าไม่มีใครมีข้อมูลอะไรใหม่เลย ทั้งไมเคิลและเรมีต่างรอฟังจากปากเธอที่รู้รายละเอียดพอ ๆ กัน “แล้ว...นอกจากดวงไฟ พอบอกได้ไหมว่าเบ็กกี้...อยู่ในลักษณะไหน”

“คือ...” เด็กหนุ่มผิวเข้มเหมือนจะพูด แต่แล้วก็เงียบ “ไม่แน่ใจ มันไม่ชัดเลย”

ไมเคิลกอดอก “แต่ก็ชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่ร่วมด้วย ถึงมีการเปลี่ยนยกชุด”

“ถ้างั้นก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะทำงานยากในเมื่อมีคนคอยขัดกันอยู่ เพียงแต่ฉันอยากรู้ว่า พวกนั้นจับไปทำอะไร และเบ็กกี้จะเป็นอย่างไร” พูดแล้วเกิดอาการคันตาจึงขยี้มันแล้วร้องโอย “ให้ตายเถอะ” อเล็กซิสลุกพรวดวิ่งไปหน้ากระจก “โอ้...” เธออ้าปากค้างเมื่อเห็นหน้าตัวเองชัด ๆ เบ้าตาข้างซ้ายปรากฏรอยช้ำห้อเลือดชัดเจน พอหันไปมองพวกไมเคิลกับเรมี ทั้งสองยิ้มแห้ง ไมเคิลชูมืออีกข้างที่ถือแผ่นเจลเย็นไว้ “โทษนะ ลืมบอก” อเล็กซิสกัดฟันดังกรอด เธอเพิ่งหายดีจากอาการเจ็บเก่ากลับพบรอยแผลใหม่แถมครั้งนี้มันอวดอยู่บนหน้าหรา ต่อให้มองระยะสิบเมตรก็ยังเห็น

หมอนั่นไม่ยั้งมือเลยสักนิด

บลู!










วันนี้ลงเร็วหน่อยค่ะ (ฮะ นี่เร็วแล้วเหรอ พอดีเป็นคนตื่นสายน่อ นี่คือเร็ว อิอิ) แถมวันนี้วันเกิดและเป็นบทน้องอเล็กซิสด้วย เห็นบางท่านถามหา ถือเป็นของขวัญให้ทุกท่านนะคะ

และเพราะฤกษ์ตกฟาก(เกี่ยวไหม) เลยขอโปรโมตโซเชียลให้ทุกท่านได้ติดตามด้วย

หากทำให้บางคนรำคาญของอภัยนะคะ ไม่มีอะไรมากหรอก ตรง ๆ เลย เผื่อใครอยากพูดคุย ผ่านสื่อตรงนี้มันสะดวกกว่านั่นแหละ

Facebook: Jesjournal

Twitter: Jesjournal(อันนี้ไม่ค่อยโพสอะไรค่ะ ชอบไปเผือกเรื่องชาวบ้าน)

Instagram: Jesjournal

แถมอีก เราเคยบอกใช่ม้าว่าเขียนภาษาอังกฤษด้วย เผื่อใครอยากให้คำแนะนำนะคะ

https://www.penana.com/user/32033/jes

https://www.wattpad.com/user/Jesjournal90




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #106 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 11:45
    น้องเราาาาาาาาาาาาา
    #106
    1